Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    Importance and Performance of Personal Development toward a Learning Organization: A Case Study of Nursing Division, Bangkok Hospital Hatyai

    Get PDF
    บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ), 2562บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อระบุระดับความสำคัญของกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในแต่ละด้านของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จากการรับรู้ของพยาบาลในฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ (2) เพื่อระบุระดับผลการดำเนินงานของกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในแต่ละด้านของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จากการรับรู้ของพยาบาลในฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ประชากรในการศึกษา คือ พยาบาลวิชาชีพในฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ทั้งสิ้น 169 คน และเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยค่าทางสถิติที่ใช้ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่ามัชฌิมเลขคณิต(Mean)และค่าเฉลี่ย(x̄)ซึ่งค่าเฉลี่ยที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ IPA (ImportancePerformance Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ (1) ระดับความสำคัญและระดับผลการดำเนินงานของกิจกรรมพัฒนาบุคลากรเพื่อไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทั้ง 5 ด้าน ตามการรับรู้ของพยาบาลระดับปฏิบัติการ 1-4 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งค่าเฉลี่ยของระดับความสำคัญมากกว่าระดับผลการดำเนินงาน (2) การรับรู้ของพยาบาลระดับปฏิบัติการ 1-4 ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมมีระดับความสำคัญและระดับผลการดำเนินงานสูงที่สุด และด้านความรอบรู้แห่งตนมีระดับความสำคัญและระดับผลการดำเนินงานต่ำที่สุด(3)จากการวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ IPA ในภาพรวมควรมีการพัฒนากิจกรรมด้านความรอบรู้แห่งตนเป็นอันดับแรก เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเกิดแรงกระตุ้นในการพัฒนาตนเอง และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ : ระดับความสำคัญผลการดำเนินงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ Abstract This research investigated the importance and performance of personal development toward a learning organization from the perception of nurses in the nursing division in Bangkok Hospital Hatyai. The objectives of this study were 1) to identify the level of importance in each discipline toward a learning organization 2) to identify the level of performance in each discipline toward a learning organization 3) to suggest the way to develop the personal development toward a learning organization. Data were collected by the questionnaires from a population of 169 registered nurses working in the nursing division of Bangkok Hospital Hatyai. Data were analyzed by using frequency, percentage, mean, and Importance-performance analysis (IPA) tool The results showed the overall level of importance and performance of personal development toward a learning organization from the perception of registered nurses levels 1-4 were high in all five disciplines. According to the perception of 169 registered nurses the average level of importance was higher than the performance of personal development activities toward a learning organization. Furthermore registered nurse levels 1-4 perceived that the shared vision aspect had the highest level of importance and performance while the personal mastery aspect had the lowest level of importance and performance. Base on the results of the IPA, the nursing division should enhance personal development activities regarding the personal mastery aspect which could help every nurse to have more motivation to develop themselves to perform efficiently and effectively. Keywords: Importance, Performance, Learning organizatio

    Study of Tourism Resources for Melayu's Cultural Tourism in the Special Economic Zone of Songkhla

