Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
เจ้าของธุรกิจคนไทยในสเปนและกลยุทธ์การใช้ความเป็นต่างชาติ: Thai Business Owners in Spain and the Strategic Use of Their Foreignness
บทความนี้ศึกษาธุรกิจชาติพันธุ์ของเจ้าของธุรกิจคนไทยในสเปน โดยใช้การสัมภาษณ์กับเจ้าของร้านอาหารไทยและร้านนวดไทยเป็นหลัก อีกทั้งยังมีการใช้ข้อมูลการสัมภาษณ์กับพนักงานในธุรกิจเหล่านั้นรวมถึงคนไทยในชุมชน ผู้วิจัยค้นพบว่าเจ้าของธุรกิจคนไทยในสเปนเชิดชูสถานะ “ความเป็นต่างชาติ” เพื่อความสำเร็จในการทำธุรกิจซึ่งตรงกันข้ามกับผลงานวิจัยในอดีต เจ้าของธุรกิจคนไทยเลือกสร้างและแสดงความเป็นไทยแท้และละทิ้งประโยชน์ที่ได้จากความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยใช้สามกลยุทธ์ดังนี้ 1) ส่งเสริมความเป็นชาตินิยม 2) การจ้างงานคนชาติเดียวกัน และ 3) การใช้ของตกแต่งไทย บทความนี้มีประโยชน์อย่างมากในการเข้าใจเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และการอพยพย้ายถิ่นเนื่องจากทำให้เห็นว่ากลุ่มชาติพันธุ์สามารถได้รับประโยชน์จาก “ความเป็นต่างชาติ” ซึ่งโดยปกติจะถูกใช้เป็นกลไลในการแบ่งแยกผู้อพยพออกจากสังคมหลั
มาเลเซียกับการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกอิสลาม: Malaysia and Global Islamic Financial Hub
รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการเงินอิสลามโลกที่สะท้อนออกมาจากแนวทางอิสลามานุวัตรอันเป็นแนวคิดภายใต้นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมแบบเลือกข้างที่ปรากฏอย่างชัดเจนในสมัยของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยนายนาจิบ ราซัค ซึ่งผลพวงจากการดำเนิน นโยบายในลักษณะเช่นว่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคเศรษฐกิจของประเทศรวมถึงภาคการเงินอิสลามจนเปิดทางให้เกิดทุนนิยมโดยรัฐ หรือ State Capitalism เกิดขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997 ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมภาคการเงินปราศจากดอกเบี้ยของรัฐบาลอัมโนจึงกลายเป็นที่มาของงานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ที่ต้องการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของภาคการเงินดังกล่าวนับตั้งแต่สมัยของมหาเธร์เรื่อยมาจนสมัยอับดุลลา บัดดาวี และนาจิบ ราซัคทั้งนี้ ข้อค้นพบจากการศึกษาและวิเคราะห์เอกสารมุ่งแสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์แบบ inside-outโดยให้นํ้าหนักต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้นั้นนำมาสู่การสร้างความเข้าใจต่อการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกอิสลามของมาเลเซียได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยใจบันดาลแรงสู่แรงบันดาลใจเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน: The Political Economy of Motivationsto Counter Corruption
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแรงบันดาลใจที่ส่งผล กระตุ้น หรือหล่อหลอมให้คนพร้อมมีส่วนร่วมในการทํางานเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชัน โดยใช้กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่อง Habitus ในการศึกษาจากโครงสร้างทางสังคมและลักษณะของปัจเจกบุคคลที่ทํางานเกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันมาเป็นเวลานาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงประเด็นนี้อย่างลึกซึ้ง และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการคอร์รัปชันและการต่อต้านคอร์รัปชันมาก ผลจากการวิจัยพบว่า แรงบันดาลใจเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันชัน ซึ่งประกอบไปด้วยแรงบันดาลใจสู่จุดเริ่มต้นการทํางานต่อต้านคอร์รัปชันและ แรงบันดาลใจในการฝ่าฟันอุปสรรคในการต่อต้านคอร์รัปชันของกลุ่มคนเหล่านี้มีความครอบคลุมกว้างขวางในเชิงประเด็นและหลากหลายในกระบวนการรับรู้ มากกว่าเพียงการปลูกฝังจิตสําานึก คุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นหลักการสําคัญของโครงการต่อต้านคอร์รัปชันจํานวนมากในประเทศไทย นําไปสู่ข้อแนะในการขยายขอบเขตรูปแบบและประเด็นที่โครงการเหล่านี้นําเสนอให้กว้างขวางและครอบคลุมมาก เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกรับแรงบันดาลใจที่ตนรับรู้ได้เหมาะสมที่สุดมาบันดาลให้เกิดเป็นแรงในการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยต่อไ
เส้นทางสู่การสถาปนารัฐอิสลาม (ไอเอส) ใน ค.ศ. 2014: The Path to the Establishment of Islamic State (IS) in 2014
