Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
5319 research outputs found
Sort by
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหาร กับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1: The relationship between the competencies of administrators and the effectiveness of educational institutions under the Saraburi Primary Educational Service Area Office 1
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1 )เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2 )เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ3 )เพื่อศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 จำนวน 276 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 อยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 อยู่ในระดับมาก และเมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 มีความสัมพันธ์ในระดับสูงและเป็นไปในเชิงบวก ( r = 0.740 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใส ตามกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ระดับ AA สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2: STUDY OF EDUCATIONAL INSTITUTION ADMINISTRATION GUIDELINES TO ENHANCE MORALITY AND TRANSPARENCY ACCORDING TO THE FRAMEWORK FOR INTEGRITY AND TRANSPARENCY ASSESSMENT LEVEL AA PATHUM THANI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการดำเนินการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่ได้รับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ระดับ AA เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 8 คน โดยใช้เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและเป็นแบบอย่างในการพัฒนาคุณธรรมและความโปร่งใส 2) การร่วมกันวางแผนและกำหนดนโยบายตามกรอบการประเมินรายตัวชี้วัด 3) การเตรียมความพร้อมในการบริหารเพื่อรองรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส 4) การเสริมสร้างการรับรู้โดยการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารและการสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 5) การสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศในการทำงานเป็นทีมโดยเสริมสร้างทัศนคติที่ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และ 6) การปฏิบัติตนเป็นผู้มีความประพฤติทางจริยธรรมที่ด
Application of Self-prepared AFB Stain Kit in Forensic Medicine for Tuberculosis Diagnosis
Tuberculosis (TB), a highly contagious and severe disease, is caused by Mycobacterium tuberculosis of the Acid Fast Bacillus (AFB). During autopsies, bodies suspected of being infected with Tuberculosis will have lung biopsies taken and sent for examination at the forensic histopathology laboratory. The Ziehl-Neelsen (ZN) staining technique is used to diagnose TB from tissue slides; however, it is not commonly used in the workflow of forensic histopathology laboratories. Consequently, when tissue samples are dispatched for TB diagnosis, it requires analysis at an external agency. This incurs supplementary expenses and extends the time for result reporting. In this research, we prepared a self-prepared AFB stain kit for AFB stain following the ZN staining technique, but modified it without heating in the lung tissue slide staining step. Our objective was to compare the diagnostic efficacy of self-prepared AFB stain kit with the conventional AFB stain kit. The effectiveness of both AFB stain kits was assessed by three experts. All data were analyzed by covariance (ANCOVA). The P value is more than 0.05, which is considered not statistically significant for all various aspects that have been examined. This indicates that both AFB stain kits, without heating in the staining step, showed no difference in the results and can be used for TB diagnosis in forensic histopathology laboratories
ฤทธิ์ชะลอวัยของสารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วง Anti-aging Activity of Mauve Clitoria Ternatea L. Petal Extract
