Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อระดับกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง สมรรถนะทางกาย และสมรรถภาพทางกาย ในวัยผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ Effects of Health Promotion Program on the Levels of Physical Activity, Physical Function, and Physical Fitness in Late Adults and Older Persons

    Get PDF
    บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อการใช้พลังงานทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง สมรรถนะทางกายและสมรรถภาพทางกายผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ วิธีการศึกษา: การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง มีตัวอย่างเป็นวัยผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ 50 คน ร่วมโปรแกรม โดยให้ความรู้และพาปฏิบัติกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง 1 วัน จากนั้นติดตามและกระตุ้นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงนาน 8 สัปดาห์ ประเมินการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ดังนี้ 1) กิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงโดยใช้แบบสอบถามเพื่อคำนวณเป็นพลังงานที่ใช้ 2) ทดสอบสมรรถนะทางกาย (physical function และ 3) ทดสอบสมรรถภาพทางกาย (physical fitness) ที่ก่อนเริ่มโปรแกรม และ 4 และ 8 สัปดาห์ ทดสอบการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการศึกษา: หลังเข้าร่วมโปรแกรม ทั้ง 1) ค่าพลังงานทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง (47.34, 58.04 และ 32.61 METS-min/week ที่ก่อนโปรแกรม 4 สัปดาห์ และ 8 สัปดาห์ ตามลำดับ) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกคู่เวลาที่เปรียบเทียบ (P-value < 0.05 ทั้งหมด) ค่าสมรรถนะทางทางกาย (เฉพาะ sit-to-stand test) (13.12, 14.48 และ 15.24 ครั้งต่อนาที) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะก่อนและ 4 สัปดาห์ และ ก่อนและ 8 สัปดาห์ (P-value < 0.05 ทั้งคู่) ส่วนค่าสมรรถภาพทางกาย (เฉพาะ cardio-respiratory endurance) (336.80, 388.40 และ 398.80 เมตร จาก 6-minute walk test) ที่ 4 และ 8 สัปดาห์เพิ่มขึ้นจากก่อนโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.05 ทั้งคู่) แต่ไม่ต่างกันระหว่าง 4 และ 8 สัปดาห์ สรุป: โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพให้ความรู้ส่งเสริมกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงและการส่งเสริมสมรรถนะทางกายกับสมรรถภาพทางกาย และการติดตามและกระตุ้นกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง มีผลต่อสมรรถนะทางกายและสมรรถภาพทางกายของผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ คำสำคัญ: การให้ความรู้; กิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง; การออกกำลังกาย; สมรรถนะทางกาย; สมรรถภาพทางกาย; วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย; ผู้สูงอายุ Abstract Objective: To determine effects of the Health Promotion Program on energy expenditure of physical activity (PA) engagement, physical function (P-Func), and physical fitness (P-Fit) in Thai late adults and older persons. Method: This one-group pretest-posttest quasi-experimental study recruited 50 Thai late adults and elderly. The outcomes measured at before, at 4 and 8 weeks of the 8-week program included 1) PA to converted to energy expenditure, 2) P-Func tests, and 3) P-Fit measures. The first day was for education and demonstration. The 8 weeks were for follow-up for encouragement. Changes in each of the three outcomes were tested using repeated measures ANOVA. Results: Changes in energy expenditure (METS-min/week) based on PA (47.34, 58.04 and 32.61 METS-min/week before the program, and at 4 and 8 weeks, respectively) were significantly different for all 3 comparisons (P-value < 0.05 for all). Changes in P-Func (only for sit-to-stand test) (13.12, 14.48 and 15.24 times/min) at 4 and 8 weeks were significantly different from that before the program (P-value < 0.05 for both).  For P-Fit (only for cardio-respiratory endurance) (336.80, 388.40 and 398.80 meters from 6-minute walk test), performance at 4 and 8 weeks were significantly higher than that before the program (P-value < 0.05 for both) with no difference between those at 4 and 8 weeks. Conclusion: The health promotion program to providing health education to promote PA, P-Func and P-Fit with follow-up for encouragement improved physical activity and certain physical function and physical fitness measures in late adults and the elderly. Keywords: health promotion program; physical activity; physical function; physical fitness; late adults; older person