    No full text
    This research aims to: 1 ) study tourism resources with identity of Melayu’s culture in the Songkhla Special Economic Zone; 2 ) provide guidelines for the management of tourism resources with identity of Melayu’s culture in the area. This study is a qualitative research with sample population consisted community, the local administrative organization and related government organisation of the area. The tools used to collect data consisted of the structured in-depth interviews, and focus group meeting. The study covered the special economic area which included four subdistricts; namely Sumnaktaw, Sumnakkham, Padangbeza, and Sadao of Sadao district, Songkhla province. The result indicated that there are seven tourist resources in Melayu’s culture of the area included 1) dressing 2 ) food and beverage 3) recreation 4) festival 5) handy crafts 6) traditions related to religion and beliefs and 7 ) housing. There should be a way to manage tourism resources that are identity and reflect of Melayu’s culture in the Songkhla Special Economic Zone. Guidelines should be as follows: 1) The selection of Melayu’s culture for tourism management as the identity of the community must be undertaken by all related stakeholders, 2) Restoration of some Melayu’s culture which was disappear from the Songkhla Special Economic Zone, 3) Promoting and organizing activities related to Melayu’s culture to maintain in the new society of Songkhla Special Economic Zone, and 4) Issuing Melayu’s culture tourism in Songkhla Economic Zone into the provincial’s tourism calendar. However, in restoring and preserving the Melayu’s culture Malay people in the Songkhla Special Economic Area have to select the appropriate culture and can lead to the appropriate tourism management without conflict with the religious principle and the way it is. In order to maintain the Melayu’s culture in the area should be chosen by the community, either to restore or reconstruct in the global changes. Nevertheless, housing is the most interesting culture left in the area. This is because the southern Melayu’s housing is unique, especially the roof. This includes living spaces that are interrelated with the owner and visitor which could be adjusted according to their personal and social spaces. Melayu housing style is also well suited to geography and seasons, such as elevated platforms, ventilated fountains, and wood carvings. There is also an open-air terrace for hanging a bird’s cage which is the Malay man way of life. In order to manage Melayu’s culture for tourism resources in accordance with the present and up to date, it should take into account of all related stakeholders for preserving the identity of community in order to meet sustainable tourism.The recommendations are as follows; 1) all stakeholders should be involved in the management, so that all sectors understand the awareness and the responsibility to preserve the culture. 2), government organization and local authorities must initiate in organizing cultural activities in line with the religious and seasonal pattern, 3) there should be public awareness about the cultural identity of the Malay community. Hence, Melayu’s culture way is beneficial for future tourism in the area. Moreover, there are suggestions for future research for example; to carry on the lost Malay culture in the past in the Songkhla Special Economic Zone. This should bring back and to study the Malayan culture across the Malayan Malay and Malaysia, the social relationship of Thai Buddhists and Thai Muslims in Melayu’s culture, and changing in land use pattern in the Songkhla Special Economic Zone of Sadao District, Songkhla Province.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา 2) จัดทำแนวทางการจัดการทรัพยากร การท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ตัวแทนของชุมชน ผู้รู้ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายบริหารของรัฐเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกแบบไม่มีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ครอบคลุม 4 ตำบล คือ ตำบลสะเดา ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขาม และตำบลปาดังเบซาร์อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ผลการศึกษาพบว่า ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เป็นวัฒนธรรมในวิถีมลายู มีอยู่ 7 ประการ คือ1) การแต่งกาย 2) อาหารการกิน 3) การละเล่น 4) งานบุญและงานรื่นเริง 5) การประดิษฐ์และหัตถกรรม 6) ประเพณีเกี่ยวเนื่องด้วยศาสนาและคติความเชื่อ และ 7) การสร้างที่พักอาศัย แนวทางการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา มีดังนี้1) การเลือกเฟ้นวัฒนธรรมมลายูที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนจะต้องกระทำโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานของรัฐ เอกชน และคนในชุมชนเอง 2) การฟื้นฟูสืบสานวิถีวัฒนธรรมมลายูที่ได้หายไปหรือลดความสำคัญลงไปในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลา ให้กลับคืนมา 3) การส่งเสริม และจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลาให้ดำรงอยู่ในสังคมใหม่ 4) การบรรจุการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสงขลาของอำเภอสะเดาลงในปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมมลายูที่หายไปและน่าสนใจมากที่สุดคือ การสร้างที่อยู่อาศัย แบบมลายู ทั้งนี้เพราะว่าที่อยู่อาศัยของคนมลายูภาคใต้มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยเฉพาะรูปแบบหลังคารวมทั้งพื้นที่ใช้สอยซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้อาศัยที่แยกและปรับเปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ทางสังคมสลับกันไปมาได้ระหว่างเจ้าของบ้านกับแขกผู้มาเยือน ที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นมลายูยังมีความสอดรับกับภูมิศาสตร์และฤดูกาล เช่น การยกพื้นสูง การมีช่องลมระบายอากาศด้วยการฉลุและแกะสลักไม้ รวมทั้งระเบียงที่สร้างให้โล่งเพื่อใช้แขวนนกเชาชวาซึ่งเป็นวิถีของผู้ชายมลายูในอดีต ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะทั่วไป 1) การฟื้นฟู อนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลาควรทำโดยคนในชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจ รับรู้ และมีส่วนรับผิดชอบที่จะรักษาวัฒนธรรมดังกล่าว 2) หน่วยงานของรัฐ และท้องถิ่น จะต้องเป็นผู้ริเริ่มในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้สอดรับกับช่วงเวลา ฤดูกาล หลักศาสนา โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม 3) ควรมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับชุมชนในเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมวิถีมลายูของชุมชน เพื่อธำรงไว้ซึ่งทรัพยากรการท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตได้และข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย คือควรมีการศึกษาวัฒนธรรมลายูในอดีตที่สูญเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ การศึกษาวัฒนธรรมมลายูข้ามแดนระหว่างคนมลายูไทยและคนมลายูมาเลเซีย การศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคมของคนไทยพุทธและคนไทยมุสลิมในวิถีวัฒนธรรมมลายูและการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อไ

