Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ กระบวนการมีสมดุลชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง

    No full text
    Qualitative : Peritoneal dialysis (PD) is recommended as the dialysis treatment of choice for chronic kidney disease persons (CKD) persons without significant comorbid conditions or those with residual kidney function. This grounded theory research aims to describe the process by which CKD persons harmonize their lives with peritoneal dialysis. Individual interviews were conducted with 37 CKD person with peritoneal dialysis. Data were collected from April 2018 to January 2019 at PD Units of two large hospital in southern Thailand. In this grounded theory study, data were analyzed using constant comparative and coding analysis methods. We found that "reconciling to the near normal" was the core category. This basic psychosocial process composed of three strategies, maintaining one's life purpose', 'managing existing support', and 'adhering to clinical suggestion'. Factors contributing to harmony in life with PD are 1) desire for independent, 2) fear of complication, and 3) religious faith. Consequences of harmony in life with PD are 1) feel empowered, 2) lessen caregiver dependency, and 3) better health condition. Nurses and renal health care team should encourage family members to support and be involved in the process of harmony in life with peritoneal dialysis. Quantitative : This descriptive research aims to study the harmony in the life of chronic kidney disease (CKD) persons with peritoneal dialysis. The sample consisted of 119 CKD persons with peritoneal dialysis from two hospitals in southern Thailand. The samples were selected by purposive sampling from patients aged 18 years and over, receiving peritoneal dialysis for at least 1month, good conscious and no cognitive impairment. The instrument used for data collection was a questionnaire consisting of 2 parts: part 1, personal data recording form, part 2, balance in life assessment form with 3 dimensions, namely physical, economic and psycho-social section. Data were collected from April- September 2018 and were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation. The results of the research showed that the sample group aged 22-86 years (x ̅ = 52.91, SD = 13.02) had a high average score of harmony in life ( x ̅ = 2.37, SD = .31). The highest average score is harmony in terms of physical life x ̅ = 2.49, SD = .36) and the lowest average score is economic harmony ( x ̅ = 2.15, SD = 43). It is recommended to promote economic harmony and strengthening the primary caregiver and family to increase harmony in life of CKD persons with peritoneal dialysisงานวิจัยเชิงคุณภาพ : การล้างไตทางช่องท้อง เป็นการรักษาทางเลือกของการรักษาแทนไตสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญหรือผู้ที่ยังมีไตส่วนที่ทำหน้าที่ได้เหลืออยู่ วิธีวิทยาการสร้างทฤษฎีฐานรากนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายกระบวนการสมดุลชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง จำนวน 37 คน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 ถึงมกราคม 2562 ที่หน่วยล้างไตทางหน้าช่องท้องโรงพยาบาลสองแห่งในภาคใต้ของประเทศไทย วิเคาระห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาพบว่า สมดุลชีวิตคือการกลับสู่ชีวิตที่ “เกือบปกติ” กระบวนการสมดุลชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นกระบวนการทางสังคมขั้นพื้นฐานประกอบด้วย 3 กลวิธี คือ ‘การทบทวนและคงไว้ซึ่งเป้าหมายชีวิต’, ‘การรวบรวมแรงสนับสนุนที่มีอยู่’ และ’การยึดถือแนวปฏิบัติตัวเมื่อต้องล้างไตทางช่องท้อง’ ปัจจัยเงื่อนไขของการเกิดกระบวนการคือ ความอยากเป็นอิสระ ความกลัวภาวะแทรกซ้อน และความยึดมั่น ศรัทธาในศาสนา โดยผลสืบเนื่องหลังจากเกิดกระบวนการสมดุลชีวิตคือ การมำลังมีกำลังใจ ลดการพึ่งพาผู้ดูแล และภาวะสุขภาพที่ดีขึ้น พยาบาลและทีมผู้ให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยโรไตเรื้อรัง ควรมีส่วนร่วมและส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการมีสมดุลชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง งานวิจัยเชิงปริมาณ : การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสมดุลชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่รักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตที่รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง ที่มารับการรักษาที่คลินิกโรคไต ที่โรงพยาบาล 2 แห่งในภาคใต้ รวมจำนวน 119 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ป่วยนอายุ 18 ปีขึ้นไป รับการล้างไตทางช่องท้องอย่างน้อย 1 เดือน รู้สึกตัวดี ไม่มีความผิดปกติด้านการรับรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 แบบประเมินสมดุลชีวิต 3 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านเศรษฐกิจ และด้านจิต-สังคม เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน 2561 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุ 22-86 ปี ( x ̅ = 52.9 1. SD = 13.02) มีคำเฉลี่ยะแนนสมดุลชีวิตโดยรวมในระดับสูง ( x ̅ = 2.37, SD = .31) โดยมีค่าเฉลี่ยสมดุลชีวิตด้านร่างกายสูงที่สุด ( x ̅ = 2.49, SD - .36) และมีสมดุลชีวิตด้านเศรษฐกิจต่ำที่สุด ( x ̅ = 2.15. SD - .43) การศึกษานี้ขี้ให้เห็นว่า สมดุลชีวิตด้านเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นที่ผู้ป่วยโรคโดเรื้อรังที่มีการล้างใตทางช่องท้องต้องได้รับการช่วยเหลือ การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับผู้ดูแลหลักและครอบครัวจะเป็นพลังเสริมที่ช่วยเพิ่มสมดุลชีวิตให้ผู้ป่วยโรคใตเรื้อรังที่มีการล้างไตทางช่องท้องกลุ่มนี