ใน ค.ศ. 2003 สหรัฐฯ เข้ายึดครองอิรัก โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มการปกครองระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น การเข้าไปยึดครองดังกล่าวก่อให้เกิดการต่อต้านจากประชาชนจําานวนมากในอิรัก รวมไปถึงนักรบมุสลิมจากหลายประเทศในตะวันออกกลางที่พากันหลั่งไหลเข้าไปเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ การต่อต้านได้มีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อรัฐบาลอิรักที่ตั้งขึ้นมาใหม่ซึ่งมีนายนูรี อัล-มาลิกี ที่เป็นชาวชีอะห์ ขึ้นมาเป็นผู้นํา เขาดําเนินนโยบายกีดกันชาวซุนนี จึงทําให้เกิดความไม่พอใจและนําาไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสํานักคิดชีอะห์กับสําานักคิดซุนนี ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอิรักนี้เปิดโอกาสให้นักรบมุสลิมรวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่มติดอาวุธกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่โดดเด่นคือ กลุ่มที่นําโดย นายอะบู มูสอับ อัล-ซอร์กาวี ชาวจอร์แดนที่ต่อมาได้พัฒนาเป็นกลุ่มไอเอส ซึ่งมีฐานที่มั่นในอิรักและซีเรีย กลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มอัลกออิดะห์ แม้จะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลุ่มอัลกออิดะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปในเชิงผลประโยชน์มากกว่าพันธมิตรที่แท้จริง และจากการมีเป้าหมายร่วมที่มุ่งต่อต้านสหรัฐฯ และต่อสู้เพื่อชาวซุนนี ทําให้กลุ่มได้รับการสนับสนุนจากชาวซุนนีในอิรักเป็นจํานวนมาก เมื่อสหรัฐฯใช้สงครามต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อจัดการกับกลุ่มติดอาวุธในอิรัก กลุ่มไอเอสในอิรักก็ต้องสูญเสียผู้นําคนสําคัญและศักยภาพในการปฏิบัติการในประเทศนี้ แต่เมื่อกลุ่มไอเอสในอิรักกําลังพยายามฟื้นฟูความเข้มแข็งขึ้นใหม่ ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในซีเรีย ทําให้กลุ่มไอเอสในอิรักขยายตัวเข้าไปยังซีเรีย และเพื่อต่อต้านรัฐบาลซีเรียด้วย ในซีเรียกลุ่มไอเอสเติบโตขึ้นจากการได้แนวร่วม เงินทุน และอาวุธ จนสามารถยึดพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ทั้งในอิรักและซีเรีย และประกาศตั้งรัฐอิสลามขึ้นใน ค.ศ. 2014 แต่ยังคงปฏิบัติการอย่างไร้ขีดจํากัด เต็มไปด้วยการใช้ความรุนแร
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และลักษณะทางกายภาพของเมืองด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคํานวณ: The Analysis of the Relationship between 2.5 Particulate Matter Distribution and Physical Characteristics of Urban Area by Using Geographic Information System andComputational Fluid Dynamics
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละออง PM2.5 และปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาภายในพื้นที่เมือง ด้วยการวิเคราะห์ทางสถิติ ศึกษาลักษณะทางกายภาพของเมืองที่มีผลต่อการไหลเวียนของลม ที่ระดับความสูง 10, 30 และ 100 เมตร และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละออง PM2.5 และลักษณะทางกายภาพของเมือง จากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และแบบจําลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคํานวณ พื้นที่เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ความเร็วลม มีความสัมพันธ์ต่อความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 มากที่สุด บริเวณที่มีความหนาแน่นสูงของอาคารสูงในพื้นที่ ทําาให้การไหลเวียนของลมในพื้นที่ลดลง เช่นเดียวกับความหนาแน่นของอาคารในแต่ละระดับความสูง ก็ส่งผลต่อการไหลเวียนของลมเช่นเดียวกัน และโดยส่วนใหญ่แล้วกระแสลมมีความสัมพันธ์ต่อลักษณะทางกายภาพของอาคารในรูปแบบ Staggered Buildings ที่ลมจะเคลื่อนที่ผ่านช่องว่างระหว่างอาคาร และรูปแบบ Channelling ที่ลมจะเคลื่อนที่ผ่านช่องว่างในแนวเดียวกัน เช่น ถนน และซอย เป็นต้น และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นละออง PM2.5 และลักษณะทางกายภาพของเมือง พบว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยบริเวณพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของอาคารสูงในพื้นที่สูงที่สุด ค่าความเข้มข้นฝุ่นละออง PM2.5 ตลอดทั้งปี ก็มีความเข้มข้นที่สูงที่สุดด้วย เช่นกัน และในบริเวณพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของอาคารสูง ในพื้นที่ต่ำที่สุด ค่าความเข้มข้นฝุ่นละอองPM2.5 ตลอดทั้งปีก็มีความเข้มข้นที่ต่ำที่สุดเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากแหล่งกําเนิดมลพิษ การพัดพาและแปรสภาพของมลพิษ ปัจจัยทางด้านอุตุนิยมวิทยา และลักษณะทางกายภาพของเมืองในบริเวณพื้นที่นั้นปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการเกิดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการศึกษานี้สรุปได้ว่าการวางผังเมืองและการออกแบบช่องว่างระหว่างอาคารของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่คําานึงถึงการไหลเวียนของลมและการระบายอากาศที่ดี จะช่วยให้ลมพัดพาฝุ่นละออง PM2.5 ให้แพร่กระจายตัวออกจากพื้นที่ได้ดีมากขึ้
ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้และทักษะความฉลาดในการแก้ไขปัญหา เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ รายวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3: THE RESULTS OF ACTIVE LEARNING MANAGEMENT TO DEVELOP LEARNING ACHIEVEMENT AND INTELLIGENT PROBLEM-SOLVING SKILLS. ABOUT TRIGONOMETRIC RATIOS MATHEMATICS SUBJECT MATHAYOM 3 LEVEL
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดทักษะความฉลาดในการแก้ไขปัญหาในเรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติก่อนและหลัง รายวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะความฉลาดในการแก้ไขปัญหา เรื่องตรีโกณมิติรายวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยประชากรนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วชิราวุธวิทยาลัย จำนวน 94 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง แจกแบบสอบถามทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบสอบถามประเมินค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ชุด และแบบปฏิบัติ 1 ชุด ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านสัมพันธภาพระหว่างคุณครูและนักเรียน มาเป็นลำดับแรก รองลงมาได้แก่ ด้านสัมพันธภาพของนักเรียนต่อบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านสัมพันธภาพระหว่างนักเรียนกับเพื่อน ด้านแรงจูงใจในการใฝ่สัมฤทธิ์ และด้านการรับรู้ความสามารถตามลำดับ ผลสถานการณ์ด้านอุปสรรคด้านการเรียน ทักษะความฉลาดในการแก้ไขปัญหา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก หลังเรียนอยากมีนัยสำคัญ พบว่า ด้านสัมพันธภาพระหว่างคุณครูและนักเรียน มาเป็นลำดับ รองลงมาได้แก่ ด้านสัมพันธภาพของนักเรียนต่อบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านสัมพันธภาพระหว่างนักเรียนกับเพื่อน ด้านแรงจูงใจในการใฝ่สัมฤทธิ์ และด้านการรับรู้ความสามารถ ตามลำดั
Effect of the AgO2 doping on the superconducting material of YAgxBa2Cu3O7-δ, Y3AgxBa5Cu8O18- δ and Y7AgxBa11Cu18O40-δ
The Y123, Y358, and Y7-11-18, and AgO2 composite was predominantly synthesized through a solid-state reaction. As the Ag content increased, both the critical temperature and the superconducting compound exhibited enhancement. The non-superconducting compound segregated into two distinct groups: BaCuO2 (Im-3m) and Ba2Cu3O6 (Pccm). While Ag doping did not impact the c lattice parameter value, it did alter the a and b lattice parameters in Y358 and Y7-11-18. Y123 demonstrated the most stable anisotropic parameters. Additionally, Ag doping did not influence the increase in oxygen content. Among the samples, Y123 exhibited the highest Cu3+/Cu2+ ratio, while Y7-11-18 displayed the most deficient parameters, contributing to a higher critical temperature. The heat reaction for all samples indicated an endothermic reaction, resulting in a decrease in the samples' melting point. Furthermore, compared to undoped samples, Ag doping enhanced the surface homogeneity
The Status of Mathematics Education in Terms of Mathematical Modeling to Solve Real World Problems by Thai Teachers and the Science and Mathematics Program of Twelfth Grade Students
The purpose of this study is to investigate the status of mathematics education in terms of mathematical modeling for problem solving in real-life situations among teachers and students of science and mathematics program in twelfth grade. The sample group included 92 twelfth grade science-mathematics program students selected by stratified random sampling. And 10 mathematics teachers were selected through purposive sampling. The research instruments include; (1) The questionnaire on beliefs about mathematical modeling, (2) The test of students' ability to engage in mathematical modeling. (3) The interview questionnaire on teaching and learning for teachers. The statistics used in the study include mean, standard deviation and correlation coefficient. The results of the study are: (1) students and teachers have high levels of beliefs regarding mathematical modeling, (2) the relationship of beliefs for each question among students was found that the highest positive the Pearson correlation value is 0.65, (3) the relationship of beliefs for each question among teachers was found that the highest positive the Pearson correlation value is 1.0, (4) Students lack experience in mathematical modeling of real-world problems, so they were unable to construct a mathematical model to solve a real-world problem. The results of this research will guide teachers and researchers in the design and development of teaching and learning activities that improve students' mathematical modeling skills