    Factors Affecting towards Changeing of Educational Worldview Among Thai Muslims in the 3 Southern Border Provinces

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การวิจัยและประเมินผลการศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการศึกษาของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการศึกษาของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การดำเนินการวิจัยแบบผสม โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงสำรวจ ระยะแรก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล ใช้วิธีการสัมภาษณ์ ระยะที่สอง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูสอนสายศาสนา ครูสอนสายสามัญ ผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มละ จำนวน 3 คน และกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 คน และตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 120 คน ครูสอนสายสามัญ จำนวน 331 คน ครูสอนสายศาสนา จำนวน 331 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 380 คน ผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 380 คนผลการวิจัยปรากฏว่า ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโลกทัศน์ต่อการเรียนสายสามัญว่าเป็นการได้รับโอกาสในการทำงาน การได้ความรู้เพื่อประกอบอาชีพ สู่การสร้างอนาคตที่ดีได้ ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเรียนสายศาสนาที่มีเป้าหมายหลักเพื่อปฏิบัติตนตามหลักศาสนา เข้าใจหลักคำสอนสู่การสร้างคนให้เป็นคนดี และพบปัจจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการศึกษาของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านศาสนา ปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านการเลียนแบบพฤติกรรม พบว่า ปัจจัยด้านศาสนาส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการศึกษาทั้งกลุ่มภาพรวมและกลุ่มย่อย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ปัจจัยด้านครอบครัวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการศึกษาในกลุ่มภาพรวม กลุ่มครูสอนสายศาสนา และกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 05 ส่วนปัจจัยด้านสังคมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการศึกษาในกลุ่มภาพรวม กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    Specification Design for the Smart Tracking Device in the Ambulance for Pre-hospital Care

