Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 7 ธันวาคม 2561

    Get PDF

    รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 23 สิงหาคม 2561

    No full text

    รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 21 ธันวาคม 2561

    No full text

    รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 20 ธันวาคม 2561

    No full text

    Physical Fitness and Exercise Behaviors of Students in Swimming Course, Prince of Songkla University, Hat Yai Campus

    Get PDF
    รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์สมรรถภาพทางกาย และพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาว่ายน้ำ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ

    Effect of gamma radiation on quality of Fresh Fish crackers (Keropok) storage

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม.(ฟิสิกส์ประยุกต์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2561ผลของรังสีแกมมาต่อคุณภาพการเก็บรักษาข้าวเกรียบปลาแบบสด (คือโป๊ะ) ที่เก็บรักษาที่สภาวะการเก็บในห้องปรับอากาศและแซ่เย็น พบว่าที่การเก็บรักษาที่สภาวะแช่เย็นร่วมกับ การฉายรังสีปริมาณ 1, 2 และ 3 กิโลเกรย์ ที่ถูกผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ บรรจุแบบ ปิดสนิทธรรมดามีอากาศอยู่ภายในด้วยพลาสติกชนิดโพลิเอทิลีน พบว่าสามารถลดจำนวนแบคทีเรีย ทั้งหมดลงได้ และปริมาณโดสเพียง 1 กิโลเกรย์ ก็สามารถกำจัดแบคทีเรียพวก coliforms และStaphylococcus aureus ได้หมด ข้าวเกรียบปลาแบบสดฉายรังสียังคงมีคุณภาพดีทั้งทางด้าน จุลินทรีย์ เคมี และกายภาพ แม้ว่าค่า Thiobarbituric acid (TBA) ในตัวอย่างข้าวเกรียบปลาแบบสด ฉายรังสีปริมาณโดส 1, 2 และ 3 กิโลเกรย์ จะมีค่าสูงกว่าข้าวเกรียบปลาแบบสดไม่ฉายรังสี โดยที่ คะแนนคุณภาพด้านประสาทสัมผัสของข้าวเกรียบปลาแบบสดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจาก ข้าวเกรียบปลาแบบสดที่ไม่ฉายรังสี ดังนั้นปริมาณ 1 กิโลเกรย์ น่าจะเพียงพอสำหรับใช้ในการลด จำนวนจุลินทรีย์และกำจัดแบคทีเรียพวก coliforms และ Staphylococcus aureus ที่ปนเปื้อนใน ข้าวเกรียบปลาแบบสดได้โดยไม่ทำให้คุณภาพด้านประสาทสัมผัสเปลี่ยนแปลง จากการศึกษาสมบัติการรับรังสีและลักษณะเฉพาะเจาะจงการตอบสนองต่อรังสีของ ตัวอย่างข้าวเกรียบปลาแบบสด (กรือโป๊ะ) โดยวิเคราะห์ผลของปริมาณรังสีดูดกลืนที่มีต่อสัญญาณ TL ก่อนและหลังฉายรังสีแกมมาด้วยต้นกำเนิดรังสี Co 1 ถึง 10 กิโลเกรย์ พบว่า ความเข้มของสัญญาณการตอบสนอง TL ในตัวอย่างข้าวเกรียบปลาแบบสดฉายรังสีสูงกว่าในตัวอย่างที่ไม่ได้รับการ ฉายรังสี พบตำแหน่งอุณหภูมิการตอบสนองในตัวอย่างข้าวเกรียบปลาแบบสด (กรือโป๊ะ) ที่อุณหภูมิ ระหว่าง 200 ถึง 350 องศาเซลเซียส และการตอบสนองของสัญญาณ TL intensity ที่ผ่านการฉายรังสีแกมมาดังกล่าวมีความสัมพันธ์เป็นแบบเชิงเส้

    รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการ ดีเอ็นเอจากซองกระสุน กระสุน และปลอกกระสุน ด้วยวิธีไดเร็คพีซีอาร์

