Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    อิทธิพลของระยะเวลาทำงานที่หลากหลายต่อคุณสมบัติเชิงกายภาพของเรซินโมดิฟายด์กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ 3 ชนิด: Influence of Working Time Variations on Physical Properties of Three Resin-modified Glass Ionomer Cements.

    No full text
    วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลของระยะเวลาทำงานที่แตกต่างกันต่อการดูดซับน้ำ การละลายตัวในน้ำและการถูกกัดกร่อนโดยกรดของวัสดุเรซินโมดิฟายด์กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: นำวัสดุเรซินโมดิฟายด์กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Fuji II LCTM Capsule (GC Corporation; Tokyo, Japan), Riva Light Cure (SDI; Bayswater, Australia) และ Riva Light Cure HV (SDI; Bayswater, Australia) มาศึกษาผลของระยะเวลาที่ชะลอการฉายแสงต่อการดูดซับน้ำ การละลายตัวในน้ำ และการถูกกัดกร่อนโดยกรด โดยทดสอบตามมาตรฐาน ISO 4049:2000 (E) และ ISO 9917-1:2007 (E) วัสดุแต่ละผลิตภัณฑ์ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามระยะเวลาที่รอก่อนการฉายแสง ได้แก่ 1 นาที, 10 นาที, 15 นาที และกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นระยะเวลาทำงานที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดการดูดซับน้ำและการละลายตัวในน้ำทดสอบโดยการนำตัวอย่างทดลองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มม. หนา 1 มม. ไปทำให้แห้งด้วยสารดูดความชื้น ทำการบันทึกปริมาตรและน้ำหนักก่อนแช่น้ำ จากนั้นจึงแช่น้ำเป็นเวลา 7 วัน แล้วบันทึกค่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต่อปริมาตรเป็นค่าการดูดซับน้ำ นำตัวอย่างทดลองไปทำให้แห้งอีกครั้งด้วยสารดูดความชื้น บันทึกน้ำหนักที่หายไปเทียบกับน้ำหนักต่อปริมาตรก่อนการแช่น้ำเป็นค่าการละลายตัวในน้ำ ส่วนการถูกกัดกร่อนโดยกรดจะใช้ตัวอย่างทดลองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม. หนา 2 มม. ที่ก่อตัวอยู่ในแบบหล่ออะคริลิก นำไปแช่ในสารละลายกรดแลคติกความเข้มข้น 0.1 โมล/ลิตร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง วัดระดับผิวหน้าของวัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการแช่กรดเป็นค่าการถูกกัดกร่อนโดยกรด ผลการศึกษา: การเพิ่มระยะเวลาทำงานส่งผลให้การดูดซับน้ำของ Fuji II LC Capsule และ Riva Light Cure HV มีค่าลดลง แต่ไม่มีผลต่อการดูดซับน้ำของ Riva Light Cure การละลายตัวในน้ำและการถูกกัดกร่อนโดยกรดไม่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มระยะเวลาทำงานในทุกผลิตภัณฑ์ สรุป: การเพิ่มระยะเวลาทำงานส่งผลให้เกิดการดูดซับน้ำลดลงใน Fuji II LC Capsule และ Riva Light Cure HV แต่ไม่ส่งผลต่อการละลายตัวในน้ำ และการถูกกัดกร่อนโดยกรดของวัสดุเรซินโมดิฟายด์กลาส ไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ทุกผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบ   Objective: To evaluate the influence of working time variations on water sorption, water solubility and acid erosion of resin-modified glass ionomer cements. Materials and Methods: Three resin-modified glass ionomer cements, including Fuji II LCTM Capsule (GC Corporation; Tokyo, Japan), Riva Light Cure (SDI; Bayswater, Australia) and Riva Light Cure HV (SDI; Bayswater, Australia), were used to evaluate water sorption, water solubility and acid erosion by following the instructions of ISO 4049:2000 (E) and ISO 9917-1:2007 (E). Each product consisted of four experimental groups subjected to different light activation starting time after mixing. There were 1-minute, 10-minute, 15-minute and control. The control group was the working time recommended by manufacturers. For water sorption and water solubility tests, specimens with diameter of 15 mm and thickness of 1 mm were dried with desiccant. The weight and volume were recorded before water storage. Specimens were stored in water for seven days and weighed again. The increasing weight per volume after water storage was defined as water sorption value. The specimens were then dried with desiccant and weighed again. The reducing weight compared with the weight per volume before water storage was defined as water solubility value. For the acid erosion test, specimens with diameter of 5 mm and thickness of 2 mm in acrylic molds were immersed in 0.1 mol/l lactic acid solution for 24 hours. The eroded surface of specimen compared with the surface of the acrylic mold was recorded as acid erosion value. Results: Increased working time decreased water sorption in Fuji II LCTM Capsule and Riva Light Cure HV but not in Riva Light Cure. However, increased working time had no influence on water solubility and acid erosion of all products. Conclusion: Increased working time decreased water sorption in Fuji II LCTM Capsule Riva Light Cure HV but had no influence on water solubility and acid erosion of resin-modified glass ionomer cements used in this study

