Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
การจำแนกบัวบก พรมมิ และแว่นแก้วด้วยลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่สร้างจากวิธีพีซีอาร์อาร์เอฟแอลพี และการประยุกต์กับผลิตภัณฑ์สมุนไพร Differentiation of Centella asiatica, Bacopa monnieri, and Hydrocotyle umbellata and Their Commercial Products using DNA Fingerprint Generated by PCR-RFLP
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: จำแนกบัวบก พรมมิ และแว่นแก้วด้วยลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่สร้างด้วยเทคนิค PCR-RFLP วิธีการศึกษา: สืบค้นข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน maturase K (matK) ของบัวบก พรมมิ และแว่นแก้วจากฐานข้อมูลยีน เพื่อนำมาใช้ออกแบบไพรเมอร์และทำนายตำแหน่งเอนไซม์ตัดจำเพาะ แล้วสร้างลายพิมพ์ดีเอ็นเอต้นแบบของพืชบัวบก พรมมิ และแว่นแก้วโดยสังเคราะห์ดีเอ็นเอบริเวณยีน matK ด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลีเมอเรส จากนั้นสร้างรูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเอของพืชแต่ละชนิดด้วยเอนไซม์ตัดจำเพาะ และตรวจสอบรูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเอด้วยอะกาโรสเจลอิเล็กโทรโฟรีซิส นำวิธีดังกล่าวมาตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลการศึกษา: ลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่มีรูปแบบจำเพาะกับบัวบกสร้างจากการตัดดีเอ็นเอด้วยเอนไซม์ตัดจำเพาะ BamH1 สำหรับพรมมิใช้เอนไซม์ Sph1 และสำหรับแว่นแก้วใช้ BspD1 ผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวน 8 ตัวอย่าง ด้วยวิธีที่กำหนดขึ้นพบว่ามีผลิตภัณฑ์สมุนไพร 2 ตัวอย่างที่ชนิดสมุนไพรไม่ตรงตามที่ระบุในฉลาก ได้แก่ ชาสมุนไพรบัวบก 1 ตัวอย่างที่ผลการทดสอบพบว่าเป็นแว่นแก้ว และชาชงพรมมิ 1 ตัวอย่างที่ผลการทดสอบพบว่าเป็นบัวบก สรุป: ลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่สร้างด้วยเทคนิค PCR-RFLP สามารถจำแนกสมุนไพรทั้งสามชนิดได้ และสามารถนำมาใช้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร
คำสำคัญ บัวบก; พรมมิ; แว่นแก้ว; ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ; พีซีอาร์อาร์เอฟแอลพี
Abstract
Objective: Differentiation of Centella asiatica (L.) Urban (CA), Bacopa monnieri (L.) Pennell (BM), and Hydrocotyle umbellata L. (HU) using DNA fingerprints generated by PCR-RFLP technique. Methods: The Genbank database was used to acquire nucleotide sequence information from the maturase K (matK) genes of CA, BM, and HU to design primers and predict specific enzyme cutting sites. The patterns of DNA fingerprints of CA, BM, and HU were then created using polymerase chain reaction amplification of the matK gene. The fingerprint pattern was then constructed using restriction enzymes and was analysed using agarose gel electrophoresis. Results: Cutting DNA using the enzyme BamH1 generated a distinctive fingerprint pattern for CA, while cutting DNA with Sph1 yielded a unique pattern for BM and BspD1 yielded a specific pattern for HU. The examination of eight samples of herbal products using the established procedure revealed that two samples did not match to labels, including one sample of CA herbal tea that was discovered to be HU and one sample of BM brewed tea that was found to be CA. Conclusion: DNA fingerprints created by the PCR-RFLP technique were able to identify the three herbal species and can be used to inspect herbal products.
