16637 research outputs found
Sort by
Use Case Validation for Object-Oriented Sofware Development with UML
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (วิทยาการคอมพิวเตอร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562Nowadays, object-oriented software engineering has gained popularity
from many software developers especially object-oriented software engineering with UML. The validation of use case models generated during an analysis phase is very important since information from the analysis phase will pass to later analysis and design in the UML process. Therefore, this research proposes the technique for detecting defects in use case models during an analysis phase. The proposed technique is generating test cases from requirements specifications and test cases from use cases descriptions, and then comparing these two sets of test cases. The validity of use cases is based on the conformity of these test cases. The simple tools were created for demonstrating and evaluating the proposed technique. The library circulation system was selected as a case study for benchmarking. The four graduate students and four analysis specialists were selected as the subjects for the evaluation. The results show that the effectiveness in term of completeness of manually decision table generation is less than the proposed technique at 20.35% for graduate students and 5.23% for specialists respectively. The effectiveness in term of correctness of manually fault detection is less than the proposed technique at 66.67% for graduate students and 62.50% for specialists respectively.ในยุคสมัยปัจจุบัน วิศวกรรมซอฟต์แวร์เชิงวัตถุได้รับความนิยมและมีบทบาทมาก
ในกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะวิศวกรรมซอฟต์แวร์เชิงวัตถุด้วยยูเอ็มแอล การตรวจสอบความ ถูกต้องของยูสเคส ซึ่งเป็นแบบจําลองยูเอ็มแอลที่สร้างขึ้นในการวิเคราะห์ฟังก์ชันงานของระบบ ซอฟต์แวร์ที่จะพัฒนา และใช้เป็นต้นแบบที่สําคัญซึ่งส่งสารสนเทศต่อไปยังการวิเคราะห์และออกแบบ
ในกระบวนการดําเนินงานด้วยยูเอ็มแอลในขั้นตอนถัดไป ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนําเสนอ
การตรวจสอบความถูกต้องของยูสเคสสําหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงวัตถุด้วยยูเอ็มแอล โดยการ สร้างกรณีทดสอบจากคุณลักษณะความต้องการและจากคําอธิบายยูสเคส แล้วนํากรณีทดสอบที่ได้มา
เปรียบเทียบกัน โดยความสอดคล้องกันของกรณีทดสอบจะเป็นตัวบอกความถูกต้องของยูสเคส ทั้งนี้
และเลือก
ได้มีการพัฒนาระบบต้นแบบเพื่อประเมินประสิทธิภาพในการทํางานของแนวคิดที่นําเสนอ ระบบให้บริการยืม-คืนของระบบห้องสมุดอัตโนมัติมาใช้เป็นกรณีตัวอย่างในการประเมินนี้ ผลการ ดําเนินการโดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จํานวน 4 ราย และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักวิเคราะห์ ระบบงานคอมพิวเตอร์ จํานวน 4 ราย พบว่าในด้านการสร้างกรณีทดสอบ แนวคิดที่นําเสนอมี ประสิทธิภาพมากกว่านักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 20.35 และมีประสิทธิภาพ มากกว่าผู้เชี่ยวชาญโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 5.23 ในแง่ของความสมบูรณ์ของกรณีทดสอบ ในขณะที่ ในด้านการตรวจสอบความถูกต้องของยูสเคส แนวคิดที่นําเสนอมีประสิทธิภาพมากกว่านักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษาโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 66.67 และมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้เชี่ยวชาญโดยเฉลี่ยเป็น ร้อยละ 62.50 ในแง่ของความถูกต้องของยูสเค
การวิจัยและพัฒนาการเพิ่มคุณค่าทางโภชนะของทางใบปาล์มน้ำมันโดยยูเรียและแคลเซียมไฮดรอกไซด์เป็นอาหารแพะ : รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์รหัสโครงการ NAT640007S เรื่อง
Cost Analysis of Waste Material Recycle Business: A Case Study of P.N Trading
วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม), 2561The objectives of this research are to calculate the unit cost of buying
scrap steel and to propose some appropriate approaches to increase the profit for waste material recycle business. The researcher collects all general information from antiques shop business such as cost in purchasing process and calculate the operation. Moreover the factors that influence to the operation cost were identified. After that, the program was developed to select the least cost products to sell. It will be increase the opportunity for making more profit for the business.