    Get PDF
    วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม), 2561This research aims to study the specification design for the smart tracking device in the ambulance for pre-hospital care by applying quality function deployment (QFD) technique. The samples including the public, the command and control staffs, and the emergency medical staffs. The researcher uses the open- ended questionnaire to query for what the samples need, then gathers all the need to create the complete questionnaire. Sequentially, it asks about the level of importance on each factor, calculates the weight of each group by analytic hierarchy process (AHP) technique, calculates the average level of demand, and then applies the Planning Matrix. Technical requirements can be raised by brainstorming for finding the solution to response sample's needs. Then the priorities for the technical requirements are set. 16 technical requirements with the highest cumulative weight value of 80% can be used to design features of the smart tracking device to meet the needs of the target group as follows: internet connection, camera in the car, connecting the control center with the control staff, connecting with the front screen of the car as iPad size (10.5 inches), iPad for reporting, results from the 1669, data has a record back to 7 days, connecting with the traffic system, working system in the control room, image recording system, catch the final landing point of the car, connecting iPad with the front screen of the car, show the appropriate car for getting out, show the car speed (km/hr), position the camera can swivel, and connecting with the medical device in the car. 6 technical requirements including internet connection, connecting the control center with the control staff, data has a record back to 7 days, catch the final landing point of the car, show the car speed (km/hr), and show the appropriate car for getting out were applied to the smart tracking devices in some areas of Songkhla Province. The target group was satisfied with these technical requirements more than 75% and the satisfaction was at a high and highest level that it is expected to meet the needs of them as well. 10 technical requirements pending the deployment of the smart tracking devices including connecting iPad with the front screen of the car, camera in the car, connecting with the front screen of the car as iPad size (10.5 inches), image recording system, position the camera can swivel, connecting with the medical device in the car, connecting with the traffic system, iPad for reporting, results from the 1669, and working system in the control room. The target group was satisfied with these technical requirements more than 75% and the satisfaction was at a high and highest level that when applied to the smart tracking devices, it predicted that the performance of the device will be higher and can meet the needs of them as well.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบข้อกําหนดทางคุณลักษณะของอุปกรณ์ smart tracking ที่เหมาะสมกับรถพยาบาลการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค การแปลงหน้าที่ทางคุณภาพ (quality function deployment: QFD) สําหรับกลุ่มตัวอย่างที่เก็บ ข้อมูล ประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่ศูนย์สั่งการและควบคุม และเจ้าหน้าที่การแพทย์ ฉุกเฉิน ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามปลายเปิด เพื่อสอบถามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง แล้วนําเสียง ความต้องการมาสร้างแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ โดยสอบถามเกี่ยวกับระดับความสําคัญของความ ต้องการในแต่ละปัจจัย จากนั้นคํานวณหาค่าน้ําหนักความสําคัญของแต่ละกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เทคนิค กระบวนการวิเคราะห์ตามลําดับขั้น (analytic hierarchy process: AHP) และนํามาคํานวณหา คะแนนเฉลี่ยความต้องการ แล้วนําเข้าสู่ขั้นตอนการประยุกต์ใช้เมทริกซ์การวางแผนผลิตภัณฑ์ (planning matrix) จากนั้นได้ระดมสมองกับผู้เชี่ยวชาญในการกําหนดข้อกําหนดทางเทคนิค เพื่อหา ความสําคัญ แนวทางในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง แล้วนําข้อกําหนดทางเทคนิคมาจัดลําดับ ได้ข้อกําหนดทางเทคนิคที่มีค่าน้ําหนักความสําคัญสะสมมากที่สุดร้อยละ 80 ที่สามารถ นําไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอุปกรณ์ smart tracking ที่ติดตั้งในรถพยาบาลการแพทย์ฉุกเฉิน ก่อนถึงโรงพยาบาล เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย จํานวน 16 ข้อ ดังนี้ เชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตเครือข่ายโทรศัพท์ กล้องในรถ เชื่อมต่อศูนย์สั่งการโดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุม เชื่อมต่อจอ หน้ารถขนาดเท่า iPad (10.5 นิ้ว) iPad รายงานผล การรับข้อมูลจาก 1669 มีหน่วยบันทึกข้อมูล ย้อนหลังได้ 7 วัน เชื่อมต่อระบบการจราจร ระบบการทํางานในห้องห้องควบคุม หน่วยบันทึกภาพ จับจุดจอดสัญญาณสุดท้าย เชื่อมต่อ iPad หน้ารถ แสดงรถที่เหมาะสมต่อการออกหน่วย แสดง ความเร็วรถ km/hr ตําแหน่งกล้องที่เหมาะสมปรับหมุนได้ และเชื่อมต่อเครื่องมือแพทย์ในรถ เมื่อนําข้อกําหนดทางเทคนิคบางส่วน จํานวน 6 ข้อ ได้แก่ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เครือข่ายโทรศัพท์ เชื่อมต่อศูนย์สั่งการ โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุม มีหน่วยบันทึกข้อมูลย้อนหลังได้ 7 วัน จับจุดจอดสัญญาณสุดท้าย แสดงความเร็วรถ (หน่วย km/hr) และแสดงรถที่เหมาะสมต่อการออก หน่วย ไปนําร่องปรับใช้จริงกับอุปกรณ์ smart tracking ในบางพื้นที่ของจังหวัดสงขลา พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจต่อข้อกําหนดทางเทคนิคดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 75 และมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของ กลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี สําหรับข้อกําหนดทางเทคนิคที่รอการดําเนินการปรับใช้กับอุปกรณ์จริงอีกจํานวน 10 ข้อ ได้แก่ เชื่อมต่อ iPad หน้ารถ กล้องในรถ เชื่อมต่อจอหน้ารถขนาดเท่า iPad (10.5 นิ้ว) หน่วย บันทึกภาพ ตําแหน่งกล้องที่เหมาะสมปรับหมุนได้ เชื่อมต่อเครื่องมือแพทย์ในรถ เชื่อมต่อระบบ การจราจร iPad รายงานผล การรับข้อมูลจาก 1669 และระบบการทํางานในห้องห้องควบคุม กลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจต่อข้อกําหนดทางเทคนิคดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 75 โดยมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ซึ่งคาดการณ์ว่าเมื่อไปปรับใช้กับอุปกรณ์จริง จะทําให้ประสิทธิภาพ การทํางานของอุปกรณ์สูงขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างด

    ข้าวเฉี้ยงปากรอ: สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อสิทธิชุมชน