Keywords: Centella asiatica; Bacopa monnieri; Hydrocotyle umbellata; DNA fingerprints; PCR-RFL
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในจังหวัดนนทบุรี
The Effects of Science and Health Literacy Enhancement Program on Chronic Kidney Disease Prevention for Village Health Volunteers in Nonthaburi Province
Songpon Phadungphatthanakoon, Napaphen Jantacumma and Duongdearn Suwanjinda
รับบทความ: 8 มีนาคม 2567; แก้ไขบทความ: 1 พฤษภาคม 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 4 พฤษภาคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 14 พฤษภาคม 2567
บทคัดย่อ
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังอย่างเพียงพอ สามารถดำเนินการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังให้กับประชาชนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพควรส่งเสริมการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปพร้อมกัน งานวิจัยนี้จึงพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังให้กับ อสม. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ของ อสม. ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ และ 2) เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังของอสม.ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ อาสาสมัครคือ อสม.ในพื้นที่ดูแลของ รพ.สต.บ้านใหม่ เขตอำเภอปากเกร็ด จำนวน 27 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรมที่ให้ อสม. ฝึกใช้สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตเรื้อรังตาม องค์ประกอบของความรู้ด้านสุขภาพ 2) แบบทดสอบการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ และ 3) แบบทดสอบความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าทีแบบตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า อสม.ที่เข้าร่วมโปรแกรมฯ มีการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นโปรแกรมฯ นี้จึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิผลที่น่าสนใจในการประยุกต์ใช้และการพัฒนาต่อยอดสำหรับการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ให้ อสม.หรือแกนนำสุขภาพที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ อสม. ได้
คำสำคัญ: อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน การฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การป้องกันโรคไตเรื้อรัง โปรแกรมการส่งเสริมการฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์
Abstract
Village health volunteers (VHVs) having adequate health literacy for chronic kidney disease prevention (HLCKDP) could be able to work to promote HLCKDP to people in the community. Effective health literacy (HL) promotion should be encouraged in line with science literacy (SL). This research had to develop a science and health literacy enhancement program on chronic kidney disease (CKD) prevention for VHVs. The research objectives were to: 1) compare the SL of VHVs before and after participating in the program, and 2) compare HVHs’ HLCKDP before and after participating in the program. The participants were 27 VHVs who were in the area of the Ban Mai health promoting hospital in Pak Kret district. Research instruments included 1) the program consisting 7 activities that allow VHVs to practice using scientific competencies in learning about CKD prevention based on the components of HL, 2) the pre– and post–science literacy tests, and 3) the pre– and post–health literacy tests on CKD prevention for participating in the program as the research tools. The data were analyzed by descriptive statistics and t–test for dependent samples. The findings found that VHVs participating in the program had SL and HLCKDP which were significantly higher than those before participating in the program at the 0.05. Therefore, this program is beneficial for future application and further development for promoting HL on CKD and other chronic non–communicable diseases to VHVs or health leaders who are similar to the VHVs.
Keywords: Village health volunteers, Science literacy, Health literacy, Chronic kidney disease prevention, Science literacy enhancement progra
กองบรรณาธิการ
ที่ปรึกษา
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
(ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร)
บรรณาธิการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ
บรรณาธิการจัดการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง
กองบรรณาธิการ