It was found that the operation cost for the junk business consist of car depreciation, rent, labor cost, electricity, and oil. The distance between the junk business and sources, also the volume of scrap steals is impacted to the operation cost. The shorter distance and higher volume will lead to lower operation cost. According to the proposed program which is developed by Window Form Application, it is used as a guideline for management in order to make more precise decision to make more profit.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) คํานวณต้นทุนในการรับซื้อผลิตภัณฑ์ร้านรับซื้อของ
เก่ากรณีศึกษาและ 2) นําเสนอแนวทางในการตัดสินใจเพื่อเพิ่มผลกําไรให้แก่กิจการร้านรับซื้อของเก่า ดําเนินการวิจัยเริ่มจากเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วไป ข้อมูลต้นทุนในกระบวนการรับซื้อวัตถุดิบและคํานวณ ต้นทุนประกอบกับวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุน จากนั้นพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้ในการคัดเลือก ผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนน้อยที่สุดเพื่อส่งขายแก่โรงงานแปรรูป ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์เพื่อ
ผลกําไรที่เพิ่มขึ้น
ผลการศึกษาพบว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยต้นทุนใน กระบวนการรับซื้อผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ค่าเสื่อมราคารถยนต์ ค่าเช่าโรงงาน ค่าอาหาร ส่วนของ ค่าแรงคนงาน ค่าลม ค่าน้ํามัน ซึ่งเป็นต้นทุนแปรผันตามปริมาณการใช้งานและระยะทางที่ไปรับซื้อ วัตถุดิบ การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมทั้งหมด 3 โรงงาน จากการวิเคราะห์พบว่าปริมาณการรับซื้อต่อ ครั้งและระยะทางระหว่างโรงงานและร้านรับซื้อมีผลต่อต้นทุนการดําเนินงาน กล่าวคือถ้าปริมาณ วัตถุดิบมากและระยะทางระหว่างโรงงานกับร้านรับซื้อของเก่าสั้นจะทําให้ต้นทุนต่อหน่วยน้อยลง จากการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ Window Form Application เพื่อช่วยในการตัดสินใจดําเนินการซื้อ ขายผลิตภัณฑ์ พบว่าผู้ประกอบการมีความสะดวกในการตัดสินใจและสามารถเพิ่มโอกาสในการขาย ผลิตภัณฑ์เพื่อผลกําไรมากยิ่งขึ้
The Influence of Supervisors’ Emotional Intelligence on Satisfaction with Supervisors and Supervisors’ Perceived Effectiveness: Examining the Perspectives of Employees’ Sub-district Administration Organizations in Songkhla Province.
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วัดระดับความฉลาดทางอารมณ์ของหัวหน้างาน และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของความฉลาดทางอารมณ์ของหัวหน้างานส่งผลทางบวกต่อระดับความพึงพอใจในหัวหน้างานและการรับรู้ประสิทธิผลของหัวหน้างาน โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตาบลในจังหวัดสงขลา จานวน 10 แห่ง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าที่เป็นอิสระต่อกัน การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัย พบว่าระดับความฉลาดทางอารมณ์ของหัวหน้างานในองค์การบริหารส่วนตาบลในจังหวัดสงขลา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และพบว่าหัวหน้างานที่มีเพศต่างกัน มีระดับความฉลาดทางอารมณ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ยังพบว่าความฉลาดทางอารมณ์ของหัวหน้างานส่งผลทางบวกต่อความพึงพอใจในหัวหน้างาน (β = .841) และส่งผลทางบวกต่อการรับรู้ประสิทธิผลของหัวหน้างาน (β = .825) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
คาสาคัญ: ความฉลาดทางอารมณ์, หัวหน้างา
Examining the Negative Influence of Red Tape On Public Employees’ Rule-Bending:The Case of Sub-district Administrative Organizations in Songkhla Province
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับของความล่าช้าจากระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ความรู้สึกสงสารประชาชน และพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากกฎเกณฑ์ของเจ้าหน้าที่รัฐ และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความล่าช้าจากระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีต่อความรู้สึกสงสารประชาชน และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากกฎเกณฑ์ของเจ้าหน้าที่รัฐ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยผู้วิจัยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานองค์การบริหารส่วนตาบลในจังหวัดสงขลา จานวน 348 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัย พบว่า ความล่าช้าจากระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐกระทบต่อประชาชน อยู่ในระดับต่า ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.36 ส่วนความรู้สึกสงสารประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าที่เกิดจากระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากกฎเกณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.19 และ 3.03 ตามลาดับ นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณพบว่า ความล่าช้าจากระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานส่งผลทางบวกต่อความสงสารประชาชน ในขณะที่ความสงสารประชาชนส่งผลต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากกฎเกณฑ์ของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ คำสาคัญ: ความล่าช้าจากระเบียบขั้นตอน, พฤติกรรมเบี่ยงเบนจากกฎเกณฑ์, ความสงสารประชาช
