Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    The Feasibility Study of a Financial Model for Coffee shop Eentrepreneur

    Get PDF

    Effect of Argument-Driven Inquiry Instruction Model on Biology Achievement, Analytical Thinking and Instructional Satisfaction of Grade 10 Students พาอี

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2561การวิจัยครั้งนี้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะแบบมีการโต้แย้งที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา การคิดวิเคราะห์ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4โดยมี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1/2560 จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ซึ่งกำหนดให้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ซึ่งการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะแบบมีการโต้แย้ง ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การระบุภาระงาน เป็นการนำเสนอสถานการณ์เพื่อสร้างความสนใจและวิเคราะห์สถานการณ์เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม (2) การสำรวจและรวบรวมข้อมูล เป็นการออกแบบและดำเนินการสำรวจตรวจสอบปรากฏการณ์ที่ศึกษา เก็บรวบรวม จัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูล จนสามารถสรุปเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ (3) การสร้างข้อโต้แย้งชั่วคราว เป็นการสร้างข้อโต้แย้งของกลุ่ม เพื่ออธิบายผลการสำรวจตรวจสอบปรากฏการณ์ (4) กิจกรรมการโต้แย้ง เป็นการนำเสนอผลการสำรวจตรวจสอบและข้อโต้แย้งของกลุ่มต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียน อภิปรายและวิจารณ์เพื่อมุ่งหาคำตอบของสถานการณ์ที่มีเหตุผลสนับสนุนและเป็นที่ยอมรับ (5) การเขียนรายงานผลการสำรวจตรวจสอบ (6) การตรวจสอบโดยเพื่อน และ (7) การปรับปรุงรายงาน เป็นการแก้ไขและปรับปรุงรายงานผลการสำรวจตรวจสอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะแบบมีการโต้แย้ง หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 18 ชั่วโมง แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา แบบวัดการคิดวิเคราะห์ แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ และแบบบันทึกภาคสนาม โดยดำเนินการทดลองกลุ่มตัวอย่างเดียวมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (The One-Group Pretest-Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent group) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะแบบมีการโต้แย้งหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะแบบมีการโต้แย้งหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะแบบมีการโต้แย้งอยู่ในระดับมาก  The purposes of this research were to study effect of Argument-Driven Inquiry instruction model on biology achievement, analytical thinking and instructional satisfaction of grade 10 students. The sample of the study was forty students studying in grade 10 class 5 who were in their first semester of the year 2017 at Dechapattanayanukul School, Muang District, Pattani Province, Thailand. The sample was selected by simple random sampling technique. This instructional model consisted of 7 steps 1) Identification of the task, it presents the situation in order to build interest and analyze the situation associated with the former experience. 2) The generation of data, it is designed to investigate phenomena studied; including conducting surveys, collecting investigations, organize and analyze of data until it can be summarized as a scientific explanation. 3) Production of a tentative argument, create a group argument to explain the results of the survey. 4) Argument session, presenting the results of the survey and arguments of the group to the classmates. Discuss and critique in order to find the answer to a rational and accepted phenomenon. 5) Creation of a written investigation report; report writing of survey results with one by one in the groups. 6) Double-blind peer review, and 7) Revision of the report modify and update the report of the survey which was called Argument-Driven Inquiry instruction model. The research instruments consisted of lesson plans designed based on the Argument-Driven Inquiry instruction model under the topic of environment and life for 18 hour, biology achievement test, analytical thinking test, instructional satisfaction test and researcher’s field-note. The experimental research was conducted using one group through pretest-posttest design. The data was analyzed by mean, standard deviation and t-test dependent group. The results were shown as follows: Students learning by Argument-Driven Inquiry instruction model had the students mean score of the post-test on biology achievement and analytical thinking higher than the pre-test mean score at the significant level of .01, and Students satisfaction towards instruction using Argument-Driven Inquiry instruction model was at high level

    Synthesis of Tungsten Trioxide Films Co-doping with Molybdenum Trioxide and Niobium Pentoxide