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในเมืองเหวินโจว ประเทศจีน Factors Influencing Caregiver Burden among Family Caregivers of Post-stroke Persons in Wenzhou, China
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองภายหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในระยะ 3 เดือนแรก และศึกษาอิทธิพลของภาวะสุขภาพของญาติผู้ดูแล ปริมาณการดูแล และความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูลต่อภาระการดูแลของญาติผู้ดูแล วิธีการศึกษา: การศึกษาเพื่อทำนายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาระการดูแลมีตัวอย่างเป็นญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มาตรวจติดตามภาวะสุขภาพภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลในระยะ 3 เดือนแรก ที่แผนกผู้ป่วยนอก The First Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University in China จำนวน 101 คน ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและสุ่มอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลระหว่างกรกฎาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2564 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดภาวะสุขภาพของผู้ดูแล 3) แบบวัดปริมาณการดูแล 4) แบบวัดความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล และ 5) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา: ตัวอย่างมีคะแนนภาระการดูแลในการดูแลในระดับน้อยถึงปานกลาง (mean = 18.29 ± 4.9) พบว่าภาวะสุขภาพของผู้ดูแล (β = -0.33) ปริมาณการดูแล (β = 0.39) ความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล (β = -0.36) โดย P-value < 0.001 ทั้งหมด โดยสามารถร่วมทำนายภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 70 (R² = 0.70, P-value < 0.001) สรุป: ภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองภายหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในระยะ 3 เดือนแรกอยู่ระดับน้อยถึงปานกลางและอธิบายได้ด้วยภาวะสุขภาพของผู้ดูแล ปริมาณการดูแล และความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล
คำสำคัญ: ญาติผู้ดูแล; ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง; ภาวะสุขภาพของญาติผู้ดูแล; ปริมาณการดูแล; ความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล; ภาระการดูแลของญาติผู้ดูแล
Abstract
Objective: To examine the caregiver burden of family caregivers providing care for post-stroke persons 3 months after discharge, and the prediction of the caregiver burden by caregiver health status, caregiver amount of caregiving activities, and caregiver mutuality. Methodology: A predictive research was conducted among 101 family caregivers of people with stroke three months after being discharged from hospital at the outpatient department of the First Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University in China. Five validated instruments were used to collect caregiver data: a demographic questionnaire, SF-12 Health Survey Version 2, Caregiving Activities Scale, Mutuality Scale, and 12-item Zarit Burden Interview. Data were analyzed using multiple linear regression. Results: Family caregiver burden was at a mild-to-moderate level (mean = 18.29 ± 4.9). It was fond that caregiver health (β = -0.33, caregiver amount of caregiving activities (β = 0.39), caregiver mutuality (β = -0.36) could predict caregiver burden (P-value < 0.001 for all) with 70% of the variance explained (R² = 0.70, P-value < 0.001). Conclusion: Caregiver burden of family caregivers of people with stroke three months after being discharged was at a mild-to-moderate level and could be predicted by caregiver health, caregiver amount of caregiving activities, and caregiver mutuality.