    No full text
    Cartridges, bullets, and casings (CBCs) are commonly encountered in shooting incidences and could provide valuable DNA information from touch DNA that has been left during bullet handling and gun loading; however, conventional DNA analysis has yielded very poor results. Direct PCR, in which the DNA extraction and quantification steps are bypassed, has been shown to provide comparable and sometimes improved results from touch DNA and trace DNA samples. Here, we aimed to apply direct PCR with bullet casings (from three ammunition types and guns) and evaluate whether it should be recommended as a standard operating protocol for forensic DNA analysts. Three experiments were carried out to investigate the following: the effect of firing on DNA deposited on bullet cosings; the effect of gun and ammunition types on STR profile quality; and the feasibility of using direct PCR with actual cases via typing of mock casework samples. DNA extraction resulted in a loss of about 40% of DNA originally deposited, and firing a bullet decreased the amount of DNA recovered by 27%6. We recovered means (and 95% credible intervals) of 11.1 (7.9 to 13.9), 5.6 (3.0 to 7.7), 2.3 (0.2 to 4.0) alleles from touch DNA on fired bullet casings using the direct PCR protocol, conventional extraction protocol, and dilution protocol, respectively. No statistical difference in alleles recovered was observed between different fired ammunition types from three guns (9mm, 7.62 mm, and 5.56 mm from Glock Model 19, AK47, and Tavor T-21, respectively). As expected, mixed 'DNA profiles were observed in 40% of mock casework samples in which guns are shared between volunteers, which can complicate profile interpretation. This study showed that direct PCR from bullet casings improved STR profiles. As the direct PCR protocol is quicker, cheaper, and resulted in more alleles recovered, forensic DNA analysts may benefit from using direct PCR.กระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนถูกพบได้บ่อยในที่เกิดเหตุของคดีความที่มีการใช้ปืน ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งของดีเอ็นเอที่เกิดจากการสัมผัสระหว่างการบรรจุกระสุนลงซองกระสุนหรือการใส่ลูกกระสุน อย่างไรก็ตาม การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอจากหลักฐานดังกล่าวด้วยวิธีมาตรฐานนั้นให้รูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (STR proile) ที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่สามารถนำไปใช้การในชั้นศาลได้ กระบวนการไดเร็คพีซีอาร์ (Direct PCR) หรือกรจัดทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอจากวัตถุพยานโดยตรงโดยไม่ผ่านการสกัดดีเอ็นเอได้ถูก แสดงให้เห็นว่าสามารถเพิ่มความสมบูรณ์ของรูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเอจากวัตถุพยานที่มีดีเอ็นเอจากการสัมผัส โดยมีงานวิจัยเพียงแค่สองงานก่อนหน้าที่นำกระบวนการไดเร็คพืซีอาร์มาใช้เพื่อเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอจากกระสุนปืนแล:ปลอกกระสุนปิน และทั้งสองงานยังมีขอบเขตการวิจัยที่จำกัด ดังนั้น ในงานวิจัยนี้ทางผู้วิจัยจึงนำกระบวนการไดเร็คพี่ซีอาร์มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพและความสำเร็จในการจัดทำรูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเฮ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การสกัดดีเอ็นเอมีประสิทธิภาพต่ำ และทำให้เกิดการสูญเสียคิเอ็นเอไปมากถึงร้อยละ 40 ของดีเอ็นเอตั้งต้น ในขณะที่กระบวนการยิงปืนทำให้สูญเสียดิเอ็นเอไปอีกร้อยละ 27 เมื่อทำการเปรียบเทียบการจัดทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอแบบมาตรฐาน การจัดทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอแบบไดเร็คพีซีอาร์ และการจัดทำลายพิมพ์ตีเอ็นเอแบบไดลูชั่นพีซีอาร์ จากปลอกกระสุนปืน 9 มม. ที่ผ่านการยิงแล้ว พบว่าการจัดทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอแบบไดเร็คพีซีอาร์สามารถให้จำนวนอัลลีลที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองวิธี โดยมีค่าเฉลี่ยและช่วงเชื่อถือ (Credtible interval) อยู่ที่ 11.1 (7.9 - 13.9) สำหรับวิธีไดเร็คพีซีอาร์ 5.6 (3.0 -7.7 สำหรับวิธีมาตรฐาน และ 2.3 (0.2 4.0) สำหรับวิธีไดลูชั่นพีซีอาร์ การจัดทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอแบบไดเร็คพีซีอาร์จากปลอกกระสุนปืนที่ผ่านการยิ่งแล้วสามชนิด (9 มม. 7.02 มม. และ 5.5 มม. แสดงให้เห็นว่าจำนวนอัลลีลที่ได้รับจากกระสุนและปืนทั้งสามชนิดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ การทดลองการจำลองเหตุการณ์จริงที่มีการใช้ปืนร่วมกันแสดงให้เห็นว่ามีรูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเอผสมถึงร้อยละ 40 ของตัวอย่าง ดังนั้นการแปลผลจากคดีความจริงจึงมีน่าจะความยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งน่าจะต้องมีการนำระบบการแปลผลที่ใช้โมเดลการคำนวณค่าความน่าจะเป็น (Expert interpretation system using continuous model) มาใช้ โดยสรุป การนำเทคนิคไดเร็คพี่ซีอาร์มาใช้เพื่อจัดทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอจากปลอกกระสุนประสบความสำเร็จ มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย เหมาะกับการนำไปใช้กับตัวอย่างปลอกกระสุนจากคดีความจริงต่อไ