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมวัสดุ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2561This research aims to synthesize tungsten trioxide films co-doping with molybdenum trioxide and niobium pentoxide applied for the electrochromic materials. Films were prepared by dip-coating method and then deposited onto indium-doped tin oxide glass substrate. The study composed of two parts. First, the synthesized molybdenum trioxide was doped into tungsten trioxide sol with the doping concentrations of 15, 30 and 50 %mol. The synthesized films were characterized using XRD, XPS, SEM, EDX, and AFM. The films structure was monoclinic. Color change of films was determined by using cyclic voltammetry and UV-Vis spectrophotometer. It was found that the 30 %mol molybdenum trioxide doped tungsten trioxide film exhibited the optimum diffusion coefficient of 1.24 x 10 cm2/s and showed about 44% transmittance modulation. Second, the films co-doped with molybdenum trioxide and niobium pentoxide were prepared and examined. Tungsten trioxide film with molybdenum trioxide at 30% mol doping with niobium pentoxide 0.1 to 0.9 %mol were synthesized. The result indicated that the tungsten trioxide film co-doping with molybdenum trioxide at 30 %mol together with niobium pentoxide 0.5 %mol showed the best diffusion coefficient of 1.93 x 10-9 cm2/s, but the transmittance modulation was reduced to 33%.วิทยานิพนธ์นี้มีจุดมุ่งหมายในการสังเคราะห์ฟิล์มของทังสเตนไตรออกไซด์เจือโมลิบดีนัมไตร ออกไซด์ร่วมกับไนโอเบียมเพนทอกไซด์ เพื่อการประยุกต์ใช้งานเกี่ยวกับด้านวัสดุอิเล็กโทรโครมิก ด้วย วิธีโซล-เจล ขึ้นรูปฟิล์มด้วยกระบวนการจุ่มเคลือบบนกระจกนําไฟฟ้าชนิด ITO พัฒนาคุณภาพของ ฟิล์มทังสเตนไตรออกไซด์ด้วยสารเจือ โดยแบ่งการศึกษาเป็นสองส่วน ส่วนแรกศึกษาฟิล์มของ ทังสเตนไตรออกไซด์ที่มีการเจือด้วยโมลิบดีนัมไตรออกไซด์ที่ปริมาณการเจือ 15, 30 และ 50 เปอร์เซ็นต์โดยโมล ตามลําดับ ตรวจสอบโครงสร้างและสัณฐานวิทยาด้วยวิธี XRD, XPS, SEM, EDX และ AFM เพื่อวิเคราะห์การกระจายตัวของธาตุองค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ฟิล์มมีโครงสร้าง แบบโมโนคลินิกเมื่อมีการเจือด้วยโมลิบดีนัมไตรออกไซด์ จากนั้นศึกษาสมบัติการเปลี่ยนแปลงสีของ ฟิล์มด้วยเทคนิคไซคลิกโวลเทมเมทรีค่าความต่างศักย์ระหว่าง -1 ถึง 1 โวลต์ พบว่า ฟิล์มทังสเตนไตร ออกไซด์เจือโมลิบดีนัมไตรออกไซด์ที่ปริมาณการเจือ 30 เปอร์เซ็นต์โดยโมล ฟิล์มแสดงค่าสัมประสิทธิ์ การแพร่เท่ากับ 1.24 x 10 ตารางเซนติเมตรต่อวินาที และผลต่างการส่องผ่านแสงก่อนและหลัง เปลี่ยนสีประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนที่สอง ศึกษาฟิล์มของทั้งสเตนไตรออกไซด์เจือโมลิบดีนัมไตรออกไซด์ร่วมกับ ไนโอเบียมเพนทอกไซด์ โดยใช้โซลทังสเตนไตรออกไซด์เจือด้วยโมลิบดีนัมไตรออกไซด์ที่ปริมาณการ เจือ 30 เปอร์เซ็นต์โดยโมลเจือร่วมกับไนโอเบียมเพนทอกไซด์ที่ปริมาณการเจือระหว่าง 0.1 ถึง 0.9 เปอร์เซ็นต์โดยโมล ตามลําดับ พบว่า ไม่ปรากฏโครงสร้างผลึกของไนโอเบียมเพนทอกไซด์ ฟิล์ม ทังสเตนไตรออกไซด์เจือโมลิบดีนัมไตรออกไซด์ที่ปริมาณการเจือ 30 เปอร์เซ็นต์โดยโมลร่วมกับการ เจือไนโอเบียมที่ปริมาณการเจือ 0.5 เปอร์เซ็นต์โดยโมล ฟิล์มมีค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ เท่ากับ 1.93 x 10 ตารางเซนติเมตรต่อวินาที สูงกว่าเมื่อเทียบกับฟิล์มทังสเตนไตรออกไซด์เจือโมลิบดีนัมไตร ออกไซด์ที่ไม่ได้เติมไนโอเบียมเพนทอกไซด์ แต่ให้ค่าผลต่างการส่องผ่านแสงก่อนและหลังเปลี่ยนสี น้อยลงเหลือประมาณ 33 เปอร์เซ็นต

    รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการ ทักษะทางการเงินกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร กรณีศึกษาจังหวัดตรัง

    No full text
    การสำรวจทักษะทางการเงินของคนในหลายประเทศทั่วโลกพบว่าระดับทักษะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ต่ำเช่นเดียวกันกับการสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทยโดย OECD รวมถึงการสำรวจของธนาคารแห่ง ประเทศไทยร่วมกับส านักงานสถิติแห่งชาติ ก็ได้ผลไม่ขัดแย้งกัน ท าให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่าง ให้ความสำคัญที่จะเพิ่มทักษะทางการเงินของคนในชาติ เนื่องจากรู้ถึงประโยชน์ของการมีทักษะทางการเงิน ที่ดีอันเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าระดับทักษะทางการเงินมี ผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรอย่างไร โดยพิจารณาจากองค์ประกอบหลักทั้งสามด้านของทักษะ ทางการเงิน คือ ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติการใช้จ่ายเงิน และพฤติกรรมทางการเงิน โดยใช้แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับประชากรจังหวัดตรัง ผลการศึกษาจากการประยุกต์ KAP Model โดยใช้ Structural Equation Model (SEM) พบว่าระดับทักษะทางการเงินมีผลต่อคุณภาพชีวิตของบุคคล โดย ปัจจัยด้านพฤติกรรมทางการเงินมีผลต่อระดับทักษะทางการเงินมากที่สุดผ่านทางองค์ประกอบด้านทัศนคติ ทางการเงิน ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ คือความรู้ทางการเงินที่มีมากขึ้นไม่ได้ช่วยให้ บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นี่อาจเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดการส่งเสริมและผลักดันนโยบายให้ความรู้ ทางการเงินของภาครัฐในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยกลับไม่ได้มีผลท าให้ระดับทักษะทางการเงินของคนสูงขึ้น ดังนั้นหากต้องการยกระดับทักษะทางการเงิน ภาครัฐต้องมีความคาดหวังว่าเมื่อประชากรมีความรู้เข้าใจทางการเงินแล้ว บุคคลต้องปรับทัศนคติความเชื่อของตนจนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อีกทั้งต้องสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงดังคำกล่าวที่ว่า “เรียนรู้จนเข้าถึง จึงนำไปใช้อย่างได้ผล

    Effect of Growing Media and Container Structures on Growth of Rubber (Hevea brasiliensis Muell. Arg.) Rootstock Seedlings