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาฤทธิ์ชะลอวัยของสารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วง โดยทดสอบการยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตส เอนไซม์คอลลาจีเนส และเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส และวิเคราะห์หาปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ และสารกลุ่มแอนโทไซยานินในสารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วง วิธีการศึกษา: เตรียมสารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วงโดยการสกัดผงกลีบดอกอัญชันสีม่วงด้วย 80% เอทานอล และระเหยเอทานอลออกด้วยเครื่องกลั่นระเหยสารแบบหมุน ทดสอบฤทธิ์ชะลอวัย โดยรายงานผลเป็นค่าความเข้มข้นของสารที่สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ได้ร้อยละ 50 (IC50) ซึ่งทดสอบการยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตสและเอนไซม์คอลลาจีเนสด้วยวิธี spectrophotometry โดยใช้กรดแกลลิกเป็นกลุ่มควบคุมเชิงบวก ทดสอบการยับยั้งเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสด้วยวิธี colorimetry โดยใช้เควอเซทินเป็นกลุ่มควบคุมเชิงบวก วิเคราะห์หาปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ และสารกลุ่มแอนโทไซยานินด้วยวิธี Folin-Ciocalteu method, aluminium chloride complexation colorimetric method และ pH differential method ตามลำดับ ผลการศึกษา: สารสกัดกลีบดอกอัญชันสีม่วงมีค่า IC50 ในการยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตส เอนไซม์คอลลาจีเนส และเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสเท่ากับ 2.95, 3.37 และ 12.67 mg/ml ตามลำดับ และมีปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก 27.84 mg GAE, สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ 3.47 mg QE, และสารกลุ่มแอนโทไซยานิน 0.02 mg CE ในสารสกัดกลีบดอกอัญชัน 1 กรัม สรุป: สารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วงมีฤทธิ์ชะลอวัย โดยการยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตส เอนไซม์คอลลาจีเนส และเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส และพบสารกลุ่มฟีนอลิก สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ และสารกลุ่มแอนโทไซยานินในสารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วง ซึ่งฤทธิ์ชะลอวัยของสารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วงน่าจะเป็นผลจากสารกลุ่มฟีนอลิกเนื่องจากพบปริมาณสารกลุ่มฟีนอลิกในสารสกัดมากที่สุด
คำสำคัญ: ฤทธิ์ชะลอวัย, ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตส, ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส, ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส, สารสกัดจากกลีบดอกอัญชันสีม่วง
Objective: To investigate anti-aging activity of mauve Clitoria ternatea L. (commonly known as butterfly pea) petal extract including anti-elastase, anti-collagenase, and anti-hyaluronidase, and to determine the contents of total phenolic, total flavonoid, and total anthocyanin. Methods: The extract was prepared by soaking powdered mauve C. ternatea L. petal in 80% ethanol, then filtered and concentrated by a rotary evaporator. Anti-elastase and anti-collagenase activities were determined by spectrophotometry with gallic acid as a positive control. Anti-hyaluronidase was determined by colorimetry with quercetin as a positive control and anti-aging activity was reported as the half maximal inhibitory concentration (IC50). The total phenolic content, total flavonoid content, and total anthocyanin content were determined by Folin-ciocalteu method, aluminium chloride complexation colorimetric method, and pH differential method, respectively. Results: Anti-elastase, anti-collagenase, and anti-hyaluronidase activities of mauve C. ternatea L. petal extract were exhibited with IC50 values of 2.95, 3.37, and 12.67 mg/ml, respectively. The total phenolic, total flavonoid, and total anthocyanin were 27.84 mg GAE/g, 3.47 mg QE/g, and 0.02 mg CE/g of the extract, respectively. Conclusion: Mauve C. ternatea L. petal extract possessed anti-aging activity by inhibiting activities of elastase, collagenase, and hyaluronidase. It contained phenolic compounds, flavonoids, and anthocyanins. The anti-aging activity of mauve C. ternatea L. petal extract might be the effect of phenolic compounds since it was found the highest amount in the extract.