Happiness at Work among Staff of Tambon Administrative Organizations in Mueang Pattani District, Pattani Province
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,2562การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของบุคลากร และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี จำนวน 184 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามวัดปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน และความสุขในการทำงานของบุคลากร มีค่าความเชื่อมั่นของปัจจัยด้านลักษณะงาน ด้านสัมพันธภาพในที่ทำงาน ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ และความสุขในการทำงานเท่ากับ 0.77, 0.87, 0.81 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1) ระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมีความสุข (ค่าระดับความสุขเท่ากับ 72.80) โดยในมิติที่ 5 ครอบครัวดี มีค่าระดับความสุขสูงกว่าด้านอื่น (ค่าระดับความสุขเท่ากับ 83.80) รองลงมาคือ ความสุขมิติที่ 4 จิตวิญญาณดี (ค่าระดับความสุขเท่ากับ 82.20) และความสุขในมิติที่ 8 สุขภาพเงินดี มีค่าระดับความสุขตํ่ากว่าด้านอื่น (ค่าระดับความสุขเท่ากับ 58.00)
2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยภาพรวมปัจจัยด้านลักษณะงาน มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ในระดับตํ่า กล่าวคือ เมื่อปัจจัยด้านลักษณะงานเพิ่มขึ้น บุคลากรจะมีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้นตํ่า แต่ในขณะเดียวกันปัจจัยด้านสัมพันธภาพในที่ทำงานและด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการนั้น มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทาง เดียวกัน ในระดับปานกลาง กล่าวคือ เมื่อปัจจัยด้านสัมพันธภาพในที่ทำงานและด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มขึ้น บุคลากรจะมีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้นปานกลาง
คำสำคัญ : ความสุขในที่ทำงาน , องค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตาน
Identity Orientations of Public Officers in Multicultural Organizations Under Multi-Culture Society in Three Southern Border provinces, Thailand
Role of Masjid Committee For Developing Muslim Youth in Takbai District, Narathiwat Province
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(อิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจของ
คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในการพัฒนาเยาวชนในเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
(2) เพื่อศึกษาระดับบทบาทของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในการพัฒนาเยาวชนในเขตอำเภอ
ตากใบ จังหวัดนราธิวาส (3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาเยาวชนในเขตอำเภอตากใบจังหวัด
นราธิวาสโดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มตัวอย่าง ด้านการวิจัยเชิงคุณภาพ
ประกอบด้วยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส จำนวน 10 คน และคณะกรรมการ
ชมรมอิมาม เคาะฎีบ บีลาลในเขตอำเภอตากใบจำนวน 10 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างด้านวิจัยเชิงปริมาณ
คือคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในเขตพื้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 230 คน
โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทและ
ความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสและ
ขั้นตอนที่ 2 เป็นการจัดสนทนากลุ่มโดยมีแบบบันทึกการประชุมสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือและใช้สถิติ
ในการวิจัยที่ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
1) ระดับความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในการพัฒนายาวชน
ในเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสอยู่ในระดับ มาก
2) ระดับบทบาทของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในการพัฒนาเยาวชนใน
เขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสอยู่นระดับปานกลางโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับดังนี้ คือ
ด้านศาสนาอยู่ในระดับ มาก ด้านการศึกษาอยู่ในระดับ มาก ส่วนระดับการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับ
ปานกลาง
3) แนวทางในการพัฒนาเยาวชนมี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านศาสนา เช่น การจัดอบรมใน
เรื่องของศาสนา ด้านการจัดการศึกษา เช่น การจัดสัปดาห์แห่งการเรียนรู้และด้านการจัดกิจกรรม
เช่น กิจกรรมพบปะครอบครัว กิจกรรมเยี่ยมเยียน และกิจกรรมกีฬาสีของชุมชนThe objectives of the research were (1) to study the level of learning
and understanding of masjid committee for developing muslim youth in Takbai
Narathiwat province (2) to study the role of masjid committee for developing muslim
youth in Takbai Narathiwat province (3) to study approaches in developing muslim
youth in Takbai Narathiwat province. The study was divided into 2 steps. 1) survey
research step in which the questionnaire about the roles and learning Imam
developing muslim youth. 2) group discussion in which record form of group
discussion. The statistics used in the study were: frequency, percentage, average and
standard deviation.