Keywords: family caregiver; post-stroke persons; caregiver health; amount of caregiving activities; mutuality; caregiver burde
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหลังการรักษาโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด Factors Influencing Self-management Behaviors among Adults with Coronary Heart Disease after Percutaneous Coronary Intervention
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการตนเองและปัจจัยทํานาย ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้ภาระแห่งตน การรับรู้ความสามารถแห่งตน และการสนับสนุนทางสังคมในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่โรคหลอดเลือดหัวใจหลังการรักษาโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด วิธีการศึกษา: งานวิจัยแบบตัดขวางนี้ศึกษาผู้ป่วยผู้ใหญ่โรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังได้รับการรักษาโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดในระยะหนึ่งถึงสามเดือนโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายจำนวน 149 ราย ที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลทั่วไประดับ III เกรด A ในเมืองเวินโจ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 10 กันยายน ถึง 31 ธันวาคม 2566 รวบรวมข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้ภาระแห่งตน การรับรู้ความสามารถแห่งตน การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมการจัดการตนเอง ทดสอบสหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุ ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการจัดการตนเอง 64.53 ± 8.69 คะแนนจัดอยู่ในระดับปานกลาง โดยความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้ภาระแห่งตน การรับรู้ความสามารถแห่งตน และการสนับสนุนทางสังคม ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการจัดการตนเองได้ 47.3% (adjusted R² = 0.473, F (4,144) =32.26, P-value < 0.001) ปัจจัยที่สามารถทำนายได้สูงสุดคือการรับรู้ความสามารถแห่งตน (β = 0.328, P-value < 0.001) ตามด้วยการสนับสนุนทางสังคม (β = 0.268, P-value < 0.001) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (β = 0. 197, P-value < 0.05) ส่วนการรับรู้ภาระแห่งตนไม่สามารถทํานายพฤติกรรมการจัดการตนเอง สรุป: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคมและการรับรู้ความสามารถของแห่งตน มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ บุคคลากรสาธารณสุข รวมทั้งพยาบาลสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเหล่านี้
คําสําคัญ: โรคหลอดเลือดหัวใจ; การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด; ผู้ใหญ่; พฤติกรรมการจัดการตนเอง; การรับรู้แห่งตน; ความรอบรู้ด้านสุขภาพ; การรับรู้ความสามารถแห่งตน; การสนับสนุนทางสังคม
Abstract
Objective: To explore self-management behaviors and its predictors including health literacy, self-perceived burden, self-efficacy, and social support among adult patients with coronary heart disease (CHD) after percutaneous coronary intervention (PCI). Methods: A cross-sectional study was conducted with 149 adult patients with CHD who underwent PCI within one to three months through simple random sampling The data were collected from the patients who visited the outpatient department of a Class III Grade A general hospital in Wenzhou during September 10th to December 31st, 2022. Questionnaires were used to collect demographic characteristics and assess health literacy, self-perceived burden, self-efficacy, social support, and self-management behaviors. Pearson’s correlation and multiple linear regression were employed for data analyses. Results: Mean score of self-management behaviors was 64.53 ± 8.69 points indicating a moderate level. Health literacy, self-perceived burden, self-efficacy, and social support explained 47.3% of the variance of self-management behaviors (adjusted R² = 0.473, F (4,144) =32.26, P-value < 0.001). The best predictor was self-efficacy (β = 0.328, P-value < 0.001), followed by social support (β = 0.268, P-value < 0.001), and health literacy (β = 0. 197, P-value < 0.05); whereas self-perceived burden was not. Conclusion: Health literacy, social support, and self-efficacy exerted significant influence on the self-management behaviors of patients with CHD. The findings of this study could be applied by health personnel including nurses to enhance the self-management behaviors of these patients.
Keywords: coronary heart disease; percutaneous coronary intervention; adults, self-management behaviors; self-perceived burden; health literacy; self-efficacy; social suppor