    ระเบียบวิธีการอรรถาธิบายอัลกุรอานโดยอิหม่ามอัลบะเฆาะวีย์และอิหม่ามอิบนุอาดิละ:กรณีศึกษาเปรียบเทียบสูเราะฮอัลบะเกาะเราะหฺ

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(อิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2564t The study aims to define new scientific concepts after identifying points of similarities and differences between the methodology of Imam al-Baghawl and Imam ibn Adel al-Dimashqi within Surat al-Baqarah, through the comparative method and the analytical, descriptive, and inductive approach Sonia The research came with results that showed that Imam Al-Baghawi and Imam ibn Adel Al-Dimashqi were the first among the scholars of interpretation, and their interpretation of the Ma-alimutanzil and Allubab fi ilmukitab were satisfied and accepted among scholars. The features of Ma-alimutanzil was characterized by commetary by evidence, and Allubab, which combined exegesis with evidence and exegesis opinion, and the two imams agreed not to override the interpretation by opinion when there is narration evidence, and if there is no correct narration, then they go to opinion, and the difference between them is that Imam Al-Baghawi does not It expands as does Imam Ibn Adel al-Dimashqi The two Imams also dealt with the investigations in the sciences of the Qur'an and cosmic verses, as well as the two imams dealt with language, rhetoric, and quoting the sayings of the Arabs, and exposure to jurisprudential rulings and mentioning the sayings of the Imams without fanaticism, and both of them defended the belief of the Sunnis and the community and refuted the sayings of innovators and the stray differences and the difference between them that Imam Al-Baghawi followed the approach of the people of the ancestors in the verses of adjectives and Imam Ibn Adel al-Dimashqi proceeded to the contrary.การศึกษาแนวทาง ระเบียบวิธีของเหล่ามฟิสชิรนั้น ถือได้ว่าประเสริฐที่สุดวิชานึง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับอัลกุรอานโดยตรง ถือเป็นการอิบาดะห์ต่ออัลลอยได้ดีที่สุดทางนึง บรรดาเหล่าอุลามาอในยุค ก่อนๆได้ทุ่มเทศึกษาและใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต ทำให้เกิดหนังสือตำรานับไม่ถ้วนและยังไม่จบสิ้น เพราะ เป็นวิชาที่เพิ่มพูนความรู้ ยิ่งศึกษาก็ยิ่งแก่กล้าในวิชา ดังคำกล่าวที่ว่า บรรดานักปราชญ์ไม่เคยที่จะรู้สึก อิ่มและพอกับการศึกษานี้สักคน พวกเขาจึงทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเข้มงวดกันมาทุกยุคทุกสมัย งานวิจัยนี้เน้นศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบหลักการในการตัฟซีรเฉพาะเนื้อหาของสูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะห์ ของอิหม่ามอัลบะเฆาะวีย์จากตำราตัฟซีร ?