The results
1) The level of roles of masjid committee for developing muslim
youth in Takbai Narathiwat province in general were in the "Good" and in religion
were in the "Very Much" level. for islamic education were in the "'Very Much" level
and for islamic activities were in the "Good" level
2)The level of learning and understanding of masjid committee for
developing muslim youth in Takbai Narathiwat province in "Very Much" level
3 ) The are 3 approaches in developing the muslim youth in Takbai
Narathiwat province: such as training,meet up and sport da
The State of academic administration in Islamic Private Schools under the Jurisdiction of the Office of Private Education, Pattani Province
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การบริหารและการจัดการการศึกษาอิสลาม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2562การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิซาการโรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี 2) เปรียบเทียบการบริหารงาน
วิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามความเห็นของครูที่มี ระตับการศึกษา ประสบการณ์
การทำงาน และปฏิบัติงานอยู่โรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน และ 3) ประมวลข้อเสนอแนะแนว
ทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงาน
การศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี และเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างครูโรงเรียนเอกชนสอน
ศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำนวน 360 คน เก็บข้อมูลโดยใช้
แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าการทดสอบที (t-test) และค่าการทดสอบเอฟ (F-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1) สภาพการบริหารงานวิซาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ตามความคิดเห็นของครู
สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นราย
ด้าน พบว่า ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนมีระดับความคิดเห็นมาก
ที่สุด รองลงมา คือ ด้านการวางแผ่นงานด้านวิซาการ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการ
จัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านการพัฒนาและ
ส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิซาการกับสถานศึกษาและ
องค์กรอื่น ด้านการคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา ด้านการจัดทำระเบียบและแนว
ปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิซาการของสถานศึกษา ด้านการพัฒนาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับการให้
ความเห็นการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล
ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานศึกษา ประกอบการและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา ด้านการนิเทศ
การศึกษา ด้านการแนะแนว ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา
ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษา และด้านการส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ มีระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด
ตามลำดับ
2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิซาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ตาม
ความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำแนกตามระดับการศึกษา
โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิซาการโรงเรียนเอกชนสอน
ศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และ
ขนาดของโรงเรียน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับความสำคัญ .05
3) ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
อิสลาม ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี ดังนี้
โรงเรียนควรทำการสำรวจความต้องการของชุมชนก่อนการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้เกิดความ
ร่วมมือกันในการกำหนดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น และตามความ
ถนัดของผู้เรียน จัดให้มีศึกษานิเทศสังกัดโรงเรียนเอกชนโดยเฉพาะเพื่อมากำกับดูแล ติดตามการ
ดำเนินงานตามแผนงานด้านวิชาการ ดำเนินการวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อให้ทราบถึงปัญหาของหลักสูตร
และนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาให้หมาะสมมากยิ่งขึ้นในทุกๆปี จัดเวลา หรือมอบหมายหน้าที่ให้
ชัดเจนในการกำกับ ดูแล ติดตาม และประเมินการจัดการเรียนการสอนของครู การเทียบโอนผลการ
เรียน ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ควรศึกษาเกณฑ์ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โรงเรียนควร
ส่งเสริมให้ผู้บริหารและครูศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษา ส่งเสริมให้มีการจัด
บรรยากาศให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน จัดให้ครูหนึ่งคนสอนเพียงแค่หนึ่งวิชาเท่านั้น
โดยให้ครบจำนวนชั่วโมงตามที่โรงเรียนกำหนด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการนิเทศติดตาม และผู้บริหาร
ควรจูงใจให้ครูผู้สอนอยู่กับโรงเรียนนานๆ เพื่อลดอัตราการย้ายเข้าย้ายออกของครูโรงเรียนเอกชน
และไม่กระทบกับการเรียนของนักเรียน พร้อมทั้งจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการ
แนะแนวโดยเฉพาะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เมื่อผู้บริหารมอบหมายงานให้บุคลากรไปแล้วควรมีการ
ติดตาม และประเมินผลในการประกันคุณภาพภายในอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โรงเรียนเอกชนควร
เปิดรับความแตกต่างของแต่ละโรง และประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น
ทั้งในและต่างประเทศ วางแผนการบริการวิชาการแก่ชุมชนไปพร้อมๆ กับการพัฒนาวิซาการภายใน
โรงเรียน เพราะโรงเรียนต้องอาศัยชุมชนในการพัฒนาด้านวิชาการให้กับผู้เรียน การพัฒนาภายในและ
ภายนอกจึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียน ควรจัดทำระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการให้
ชัดเจน ในการคัดเลือกแบบเรียนควรสำรวจความต้องการของนักเรียนว่าต้องการหนังสือเรียนแบบใด