ศาสตราจารย์ ดร.วรรณทิพา รอดแรงค้า / สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.กานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน สุวรรณจินดา / มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.พัดตาวัน นาใจแก้ว / มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี ลีกิจวัฒนะ / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาภัค ศรียาภัย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร /มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.สุระ วุฒิพรหม / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวรัตน์ จันทะโร / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ บุญลือ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รองศาสตราจารย์ ดร.อภิเดช แสงดี / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุข / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา นุกูลธรรม / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญ เพียซ้าย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญจิต เหมะวิบูลย์ /มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิมา ปิยะพงษ์ / มหาวิทยาลัยบูรพา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุมพต พุ่มศรีภานนท์ / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ดิษเจริญ / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง / มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา ร. นพรัตน์แจ่มจำรัส / มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ดรบัณฑิต / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะฉัตร จิตต์ธรรม / มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วนินทร พูนไพบูลย์พิพัฒน์ / มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ รักษาจิตร์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนิษฐาน ศรีนวล / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ / มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
อาจารย์ ดร.กานต์ยุพา จิตติวัฒนา / มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์ ดร.ธีรวัฒนา ภาระมาตย์ / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.สมบัติ คงวิทยา /กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คุณวรรณวิมล เมฆบุญส่งลาภ / ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Prof. Dr. Wee Tiong Seah / Melbourne Graduate School of Education, The University of Melbourne 234 Queensberry Street Victoria 3010, Australia
Dr. Bin Hong /China Institute of Medical Biotechnology, Chinese Academy of Medical Sciences and Peking Union Medical College, Taintanxili #1, Beijing 100050, China
Dr. Vandna Rai / National Research Centre on Plant Biotechnology, Indian Agriculture Research Institute, New Delhi 110012, India
ฝ่ายศิลป์และภาพ
นายสัญญา พาลุน
ฝ่ายจัดการและเลขานุการ
นางชลรดา สารทสมั
THE FACTORS INFLUENCING GENERATION Z CONSUMERS' INTENTION TO PURCHASE PRODUCTS THROUGH VIEWING IN-FEED ADS VIA THE TIKTOK APP: ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านการรับชมโฆษณาที่แทรกอยู่ในวิดีโอบนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก ของผู้บริโภคเจเนอเรชัน ซี
This research has analyzed current behavior of consumers who watch videos through the TikTok application. It aims to explore In-Feed Ads, a novel form of advertising, that influences consumer behavior in a digital era. This research aims to study factors related to informativeness, entertainment, irritation, credibility, and personalization influencing the intention to purchase products through In-Feed Ads on the TikTok app among Generation Z consumers. The study involved 400 samples aged 18-26 who have experienced watching In-Feed Ads on TikTok. Data was collected through online questionnaires and analyzed using multiple linear regression and path analysis. The findings reveal that factors such as entertainment, credibility, personalization, and attitude towards brands influence purchase intentions, while factors related to informativeness, and irritation do not significantly affect purchasing intentions. The study also examines the direct and indirect impacts of intervening variables and concludes that factors related to informativeness, entertainment, credibility, and personalization influence purchase intentions, whereas irritation do not. This research provides valuable insights for businesses to develop and plan advertising strategies tailored to consumer needs and preferences, thereby enhancing consumer engagement and satisfaction. This study is beneficial for businesses that are choosing to use In-Feed Ads through social media applications. Entrepreneurs can apply the research result to develop advertising plans to effectively reach a target market, ranging from selecting interesting content, scheduling launch time, and displaying contents that suit audiences. This allows businesses to increase their competitive advantage in the digital business realm