    Modern Fortran Transformation for UML Sequence Diagrams

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (เทคโนโลยีสารสนเทศ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2561Recently, reverse engineering has become widely recognized as a valuable process for extracting system abstractions and design information from existing software. The proposed research will focus on ForUML, a reverse engineering tool developed to extract UML diagrams from modern, object-oriented Fortran programs. Generally, Fortran is used to implement scientific and engineering software in various domains, such as weather forecasting, astrophysics, and engineering design. Methods for visualizing the existing design of object-oriented Fortran software, however, are lacking. UML diagrams of the Fortran software would help scientists and engineers communicate about the structure and behavior of their programs at a higher level of abstraction than the source code itself. UML diagrams can enhance discussions within development teams and with the broader scientific community. The first version of ForUML produces only UML class diagrams. Class diagrams provide a useful window into the static structure of a program, including the make-up of each class and the relationships between classes. However, class diagrams lack temporal needed to understand class behavior and interactions between classes. UML sequence diagrams provide such important algorithmic information. Therefore, the researcher proposes to extend ForUML to extract UML sequence diagrams from Fortran code and to offer this capability via a widely used open- source platform. This research argues that the proposed capability will enable the visualization of object-oriented Fortran software behavior and algorithmic structure and thereby enhance the development, maintenance practices, decision processes, and communications in the scientific and engineering software community worldwide.แนวคิดของระบบ และข้อมูลการออกแบบออกจากระบบ งานวิจัยนี้ให้ความสําคัญกับเครื่องมือด้าน วิศวกรรมย้อนกลับที่มีชื่อว่า ForUML ซึ่งสามารถสร้างยูเอ็มแอลไดอะแกรมขึ้นมาจากซอร์สโค้ด ภาษาฟอร์แทรน โดยทั่วไปภาษาฟอร์แทรนเป็นภาษาที่นิยมใช้สําหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ในด้านที่เกี่ยวข้อง กับวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศ ดาราศาสตร์ และการออกแบบทางด้าน วิศวกรรม ในปัจจุบันยังขาดเครื่องมือที่ใช้ในการแสดงภาพรวมการทํางานของระบบที่พัฒนาด้วย ภาษาฟอร์แทรน โดยยูเอ็มแอลไดอะแกรมที่ได้จากเครื่องมือ ForUML จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และ วิศวกรที่พัฒนาซอฟต์แวร์เข้าใจโครงสร้างและพฤติกรรมของซอฟต์แวร์ในระดับภาพรวม นอกจากนี้ ยูเอ็มแอลไดอะแกรมยังช่วยให้สมาชิกในทีมและนักพัฒนาภายนอกที่สนใจ สามารถเข้าใจและสื่อสารกัน ได้ดี ในเวอร์ชันแรกของ ForUML สามารถแสดงได้เฉพาะคลาสไดอะแกรมเท่านั้น คลาส ไดอะแกรมนั้นจะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้าง และความสัมพันธ์ระหว่างคลาส ภายในระบบ อย่างไรก็ตาม คลาสไดอะแกรมก็ยังไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์และทําความเข้าใจระบบ โดยเฉพาะพฤติกรรมและ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคลาสในระบบ ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้สามารถถูกแสดงได้โดยยูเอ็มแอลซีเควนซ์ ไดอะแกรม ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มศักยภาพความสามารถของเครื่องมือ ForUML โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการสร้างยูเอ็มแอลซีเควนซ์ไดอะแกรม และทําการเผยแพร่ซอฟต์แวร์ ในรูปแบบโอเพนซอร์ส ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถทําความเข้าใจระบบที่พัฒนาด้วยฟอร์แทรนได้ดีขึ้น รวมถึงยังช่วยให้นักพัฒนามีการตัดสินใจที่ดีขึ้นในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการบํารุงรักษา ซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาจะช่วยเอื้ออํานวยให้การสื่อสารในชุมชนนักพัฒนา ซอฟต์แวร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ดียิ่งขึ้

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