ที่ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนาสื่อ และ
เทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ให้ทันสมัยกับยุคปัจจุบันThe purposes of this research were to (1) study the level of The State
of academic administration in Islamic Private Schools under the Jurisdiction of the
Office of Private Education, Pattani Province as perceived by teacher. 2) to compare
The State of academic administration in Islamic Private Schools under the Jurisdiction
of the Office of Private Education, Pattani Province as perceived by teacher based on
their education. 3) to propose the feedback development guidelines for the State of
academic administration in Islamic Private Schools under the Jurisdiction of the Office
of Private Education, Pattani Province.
The population is a private school teachers teach in Islamic Private Schools
under the Jurisdiction of the Office of Private Education, Pattani Province. 360
teachers from 65 schools were used in this study. The research data was collected
through questionnaire and interview. The data was analyzed by using descriptive
statistic, T-test and F- test.
The findings of this study were as follows: 1) The State of academic
administration in Islamic Private Schools under the Jurisdiction of the Office of Private
Education, Pattani Province for the overall level was high. Considering each
dimension, it was found that the assessment and transferring of study results were
the highest level. It is then followed by the academic work plan, personal
management of teaching and learning, the development of schools curriculums, the
development and Promoting of learning source, the cooperation of the academic
schools and other organizations, the selection of textbooks to be used in the
Schools, the making of the rules and guidelines about the academic work of the
School, the development or the operation local curriculum involved in the
education management in promoting and supporting the academic works, family,
organization, schools and other institutions. The development of the internal quality
assurance and education standards of the research for developing supervision, the
quality of education in the Schools development and the use of media technology
in education and promoting community, academic strength was the lowest level,
respectively. 2. The results of the comparison state of academic administration of the
Islamic Private School in Pattani province classified based on gender revealed that
the overall level was not different and the results of the comparison Of state of
academic administration in Islamic Private School were statistically significant
different at 0.05 based on the work experience and the size of the school
3 ) Recommendations and guidelines for the development of academic
administration of Islamic private schools According to the opinions of teachers Under
the Office of Private Education, Pattani Province are as follows :
In order to create cooperation in courses formulation in accordance with the
needs of local communities and according to the students' aptitudes, schools should
explore the needs of the community before developing the curriculum. Also, School
should provide a educational supervision or adviser whose jurisdiction is under
private schools, specifically to supervise and follow up on the implementation of the
academic plan, to conduct the course analysis to know the problems of the
curriculum and lead to more appropriate revision and improvements of the
curriculum on yearly basis. Besides, This also can be done by a arranging time or
assigning duties clearly to particular person in charge to supervise, monitor and
evaluate the teaching and learning of teachers as well as the transfer of learning
results, knowledge, skills, and experience should be done in line with the criteria as
determined by the Ministry of Education. In addition, schools should encourage
administrators and teachers to study research results related to educational
development, including promote the setting of the atmosphere to be a learning
source both inside and outside the school, also along with allocating one teacher to
teach only one subject which will allow them to complete the number of hours as
determined by the school in which will subsequently prevent problems in
supervising stage. Administrators should motivate teachers to continuously stay
working with the school longer to reduce the rate of private school teachers moving
in and out from the school so that this factor will not affect student learning as well
as to provide a specific personnel with knowledge and competency in giving student
guidance and consultations. Once the management has assigned the work to the
personnel, there should be proper follow-up and evaluation of the results of internal
quality assurance strictly and continuously. Private schools should be open to the
differences of one another. Coordinating cooperation in academic development with
other educational institutions both in Thailand and abroad also are highly
recommended. Apart from that, planning on academic services for the community
also should be carried out simultaneously as academic development within the
school. This is because the school relies on communities for academic development
for learners. Thus, both Internal and external development is the duty of the school.