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการแสดงของเท็มโพโรแมนดิบิวลาร์ ดิสออเดอร์ ในผู้มารับบริการทันตกรรม โรงพยาบาลตากสิน: Prevalence and Associated Factors of Signs of Temporomandibular Disorders (TMD) in Dental Patients, Taksin Hospital
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการแสดงของเท็มโพโรแมนดิบิวลาร์ ดิสออเดอร์ในผู้มารับบริการทันตกรรม โรงพยาบาลตากสิน
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามเกี่ยวกับอุปนิสัยการใช้ขากรรไกร ประวัติ อุบัติเหตุและการจัดฟัน รวมถึงแบบบันทึกผลการตรวจระบบบดเคี้ยว แบบสอบถามอาการเท็มโพโรแมน ดิบิวลาร์ดิสออเดอร์ และแบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิต กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มารับบริการทาง ทันตกรรมที่กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลตากสิน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2564 ถึง 30 ธันวาคม 2564 จำนวน 300 คน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ระหว่างความชุกของอาการแสดงกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยสถิติไคสแควร์ และการทดสอบของฟิชเชอร์ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า 0.05 และนำปัจจัยต่าง ๆ ที่พบว่ามีนัยสำคัญมาวิเคราะห์ต่อด้วยสถิติถดถอยโลจิสติสพหุนามซึ่งแสดงผลด้วยค่าอัตราส่วนออด และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 300 คน มีอาการแสดงอย่างน้อย 1 อย่าง ร้อยละ 55 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 62.7 อายุเฉลี่ย 47.9 ± 17.41 ปี อุปนิสัยการใช้ขากรรไกรที่พบมาก ได้แก่ ชอบอ้าปากกว้างหรือหาวนอนกว้าง ร้อยละ 69.1 ผู้ป่วยที่อ้าปากได้น้อยกว่า 40 มิลลิเมตร พบร้อยละ 43.0 และผู้ป่วยที่มีภาวะเครียดแต่อยู่ในระดับน้อย พบร้อยละ 82.3 ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการแสดง ที่พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ คือการรายงานว่ามีเสียงที่ข้อต่อขากรรไกรภายใน 30 วันที่ผ่านมา มีโอกาสเกิดอาการ มากกว่าที่ไม่มีเสียงถึง 3.07 เท่า (OR = 3.07, 95%CI = 1.50, 6.29)
สรุปการศึกษา: ผู้ป่วยที่มารับบริการที่กลุ่มงานทันตกรรมโรงพยาบาลตากสิน เกินครึ่งหนึ่งมีอาการแสดงของเท็มโพโรแมนดิบิวลาร์ดิสออเดอร์อย่างน้อย 1 อย่าง โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ชอบอ้าปากกว้าง หรือหาวนอนกว้าง มีระดับความเครียดน้อย และผู้ป่วยที่เคยมีเสียงที่ข้อต่อขากรรไกรภายใน 30 วันที่ผ่านมา มีโอกาสเกิดอาการแสดงมากกว่าที่ไม่เคยมีเสียงถึง 3.07 เท่า
Objective: To study the prevalence and factors associated with signs of temporomandibular disorders in dental patients, at Taksin Hospital.
Materials and methods: Data were collected from a questionnaire to explore jaw habits, history of jaw injuries, and orthodontic treatment, including clinical records on the examination of the masticatory system, the DC/TMD Symptom Questionnaire as well as the stress assessment form of the Department of Mental Health. The samples consisted of 300 patients who received dental services, at Taksin Hospital from August 1, 2021, to December 30, 2021. Demographic data were analyzed by means and standard deviation (SD). Chi-squared statistics and the Fischer test were used to determine the relationship between the prevalence of signs of temporomandibular disorder and interested factors at p-value < 0.05. And the factors that were significant were analyzed by the multiple logistic regression statistics were an odds ratio (OR) with a 95% confidence interval.
Results: Of 300 dental patients, 55% had at least one sign of temporomandibular disorders, and 62.7% of them were female with a mean age of 47.9 ± 17.41 years. Wide mouth opening and yawning widely were the most prevalent jaw habits (69.1%). Patients whose maximum mouth opening was less than 40 mm were found 43.0% and 82.3% had mild stress. Factors associated with temporomandibular disorder statistical significance is a patient who used to have a clicking sound. There is a chance of temporomandibular disorder 3.07 times more than in patients who had no clicking sound. (OR = 3.07, 95%CI = 1.50, 6.29).