Keywords: anti-aging activity, anti-elastase activity, anti-collagenase activity, anti-hyaluronidase activity, mauve Clitoria ternatea L. petal extract
ผลของกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสติต่อความผาสุกทางใจ และการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบ Effects of Group Supportive Psychotherapy with Mindfulness Training on Psychological Well-being and Self-esteem of Persons with Psychiatric Problems: A Randomized Controlled Trial
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อทดสอบผลของจิตบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสติต่อความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมคัดเลือกผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชจำนวน 60 คนมีคุณสมบัติตามที่กำหนด แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมกลุ่มบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสตินาน 4 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 60 นาที กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ ใช้แบบสอบถามประเมินความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าตัวเองที่ก่อนและหลังโปรแกรม ทดสอบการเปลี่ยนแปลงคะแนนด้วย t test ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001 ทั้งสองค่า) และผลต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความผาสุกทางใจและของการเห็นคุณค่าในตนเองในระยะก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001 ทั้งสองค่า) สรุป: โปรแกรมกลุ่มบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสติสามารถเพิ่มความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชได้
คำสำคัญ: กลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง, การฝึกสติ, ความผาสุกทางใจ, การเห็นคุณค่าในตนเอง, ผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช
Abstract
Objectives: To examine the effectiveness of the group supportive psychotherapy with mindfulness training in improving psychological well-being and self-esteem of persons with psychiatric problems with the usual care. Method: This randomized controlled trial enrolled and randomized 60 persons with psychiatric problems who met the criteria to either the group supportive psychotherapy with mindfulness training (test group) or usual care (control group), 30 each. The test group attended the 4-week training twice weekly, 60 3minutes per session. Psychological well-being and self-esteem were assessed before and after the training. Data were analyzed by using t test. Results: In the test group, scores of psychological well-being and self-esteem after the training increased significantly from before the training (P-value < 0.001). Increases in psychological well-being and self-esteem from before the training in the test group were significantly higher than those of the control group (P-value < 0.001). Conclusion: The group supportive psychotherapy with mindfulness training improved psychological well-being and self-esteem in persons with psychiatric problems.
Keywords: group supportive psychotherapy, mindfulness training, psychological well-being, self-esteem, persons with psychiatric problems
รูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลและองค์ประกอบสนับสนุนการให้บริการ เภสัชกรรมทางไกลของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข The Telepharmacy Service Model and Supportive Components of Telepharmacy Service in Hospitals under the Ministry of Public Health
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษารูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลและองค์ประกอบสนับสนุนการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เลือกตัวอย่างแบบโควตาตามประเภทโรงพยาบาล เก็บข้อมูลระหว่าง วันที่ 15 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ด้วยแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ที่ถามข้อมูลของโรงพยาบาล องค์ประกอบสนับสนุนบริการเภสัชกรรมทางไกล และบริการเภสัชกรรมทางไกล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา: มีโรงพยาบาลเข้าร่วมการศึกษา 421 แห่ง มีบริการเภสัชกรรมทางไกล 165 แห่ง (39.19%) โรงพยาบาลเฉพาะทางให้บริการมากที่สุด (28 แห่ง, 80.00%) รองลงมา คือ โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่ (18 แห่ง, 72.00%) รูปแบบที่พบมาก คือ บริการแพทย์ทางไกลร่วมกับบริการเภสัชกรรมทางไกล (52.12%) ตามด้วยบริการการแพทย์ที่โรงพยาบาลร่วมกับบริการเภสัชกรรมทางไกล (39.39%) พบองค์ประกอบตามกรอบ 6 Building Blocks คือ การสนับสนุนจากผู้บริหาร (91.52%) กำหนดเป็นนโยบาย (มากกว่า 70%) กำหนดแนวปฏิบัติและขั้นตอน (56.97%) เข้าร่วมประชุมวิชาการการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล การรับบริการเภสัชกรรมทางไกลในบางโรงพยาบาลผู้ป่วยต้องชำระค่าบริการเพิ่มเติม มากกว่า 50% เป็นผู้ป่วยสิทธิข้าราชการและประกันสังคม กลุ่มตัวอย่าง 59.39% มีระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล และมีเพียง 13.16% ที่สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างเครือข่ายบริการ และช่องทางการสื่อสารที่ใช้มากที่สุด คือ แอปพลิเคชัน Line 79.39% สรุป: รูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลมีความแตกต่างกันตามบริบทและทรัพยากรของแต่ละโรงพยาบาล องค์ประกอบสนับสนุนที่สำคัญ คือ นโยบาย การจัดสรรและพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนด้านการเงิน การพัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์
คำสำคัญ: บริการเภสัชกรรมทางไกล; บริการแพทย์ทางไกล; กรอบแนวคิด 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ
Abstract
Objective: To study telepharmacy service models and supportive components for telepharmacy service in hospitals under the Ministry of Public Health (MOPH). Method: This descriptive cross-sectional study was conducted to collect data among hospitals under the MOPH using the quota sampling method to select the respondents. A postal questionnaire was used to collect data between January 15 - February 15, 2023. The questionnaire included general hospital information, supportive components for telepharmacy service, and telepharmacy operation. Descriptive statistics were used to analyze the data. Results: A total of 421 hospitals completed the questionnaire. Telepharmacy was provided in 165 hospitals, or 39.19%. Specialized hospitals provided the services the most in 28 locations (80.00%), followed by large general hospitals in 18 locations (72.00%). The most common service model was telemedicine in conjunction with telepharmacy (52.12%), followed by medical services at the hospital in conjunction with telepharmacy (39.39%). Community hospitals provided an additional service, i.e., a collaborative service between hospitals and sub-district health-promoting hospitals. For supportive components from hospital directors based on WHO 6 building blocks, 91.52% had executive supports, more than 70% had established policy, and 56.97% had established protocol. Additional fee for the service was found in some hospitals. More than 50% of patients were under the Civil Servant Medical Benefit and Social Security schemes. 59.39% of hospitals had database systems covering telepharmacy services where only 13.16% could transfer data in the networks. LINE application was the most used channel (79.39%). Conclusion: Telepharmacy service models differed depending on individual hospital's context and resources. Important supportive components included policies, allocation and development of personnel, financial support, and health information systems and medical technologies development.
Keywords: telepharmacy; telemedicine; six building block
การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันและผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตรและองครักษ์ A Comparative Study of the Preventive Behavior and Impact of PM2.5 on Students of Srinakharinwirot University Ongkharak and Prasarnmit Campuses
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับความรู้ ผลกระทบในด้านต่าง ๆ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและเปรียบเทียบระหว่างนิสิตในสองวิทยาเขต วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒระดับปริญญาตรีทั้งสองวิทยาเขต (องครักษ์และประสานมิตร) จำนวน 330 คน ในช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2019 ใช้แบบสอบถามประเมินความรู้ ผลกระทบ และพฤติกรรมป้องกันตน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสองวิทยาเขตโดยใช้ independent t test ผลการศึกษา: พบว่านิสิตทั้งสองวิทยาเขตมีความรู้เรื่อง PM2.5 ระดับปานกลาง โดยคะแนนความรู้ของนิสิตวิทยาเขตองครักษ์มากกว่านิสิตวิทยาเขตประสานมิตรเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.01) ทั้งนี้ปริมาณฝุ่น PM2.5 ในช่วง 1 เดือนที่วิจัย พบว่าในพื้นที่องครักษ์มีมากกว่าพื้นที่ประสานมิตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001) อย่างไรก็ตาม นิสิตทั้ง 2 พื้นที่คะแนนความเห็นด้านผลกระทบในด้านการเรียน และด้านการใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูงและไม่ต่างกัน สรุป: ผลการวิจัยในครั้งนี้อาจนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหรือออกแบบโปรแกรมปรับพฤติกรรมการป้องกันตนเองเพื่อลดผลกระทบที่ได้รับจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒต่อไป
คำสำคัญ: ฝุ่นละอองขนาดเล็ก; PM2.5; พฤติกรรมการป้องกัน; ความรู้; ผลกระทบ; นิสิต; มหาวิทยาลัย
Abstract
Objective: To determine levels of knowledge about, impact of and preventive behavior against PM2.5 in undergraduate students of Srinakharinwirot University (SWU) between the two campuses. Methods: This survey research in 330 SWU students in Prasarnmit and Ongkharak campuses was conducted from June to July 2022. Questionnaire was used to assess knowledge about, impact of and preventive behavior against PM2.5. Scores of each measure between the two campuses were compared using an independent t test. Results: Level of knowledge about PM2.5 in students in both campuses was at a moderate level. Mean score of knowledge in students in Ongkharak campus was slightly higher than that in Prasarnmit campus but with a statistical significance (P-value < 0.01). At the time of survey, PM2.5 level in Ongkharak campus was significantly higher than that in Prasarnmit campus (P-value < 0.001). However, students in both campuses had a high level of impact on learning, impact on daily life and preventive behavior with no difference between the two campuses. Conclusion: The findings could be useful in developing program to modify preventive behavior against PM2.5 to reduce its impact on SWU students.
Keywords: particular matter 2.5; PM 2.5; preventive behavior; knowledge; impact; student; universit
ทักษะการกำกับตนเองในการเรียนการสอนออนไลน์ของนิสิตครู ในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19: Self-Regulated Skills in Online Learning during the Covid-19 Pandemic for Pre-Service Teachers
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนออนไลน์ของนิสิตครูสาขาสังคมศึกษา ในภาวการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และวิเคราะห์ทักษะการกำกับตนเองในการเรียนการสอนในภาวะดังกล่าว โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีระยะเวลาการเก็บข้อมูล 4 เดือน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินตนเองเกี่ยวกับทักษะการกำกับตนเองในการเรียนการสอนออนไลน์ของนิสิตครูในภาวการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีนิสิตครู สาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 1-4 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้มาจากการเปิดรับอาสาสมัคร จำนวน 112 คน แบ่งเป็น นิสิตหญิง 71 คน นิสิตชาย 41 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอนออนไลน์ของนิสิตครูในภาวการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับครอบครัวของตน ซึ่งเป็นบ้านพักของตนเองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยแอปพลิเคชันที่คณาจารย์เลือกใช้ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้แก่กลุ่มเป้าหมายเป็นอันดับแรก ได้แก่ Zoom Cloud Meetings และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย วิธีการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม และวิธีการสอนแบบอภิปรายเดี่ยวและอภิปรายกลุ่มย่อย ตามลำดับ และ (2) กลุ่มเป้าหมายประเมินว่าตนเองมีทักษะการกำกับตนเองค่อนข้างมาก ในองค์ประกอบที่ 1 การเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการบริหารการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 4 ความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง องค์ประกอบที่ 5 ความรักในการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 6 ความคิดสร้างสรรค์ และ องค์ประกอบที่ 7 การมองอนาคตในแง่ดี ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตอยู่ในระดับ 5 ส่วนองค์ประกอบที่ 3 ความริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ และ องค์ประกอบที่ 8 ทักษะสืบค้นและทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มเป้าหมายประเมินว่าตนเองมีทักษะการกำกับตนเองระดับปานกลาง กล่าวคือ มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตอยู่ในระดับ 4
This exploratory research aims to study the condition of online learning during the COVID-19 pandemic among social studies pre-service teachers and to analyze self-regulated skills in teaching and learning under such conditions. The data collection period was 4 months. Data were collected by using the self-assessment form on self-regulated skills in online learning of pre-service teachers during the COVID-19 pandemic. The target group is pre-service teachers of Social Studies, freshmen to seniors, at Srinakharinwirot University. The sample consisted of 112 volunteers, 71 female, and 41 male pre-service teachers. The results of the research is as follow: 1) the environment in online teaching and learning of pre-service teachers during the COVID-19 pandemic, most of the pre-service teachers lived with their families in their own home in Bangkok and surrounding areas. The application that lecturers choose to use to manage online teaching for their pre-service teachers first was Zoom Cloud Meetings and most of them use lecture, group processes, and single discussion and small group discussion respectively. and 2) Pre-service teachers assessed that they had relatively high self-regulated skills in component 1: the opportunity for learning, component 2: ability to manage learning management, component 4: responsibility for own learning, component 5: passion of learning, component 6: creativity and component 7: optimistic. The arithmetic mean is at 5. Component 3: initiative and independent learning and component 8: search skills and problem-solving skills the pre-service teachers assessed that they had moderate self-regulated skills, their arithmetic mean were at level 4
ปัจจัยด้านภูมิอากาศและจุดความร้อนส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในจังหวัดลำปาง
Climate Factors and Hotspots Affect the Amount of PM 2.5 Dust in Lampang Province, Thailand
Prasert Sumethavanich
รับบทความ: 26 ตุลาคม 2566; แก้ไขบทความ: 5 มีนาคม 2567; ยอมรับตีพิมพ์: 12 มีนาคม 2567; ตีพิมพ์ออนไลน์: 9 พฤษภาคม 2567
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านภูมิอากาศและจุดความร้อนที่ส่งต่อปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยใช้ฐานข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลปริมาณฝุ่นละอองที่วัดค่าจากสถานีตรวจสภาพอากาศ ตำบล พระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และจำนวนจุดความร้อนจากฐานข้อมูลของศูนย์ป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31 กรกฎาคม 2566 ข้อมูลตัวแปรที่ได้นํามาวิเคราะห์ด้วย binary logistic regression, Pearson’s correlation และ path analysis และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์เชิงเส้นของตัวแปรด้วย multiple regression, ANOVA test และ R2 โดยใช้ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ผลการ ศึกษาพบว่าจำนวนจุดความร้อน (X1) และความชื้นสัมพัทธ์ (X2) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM 2.5 (Y) โดยที่จำนวนจุดความร้อนมีความสัมพันธ์ในทิศทางเชิงบวกกับปริมาณฝุ่น (r = 0.680, p < 0.001) และความชื้นสัมพัทธ์มีความสัมพันธ์ในทิศทางเชิงลบกับปริมาณฝุ่น (r = –0.707, p < 0.001) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่ในรูปแบบสมการดังนี้ Y = 0.118(X1)–1.453(X2)+122.477 โดยสามารถพยากรณ์การส่งผลได้ร้อยละ 59.9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)
คำสำคัญ: ฝุ่นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร จุดความร้อน ความชื้นสัมพัทธ์
Abstract
This study is analytical cross–sectional study to investigate the relationship among climate factor, hotspot and PM 2.5 in the area of Lampang province. The weather information and the data of the amount of PM 2.5 dust acquired from the weather station at Phra Bat sub–district, Muang district, Lampang province. The number of hotspot acquired from the database of the Forest Fire and Smog Prevention Center at Mae Moh district, Lampang province. The data had collected from 1 October 2022 to 31 July 2023. All variables were analyzed by binary logistic regression, Pearson’s correlation and path analysis. The linear correlation among variables were analyzed by multiple regression, ANOVA test and R2 with statistical significance at p < 0.05. The study showed that the number of hotspot (X1) and relative humidity (X2) were the causing factor of PM 2.5 dust (Y). The amount of PM 2.5 was statistically significant positive correlation with the number of hotspot (r = 0.680, p < 0.001) and negative correlation with relative humidity (r = –0.707, p < 0.001). The stepwise multiple regression analysis resulted the variable relationship as Y = 0.118(X1)–1.453(X2)+122.477. This equation can predict the effect for 59.9% with the statistical significance (p < 0.001)