    Editorial note, table of content and instructions for authors

    No full text
    In this third issue of volume 19, the Journal has been proudly presenting five studies. The disciplines and issues of these research papers were somewhat diverse from applied laboratory work, to clinical practice both for pharmacy and nursing. In this challenging endeavor of the Thai Pharmaceutical and Health Science Journal, we are hopeful to better the quality of the articles published. We urge more submissions from international research community, regional and global. We would like to thank in advance for any prospective submissions.                                                                                                           Editor-in-Chie

    ภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร: VISIONARY LEADERSHIP THAT AFFECTS THE HIGH PERFORMANCE ORGANIZATION OF SCHOOL UNDER THE BANGKOK METROPOLITAN ADMINISTRATION

    Get PDF
    บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาและการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาและการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 375 คน โดยกำหนดตามตารางเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นระดับชั้นในการกำหนดสัดส่วน จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามระหว่างตั้งแต่ 0.60 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ .978 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา เท่ากับ .976 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบวิธีการคัดเลือกเข้า ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .853 แสดงว่าตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับสูง และ 4) ภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้านส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 73.10   ABSTRACT The purposes of this research were as follows: (1) to study visionary leadership of school administrators and the status as high-performance organizations of schools under the Bangkok Metropolitan Administration; (2) to study the relation between visionary leadership of school administrators and the status as high-performance organizations of schools under the Bangkok Metropolitan Administration; and  (3) to study visionary leadership of school administrators that affected the status as high-performance organizations of schools under the Bangkok Metropolitan Administration. The sample was 375 school administrators and teachers under the Bangkok Metropolitan Administration and stratified sampling was based on schools as strata for setting the proportions. Then, they were selected by simple random sampling that used drawing lots. The instrument used questionnaires and the index of item objective congruence was valued at more than 0.60, the visionary leadership of administrators was .978, and the reliability of the high-performance organization was at .976. The statistics used for data analysis included mean, percentage, standard deviation, Pearson Product Moment Correlation Coefficient, and Multiple Regression. The results are revealed as follows. (1) The overall visionary leadership of school administrators under the Bangkok Metropolitan Administration was at a high level; (2) The overall status as high-performance organizations of schools under the Bangkok Metropolitan Administration was at a high level; (3) Visionary leadership of school administrators was highly correlated, with a statistical significance of .01 and the correlation coefficients (r) = .853; and (4) visionary leadership of school administrators significantly affected the status as high-performance organizations of schools under the Bangkok Metropolitan Administration with a statistical significance of .05. All aspects affected the status as high-performance organizations of schools under the Bangkok Metropolitan Administration at 73.10%.   Keywords: Visionary leadership, High performance organizatio

    การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนสู่การเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล กรณีศึกษา: โรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์: A School Preparation Towards Being World Class Standard School A Case Study Of Wangluang Pittayasan School

    Get PDF
    บทคัดย่อ    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความพร้อม และ 2) หาแนวทางในการเตรียม                 ความพร้อมของโรงเรียนสู่การเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล กรณีศึกษา โรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่1 การศึกษาสภาพความพร้อมของโรงเรียนสู่การเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคายผู้ให้ข้อมูลคือ โรงเรียนขนาดกลางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต21 จำนวน 9 โรงเรียน เครื่องมือ            ที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณ 5 ระดับ มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การหาแนวทางการเตรียม                      ของโรงเรียนในการเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล กรณีศึกษาโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ จำนวน 47 คน โดยเป็นการระดมสมองจากผลการศึกษาสภาพ                 ความพร้อมในระยะที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพความพร้อมในการเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล ของโรงเรียนขนาดกลางสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 21 โดยรวมอยู่ในระดับมากและรายด้าน ด้านกลยุทธ์                      อยู่ในระดับมากที่สุด 2. แนวทางการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนในการเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล กรณีศึกษาโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 21 ประกอบด้วย                         1) ด้านการนำองค์กร 2) ด้านกลยุทธ์ 3) ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) ด้านการวัดการวิเคราะห์และ                   การจัดการความรู้ 5) ด้านบุคลากร 6) ด้านปฏิบัติการ และ 7) ด้านผลลัพธ์   ABSTRACT The purposes of this research were 1) to study the readiness of the school and 2).to find ways to prepare the school to be an international standard school, case study of Wang Luang Phitayasarn School under the Office of Secondary Educational Service Area 21, the research was divided into 2 phases, Phase 1: Study of the readiness of the school to become an international standard. school of Wang Luang Pittayasan School, Fao Rai District, Nong Khai Province The informations were 9 medium-sized  schools of the Secondary Educational Service Area 21. The research instrument was a 5 level scale questionnaire with reliability of 0.98 Data were analyzed using frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, Phase 2, finding a school preparation method to enter an international standard school, A case study of Wang Luang Phitayasan School The informants were 47 administrators and teachers from Wang Luang Pittayasan School: using brainstorming from the study of readiness condition in phase 1, the results showed that: 1. Condition of readiness to enter an international standard medium-sized schools under the Secondary Educational Service Area Office 21 overall, it was at a high level and each aspect. was at the highest level. 2. Guidelines for school readiness preparation to enter an international standard school: A case study of Wang Luang Phitayasan School, The Office of Secondary Education Service Area 21 consists of 1) Leadership 2) Strategy 3) Student and Stakeholder                    4) Measurement, Analysis and Knowledge Management 5) Staff 6) Operations and 7) Results

    ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชนเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร: DIGITAL LEADERSHIP PRIVATE EDUCATIONAL ADMINISTRATOR IN BANGPHLAT DISTRICT, BANGKOK

    Get PDF
    บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชน               เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร และเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชน                      เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร จำแนกตาม เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูโรงเรียนเอกชนในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 241 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติประมวลผลข้อมูลเพื่อหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)  ค่าที (t-test for independent samples) ค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA/ F-test) ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ จะนำไปทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยใช้วิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method)                  ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชนเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากสูงที่สุดไปต่ำที่สุดคือ                            การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (  = 4.35) การสื่อสารด้านดิจิทัล การรู้ด้านดิจิทัล (  = 4.32) การมีวิสัยทัศน์                    ด้านดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล (  = 4.31) และการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ (  = 4.30) ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า ภาพรวมของครูที่มีเพศต่างกัน                มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาแตกต่างกัน ส่วนอายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน  Abstract                This research aims to study the digital leadership private educational administrator in Bangphlat District, Bangkok and compare the digital leadership private educational administrator in Bangphlat District, Bangkok classified by gender, age, educational level and work experience. The sample group was a private school teacher in Bangphlat District Bangkok of 241 peoples in the academic year 2023. The tool used to collect this information was a questionnaire. Analyze the data by using package software, finding the mean, standard deviation, t-test for independent samples, and One-Way ANOVA/F-test) in case a statistically significant difference is found will be used to test pairwise differences. Using Scheffe's Method.                The results were found as the following the digital leadership private educational administrator in Bangphlat District, Bangkok Overall and in each aspect is at a high level. Arranged from highest to lowest are Citizenship in the digital age (   = 4.35) Digital communication Digital literacy (  = 4.32) Having a digital vision creating a digital learning culture (   = 4.31) and professional work performance (   = 4.30), respectively. The results of comparing the digital leadership of school administrators found that Overview of teachers of different genders. There are different opinions on digital leadership among school administrators, as to their age, educational background, and work experience. There are no differences in opinions on digital leadership among school administrators

    การพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยในยุควิถีชีวิตถัดไปสำหรับหน่วยงานในระดับอุดมศึกษา