Conclusions: The prevalence of temporomandibular disorder with at least one symptom was higher than half of the patients who received dental services at Taksin Hospital. Factors associated with temporomandibular disorder included patients who opened their mouths and yawned widely and low levels of stress. Patients who used to have clicking sounds had a chance of temporomandibular disorder 3.07 times more than patients who had no clicking sound
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กอายุ 0-3 ปี ในอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี: A Social Return on Investment of Oral Health Promotion and Prevention Program in 0-3 Years Old Children, Khokchareon District, Lopburi Province
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กอายุ 0-3 ปี ในอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ที่จัดช่วงปีงบประมาณ 2559-2561
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: การวิจัยนี้เป็นวิจัยผสานวิธี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยของการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน มีทั้งหมด 6 ขั้นตอนได้แก่ 1) กำหนดขอบเขตการวิเคราะห์และระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) ทำแผนที่ผลลัพธ์และสร้างตัวชี้วัด 3) เก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์และค่าแทนทางการเงินของผลลัพธ์ 4) การประเมินผลกระทบของกิจกรรม 5) คำนวณผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนและวิเคราะห์ความอ่อนไหว และ 6) รายงานผลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนำไปปฏิบัติ ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2564-เดือนกรกฎาคม 2565
ผลการศึกษา: พบว่ากิจกรรมนี้ใช้งบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอโคกเจริญ มีมูลค่าการลงทุนปัจจุบันเป็นเงิน 192,551 บาท สร้างมูลค่าเป็นเงิน 915,126 บาท คือการลงทุน 1 บาท ได้ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน 4.75 บาท เมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวพบว่า ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของกิจกรรมอยู่ที่ 1.06-4.80 บาท
สรุป: เงินทุก ๆ 1 บาทที่ลงทุนให้ผลตอบแทนทางสังคมอยู่ที่ 4.75 บาท โดยผลประโยชน์ของกิจกรรมตกแก่กลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มเด็กเล็กร้อยละ 85 และกลุ่มที่ยังได้รับประโยชน์จากกิจกรรม คือ ผู้ปกครอง ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรม
Objective: The purpose of this research was to study the social return on investment of oral health promotion and prevention programs for 0–3 years old children in Khokcharoen District, Lopburi Province, which was held in the fiscal year 2016-2018.
Materials and methods: This research are mixed methods research, using research methodology based on social return on investment assessment. There are six steps consisting of 1) Determining the scope of analysis and identifying stakeholders. 2) Create an impact map and indicators. 3) Collecting outcome changes and defining financial proxies. 4) Impact assessment. 5) Calculation of social return on investment and sensitivity analysis. 6) Reporting results to stakeholders and implementation. Take time to collect data and analyze from March 2021-July 2022
Results: The results showed that this activity used the budget from the National Health Security Office and the subdistrict Administrative Organization in the Khokcharoen District. The current investment value was 192,551 baht, while the social return was 915,126 baht. Investing 1 baht has a social return from investment of 4.75 baht. When analyzing the sensitivity, it was found that the social return on investment was 1.06-4.80 baht.
Conclusions: For every 1 baht invested, the social return was 4.75 baht. The benefits of the activities fall on the leading target group, 85% of young children, which was consistent with the objectives of the activity. Parents and child development center teachers also receivedbenefits from the activity and this assessment built good relationships between staff involved in the activities
การฝึกเล่าเรื่องสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องเฉพาะด้านภาษา