    Get PDF
    ข้าวเฉี้ยง เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองในคาบสมุทรสทิงพระโดยเกษตรกรชาวนาตำบลปากรอนิยมปลูกข้าวเฉี้ยงไว้กินเองขณะที่ปลูกข้าวอื่นไว้ขายตามความต้องการของตลาด จนมีคำกล่าวว่า “กินข้าวเฉี้ยงแล้วจะติดใจ ไม่ยอมกินข้าวอื่นอีกเลย” คณะนิติศาสตร์จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งของข้าวเฉี้ยงปากรอโดยใช้กระบวนการตามกฎหมาย คือในเรื่องของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้าง Smart Farmer ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการขอขึ้นทะเบียน การดำเนินการเพื่อให้กลุ่มเกษตรกรได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สิทธิและประโยชน์ต่างๆที่กลุ่มเกษตรกรจะได้รับจากการที่สินค้าของตนได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การดำเนินการเตรียมความพร้อมแก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อการขอขึ้นทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวเฉี้ยงปากรอ รวมถึงประเด็นปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 และการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการดำเนินการพบว่า กลุ่มเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มากขึ้นรวมถึงการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะขึ้นทะเบียนสินค้าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ดีแม้กฎหมายจะให้สิทธิประชาชนในการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วยตนเองได้ก็ตาม แต่การรวบรวมข้อมูลต่างๆ รวมถึงการควบคุมคุณภาพการผลิตนั้น ผู้ที่ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนไม่สามารถทำเองได้หากขาดความช่วยเหลือจากองค์กรอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางหน่วยงานราชการ ประกอบกับปัญหาโดยสภาพของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นสิทธิชุมชนหรือสิทธิที่มีความเป็นเจ้าของร่วมก่อให้เกิดอุปสรรคในการบังคับใช้สิทธิบางประการอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมาตรการบังคับสิทธิก็ ไม่มากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความตระหนักรู้และสร้างคุณค่าแก่สินค้าภูมิศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนหน่วยพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ

    School Management according to Good Governance in Islam of Islamic Private School Administrators in Narathiwat Province

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การบริหารและการจัดการการศึกษาอิสลาม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2561การวิจัยเรื่อง การบริหารโรงเรียนตามหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส 2) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนตามหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส และ 3) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนตามหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ เป็นครูผู้สอนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 531 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 จำนวน 190 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส กลุ่มที่ 2 จำนวน 341 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนตามหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบและสถิติความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า F-test ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 23 ตัวชี้วัด ได้แก่ หลักอัคลาก (หลักคุณธรรม) มี 11 ตัวชี้วัด หลักอิบาดะฮฺ (หลักการจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ ) มี 6 ตัวชี้วัด และ หลักชูรอ (หลักการมีส่วนร่วม) มี 6 ตัวชี้วัด โดยองค์ประกอบที่ได้ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่น่าเชื่อถือได้ มีความสอดคล้องภายในอยู่ในระดับดีมาก ส่วนสภาพการบริหารโรงเรียนตามหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส ทั้ง 3 ด้าน โดยรวมและรายตัวชี้วัดอยู่ในระดับมาก และผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารโรงเรียนตามหลักการบริหารจัดการที่ดีในอิสลามของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดนราธิวาส จำแนกตามอายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามขนาดของโรงเรียน มีความแตกต่างกันระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ This research entitled School Management according to Good Governance in Islam of Islamic Private School Administrators in Narathiwat Province aimed ; 1) to analyze components of good governance in Islam of Islamic private school administrators in Narathiwat Province, 2) to examine the states of school management according to good governance in Islam of Islamic private school administrators in Narathiwat Province, and 3) to compare the states of school management according to good governance in Islam of Islamic private school administrators in Narathiwat Province. The samples consisting of 531 Islamic private school teachers in Narathiwat Province were divided to 2 groups. The first group is selected for exploratory analysis consisted of 190 teachers. The second group, comprising of 341 samples, was used for a study and a comparison of the states of school management according to good governance in Islam of Islamic private school administrators in Narathiwat Province. The research instrument was the questionnaires. Data was analysed using factor analysis and descriptive statistics, frequency statistics, percentage, arithmetic mean, standard deviations and F-test. The results of the study indicate that good governance in Islam consists of 3 components with 23 indicators. Of these, Akhlaq (Moral) with 11 indictors, Ibadah (Worship) with 6 indictors and Shura (Participation) with 6 indicators. The components are found to be reliable and the internal consistency is very high. The states of school management according to good governance in Islam of Islamic private school administrators in Narathiwat Province was at “high” level. The comparison of the states of school management according to good governance in Islam of Islamic private school administrators in Narathiwat Province for the 3 components reveals that ages , educational levels and experiences are found to be insignificantly different with the exception of school size