มะอาลิมุตตันซีล? และของอิหม่าม อิบนุอาดิล อัลติมัชกีย์ จากตำราตัฟซีร ?อัลลุบาบ ฟิอุลูมิลกิตาบ? สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับงานวิจัยนี้คือ การใช้วิธีการอุปนัยเปรียบเปรยและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา เพื่อให้ปรากฏผลจากการศึกษา เปรียบเทียบมันฮัญของทั้งสองได้อย่างชัดเจนและเพื่อแสวงหาความรู้ความเข้าใจใหม่ๆในเชิงวิชาการ หลังจากชี้ให้เห็นจุดร่วมจุดต่างของทั้งสองหลักการนั้นไปแล้ว จากการศึกษาเผยให้เห็นว่าอิหม่ามอัลบะเพาะวีย์และอิหม่ามอิบนุอาดิล อัลติมัซกีย์ ต่างก็ ได้รับการยกย่องชูเกียรติจากมฟัสซิรีนด้วยกัน และตำรามะอาลิมุตตันซีล กับอัลลุบาบ ฟอุลูมิลกิตาบ นั้น ก็ยังได้รับการยอมรับและชื่นชอบจากนักศึกษาโดยทั่วไป โดยมะอาลิมุตตันซีลเน้นการใช้ อัลมะษรเป็นหลักในการตัฟซีร ในขณะที่อัลอุบาบ ฟิอุลูมิลกิตาบ ก็เน้นผสมผสานใช้อัลมะหูรกับ อัลเราะยูเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้งสองก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องที่ว่า การจะใช้อัลเราะยูนั้นไม่สามารถจะทำ ได้หากมีคำตัฟซีรเดิมจากอัลมะงูรอยู่แล้วก่อนหน้า แต่หากหาตพรจากอัลมะษรไม่ได้ หรือมีแต่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นที่ยอมรับ ก็สามารถใช้อัลเราะยมาใช้ได้ และสิ่งที่แตกต่างในจุดนี้ก็คือ อิหม่าม อัลบะเฆาะวีย์จะไม่เปิดกว้างและไม่พยายามขยายความด้วยตัวเองและไม่เน้นการใช้ความคิดเห็น ส่วนตัว ต่างจากอิหม่ามอิบนุอาดิล ที่ได้ใช้อัลเราะยูมาสนับสนุนการตัฟซีรของท่านด้วยพอสมควร ทั้งนี้ทั้งสองก็ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นของอุลมุลกุรอาน และประเด็นที่เกี่ยวกับโองการและอายะห์ อัลเกาบียะห์ เช่นเดียวกับศาสตร์ด้านภาษาและวาทศิลป์ โดยยกหลักฐานจากคำพูดสำนวนของชาว อาหรับ และนำเอาหลักศาสนบัญญัติมาแสดงอ้างอิงด้วย ทั้งยังยกคำกล่าวจากบรรดาปราชญ์ผู้รู้ท่าน อื่นๆมาแสดงอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากอคติใดๆ นอกจากนั้นก็ยังเห็นดีเห็นงามกับหลักความ เชื่อของอะหลิสซุนนะห์วัลญามาอะห์ และชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของคำพูดคำกล่าวอ้างของ พวกอัลมุบตะดีอะห์ และพวกหมู่คนที่หลงทางผิดในวิถีอิสลาม แต่อิหม่ามทั้งสองก็มีข้อแตกต่าง ระหว่างกันอย่างชัดเจนคือ อิหม่ามอัลบะเฆาะวีย์เลือกเดินตามรอยของขาวสะลัฟ ในส่วนของโองการ ที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของเอกองค์อัลลอฮ ส่วนอิหม่ามอิบนอาดิลก็เลือกเดินอีกทางนึ