Furthermore, School should clearly establish rules and guidelines for academic work.
In selection process of course materials, students' needs should be explored to
identify which type of textbook is needed to help develop knowledge and ability to
learn effectively, inclusive of continuously developing and modernizing media and
education technology
บทบาทผู้นำศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
The objectives of this study were to investigate: 1) influence of Islamic religious leaders and Buddhist religious leaders in terms of thought that affect the relationship
between Muslims and Buddhists; 2) conditions affecting the roles of Islamic and Buddhist religious leaders in promoting relationship between Muslims and Buddhists;
3) the roles of Islamic and Buddhist religious leaders in promoting the relationship between Muslims and Buddhists; and 4) guidelines for promoting religious leaders who
have influence on the relationship between Muslims and Buddhists in the three Southern border provinces. This multiple case study was conducted in 12 communities using qualitive research methods collecting data from documents and the field through focus group discussion, observation and in-depth interviews. The target groups consisted of 41 Buddhist religious leaders, 38 Islamic religious leaders, 43 Buddhists, 48 Muslims, and 25 government officers totaling 195 informants. Data were validated using triangulation and concluded using descriptive analysis. The results of the study regarding influence of religious leaders in terms of thought, that affected the relationship between Muslims and Buddhists were kindness towards others regardless of religion, social equality despite religious differences, unity as power towards peace and strength, knowledge and awareness developed to reduce bad attitude towards each other, and the unrest is not the cause of religious conflict. The conditions affecting the roles of Islamic and Buddhist religious leaders in promoting the relationship between Muslims and Buddhists were found to be the proportion of Muslim and Buddhist population, sharing the same history and
awareness, individuality of religious leaders, statuses of Buddhist temples and social networks, support from the government sector, urbanization, ruralness and economy,
background of relationship management of religious leaders, and communication and practice of media users. Regarding the roles of Islamic and Buddhist religious leaders in promoting the relationship between Muslims and Buddhists, the findings were as follows. As regards individuality, people visiting each other, giving help and exchanging and sharing knowledge. Concerning ceremonies, people participating in opening ceremonies of places and offices and in celebrating important persons. Socially, the roles of Buddhist
religious leaders were organizing art and cultural activities, promoting education and religion, allocating temple compounds for periodic markets, home-visiting, and
organizing rescue units. For islamic religious leaders, their roles were organizing forums for religious leaders, reforestation, developing the environment, participating in
children's day, fairs, and in various committees. The roles that influenced the relationship most were the roles of Buddhist monks in helping Mustims concerning public health and other aspects. The guidelines for promoting religious leaders who have influence on relationship between Muslims and Buddhists were found to be regularly organizing
activities participated by Islamic and Buddhist religious leaders, religious leaders consulting each other regarding the teaching direction and communicating it to all
followers, selecting good quality and sincere government officers, screening persons to hold Islamic religious positions, estabishing a peace and justice institution, maintaining