    Tarbiyah Islamiyah and its Application in Islamic Private School in Muang District, Nakhorn Si Thammarat Province

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(อิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2561วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชต่อหลักการตัรฺบียะฮฺ อิสลามียะฮฺ ตลอดจนระดับการนำมาใช้ และแนวทางการนำกระบวนการตัรฺบียะฮฺ อิสลามียะฮฺมาปรับใช้ในโรงเรียนดังกล่าว ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 127 คน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie and Morgan ผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม รวม 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าทางสถิติและนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชมีระดับความรู้ เกี่ยวกับหลักการตัรฺบียะฮฺ อิสลามียะฮฺส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 48.04 (2) ระดับการนำกระบวนการตัรฺบียะฮฺ อิสลามียะฮฺ มาปรับใช้ในโรงเรียน โดยภาพรวมมีระดับการนำมาปรับใช้อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.975 (3) แนวทางการนำกระบวนการตัรบียะฮฺ อิสลามียะฮฺมาปรับใช้ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มี 6 ด้าน ดังนี้ 1)ด้านวิชาการ คือ การอบรมให้ความรู้แก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา 2)ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี คือครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนในทุกๆด้านทุกที่ ทุกเวลา และโอกาส 3)ด้านการสร้างแรงจูงใจ คือ ให้มีการยกย่องชมเชย ให้รางวัลและกำลังใจกับผู้ที่ปฏิบัติตนในการเป็นแบบอย่างและมีจรรยามารยาทที่ดี 4)ด้านประวัติศาสตร์ คือ ด้วยการนำอัตชีวประวัติของบุคคลในอดีตมาศึกษา วิเคราะห์และถอดบทเรียน เพื่อนำมาเป็นแนวทางและแบบอย่างในการปฏิบัติ 5)ด้านการสำทับเตือนและการลงโทษ คือ การสำทับเตือนและการลงโทษเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องนำมาใช้ในกระบวนการตัรฺบียะฮฺ และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ขั้นตอน และมีความชัดเจนเพื่อให้นักเรียนมีความตระหนักและเกิดสำนึกพร้อมที่ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาตนให้อยู่บนหลักธรรมแห่งสัจธรรมและห่างไกลจากสิ่งที่ไม่ดี และ6)ด้านการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คือการมุ่งเน้นให้ครูและนักเรียนปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนแห่งอิสลามและพยายามปรับใช้วิถีชีวิตตามครรลองอิสลามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้This research aimed at studying the level of Islamic Private School teachers’ understanding and processing Tarbiyah Islamiyah as well as these teachers’ methods of knowledge about its application process in those schools in Mueang District, Nakhon Si Thammarat. The researchers selected five schools as samples in the District by simple random sampling. There were 127 samples based on Krejcie and Morgan theory. The questionnaire and interview were the research instruments used to collect data, and the thorough interview of 5 school headmasters. Then the data was analyzed by statistic and presented qualitatively. The research indicated that (1) Islamic Private school teachers in Mueang district, Nakhon Si Thammarat have the average level of knowledge about Tarbiyah Islamiyah, at 48.04 (2) The level of Tarbiyah Islamiyah application in schools was very high 3.975 (3) There are six aspects of Tarbiyah Islamiyah application in schools; 1) Academic aspect: teacher and staff training and seminar with teachers in Tarbiyah Islamiyah. 2) Exemplary model aspect: all teachers are empowered to be a good role model to students in time and space. 3) Motivational aspect. Highly disciplined teachers as best models to students will be awarded and praised. 4) Historical aspect: both teachers and students study and analyze early famous people’s biography as life guideline. 5) Reward and punishment aspects: observing and following Islamic guideline as the principle and rule of punishment and reminding in order to create the consciousness of self-improvement; to encourage them to be a better person based on Islamic teachings and avoid sins. 6) Daily application aspect:, Encouraging and empowering teachers and students to live their life according to Islamic teachings to their capacity

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