ความบกพร่องเฉพาะด้านภาษาเป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางภาษาที่ส่งผลต่อความสามารถทางความเข้าใจภาษา รวมถึงแสดงออกทางภาษาทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถทางสติปัญญาในด้านที่ไม่ใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ความผิดปกติของพัฒนาการทางภาษาของเด็กที่มีความบกพร่องเฉพาะด้านภาษาส่งผลต่อความสามารถของเด็กในทักษะการเล่าเรื่องทั้งโครงสร้างการเล่าเรื่องในระดับจุลภาคโดยเด็กกลุ่มนี้มีการใช้คำศัพท์ไม่หลากหลาย การใช้รูปประโยคสั้นและไม่ซับซ้อน รวมทั้งใช้โครงสร้างไวยากรณ์ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้โครงสร้างการเล่าเรื่องในระดับมหภาค เด็กกลุ่มนี้จะมีการใช้ไวยากรณ์เรื่องราวและมีเนื้อหาเชิงบรรยายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน การฝึกเล่าเรื่องด้วยวิธี Narrative-Based Language Intervention (NBLI) เป็นการฝึกโดยใช้ภาษาพูดซึ่งเน้นเป้าหมายทางโครงสร้างของเรื่องราวและไวยากรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องเฉพาะด้านภาษาซึ่งนักแก้ไขการพูดสามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติทางคลินิกสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องเฉพาะด้านภาษาเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและการเล่าเรื่องได้ต่อไ
ผลของดนตรีบำบัดต่อการจัดการความเครียดในมารดาของเด็กที่มีภาวะออทิซึม
การวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเล็ก (Small-n Experimental Research Design) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของดนตรีบำบัดต่อการจัดการความเครียดในมารดาเด็กที่มีภาวะออทิซึม ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ มารดาของเด็กที่มีภาวะออทิซึมจำนวน 3 คน เข้าร่วมกิจกรรมดนตรีบำบัดรูปแบบเสมือน (Virtual music therapy) ได้แก่ การฟังเพลง กิจกรรม Music and imagery การแต่งเพลง การสร้างรายการเพลง และการเคลื่อนไหว กิจกรรมดนตรีบำบัด ที่จัดขึ้นเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมแบบเดี่ยว วัดระดับความเครียดด้วยดัชนีชี้วัดความเครียดของมารดาฉบับภาษาไทยและใช้การสังเกตการณ์ภาวะความเครียดระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีบำบัด การวิจัยนี้วิเคราะห์ระดับความเครียดด้วยสถิติเชิงบรรยาย และสถิติ Willcoxon Sign Rank test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกตการณ์
ผลการวิจัยพบว่าบุตรของกลุ่มเป้าหมายได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะออทิซึมอายุ 3-5 ปี ส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์เด็ก รวมถึงเข้ารับการบำบัดและกระตุ้นพัฒนาการ ความเครียดของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 เกิดขึ้นตามอารมณ์และพฤติกรรมของบุตร ในการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมายในระยะแรกพบว่าผู้เข้าร่วมทั้ง 3 มุ่งขอคำปรึกษาในการพัฒนาบุตรที่มีภาวะออทิซึมรวมถึงแนวทางในการพัฒนา เมื่อมีสอบถามถึงสภาพอารมณ์และจิตใจ ได้รับคำตอบแบบคลุมเครือ โดยย้ำเพียงว่าติดเพียงปัญหาพฤติกรรมของบุตรไม่แสดงออกให้หรือแบ่งปันสภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นกับตน ในระยะถัดมาพบว่ากลุ่มเป้าหมายเริ่มอธิบายภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมถึงรับรู้และยอมรับว่าร่างกายและจิตใจของตนเองกำลังเข้าสู่ภาวะความเหนื่อยจากการดูแลบุตรมาเป็นระยะเวลานาน ในระยะท้ายพบว่ากลุ่มเป้าหมายเปิดใจในการเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ของตนเองเพิ่มมากขึ้นยอมรับและได้พูดเล่าสะท้อนสิ่งต่าง ๆ ออกมา รวมถึงได้ทราบวิธีที่ตนเองใช้บรรเทาภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นทั้งที่รู้ตัวและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ผลค่าเฉลี่ยระดับความเครียดของผู้เข้าร่วมวิจัยหลังการทดลองลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนและระหว่างการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจากผลการสังเกตการณ์ระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีบำบัด พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยแสดงออกทางภาวะความเครียดลดลงซึ่งสังเกตได้จากสีหน้าและภาษากาย รวมทั้งการรายงานประสบการณ์เชื่อมโยงกับภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้
การขับเคลื่อนการจัดการการท่องเที่ยวบนฐานทุนชุมชนชาติพันธุ์ ของตำ บลแม่สลองนอก อำ เภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย: The Driving of the Tourism Management Based on the Social Capital of Ethnic Communities in Maesalong-Nok Sub District, Mafahluang District, Chiang Rai Province