    การพัฒนาเทคโนโลยีการฝากเซลล์สืบพันธุ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

    No full text
    การพัฒนาเทคโนโลยีการฝากเซลล์สืบพันธุ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้งแชบ๊วยจัดเป็นกุ้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง สามารถพบการกระจายได้บริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวมไปถึงแถบมหาสมุทร อินโด-แปซิฟิค ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย กุ้งแชบ๊วยเป็นกุ้งที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศและเนื่องจากที่ยังไม่สามารถทำการเพาะเลี้ยงได้อย่างแพร่หลาย ทำให้เกษตรกรจับจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อบริโภคและส่งออกจำนวนมาก ทำให้ปริมาณกุ้งแชบ๊วยลดลงอย่างรวดเร็วจากแหล่งน้ำธรรมชาติรวมถึงพ่อและแม่พันธ์กุ้งแชบ๊วยซึ่งไม่มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างกว้างขวางซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ในอนาคต และที่สำคัญยังขาดแคลนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีคุณภาพในการขยายพันธุ์ การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Germ cell transplantation) หรือเนื้อเยื่อสืบพันธุ์ เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำนอกเหนือจากการผสมพันธุ์เทียมในสัตว์น้ำต่างๆ เทคโนโลยีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในสัตว์น้ำมีการดำเนินการประสบความสำเร็จในสัตว์หลายประเภทตลอดจนในสัตว์น้ำจำพวกปลาต่าง ๆ เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาเทราท์ เป็นต้น เทคโนโลยีนี้ยังไม่แพร่หลายในงานวิชาการของไทยโดยเฉพาะในสัตว์น้ำ ดังนั้นชุดโครงการนี้จึงใช้กุ้งแชบ๊วยเป็นต้นแบบในการศึกษาและทำการศึกษาเป็น 5 แนวทางดังนี้1) ได้ทำการวิจัยโดยการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ testis ของกุ้งแชบ๊วยไปยังการใช้กุ้งขาวเป็นกุ้งตัวรับ พบว่ามีอัตราการรอดของกุ้งตัวรับที่สูงกว่าการใช้กุ้งกุลาดำและชิ้นเนื้อเยื่อ testis ของกุ้งแชบ๊วยที่ถูกปลูกถ่ายไปยังกุ้งขาวบางส่วนยังมีชีวิตอยู่ได้แม้ว่าจะผ่านการปลูกถ่ายไปแล้วเป็นระยะเวลา 4 เดือน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเทคนิคการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อนี้เพื่อใช้ในการเพาะพันธุ์กุ้งแชบ๊วยต่อไป และพบว่า ยีน DMC1 และ NASP สามารถใช้เป็น germ cell marker สำหรับ testis ในกุ้งแชบ๊วยได้ ในขณะที่ยีน NASP, Nanos และ Cyclin B สามารถใช้เป็น germ cell marker สำหรับ ovary ในกุ้งแชบ๊วยได้ 2) ได้ทำการฝากถ่ายโอนเซลล์สืบพันธุ์ (Spermatogonia) จากกุ้งแชบ๊วยไปยังกุ้งขาวเป็นกุ้งตัวรับ โดยเซลล์Spermatogonia จะพัฒนาไปเป็นเซลล์เพศผู้หรือเพศเมียของแชบ๊วยในอวัยวะสืบพันธุ์ของกุ้งขาวได้กุ้ของการวิจัยนี้ได้พัฒนาวิธีการในการเตรียมเซลล์ Spermatogonia จากกุ้งแชบ๊วยเพื่อการถ่ายโอนเซลล์ได้ ได้วิธีการถ่ายโอนเซลล์สืบพันธุ์กุ้งโดยวิธี microinjectionที่ตำแหน่งใต้ carapace และ ระยะตัวรับที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะ post-larva1 จนถึงระยะ post-larva16 นอกจากนั้นยังพบว่ากุ้งแชบ๊วยเริ่มมีการรวมกลุ่มของPrimodium germ cellsเพื่อสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ตั้งแต่ post-larva1 จนพบลักษณะเพศภายนอกเมื่อ post-larva1143) ได้พัฒนาลายพิมพ์ดีเอ็นเอพันธุกรรมกุ้งเพื่อในในการติดตามลูกกุ้งที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีการฝากเซลล์หรือเกิดจากการเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง การศึกษานี้จะใช้โครแซทเทลไลท์ในการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของ Fenneropenaeus merguiensis เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาพันธุกรรมของกุ้งแชบ๊วยในการเพาะพันธุ์กุ้ง การวิจัยได้เครื่องหมายโมเลกุลที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการจำแนกกุ้งโดยลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อการใช้ใน ติดตาม แม่-ลูก ได้แก่ ไมโครแซทเทลไลท์ FmM และ FmN และได้เครื่องหมายโมเลกุลที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการจำแนกกุ้งโดยลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อการใช้ในการจำแนกเพศกุ้ง ได้แก่ ไมโครแซทเทลไลท์ 4a และ FmM4) การใช้โพรไบโอติกในการอนุบาลและเพาะเลี้ยงกุ้ง การวิจัยนี้ได้คัดเลือกโพรไบโอติกที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการเจริญเติบโตและต้านทานเชื้อโรคจากกุ้ง ผลการวิจัยพบว่าเมื่อทดลองเสริมอาหารกุ้งด้วย P. pentosaceus MR001 พบว่ากุ้งที่ได้รับโพรไบโอติก MR001 มีอัตราการเจริญเติบโตและมีกิจกรรมของเอนไซม์ (p < 0.05) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกุ้งขาว Litopenaeus vannamei นอกจากนี้กุ้งที่ได้รับโพรไบโอติก เมื่อศึกษาลักษณะพยาธิสภาพของลำไส้พบว่าลำไส้มีความสูงของเยื่อบุผิวของลำไส้เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม และเมื่อศึกษาการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันพบว่ายีน ProPO, LvToll และ TLR มีการแสดงออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงกุ้งที่ได้รับโพรไบโอติกและติดเชื้อ V. paraheamolyticus ยังมีอัตราการรอดชีวิตสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมเช่นเดียวกัน จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า P. pentosaceus MR001 มีศักยภาพพัฒนาเป็นอาหารเสริมในการเพาะเลี้ยงกุ้ง5) การพัฒนาอาหารที่ในการเพาะเลี้ยงกุ้งที่เกิดจากการฝากเซลล์สืบพันธุ์ให้เจริญพันธุ์ การววิจัยนี้ได้มีการพัฒนาสูตรอาหารผสมสารสกัดสมุนไพรเร่งการเจริญของกุ้งขาววัยรุ่น และ พัฒนาสูตรอาหารผสมสารสกัดสมุนไพรเพื่อเร่งการเจริญของรังไข่ของแม่กุ้งแชบ๊วย ผลการทดสอบขั้นต้นพบว่าการฉีดสารสกัดสมุนไพร ขมิ้นชัน บอระเพ็ด ขิง และว่านหางจระเข้ สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกุ้งขาววัยรุ่นได้ รวมถึงการฉีดโปรตีนลูกผสม His-TF-rgbb ก็ให้ผลกระตุ้นการโตเช่นกัน และเมื่อทดสอบผลของอาหารสูตรที่ผสมสารสกัด สมุนไพร และสมุนไพรแบบผงต่อการเจริญของกุ้งขาวด้วยวีธีการกินพบว่าอาหารสูตรผสมสารสกัดบอระเพ็ดหรือบอพระเพ็ดแบบผง สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตในกุ้งมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 2-3 เท่า ตลอดระยะเวลาทดสอบ 21 วั