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (พืชศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2561The effect of growing media on growth of rubber rootstock seedlings of RRIM 600 was studied using seven different media including sandy clay loam (control), soil: rice husk charcoal (1:1), soil: coir dust (1:1), soil: coir dust: rice husk charcoal (1:1:1), soil: coir dust: rice husk charcoal (1:2:1), soil: coir dust: rice husk charcoal (1:1:2) and soil: coir dust: rice husk charcoal (1:2:2). The results showed that application of coir dust and rice husk charcoal mixture with soil in different ratios decreased weight of the planting material by 23.00 to 38.60% compared with sandy clay loam (control). The growing media composed of soil: coir dust: rice husk charcoal (1:1:1) provided the best seedling growth performance at 6 months after transplanting with stem diameter of 8.62 mm and average planting material of 1.27 kg. The effect of different container structures on growth of rubber rootstock seedling was investigated by three types of different growing containers including smooth wall cylindrical plastic tube size 3"x14", without plastic rod inside and the container glued with two and four plastic rods inside, respectively and filled with soil and mixture of soil: coir dust and rice husk charcoal (1:1:1). Similar seedling shoot growth performance among the three container types was found at 4, 6 and 8 months after transplanting in both soil and mixture of soil: coir dust and rice husk charcoal (1:1:1). However, percentages of branch roots dry weight and fine roots dry weight of seedlings grown in containers with 2 and 4 plastic rods glued inside increased at the upper part of root zone with the reduction of circling root dry weight of 21.98-27.16 and 4.71-8.70% in soil and soil mixture, respectively. Consequently, application of the growing container structures of 2 and 4 plastic rods inside filled with soil mixture of soil: coir dust: rice husk charcoal (1:1:1) could be used as an appropriate alternative protocol for production of high quality rubber rootstocks along with the lower planting material weight with convenient transportation to the planting area.การศึกษาผลของวัสดุเพาะชําต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้ายางพาราพันธุ์ RRIM 500 ที่ใช้เป็นต้นตอ ใช้วัสดุเพาะชําแตกต่างกัน 7 สูตร ได้แก่ ดินร่วนเหนียวปนทราย (ชุดควบคุม) ดิน: ถ่านแกลบ (1:1) ดิน: ขุยมะพร้าว อัตราส่วน (1:1) ดิน: ขุยมะพร้าว: ถ่านแกลบ (1:1:1) ดิน ขุยมะพร้าว: ถ่านแกลบ (1:2:1) ดิน: ขุยมะพร้าว: ถ่านแกลบ (1:12) และดิน: ขุยมะพร้าว: ถ่านแกลบ (1-2-2) ผลการศึกษาพบว่า การนําขุยมะพร้าวและถ่านแกลบผสมกับดินในอัตราส่วนต่าง ๆ สามารถ ช่วยให้น้ําหนักวัสดุเพาะชํารวมต้นกล้าลดลง 23.00-38.60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับดินร่วน เหนียวปนทราย (ชุดควบคุม) โดยดินผสมขุยมะพร้าวและถ่านแกลบ (1:1:1) ให้ต้นกล้าที่อายุ 6 เดือน หลังย้ายปลูก มีการเจริญเติบโตที่ดี มีเส้นผ่านศูนย์กลางของลําต้น 8.62 มิลลิเมตร และมีน้ําหนักเฉลี่ย วัสดุเพาะชํารวมต้นกล้าเพียง 1.27 กิโลกรัม และการศึกษาการเจริญเติบโตของต้นกล้ายางพาราใน ภาชนะปลูกที่มีโครงสร้างแตกต่างกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ ภาชนะปลูกทรงกระบอกผิวเรียบขนาด 3x14 นิ้ว ที่ไม่ติดแท่งพลาสติก ติดแท่งพลาสติก 2 และ 4 แห่ง ภายในภาชนะปลูก ที่บรรจุดินร่วนเหนียวปน ทราย และดินผสมขุยมะพร้าวและถ่านแกลบ (1:1:1) พบว่าต้นกล้าที่อายุ 4 6 และ 8 เดือนหลังย้าย ปลูก มีการเจริญเติบโตของส่วนยอดที่ใกล้เคียงกันในทุกภาชนะปลูกทั้งในดินและดินผสมขุยมะพร้าว และถ่านแกลบ (1:1:1) อย่างไรก็ตาม ภาชนะปลูกที่ติดแท่งพลาสติก 2 และ 4 แท่ง ให้ต้นกล้าที่มี เปอร์เซ็นต์กระจายน้ําหนักแห้งของรากแขนงและรากฝอยบริเวณส่วนบนของภาชนะปลูกเพิ่มมากขึ้น และมีน้ําหนักแห้งรากส่วนขดม้วนลดลง 21.98-27.16 และ 4.71-8.70 เปอร์เซ็นต์ ในดินและดินผสม ตามลําดับ ดังนั้น การเลือกใช้ภาชนะปลูกที่มีแท่งพลาสติกร่วมกับวัสดุเพาะชําที่มีดินผสมขุยมะพร้าว และถ่านแกลบ (1:1:1) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมต่อการผลิตต้นกล้ายางพาราคุณภาพสูงเพื่อใช้ เป็นต้นตอ อีกทั้งมีน้ําหนักเบาง่ายต่อการขนย้ายไปปลูกในสภาพแปลงปลู

    A Study of Sediment Dating and Heavy Metal Accumulation in Sediments at Phuket Bay, Saphan Hin, Phuket Province

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (เทคโนโลยีและการจัดการสิ่งแวดล้อม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 256

    A Study of the Implementation of Quality Assurance at the Faculty of Liberal Arts, Prince of Songkla University

    Get PDF

    The Application of Benchmarking for Improving Process in Prince of Songkla University Business Incubation Center, PSU-BIC

    Get PDF
    วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม) 256

    Drying and Storage of Germinated Brown Rice Cultivated in Southern of Thailand : HawmKradang-Ngah and Seebukantang

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม.(เคมีประยุกต์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 256

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