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาทุนชุมชนชาติพันธุ์ที่สนับสนุนการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน วิเคราะห์ ศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวและหาแนวทางในจัดการท่องเที่ยวของชุมชนบนฐานทุนชุมชนชาติพันธุ์ โดยใช้กระบวนการทางนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการท่องเที่ยว15คน ผู้นำชุมชน ชาวบ้าน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ 10 คน แกนนำผู้บริหารจัดการการท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่องค์การบริหาร ส่วนตำ บล 10 คน และนักท่องเที่ยว 385 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบ มีโครงสร้าง การสนทนากลุ ่มย ่อยและการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส ่วนร ่วม วิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณโดยโปรแกรมสำ เร็จรูปทางสถิติ ข้อมูลเชิงคุณภาพนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์จัดหมวดหมู่ เพื่อสร้างข้อสรุปหาคำตอบตามวัตถุประสงค์ ผลการศึกษาพบว่า ทุนชุมชนชาติพันธุ์ที่สนับสนุนการจัดการท่องเที่ยวมี4 ด้าน คือ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนกายภาพ และทุนธรรมชาติศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวของชุมชนภาพรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง ( x = 2.83) ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ระดับปานกลาง ( x = 3.26) รองลงมาคือ ด้านการบริการโครงสร้างพื้นฐานและการบริการทางการท่องเที่ยว ระดับปานกลาง ( x = 3.04) และ ด้านการตลาดการท่องเที่ยว ในระดับปานกลาง ( x = 2.85) เช่นกัน แนวทางการจัดการการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการทางนวัตกรรม คือ (1) ด้านการตลาดการท่องเที่ยว ใช้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์การสร้าง สื่อการประชาสัมพันธ์(2)ด้านการบริการโครงสร้างพื้นฐานและการบริการทางการท่องเที่ยวใช้นวัตกรร
การวิเคราะห์องค์ประกอบรูปแบบการดำ เนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ ในสังคมชนบทของประเทศไทย: Factor Analysis of Lifestyle of Young Generationin Thai Rural Society
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบรูปแบบการดำ เนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ใน สังคมชนบทของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จาก กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนรุ่นใหม่ หรือเจเนอเรชั่นวาย (อายุ 18 ถึง 37 ปีใน พ.ศ. 2561) ที่อาศัยอยู่ใน สังคมชนบทเขตภาคกลางและภาคใต้ที่เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานอาสาสมัครของนักศึกษาบัณฑิต อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 49 จำ นวน 389 ราย วิเคราะห์ผลการวิจัยโดยใช้การ วิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการวิจัย พบว่า (1) รูปแบบการดำ เนินชีวิตด้านกิจกรรม แบ่งออกได้เป็น 10 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มนักกิจกรรมเพื่อสังคม กลุ่มคนศรัทธาในศาสนาและรักสุขภาพ กลุ่มนักบริโภคตาม สมัยนิยม กลุ่มคนรักความบันเทิง กลุ่มคนชอบงานอดิเรก กลุ่มคนรักการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย กลุ่มคนติดบ้าน กลุ่มนักอ่านและนักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกลุ่มคนนิยมรับสื่อจากวิทยุและโทรทัศน์ และกลุ่มคนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ (2) รูปแบบการดำ เนินชีวิตด้านความสนใจ แบ่งออกได้เป็น 12 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนสนใจความเป็นไปของสังคม กลุ่มคนสนใจดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มคนสนใจ พัฒนาตนเองและมองเป้าหมายอนาคต กลุ่มคนสนใจครอบครัว กลุ่มคนสนใจติดตามข่าวสาร กลุ่มคน สนใจวัตถุนิยม กลุ่มคนสนใจตามกระแสนิยม กลุ่มคนสนใจการเรียนรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กลุ่มคนสนใจการพักผ่อนและกิจกรรมนันทนาการ กลุ่มคนสนใจในเสียงเพลง กลุ่มคนสนใจใช้ชีวิต แบบพอเพียงและกลุ่มคนสนใจใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและ(3) รูปแบบการดำ เนินชีวิตด้านความคิดเห็น แบ่งออกได้เป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนหัวคิดสมัยใหม่ กลุ่มคนคิดไม่ตามกระแสหลัก กลุ่มคนใส่ใจ การเมือง กลุ่มคนหัวคิดผู้ประกอบการ กลุ่มคนคิดบวก กลุ่มคนมุ่งเน้นคุณค่าทางจิตใจ กลุ่มคนหัว อนุรักษ์นิยม และกลุ่มคนให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครั