Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
Not a member yet
    5319 research outputs found

    การทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ช่องปากที่มีต่อพฤติกรรมป้องกันโรคเหงือกอักเสบของผู้ป่วยจัดฟัน: The Efficacy of an Oral Health Literacy Program on Gingivitis Prevention Behavior among Patients with Fixed Orthodontic Appliances

    No full text
    วัตถุประสงค์: โรคเหงือกอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยจัดฟัน เนื่องจากเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น ทำให้ทำความสะอาดฟันได้ยากขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไป จึงเป็นที่มาของงานวิจัยในการสร้าง และพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากที่มีต่อพฤติกรรมป้องกันโรคเหงือกอักเสบของผู้ป่วย จัดฟัน ที่มีการผสมผสานแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์และการรับรู้ความสามารถของตนเองมา ประยุกต์ใช้ร่วมกัน วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใหญ่ที่จัดฟันด้วยเครื่องมือชนิดติดแน่นอายุ 25-44 ปี จ.นครนายก ขนาดกลุ่มตัวอย่างในการทดสอบรายบุคคลจำนวน 3 คน รายกลุ่มจำนวน 10 คน และกลุ่มตัวอย่างจริง 30 คน ทำการทดสอบประสิทธิภาพและพัฒนาโปรแกรมในแต่ละขั้นตอนจากการทดสอบรายบุคคล รายกลุ่ม และ กลุ่มตัวอย่างจริง ทดสอบด้วยสถิติ One-sample T-test จากเกณฑ์ 75/75 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จนได้ โปรแกรมฉบับสมบูรณ์ ผลการศึกษา: จากการตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องของโปรแกรมโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน พบว่า 7 ขั้นตอนของกิจกรรมในโปรแกรมมีค่าเฉลี่ย 4.42 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน กล่าวคือ มีความ เหมาะสมในระดับมาก จึงนำไปทดสอบประสิทธิภาพต่อไป ผลการประเมินรายบุคคลพบว่าประสิทธิภาพด้าน กระบวนการต่อประสิทธิภาพของผลผลิต (E1/E2) เท่ากับ 75.24/75.98 รายกลุ่มเท่ากับ 76.13/76.53 และกลุ่ม ตัวอย่างจริงเท่ากับ 77.78 / 83.10 ซึ่งสูงกว่าจากเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สรุป: โปรแกรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากที่มีต่อพฤติกรรม ป้องกันโรคเหงือกอักเสบ สามารถนำมาใช้ในการสอนทันตสุขศึกษาในผู้ป่วยจัดฟันต่อไป Abstract Objective: Gingivitis is a common disease in orthodontic patients with fixed orthodontic appliances due to cleaning challenges, increasing their risk of disease. This study aimed to develop an oral health literacy (OHL) program to improve gingivitis prevention behavior in these patients. The program also incorporating experiential learning and self-efficacy theories to enhance patient understanding and compliance. Materials and Methods: Participants were adults (25-44 years) with fixed braces in Nakhon Nayok Province. The program underwent individual, small group, and experimental group testing at each step to improve efficacy and achieve the final version. Sample sizes for the individual trial, group trials, and experimental group were 3, 10, and 30, respectively. A one-sample t-test was used to compare effectiveness to the 75/75 criterion. Results: Five experts evaluated the program’s suitability, granting an average score of 4.42 from 5.0, indicating high appropriateness. Individual testing showed a process efficiency to product efficiency ratio (E1/E2) of 75.24/75.98, while the small group test yielded 76.13/76.53, and the experimental group achieved 77.78/83.10. These results significantly surpassed the 75/75 criterion at the 0.01 level. Conclusions: The program effectively developed OHL on gingivitis prevention behavior and is suitable for oral health education in patients with fixed braces.

    THE CAUSAL RELATIONSHIP MODEL OF DIGITAL LEADERSHIP, DIGITAL MARKETING CAPABILITIES, COMPETITIVE ADVANTAGE AND BUSINESS PERFORMANCE OF COMMUNITY PRODUCT ENTREPRENEURS IN THE PHETSAMUTKHIRI PROVINCE CLUSTER: รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะผู้นำดิจิทัล ความสามารถการตลาดดิจิทัล ความได้เปรียบทางการแข่งขันและผลการดำเนินงาน ทางธุรกิจของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนกลุ่มจังหวัดเพชรสมุทรคีรี

    No full text
    This research aims to: 1) study the levels of digital leadership, digital marketing capabilities, competitive advantage, and business performance; 2) examine the causal relationships among digital leadership, digital marketing capabilities, competitive advantage, and business performance; and                 3) verify the causal relationship model of digital leadership, digital marketing capabilities, competitive advantage, and business performance of community product entrepreneurs in the Phetsamutkhiri provincial cluster. The sample consisted of 400 community product entrepreneurs, selected through multi-stage sampling. The research instrument was a questionnaire. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, and structural equation modeling. The results showed that digital leadership, digital marketing capabilities, and competitive advantage were at moderate levels, while business performance was at a high level. Digital leadership factors positively influencing digital marketing capabilities included digital literacy, digital vision, and digital communication. Digital marketing capabilities positively influenced competitive advantage, which in turn positively influenced business performance. Furthermore, the causal relationship model was found to be consistent with empirical data, with a Relative χ2 of 1.205, p-value of 0.304, GFI of 0.996, CFI of 1.000, RMSEA of 0.023, and RMR of 0.002. The coefficient of determination was 0.471, indicating that the variables in the model could explain 47.10% of the variance in business performance of community product entrepreneurs

    การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเป็นนวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวน โดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

    Get PDF
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเป็นนวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวนโดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้หลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเป็นนวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวนโดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 5 คน ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนาหลักสูตร ระยะที่ 3 ทดลองใช้หลักสูตร และระยะที่ 4 ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จำนวน 15 คน  โดยการสุ่มแบบกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเป็นนวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวน โดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย หลักการของหลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตร เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล 2) องค์ประกอบของทักษะการเป็นนวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ การคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และมีกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ 3) ประสิทธิผลของหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเป็น นวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวนสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดยมีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) ต่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 80.00/86.92 4) คะแนนเฉลี่ยทักษะการเป็นนวัตกรทางภูมิปัญญาผ้าไทยพวนสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในช่วงหลังเรียนพบว่าพบว่ามีความแตกต่างกับเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ .0

    “อาบป่า” ยามหัศจรรย์ สร้างสรรค์การเรียนรู้

    Get PDF
    “อาบป่า” ยามหัศจรรย์ สร้างสรรค์การเรียนรู้ เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่นําแนวคิดทาง ธรรมชาติบําบัดมาผนวกกับกระบวนการเรียนรู้ ด้วยการเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ 1) ตา การมองเห็น 2) หู การได้ยินเสียง 3) จมูก การดมกลิ่น 4) ลิ้น การรับรู้รส และ 5) ผิวหนัง การสัมผัส โดยการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติหรือหลอมรวมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นการเพิ่มพลังการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยวิธีการชำระล้างร่างกายและจิตใจด้วยธรรมชาติที่เรียกว่า “การอาบป่า”ซึ่งธรรมชาติสามารถกระตุ้นการรับรู้ของสมอง 3 ส่วน คือ 1) สมองส่วนที่คิดวิเคราะห์สถานการณ์ (Executive Area) 2) สมองส่วนที่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อสัญญาณจากประสาทสัมผัสจากสิ่งแวดล้อม (Spatial Network) และ 3) สมองส่วนที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับพฤติกรรม (Default Network) จึงช่วยบำบัดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลบล้างความทรงจำที่เลวร้าย ทำให้รู้สึกดีขึ้น มีการเปิดใจ ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นและรับฟังคำแนะนำ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้นและตอบสนองต่อพฤติกรรมทางบวก และยังช่วยบำบัดโรคสมาธิสั้น (ADHD) ส่งผลให้เกิดสมาธิการเรียนรู้ได้ยาวนานขึ้น และยังเกิดแนวคิด (Idea) ดี ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ ในการทำงานหรือการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นความคิดระดับสูง 3 ประเภท คือ การแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถทำงานร่วมกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ การอาบป่า ยังช่วยเสริมสร้างระบบเลือดและระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งเพิ่มเซลล์การต้านมะเร็ง ส่งผลให้มีสุขภาพดีและมีความสุข มีพลังในการเรียนรู้และการใช้ชีวิ

    TEMPLE AND ITS ROLE IN SUSTAINING THE IDENTITY OF THE SIAMESE COMMUNITY IN PERLIS, MALAYSIA

    Get PDF
    Siamese in northern Malaysia in the post-colonial era is set up and learned in mainly two ways on the areas where Siamese residing is an issue of a dispute between the land either used to be occupied by Siam as a Siamese protectorate of Malaya or being a part of Malaysian peninsular.  The paper examines Buddhist temples' role in Perlis and Klong Yao, a music tradition, in between religious and profane performances. Klong Yao was positioned in Perlis as a part of music serving at temple events.  Presently, the Siamese are ultimately successful in revealing an image of performing identity and establishing a Siamese uniqueness through the aid of Buddhist temples.  Monks and Siamese uphold the values of tradition.  Additionally, the timeline of Klong Yao's performance in Perlis shows that Klong Yao is dedicated to serving religious events and is sustained by the temple.  Sacred and profane gab has been seamlessly merged through Klong Yao performance

    รูปแบบการพัฒนาสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุข: The Development Model of the Basic School as aHappy Organization

    Get PDF
                 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวแปรหรือปัจจัยของการเป็นองค์กร แห่งความสุขของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) เสนอรูปแบบและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุข ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา ประกอบด้วย 1)องค์ประกอบด้านบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม 2)องค์ประกอบด้านสัมพันธภาพ และ3)องค์ประกอบ ด้านความพึงพอใจ ส่วนตัวแปรหรือปัจจัยแห่งความสุขจะแปรผันไปตามรายองค์ประกอบและรายกลุ่ม ของผู้ที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษา (กลุ ่มนักเรียน กลุ่มครู กลุ่มบุคลากรสายสนับสนุนการศึกษา กลุ ่มผู้บริหารสถานศึกษา และกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน) ที่งานวิจัยนี้ได้ออกแบบเก็บ รวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษาและคัดเลือกปัจจัยตามลำดับความสำคัญ 5รายการ ในแต่ละองค์ประกอบเพื่อเป็นแนวทางสำ หรับการวิเคราะห์และวางแผนดำ เนินการให้สอดคล้องกับ บริบทของแต่ละสถานศึกษาต่อไป รูปแบบและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุขใน แต่ละกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียน จุดเน้นที่องค์ประกอบด้านสัมพันธภาพ กลุ่มครู กลุ่มบุคลากรสาย สนับสนุนการศึกษา และกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา มีจุดที่องค์ประกอบด้านบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ส่วนกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่ามีจุดเน้นที่องค์ประกอบด้านความพึงพอใจต่อ สิ่งต่าง ๆ ในสถานศึกษา ในการนำแนวปฏิบัติหรือวิธีดำ เนินการในแต่ละด้านควรดำ เนินการตา

    อิทธิพลของการรับรู้ต่อการยอมรับนวัตกรรมการใช้ระบบหญ้าแฝก เพื่อป้องกันดินถล่มในพื้นที่ทางการเกษตร : Influence of the Acknowledging the Vetiver SystemInnovation Utilization for Landslide Preventionin Agricultural Land

    Get PDF
               การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้ที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจ ยอมรับหญ้าแฝกไปใช้ในพื้นที่การเกษตรเพื่อป้องกันดินถล่ม ของเกษตรกรในพื้นที่ตำ บลห้วยเขย่ง อำ เภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรีจากกลุ่มตัวอย่าง 383 ครัวเรือน โดยใช้แบบสอบถามที่มาจาก การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์การแจกแจงความถี่แบบสองทาง หรือการวิเคราะห์ตารางไขว้ (Crosstabs) และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ของการรับรู้และการยอมรับนวัตกรรมการใช้ระบบหญ้าแฝกในพื้นที่ทางการเกษตร ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีการรับรู้ขอมูลเกี่ยวกับหญ้าแฝกในการเป็นวิธีพืช ที่มี ระบบรากผสานกันเป็นร่างแหเพื่อช่วยในการยึดเกาะเนื้อดิน และเป็นวิธีการที่สามารถใช้ในการป้องกัน การชะล้างพังทลาย และป้องกันดินถล่มในพื้นที่ทางการเกษตรได้ ในขณะที่รูปแบบการรับรู้เกี่ยวกับ หญ้าแฝกมีผลต่อกระบวนการยอมรับนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากระบบหญ้าแฝกเพื่อการป้องกัน ดินถล่มในพื้นที่ทางการเกษตร ใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นความรู้การจูงใจ การตัดสินใจ และการยืนยัน ในการที่จะนำ หญ้าแฝกไปใช้ต่อไปในอนาคต แต่ไม่ส่งผลต่อแนวโน้มในการนำ หญ้าแฝกไปใช้ ดังนั้น สำ หรับการดำ เนินการส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกเพื่อการป้องกันดินถล่มในพื้นที่ทางการเกษตรจึงควร ดำ เนินการควรคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เน้นการสร้างทักษะการเรียนรู้ความเข้าใจ ตลอดจนการ สร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับหญ้าแฝกให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเกิดความเชื่อมั่นและยืนยันที่ จะนำ หญ้าแฝกไปใช้ในการป้องกันดินถล่มในพื้นที่ทางการเกษตรต่อไปในอนาค