Keywords: Particulate matter 2.5, Hotspot, Relative humidit
ถ้อยแถลงบรรณาธิการ
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมอ การวิจัยก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังคงอยู่คือ ความถูกต้องทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นบทความในรูปแบบงานวิจัยหรือบทความวิชาการก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีผู้ส่งแบบฟอร์มการเสนอขอตีพิมพ์ยังไม่ถูกต้องจำนวนมาก ภาษาที่ใช้เขียนเป็นภาษาปาก (ภาษาพูด) ไม่ได้ภาษาเขียน สำหรับบทคัดย่อภาษาอังกฤษ และบทความที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษขอให้ผู้นิพนธ์ส่งให้เจ้าของภาษา (native speaker) ตรวจก่อน เนื่องจากมีความผิดพลาดทั้งในเรื่องของไวยากรณ์และการสื่อความหมายที่ทำให้ผู้อ่านงานเขียนของผู้นิพนธ์เกิดความเข้าใจผิดได้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องทางวิชาการมากขึ้น ขอให้ทางผู้นิพนธ์ตรวจสอบความซ้ำซ้อนหรือการลักลอกทางวิชาการ (plagiarism) มาก่อน ทั้งนี้ทางกองบรรณาธิการได้ตรวจสอบแล้วมีบางบทความยังคัดลอกผลงานของผู้อื่นแบบคำต่อคำ (word–by–word) มาเป็นจำนวนมาก กระบวนการนี้ภายหลังการแก้ไขเสร็จ แม้จะตอบรับตีพิมพ์แล้ว หากบรรณาธิการตรวจแล้วพบว่า มีบุคคลตีพิมพ์งานลักษณะเดียวกัน ใช้ตัวแปรเดียวกัน และกระบวนการวิจัยเหมือนกัน ก็สามารถปฏิเสธการตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน
วารสารฯ ฉบับที่ท่านถืออยู่นี้ประกอบด้วยบทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ 6 เรื่อง และด้านวิทยาศาสตรศึกษา 3 เรื่อง และบทความวิชาการวิทยาศาสตรศึกษา 1 เรื่อง มีบทความวิจัย 1 เรื่อง ที่เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพเพียงพอจะตีพิมพ์ในวารสารฯ และมีบทความวิจัยอีก 1 เรื่อง สามารถนำไปใช้ในการเรียนจัดการเรียนรู้ในวิชาฟิสิกส์ในชั้นเรียนมัธยมศึกษาได้
ขอเชิญชวนผู้สนใจและมีร่างนิพนธ์ต้นฉบับอยู่ในขอบข่ายวารสารฯ นำเสนอเพื่อขอรับการตีพิมพ์ในวารสารฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการปิดรับบทความ หากมีการปิดระบบ ทางกองบรรณาธิการจะแจ้งไว้บนเว็บไซต์ของวารสารฯ ทุกครั้ง นักเรียน นิสิตนักศึกษาที่มีผลงานอยู่ในระดับดี สามารถนำบทความนำเสนอเพื่อขอรับการตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกับผู้นิพนธ์ที่เป็นอาจารย์และนักวิจัย เพื่อเป็นการเผยแพร่งานวิจัยทุกระดับให้กว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาอาจารย์ผู้ควบคุมดูแล เพื่อให้ร่างนิพนธ์ต้นฉบับมีคุณภาพมากขึ้น อนึ่ง การนำส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ สามารถทำได้โดยอ้างอิงในงานเขียนวิชาการ (ที่ไม่ได้เป็นเชิงการค้า) ไม่จำเป็นต้องส่งจดหมายมาขออนุญาตใช้ภาพหรือตารางจากบทความที่ต้องการนำไปใช้ ยกเว้นมีเงื่อนไข เช่น ต้องการขอตำแหน่งวิชาการ หรือต้องการหลักฐานเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง เนื่องจากวารสารฯ เป็น double blind จึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อของผู้ทรงคุณวุฒิได้ ผู้ที่ขอตำแหน่งวิชาการต้องทำบันทึกเป็นทางการ เพื่อขอเอกสารหลักฐาน ความเชี่ยวชาญ ตำแหน่งวิชาการ และการยืนยันจากกองบรรณาธิการว่า ผู้อ่านมาจากมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันได้เท่านั้น ขอพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่อ่านอย่างระมัดระวังและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากต่อผู้นิพนธ์ วารสารฯ ได้คะแนน (rating) ผู้ทรงคุณวุฒิ และจะมีการให้ใบเกียรติบัตรกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณภาพในการอ่านตีพิมพ์บทความในปีถัดไ