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยเกี่ยวกับประสบการณ์ในการวิจัย สภาพการบริหารจัดการงานวิจัย และความต้องการในการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยในยุควิถีถัดไป สำหรับหน่วยงานในระดับอุดมศึกษา และ 2) ศึกษาปัจจัยเกี่ยวกับประสบการณ์ในการวิจัย สภาพการบริหารจัดการงานวิจัย ที่มีผลต่อความต้องการในการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยในยุควิถีถัดไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับจัดทำแนวทางพัฒนาระบบกลไกการบริหารจัดการงานวิจัย ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แลtครอบคลุมตามความต้องการของผู้ปฏิบัติ ศึกษาโดยการสำรวจ (Survey) บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายปฏิบัติการจากคณะแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 40 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling method) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์การถดถอย (Multiple regression analysis) ผลการวิเคราะห์สภาพการบริหารจัดการงานวิจัยในยุควิถีถัดไปตามวงจร PDCA พบว่า การบริการจัดการงานวิจัยอยู่ในระดับชัดเจนมาก โดยขั้นตอนที่มีความชัดเจนมากที่สุด คือ (P: Plan)การกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนงาน เป้าหมายของการบริหารจัดการงานวิจัย และ (A: Act) การปรับปรุงแก้ไข คือขั้นตอนที่มีความชัดเจนน้อยที่สุด ทั้งนี้ ความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบกลไกการบริหารจัดการงานวิจัย 3 ขั้นตอน คือ 1) การพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย (Pre-audit) 2) การดำเนินการวิจัย (Ongoing) 3) การบริหารงานวิจัยเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ (Post-audit) ทุกขั้นตอนมีความต้องการในระดับมาก โดยความต้องการพัฒนาระบบในขั้นของ Post-audit มากที่สุด  ปัจจัยเกี่ยวกับประสบการณ์ในการวิจัย สภาพการบริหารจัดการงานวิจัยที่มีผลต่อความต้องการในการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการงานวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการ ได้แก่ ระดับการศึกษาและสถานภาพการทำงาน นอกจากนี้ การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน มีอิทธิพลต่อความต้องการในการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการงานวิจัย ที่ระดับนัยสำคัญ 0.0

    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา

    No full text
           การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สถานศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา รวมถึงครูผู้สอนทุกคนควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหลักสูตร ตัวหลักสูตรสถานศึกษา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร และแนวทางหลักสูตรสถานศึกษาตามลำดั

    ปัจจัยส่วนประสมการตลาดของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญในการเดินทางท่องเที่ยวบึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด: Marketing Mixed Factors on Tourists’ Who PayAttention to Visit the Phlan Chai Lake,Roi-et Province

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญในการเดินทางท่องเที่ยวบึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด และศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวบึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวบึงพลาญชัย จําานวน 138 คน กําหนดขึ้นด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ G*Power และเก็บกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จํานวน ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุต่ำกว่า 21 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่สถานภาพสมรสโสด อาชีพนักเรียน/นักศึกษา รายได้ต่อเดือนตํา่ากว่า 10,000 บาทพฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยว 3 ครั้งขึ้นไป วัตถุประสงค์ของการเดินทางเพื่อการพักผ่อน ส่วนใหญ่เดินทาง 4 คนขึ้นไป และค่าใช้จ่ายในการเดินทางส่วนใหญ่ไม่เกิน 500 บาท นักท่องเที่ยวให้ความสําคัญส่วนประสมการตลาดทั้ง 7 ด้านโดยรวมอยู่ในระดับมาก (=3.61, SD.= 0.617) ส่วนใหญ่ให้ความสําคัญระดับมากในด้านลักษณะทางกายภาพ (=3.95, SD.= 0.610) รองลงมา คือ ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ (=3.79, SD.= 0.609) และด้านบุคลากร (=3.70, SD.= 0.741) ผลการทดสอบสมมติฐาน นักท่องเที่ยวที่มีเพศต่างกัน ให้ความสําคัญในการท่องเที่ยวบึงพลาญชัยจังหวัดร้อย ไม่แตกต่างกัน ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอื่น ๆ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ และรายได้แตกต่างกัน ให้ความสําคัญในการท่องเที่ยวบึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ดโดยรวมไม่แตกต่างกั

    ต้นแบบสัญลักษณ์นำโชคที่เหมาะสมสำหรับโครงการศึกษาวิจัย และ พัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : ppropriate Mascot’s Prototype of the Laem Phak Bia Environmental Research and Development Project