    Transformational Leadership among Administrators of Royal Award Educational Institutions in Conflict Management Strategies

    Full text link
    รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), 2564The purpose of this research were to 1) study the transformational leadership among administration of Royal Award Educational Institutions, 2) to study the conflict management of Royal Award Educational Institutions, and 3) to study the moderation of psychological capital between transformational leadership among the Educational Institutions and the conflict management. By using mixed method with embedded design which is the qualitative sub-research utilized in-dept-interview under the main quantitative research deploying quesiontionnaires to collect the data. The respondents of this analysis consist of 242 administrators from Royal Award Educational Institutions in 2016 from five levels of education: pre-elementary level, elementary level, high school level, vocational certificate, and vocational diploma. The in-depth-interview is employed for ten administrators (two interviewees for each level of education). The results found that 1) the overall level of the transformational leadership is high at (x ̅ = 4.36, S.D. = .534) 2) the overall conflict management is high at (x ̅ = 3.81, S.D. = .638) 3) the moderation of psychological capital is with relationships statistically significance at 0.01.ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษารางวัลพระราชทานกับกลยุทธ์การจัดการความขัดแย้ง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษารางวัลพระราชทาน 2) เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์การจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษารางวัลพระราชทาน และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับกลยุทธ์การจัดการความขัดแย้งใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม แบบรองรับภายใน (Embedded Design) เป็นการวิจัยที่มีการวิจัยย่อยเป็นเชิงคุณภาพภายในการวิจัยหลักเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลเชิงประมาณโดยการใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานในปี พ.ศ.2559 ทั้ง 5 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับวิชาชีพ จำนวน 242 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล ผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานในปี พ.ศ.2559 ทั้ง 5 ระดับ ระดับละ 2 คน จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.36, S.D. = .534) 2) ระดับกลยุทธ์การจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 3.81, S.D. = .638) 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับกลยุทธ์การจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.0

    การปรับปรุงซอสแป้งแดงเพื่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์

    No full text

    HRD Climate, HRDC, Work Engagement, Organizational Citizenship Behavior of supporting staffs, Prince of Songkla university

    No full text
    This institute research study the effect of human resource development climate (HRDC) and work engagement toward organizational citizenship behavior in the context of supporting staffs of Prince of Songkla university. It is a quantitative research study using both offline and online questionnaires. A total of 370 subjects was derived using Krejcie and Morgan's sample size formula. The data analysis is based on Partial Least Square Structural Equation Modeling (PLS-SEM). The results demonstrated moderate level of human resource development climate and high level of work engagement and organizational citizenship behavior perceived by supporting staffs. Human resource development climate and work engagement influenced the organizational citizenship behavior with an explanation power of 30.90% (Coefficient of Determination: R2 =.309), that is, at a 99% confidence level, human resource development climate influenced the organizational citizenship behavior (B= .389, t=12.075, p=.000) and work engagement influenced the organizational citizenship behavior (B= .209,t=4.509, p=.000).งานวิจัยสถาบันชิ้นนี้ ศึกษาอิทธิพลของบรรยากาศของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพันธะสัญญาทางใจในงานที่ มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์การ ของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีแบบแผนการวิจัย คือ การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การเก็บแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรสายสนับสนุนของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตาราง Krejcie and Morgan (1970) ได้จํานวนกลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 370 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างกําลังสองน้อยที่สุดบางส่วนโดยการวิเคราะห์ โมเดลการวัดและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รับรู้ระดับของบรรยากาศของการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ในระดับปานกลาง และมีระดับพันธะสัญญาทางใจในงาน ระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์การ อยู่ ในระดับมาก ค่าสัมประสิทธิ์การทํานายของโมเดลสมการโครงสร้าง เท่ากับ 30.9 กล่าวคือ บรรยากาศของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพันธะสัญญาทางใจในงานอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์การของ บุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร้อยละ 30.90 และเมื่อใช้การคํานวณค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพล ผลการ วิเคราะห์ พบว่า ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 บรรยากาศของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ ดีต่อองค์การ (B= 389, t=12.075, p,000) และ พันธะสัญญาทางใจในงานที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์การ (B= .209,t=4.509, p=,000

    Factors that affect Entrepreneurs to Implement the Safety, Occupational Health and Environment Act in Phatthalung Province.