    ผลของคลื่นไบนิวรอลบีทซ์ต่อสัญญาณชีพและความเครียดของผู้มารับบริการผ่าฟันคุดกรามล่างซี่ที่สาม: The Effect of Binaural Beats on Vital Signs and Stress of the Impacted Mandibular Third Molar Surgery

    No full text
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของคลื่นไบนิวรอลบีทซ์ต่อสัญญาณชีพ ความเครียด และความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่มารับบริการผ่าฟันคุดกรามล่างซี่ที่สาม วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีกลุ่มตัวอย่างของผู้ป่วยที่มารับบริการผ่าฟันคุดกรามล่างซี่ที่สามจำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 20 คน และกลุ่มทดลอง 20 คน กลุ่มควบคุมให้ใส่หูฟังโดยไม่เปิดคลื่นไบนิวรอลบีทซ์ กลุ่มทดลองให้ใส่หูฟังที่เปิดคลื่นไบนิวรอลบีทซ์ มีการประเมินความวิตกกังวลด้วยแบบสอบถาม ก่อนและหลังผ่าตัด ใช้เครื่องวัดสัญญาณชีพ วัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจใน4 ช่วงเวลา คือ ขณะนั่งรอหน้าห้องทันตกรรมก่อนการผ่าตัด (T1) ขณะหลังฉีดยาชา (T2) ขณะกรอฟันหรือกระดูก (T3) และขณะกัดผ้าก๊อซเมื่อการผ่าตัดสิ้นสุด (T4) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated measures ANOVA ผลการศึกษา: ในกลุ่มทดลอง พบความดันโลหิตซิสโตลิกความดันโลหิตไดแอสโตลิกและอัตราการเต้นของหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างช่วงนั่งรอหน้าห้องทันตกรรมก่อนผ่าตัด (T1) กับเมื่อการผ่าตัดสิ้นสุด (T4) และช่วงขณะกรอฟันหรือกระดูก (T3) กับเมื่อการผ่าตัดสิ้นสุด (T4) ส่วนในกลุ่มควบคุมความดันโลหิตซิสโตลิก และความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างช่วงนั่งรอหน้าห้องทันตกรรมก่อนผ่าตัด (T1) กับเมื่อการผ่าตัดสิ้นสุด (T4) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของความดันโลหิตซิสโตลิกในช่วงขณะหลังฉีดยาชา (T2) กับเมื่อการผ่าตัดสิ้นสุด (T4) คะแนนความวิตกกังวลระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการผ่าตัดไม่มีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.188, p = 0.747) สรุป: คลื่นเสียงไบนิวรอลบีทซ์ มีผลต่อความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจในผู้มารับบริการผ่าฟันคุดกรามล่างซี่ที่สาม   Objective: To study the effect of binaural beats on vital signs, stress and anxiety of outpatients with impacted mandibular third molar surgery. Material and Methods: This quasi-experimental research consisted of 40 patients with impacted mandibular third molar which were divided into control group (20 patients) and experimental group (20 patients. The control group did not listen to binaural beats. The experimental group listened to binaural beats. All patients were assessed for anxiety with the questionnaire before and after surgery. Vital sign including blood pressure and heart rate were measured during four periods: at waiting area (T1), after anesthesia (T2), during bone or tooth removal (T3) and end of surgery (T4). Data were analyzed by following statistics, the pair t-test was used to assess individual group, the independent t-test and repeated measures ANOVA were used to assess the significance of differences between 2 groups. Results: The experimental group showed a significant reduction in systolic blood pressure, diastolic blood pressure and heart rate between at waiting area (T1) and end of surgery (T4), during bone or tooth removal (T3) and end of surgery (T4). The control group showed a significant reduction in systolic blood pressure and diastolic blood pressure between at waiting area (T1) and end of surgery (T4). Comparison between groups found significant difference in systolic blood pressure between after anesthesia (T2) and end of surgery (T4). There was no significant difference of anxiety score before and after surgery. (p = 0.188, p = 0.747) Conclusion: Listening to binaural beats affect to blood pressure and heart rate during the impacted mandibular third molar surgery

    ถ้อยแถลงบรรณาธิการ

    Get PDF
    ถ้อยแถลงบรรณาธิกา

    คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทความ

    No full text
    คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทควา

    การยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดนางแล สู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง: Enhancing of Nanglae Pineapple Farmers Becoming Smart Farmers