    Get PDF
                 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกต้นแบบสัญลักษณ์นำ โชคของระบบบำ บัดนํ้าเสีย ที่เหมาะสมสำ หรับโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริ โดยใช้แบบภาพจำลองสัญลักษณ์นำ โชคจำ นวน 5 ผลงาน และเครื่องมือแบบสอบถาม ในการสำ รวจ ความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการฯ จำ นวน 200 คน โดยสำ รวจความคิดเห็นจาก กลุ่มตัวอย่าง จำ นวน 8 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อถึงระบบบำ บัดนํ้าเสียของโครงการฯ ด้านความน่ารัก ด้านสีสัน ด้านความเป็นเอกลักษณ์ด้านการกระตุ้นความสนใจ ด้านความโดดเด่น ด้านการจดจำ และ ด้านความสดใสร่าเริง ผลที่ได้จากการสำรวจพบว่า ผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการฯ มีระดับความคิดเห็นต่อต้นแบบสัญลักษณ์ นำ โชคตัวนํ้า (Mascot A) สูงที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 ซึ่งเป็นต้นแบบที่เหมาะสมที่สุดในการ สร้างสัญลักษณ์นำ โชคของระบบบำ บัดนํ้าเสียโครงการฯ รองลงมาได้แก่ ต้นแบบสัญลักษณ์นำ โชค ตัวนกกระทุง (Mascot B) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 ต้นแบบสัญลักษณ์นำ โชคตัวเงินตัวทอง (Mascot C) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.29ต้นแบบสัญลักษณ์นำ โชคตัวออกซิเจน (Mascot D) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.23และ ต้นแบบสัญลักษณ์นำ โชคตัวจุลินทรีย์(Mascot E) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.04 ตามลำดั

    ระบบบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา: The Risk Management System for School AcademicAffair Administration

    Get PDF
              การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไป 1) เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ แนวปฏิบัติสภาพปัจจุบัน ปัญหาของการบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 2) เพื่อเสนอระบบบริหาร ความเสี่ยง ที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในภาคปฏิบัติในการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ในส่วน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมิน การตรวจสอบร่างระบบในขั้นต้น ดำ เนินการวิจัยโดย 1) การศึกษาหลักการ แนวคิด และแนวปฏิบัติ ในการบริหารความเสี่ยงในองค์การต่าง ๆ และในสถานศึกษา 2) การศึกษาเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ ผู้มีประสบการณ์ในการทำ งานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงในหน่วยงานและสถานศึกษา 3) การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และข้อเสนอแนะจากสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน และ 4) การนำ เสนอระบบบริหารความเสี่ยงในงานด้านวิชาการในสถานศึกษา ที่มีความเหมาะสมและ มีความเป็นไปได้ในการนำสู่การปฏิบัติในระดับการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) วิเคราะห์ผลโดยหาค่าความถี่ (Frequency)และค่าร้อยละ (Percentage)แล้ว ตรวจสอบร่างระบบด้วยการจัดประชุมกลุ่ม (Focus Group) ผลการวิจัย พบว่า 1. สถานศึกษาในปัจจุบันพบว่าการบริหารจัดการความเสี่ยง มีเพียงระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) เป็นเครื่องมือติดตามการดำ เนินงานตามภารกิจ และในมาตรฐานการประเมินผล การควบคุมภายใน จะมีการประเมินความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนควบของระบบการ ควบคุมภายในอยู่ส่วนหนึ่ง แต่มิได้มีการบริหารความเสี่ยงในงานการบริหารด้านวิชาการโดยตรงแต่ อย่างใด 2. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่นำ เสนอจากการวิจัย ครั้งนี้ประกอบด้วย 1) การจัดระบบบริหารจัดการความเสี่ยงของสถานศึกษา และ 2) กระบวนการ บริหารความเสี่ยงตามขอบข่ายงานด้านการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในด้านการจัดระบบ บริหารจัดการความเสี่ยงของสถานศึกษาจะครอบคลุมหลักการ วัตถุประสงค์ และการจัดโครงสร้าง การดำ เนินงานเฉพาะด้านการบริหารความเสี่ยงในด้านการบริหารงานวิชาการในระดับสถานศึกษา ในด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยงตามขอบข่ายงานด้านการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ประกอบด้วย1) การระบุวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง 2) การจัดทำแผนและการบริหารความ เสี่ยง 3) การติดตาม และการรายงานความก้าวหน้าของการบริหารความเสี่ยง 4) การประเมินผล และการรายงานผลการบริหารความเสี่ยงในงานวิชาการของสถานศึกษ

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