    Full text link
    วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม),256

    Enhancing Butanol Production from Microalgae by Coupling Dark Fermentation with Fermentation Equipped with Butanol Recovery

    No full text
    Production of volatile acid in CSTR at 5 L working volume from microalgae (Chlorella sp.) fermentation of HRT 6 day showed a hydrogen yield of 161-189 mL-H2/g-VSadd and production rate 1,938-2,269 mL-H2/Lreactor with the production of acetic acid propionic acid and butyric acid produced during the experiment were in the range of 5.25±0.14 g/L, 0.76±0.02 g/L and 7.50±0.15 g/L, respectively. The main bacterial in the fermentation of mixed culture were Dysgonomonas mossii, Porphyromonadaceae bacterium, Proteiniphilum saccharofermentans, Lysinibacillus macroides, Clostridium sp. strainS6, Ruminococcaceae bacterium, Acetobacter pasteurianusและ Comamonas aquatica. Higher butanol concentration of 10.17 g/L was produced from Clostridium beijerinckii ATCC10132 at 40 g-VS/L initial glucose concentrations than 20 60 and 80 gVS/L. The initial concentration 40 g-VS/L of microalgae pretreatment with 108 °C autoclave for 30 min with nutrient addition was produced butanol 2.30 g/L which higher than untreated. In addition, by studying the B/G ratio from the Taguchi experimental design, the results showed that batches with acid concentrations from 2-10 g/L had better yields compared to those with acid concentrations up to 14 g/L. From the experiment, it was found that the combination of 10 g/L butyric acid with 20 g/L glucose yielded the highest butanol yield at 3.67 g/L from the 15% inoculation concentration. Butanol production yield from CSTR with semi-continuously fed 20 gVS/L glucose on TYA medium at HRT 2 day was constant in the range of 5.51 g/L, 38% hydrogen concentration with yield of 74 mL-H2/g-VS ( 740 mL-H2/L/d). When Stripping gas (CO2 and 30%H2 ) 3 L/min, blowing in the fermentation system for 48 hours continuously, it was found that the harvest butanol was 43.86% with 75.29% Efficiency of condensation, with 10.84 percent loss. During the first gas stripping from the fermented of 5.51 g/L butanol concentration, in the first 4 hours, the highest butanol concentration was obtained in the first condensing unit at 45.17g/L. This stripping process is suitable if the fermentation process was high solvent yield. In addition, the test results to produce butanol from the effluent of rich butyric acid together with 20 g-VS/L Glucose, it was found that in the early period it was produced butanol 5.54 g/L with hydrogen production 117.68 mL-H2/g-VS. The acid content is increased in the system and affects the growth and activity of Clostridium beijerinckii. A reduction in the acidic substrate concentration is necessary since the acid in the fermentation solution is not only butyric acid but also contains other types of volatile