    Get PDF
                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพในปัจจุบันของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดนางแล2) ศึกษาโซ่คุณค่าของสับปะรดนางแลในจังหวัดเชียงราย 3) ศึกษาและหาแนวทางในการจัดการห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดนางแลในจังหวัดเชียงรายให้มีประสิทธิภาพ และ 4) เพื่อเสนอแนวทางในการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับสับปะรดนางแลจังหวัดเชียงราย โดยประชากรในการศึกษาได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดนางแลในเขตตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายทั้งสิ้น 54 คน ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพได้แก่ การสำรวจ การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์ ผลการวิจัยด้านศักยภาพตามคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดนางแล มีศักยภาพตามคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกร รองลงมา ได้แก่ด้านมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และน้อยที่สุดได้แก่ ด้านมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลการศึกษาโซ่คุณค่าของสับปรดนางแลในจังหวัดเชียงรายพบว่า ต้นกล้าสับปะรดที่ใช้ในการเพาะปลูกส่วนใหญ่เพาะต้นกล้าขึ้นมาเอง ส่วนปุ๋ยมีการสั่งซื้อจากสหกรณ์การเกษตรตำบลนางแล การดำเนินงานในส่วนของขั้นตอนการปลูกสับปะรดส่วนใหญ่ใช้ต้นกล้าเดิมไม่มีการเพาะปลูกเพิ่มเติม เนื่องจากต้นสับปะรดหนึ่งต้นสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 4 ปี การใส่ปุ๋ยต้นสับปะรดจะให้ปุ๋ยอยู่ 1 ครั้งโดยใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 การเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงกรกฎาคม โดยใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยวทั้งหมด ช่องทางการจัดจําาหน่ายพบว่า มีอยู่ด้วยกัน 4 ช่องทางคือ 1)ขายปลีกให้กับนักท่องเที่ยว 2) ขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง 3) ส่งออกไปยังต่างประเทศ และ4) แปรรูป ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่มีการพยากรณ์การเพาะปลูกและมีการวางแผนด้านแรงงานก่อนทุกครั้ง ปัญหาที่พบคือ ไม่มีการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมาช่วยในการจัดการ โรคราขาว น้ำฝนไม่เพียงพอ สับปะรดแตก ช่องทางการจัดจําหน่าย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตสับปะรดและต้นทุนผลการศึกษานี้ยังได้มีการเสนอวิธีการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของสับปะรดนางแลในจังหวัดเชียงรายด้ว

    การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และตรรกศาสตร์คลุมเครือ เพื่อจำแนกลำ ดับศักย์ของถนน: กรณีศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา: Application of GIS and Fuzzy Logic for Road Hierarchy Classification: A Case Study of Ayutthaya Province

    Get PDF
               พระราชบัญญัติทางหลวงแบ่งประเภทถนนในประเทศไทยตามหน่วยที่ดูแลรับผิดชอบเป็นหลัก แต่เนื่องด้วยประโยชน์การใช้งานมีความแตกต่างกันทั้งการบริการ การเคลื่อนที่ของการจราจร และ การเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งจะสะท้อนการใช้งานหรือประโยชน์ใช้สอยของถนนแต่ละสาย ส่งผลถึงการบำรุงรักษา การออกแบบ การวางผังคมนาคม และการกำ หนดมาตรการควบคุมความเร็วที่เหมาะสมกับหน้าที่ ของถนนแต่ละประเภท ดังนั้น การจำแนกถนนตามหน้าที่การใช้งานจริง จะช่วยให้การวางแผนงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้จึงศึกษาและจำแนกลำดับศักย์ของถนนตามหน้าที่ การใช้งานจริง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ร่วมกับตรรกศาสตร์คลุมเครือ และกระบวนการ ลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ผลการวิจัยพบว่าทางหลวงแผ่นดินมีหน้าที่การใช้งานจริงตามลำดับศักย์ทั้ง4ลำดับ ได้แก่ ทางสายประธาน ทางสายหลัก ทางสายรอง และทางสายย่อย โดยส่วนใหญ่เป็นทางสายหลัก (ร้อยละ 44) ทางหลวงชนบท มีการใช้งานจริงใน 2 ลำดับ ได้แก่ ทางสายรอง และทางสายย่อย โดย ส่วนใหญ่เป็นทางสายย่อย (ร้อยละ 72) สำ หรับทางหลวงท้องถิ่น มีการใช้งานจริงใน 3 ลำดับ ได้แก่ ทางสายหลัก ทางสายรอง และทางสายย่อย โดยส่วนใหญ่เป็นทางสายย่อย (ร้อยละ 98) ทั้งนี้จาก การจำแนกถนนทั้งหมดตามลำดับศักย์ของหน้าที่การใช้งานจริง พบว่าเป็นทางสายประธาน ร้อยละ 2 ทางสายหลัก ร้อยละ 5 ทางสายรอง ร้อยละ 9 และส่วนใหญ่เป็นทางสายย่อย ร้อยละ 84 ตามลำดั

    ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน บริเวณพื้นที่ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี: Factors of Land Use Change in Laemphakbia Sub District Area, Banlaem District, Phetchaburi Province

    Get PDF
                งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเปรียบเทียบรูปแบบและปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณตําาบลแหลมผักเบี้ยด้วยวิธีการศึกษา2 วิธี คือ จัดทําแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อเปรียบการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินใน พ.ศ. 2519 2538 และ 2562 และเก็บข้อมูลทางสังคมด้วยเครื่องมือแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า พ.ศ. 2519 ถึง 2562 มีการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน คิดเป็นร้อยละ 53.93 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่นาข้าวเปลี่ยนเป็นพื้นที่นาเกลือ 1,782.88 ไร่ พื้นที่ทุ่งหญ้าและป่าละเมาะ เปลี่ยนเป็นพื้นที่นาเกลือ 640.35 ไร่และป่าชายเลน เปลี่ยนเป็นพื้นที่นาเกลือ 473.66 ไร่ สําาหรับผลการเก็บแบบสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่าง 103 ครัวเรือน ประกอบไปด้วยสมาชิกทุกครัวเรือนรวมกันทั้งสิ้น 411 คน พบว่า มีเพียงร้อยละ9.1 ที่ย้ายถิ่นมาจากที่อื่นและเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณพื้นที่ศึกษามากกว่า 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 86.8 ของผู้ย้ายถิ่นทั้งหมด สาเหตุของการย้ายถิ่นมากจากเหตุผลส่วนตัว ร้อยละ 85.7 เพื่อหาอาชีพหรือพื้นที่ทํากิน ร้อยละ 9.9 และปัญหาทางกายภาพของพื้นอยู่อาศัยเดิมร้อยละ 4.4 สามารถสรุปได้ว่า 1) ปัจจัยด้านสังคม มีความสําาคัญมากที่สุดในเข้ามาตั้งถิ่นฐาน 2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ที่มีลักษณะเป็นที่ราบชายฝั่งซึ่งสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากผลผลิตทางเกษตรกรรม นาเกลือ และการทําประมง และ 3) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เป็นปัจจัยสุดท้ายที่ทําให้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากที่อยู่อาศัยเดิ

    ความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี: THE RELATIONSHIP BETWEEN INTERNAL COMMUNICATION IN SCHOOLS BY SCHOOL ADMINISTRATORS AND THE EFFECTIVENESS OF THEIR ACADEMIC MANAGEMEN, UNDER THE MUNICIPALITY OF SARABURI CITY

    Get PDF
              การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการดำเนินการนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศภายในของสถานศึกษากับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนใน สถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี จำนวน 248 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วนตามตำแหน่งงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า การนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี อยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี อยู่ในระดับมาก และการนิเทศภายในของสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองสระบุรี ในภาพรวมในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    Antimicrobial Activities against Pathogenic Bacteria of Marine Actinobacteria Isolated from Mangrove Sediments at Klong Khon Mangrove Forest, Thailand

    Get PDF
    The mangrove ecosystem is a complex structure that harbors a wide range of microbial communities, including marine actinobacteria that have significant potential for producing bioactive compounds with various biological functions. The investigation of mangrove-associated actinobacteria for antibacterial compounds reveals them as promising candidates for new antibacterial medications and presents opportunities for other biotechnological applications. The objective of this study was to examine the antibacterial properties of culturable marine actinobacteria from mangrove sediments of Klong Khon Mangrove Forest, Thailand. Fifteen actinobacteria were recovered and evaluated the antimicrobial activity using perpendicular streak method. Eight isolates showed the ability to inhibit the growth of Gram-positive bacteria Bacillus cereus TISTR 687 and Staphylococcus aureus ATCC 27853, with the inhibition zone ranging from 13.5±1.50 to 45.0±2.65 mm. Isolates KK20-01, KK20-27 and KK20-31 had the highest antimicrobial activity against pathogenic Gram-positive bacteria B. cereus TISTR 687 and S. aureus ATCC 27853, and were chosen to assess the antibacterial efficacy of the cell-free supernatant using the agar well diffusion method. All three isolates exhibited the capacity to suppress the growth of B. cereus TISTR 687, and were identified using 16S rRNA gene sequence analysis, which were found to be most closely related to Streptomyces olivaceus NRRL B-3009T (99.93% similarity), Streptomyces daghestanicus NRRL B-5418T (100% similarity) and Streptomyces parvulus NBRC13193T (99.42% similarity), respectively. Therefore, the sediments in the Klong Khon Mangrove Forest provided a rich source of streptomycetes exhibiting antibacterial properties. This demonstrates a great opportunity to carry out further investigation, considering the potential of marine actinobacteria to produce unique biologically active compound

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