Buddhists' stability in the community, and creating multi-cultural curriculums at all levels. The positions of Islamic and Buddhist religious leaders do not only adhere to
the designated roles but also have fluidity as needed in the situations, values, meanings and expectations. Appraising the actual roles depends on gains and losses
resulting from certain behavior, and therefore, expectations among Muslims and Buddhists of Islamic and Buddhist leaders are not the same. Each multi-cultural area
has its own specific context, and thus, the relationship system of one community could not be completely applied to another.การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลทางความคิดของผู้นำศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธ 2) เงื่อนไขที่ส่งผลต่อบทบาทผู้นำศาสนา
อิสลามและศาสนาพุทธ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธ 3) บทบาทผู้นำศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ ต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธ และ 4)
แนวทางส่งเสริมผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาแบบพหุกรณี 12 ชุมชน โดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสาร และ
ภาคสนามโดยการสนทนากลุ่ม สังเกต สัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้นำศาสนาพุทธ 41 คน ผู้นำศาสนาอิสลาม 38 คน ชาวบ้านไทยพุทธ 43 คน ชาวมุสลิม 48 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 25 คน รวม
195 คน นำข้อมูลมาตรวจสอบสามเส้า และสร้างบทสรุปด้วยการวิเคราะห์พรรณนา ผลการศึกษาอิทธิพลทางความคิดของผู้นำศาสนา ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสสิมกับชาวพุทธ ได้แก่ ความคิดต้านความมีจิตเมตตาและกรุณาผู้อื่นโดยไม่เลือกศาสนา การสร้างความเท่าเทียมทางสังคมบนพื้นฐานความแตกต่างทางศาสนา การผสานใจสามัคคีเป็นพลังสู่ความสันติและความเข้มแข็ง ความรู้และจิตสำนึกต้องได้รับการพัฒนาเพื่อลตทัศนคติที่ไม่ดีต่อกัน สถานการณ์ความไม่สงบไม่ใช่มูลเหตุของความขัดแย้งทางศาสนา เงื่อนไขที่ส่งผลต่อบทบาทผู้นำศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธ ได้แก่ สัดส่วนประชากรชาวมุสลิมและชาวพุทธ การมีประวัติศาสตร์และจิตสำนึกร่วมกัน สักษณะทางปัจเจกของผู้นำศาสนา สถานะของวัดและเครือข่ายทางสังคม การสนับสนุนของภาครัฐ ความเป็นเมือง ชนบท และเศรษฐกิจ ภูมิหลังการจัดการความสัมพันธ์ของผู้นำศาสนา และการสื่อสารและปฏิบัติกาของผู้ใช้สื่อ บทบาทผู้นำศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ ต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิม
กับชาวพุทธ ด้านปัจเจก ได้แก่ การไปมาหาสู่กัน เยี่ยมเยือน ทักทายการช่วยเหลือผู้อื่นส่วนตัว การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ความรู้ส่วนตัว ด้านพิธีการ ได้แก่ การร่วมพิธีเปิดป้าย หรือสำนักงาน และการ
ร่วมพิธีฉลองบุคคลสำคัญ ด้านสังคมที่ผู้นำศาสนาพุทธมีบทบาทหลัก ได้แก่ การจัดกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมการศึกษาและศาสนา การจัดพื้นที่วัดเป็นตลาดนัด การออกเยี่ยมบ้าน การจัดตั้งหน่วยกู้ภัย ผู้นำศาสนาอิสลามมีบทบาทหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การสงเคราะห์เด็กและเยาวชน รัฐหรือผู้นำชุมชนมีบทบาทหลัก ได้แก่ การจัดเวทีเสวนาผู้นำศาสนา การปลูกป่าพัฒนาสิ่งแวดล้อม การร่วมกิจกรรมวันเด็ก วันรื่นเริง การร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆ บทบาทที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่สุดคือ บทบาทต้านสาธารณะสงเคราะห์ การช่วยเหลือด้านต่างๆ ของพระสงฆ์ต่อชาวมุสลิม แนวทางส่งเสริมผู้นำศาสนา ที่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธ ได้แก่ จัดกิจกรรมมีผู้นำศาสนาอิสลามและพุทธเข้าร่วมสม่ำเสมอ ผู้นำศาสนาควรหารือในทิศทางการสอนควรสื่อสารให้ทั่วศาสนิก คัตเลือกเจ้าหน้าที่รัฐที่มีคุณภาพ จริงใจ คัดกรองผู้ดำรงตำแหน่งศาสนาอิสลาม จัดตั้งสถาบันสันติธรรม รักษาเสถียรภาพชาวพุทธในชุมชน สร้างหลักสูตรพหุวัฒนธรรมทุกระดับ ตำแหน่งผู้นำศาสนาอิสลามและพุทธมีได้ยืดบทบาทตามบัญญัติเท่านั้น แต่ยังเลือนไหลตามความจำเป็นของสถานการณ์ ค่านิยม การให้ความหมาย และความคาดหวัง การตีค่าบทบาทที่เป็นจริง อยู่ที่การมีส่วนได้ส่วนเสียกับพฤติกรรมนั้นๆ ความคาดหวังของมุสลิมและพุทธต่อผู้นำศาสนาอิสลามและพุทธจึงไม่เท่าเทียม ในสังคมพหุวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่มีบริบทเฉพาะ การนำระบบความสัมพันธ์ในชุมชนหนึ่งไม่อาจนำไปใช้กับอีกชุมซนหนึ่งได้อย่างสมบูรณ