acidsการผลิตกรดระเหยง่ายในถัง CSTR ที่ปริมาตรการทำงาน 5 L จากการหมักจุลสาหร่าย Chlorella sp. ที่ระยะเวลาการกักเก็บ HRT 6 วัน พบว่าให้ผลผลิตไฮโดรเจน 161-189 mL-H2/g-VSadd หรืออัตราการผลิตต่อวัน 1,938-2,269 mL-H2/Lreactor โดยมีลผลิตกรดอะซิติก กรดโพรพิออนิก และกรดบิวทิริกที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองอยู่ในช่วง 5.25?0.14 g/L, 0.76?0.02 g/L และ 7.50?0.15 g/L ตามลำดับโดยพบว่าในการหมักเชื้อผสมนี้มีกลุ่มแบคทีเรียหลักๆได้แก่ Dysgonomonas mossii, Porphyromonadaceae bacterium, Proteiniphilum saccharofermentans, Lysinibacillus macroides, Clostridium sp. strainS6, Ruminococcaceae bacterium, Acetobacter pasteurianus และ Comamonas aquatica เป็นต้น ศึกษาการผลิตบิวทานอลจากเชื้อ Clostridium beijerinckii ATCC10132 ความเข้มข้นกลูโคส 20, 40, 60 และ 80 g-VS/L พบว่าให้ผลผลิตบิวทานอลได้ที่ความเข้มข้นสูงสุดที่ 10.17 g/L ที่ 40 g-VS/L เมื่อทำการทดสอบการหมักโดยใช้จุลลสาหร่ายความเข้มข้นเริ่มต้นที่ 40 g-VS/L โดยการที่เทียบการปรับสภาพของจุลสาหร่ายด้วย Autoclave 108 ํC เป็นเวลา 30 นาที และมีการเติมสารอาหาร ให้ผลิตบิวทานอลได้สูง 2.30 g/L กว่าไม่ปรับสภาพ นอกจากนี้การศึกษา B/G ratio จากการออกแบบการทดลองด้วยทากูชิผลการทดลองเห็นได้ว่าในชุดที่มีความเข้มข้นกรดตั้งแต่ 2-10 g/L สามารถให้ผลผลิตได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับชุดที่มีความเข้มข้นบิวทิริคสูงถึง 14 g/L โดยพบว่าที่การใช้สัดส่วนกรดบิวทิริค 10 g/L ร่วมกับน้ำตาลกลูโคส 20 g/L ให้ผลผลิตบิวทานอลสูงที่สุดที่ 3.67 g/L จากการใช้ความเข้มข้นเชื้อร้อยละ 15 โดยปริมาตร นอกจากนี้ผลผลิตบิวทานอลในถัง CSTR ที่มีการป้อนกึ่งต่อเนื่องด้วยอาหาร TYA ด้วยน้ำตาลกลูโคส 20 g-VS/L ที่ HRT 2 ให้ผลผลิตบิวทานอลคงที่อยู่ในช่วง 5.51 g/L พบมีไฮโดรเจนทีเข้มข้นร้อยละ 38 โดยมีผลผลิตไฮโดรเจนที่ได้คงที่เฉลี่ย 74 mL-H2/g-VS โดยมีอัตราการผลิตคงที่เฉลี่ย 740 mL-H2/L/d เมื่อศึกษาการเป่าไล่ด้วยแก๊ส CO2 และ H2 30% 3 L/min เป่าใล่ในระบบหมักตลอดการทดลองเป็นเวลาต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง พบว่าสามารถได้ร้อยละการเก็บเกี่ยวของบิวทานอลเท่ากับ 43.86 มีค่าประสิทธิภาพการควบแน่นร้อยละ 75.29 โดยมีร้อยละการสูญหาย 10.84 โดยระหว่างการเป่าไล่ในช่วงแรกจากน้ำหมัก ที่มีความเข้มข้นบิวทานอล 5.51 g/L เมื่อเป่าไล่ในช่วง 4 ชั่วโมงแรกพบว่าได้บิวทานอลเข้มข้นสูงสุดในชุดควบแน่นแรกที่ 45.17g/L ทั้งนี้จากการทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถใช้งานได้เหมาะสมหากมีการผลผลิตตัวทำละลายจากกระบวนการหมักที่สูงขึ้นได้ นอกจากนี้ผลการทดสอบการผลิตบิวทานอลจากการหมักจากน้ำหมักที่อุดมไปด้วยกรดบิวทิริก ร่วมกับน้ำตาล 20 g-VS/L พบว่าในช่วงแรกสามารถให้ผลผลิตบิวทานอล โดยได้ผลผลิตบิวทานอล 5.54 g/L ผลผลิตแก๊ส 117.68 mL-H2/g-VS แต่เมื่อมีการป้อนเข้าออกพบว่า ปริมาณกรดมีการสะสมเพิ่มขึ้นในระบบและส่งผลต่อการเจริญและกระบวนการทำงานของเชื้อ Clostridium beijerinckii การลดปริมาณความเข้มข้นสารตั้งต้นน้ำหมักกรดลงจึงจำเป็นเนื่องจากกรดในน้ำหมักนั้นไม่ได้มีเพียงกรดบิวทิริก แต่ยังประกอบด้วยกรดระเหยง่ายประเภทอื่นร่วมด้วยคำสำคัญ: บิวทานอล; กรดบิวทิริก; Clostridium beijerinckii; การเป่าไล่ด้วยแก๊

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