    พื้นที่สาธารณะบนสื่อสังคมออนไลน์กับบทบาทพลเมือง กรณีศึกษา ตำบลคอรุม จังหวัดอุตรดิตถ์ : Public Space on Social Media and the Citizenship Role: The Case Study of Korrum Subdistrict, Uttaradit Province

    Get PDF
             การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการการสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก (Snowball Sampling) ของประชาชนทั่วไปและกลุ่มพลเมืองผลการศึกษาพบว่า บทบาทและกระบวนการการมีส่วนร่วมของพลเมืองคอรุม ผ่านพื้นที่สาธารณะโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกระบวนการการมีส่วนร่วมระดับท้องถิ่นโดยแบ่งออกเป็น 6 ลักษณะ ได้แก่ 1) ระดับการให้ข้อมูล (Informing) 2) ระดับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (Information Provision) 3) ระดับการปรึกษาหารือ (Consultation) 4) ระดับการสร้างความร่วมมือ การวางแผนร่วมกัน (Involvement) 5) ระดับการร่วมดำเนินการ (Partnership) และ6) ระดับการควบคุมโดยประชาชน (Citizen Control) โดย อบต.คอรุมส่งเสริมให้มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการดำเนินกิจกรรมของทางหน่วยงาน ตั้งแต่การให้ข้อมูลผ่าน แพลตฟอร์ม ไลน์ เฟสบุ๊คและเว็บไซต์ ที่จัดทำโดย อบต.คอรุม โดยใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร ตลอดจนใช้เป็นช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมอันจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์นี้จึงเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication) อบต. คอรุมสามารถรับรู้ถึงปัญหา และความต้องการของประชาชน ประชาชนก็มีช่องทางในการสื่อสาร และส่งเสียงถึงภาครัฐ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการหรือการแก้ปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ อบต. คอรุม มีความเป็นพลเมืองที่เข้าใจต่อปัญหาของชุมชน สังคม พยายามเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหา มองปัญหาที่เกิดขึ้นแบบองค์รวม สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกับคนในชุมชนท้องถิ่นหันมาใส่ใจเรื่องของชุมชน ท้องถิ่น และรู้จักสิทธิหน้าที่อันพึงมีของตนเองเป็นอย่างด

    ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการตามการรับรู้ของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1: THE CORRELATION OF SCHOOL ADMINISTRATOR'S COMPETENCY AND ACADEMIC ADMINISTRATION FROM THE PERPECTIVES OF TEACHERS IN SAMUT PRAKAN PRIMARY EDUCATION SERVICE AREA OFFICE 1

    Get PDF
               การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหาร เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 322 คน จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Cohen, Manion and Morrison ที่ค่าความเชื่อมั่น 95% และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้แก่ การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบ่งชั้นตามขนาดของโรงเรียน และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน        ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้ของครูเกี่ยวกับสมรรถนะของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การรับรู้ของครูเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) สมรรถนะของผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1: Relationship between the Leadership of School Administrators and the Student Assistant System at Schools in the Nikhompatthana Cluster under the Rayong Primary Educational Service Area Office 1

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 และ 3) ศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย สุ่มจากข้าราชการครูในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา จำนวน 12 โรงเรียน จำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามค่าสหสัมพันธ์สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสหสัมพันธ์            ผลวิจัยพบว่า           1. ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การทำงานเป็นทีม รองลงมาคือ การมีวิสัยทัศน์ ส่วนการมีความคิดสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด            2. ระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยภาพรวมทั้ง 5 ด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และ การคัดกรองนักเรียน ส่วนการป้องกันและแก้ไขปัญหา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด          3. ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนนิคมพัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    3,633

    full texts

    5,319

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    Srinakharinwirot University: SWU e-Journals System
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