16637 research outputs found
Sort by
The Mobile Application for Searching Evacuation Routes and Emergency Shelters for promoting Tourism in Andaman provinces
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจข้อมูลเส้นทางการอพยพ จุดรวมพล และศูนย์พักพิง ในจังหวัดฝั่งอันดามัน คือ ตรัง สตูล กระบี่ พังงา และภูเก็ต และสำรวจความต้องการข้อมูลที่มีในโมบายล์แอปพลิเคชั่น
เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลสำหรับพัฒนาโมบายล์แอพลิเคชั่นเพื่อการสืบค้นเส้นทางอพยพหนีภัยจุดรวมพลและศูนย์พักพิงสำหรับจังหวัดในฝั่งอันดามัน เมื่อสำรวจข้อมูลจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวน
757 คนพบว่า สิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญสูงสุด 2 อันดับแรก คือโมบายล์แอปพลิเคชั่นต้องมี 2 ภาษา และ ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ต้องเรียบง่ายและไม่ชับซ้อน งนี้โมบายล์แอปพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นนั้นใช้เทคนิคการระบุตำแหน่ง (Location Based Service) และระบบพิกัตเชิงพื้นที่ (GPS) โดยสามารถระบุตำแหน่งของจุดรวมพล และสถานที่พักพิงได้ นอกจากนั้นยัง สามารถสืบคันเส้นทางการอพยพและนำทางไปยังสถานที่ปลอดภัยที่อยู่ใกล้เคียง สามารถแชร์ภาพ ณ สถานที่ เกิดเหตุเข้าสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ สืบค้นหาผู้เสียหายที่อยู่ในสถานที่พักพิงได้ โดยสามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) และระบบปฏิบัติการไอโอเอส (IOS) และสามารถใช้งานได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผลการสำรวจความพึงพอใจของการใช้งานแอปพลิเคชั่นจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชาวบ้านในชุมชนและนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 390 คน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามรับรู้ถึงประโยชน์ของโมบายล์แอปพลิเคชั่นในการค้นหาข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากที่สุด ถึงร้อยละ 87.18 แอปพลิเคชั่นมีความง่ายในการใช้งานร้อยละ 82.05 และมีโอกาสในการโหลดมาใช้งานร้อย
ละ 83.3
Development of coaching model in the basic education under the Context of the Three Southera Border Provinces
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ด.(การบริหารการศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนงานในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานภายใต้บริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 กำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย มี ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาวิเคราะห์เอกสาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎี แนวคิดการพัฒนารูปแบบแนวคิดโค้ชการสอนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ขั้นพื้นฐาน โรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่ 2 สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นกลุ่มโรงเรียนดีเด่น ที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา รวมทั้งสิ้น 9 คน ผู้วิจัยเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposeful selection) ระยะที่ 2 ร่างรูปแบบการสอนงานในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายใต้บริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการร่างรูปแบบและปรับปรุงร่างรูปแบบ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ระยะที่ 3 พัฒนารูปแบบ โดยมีการทดลองใช้ในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทดลองแล้วดูผลปรับปรุง (Implementation) โดยใช้ระยะเวลา 8 เดือน พัฒนารูปแบบ โดยการสัมภาษณ์และปรับปรุงรูปแบบร่วมกับผู้ปฏิบัติ และระยะที่ 4 สรุปและยืนยันรูปแบบ โดยนำรูปแบบมาตรวจสอบความสมเหตุสมผล จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยวิธีสนทนากลุ่ม (Focus Group) และนำผลที่ได้จากการตรวจสอบไปแก้ไขปรับปรุงรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ
ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า การพัฒนารูปแบบการสอนงานในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานภายใต้บริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รูปแบบการสอนงาน เรียกว่า PIPM Coaching Model (เตรียมความพร้อม ดำเนินการสอนงาน จัดทำแผนปฏิบัติงาน การติดตามผล) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ องค์ประกอบด้านหลักการและวัตถุประสงค์ องค์ประกอบด้านกระบวนการและองค์ประกอบด้านเงื่อนไขการนำไปใช้ ดังนี้ 1) องค์ประกอบหลักการและวัตถุประสงค์ หลักการ คือ การพัฒนารูปแบบการสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ประสบผลสำเร็จโดยเน้นเทคนิคการสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้างาน จึงเกิดองค์ความรู้ใหม่เพื่อการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน วัตถุประสงค์ คือ เพื่อพัฒนาการสอนงานใน
สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและหัวหน้าฝ่ายงานต่าง ๆ ทั้ง 4 ฝ่ายงานที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพงานให้มีประสิทธิภาพ 2) องค์ประกอบด้านกระบวนการ มีกระบวนการดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 2.1) เตรียมความพร้อมในการสอนงาน (Prepare for Coaching jobs) (เป็นบทบาทของผู้สอนงาน) ขั้นตอนที่ 2.2) ดำเนินการสอนงาน (Implementation of Coaching) (เป็นบทบาทของผู้สอนงานและผู้รับการสอนงาน) ขั้นตอนที่ 2.3) วางแผนและปฏิบัติงานตามแผนงาน (Planning and follow the plan) (เป็นบทบาทของผู้สอนงานและผู้รับการสอนงาน) และขั้นตอนที่ 2.4) การติดตามผลและประเมินผล (Monitor and Evaluation) (เป็นบทบาทของผู้สอนงานและผู้รับการสอนงาน) และ 3) องค์ประกอบด้านเงื่อนไขการนำไปใช้ 3.1) ระบบพี่เลี้ยงติดตามดูแล (Coaching and Mentoring System) การโค้ชแบบเพื่อนช่วยเพื่อน มี 3 ระยะ ประกอบด้วย 3.1.1) การเยี่ยมชมเพื่อน (Peer Waiching) 3.1.2) การให้ข้อมูลป้อนกลับโดย
เพื่อน (Peer Feedback) 3.1.3) การโค้ช โดยเพื่อน (Peer Coaching) และ พี่เลี้ยง (Mentor) จะเป็นผู้คอยชี้ช่องทาง เป็นพันธมิตรที่คอยให้ข้อมูล เป็นผู้กระตุ้นและติดตามดูแลตลอดเวลา 3.2) ระบบการสอนโดยตรง (Direct Coaching System) ประกอบด้วย การสอนงานโดยตรงของผู้บริหารสถานศึกษาแก่หัวหน้างานและครูผู้สอนเป็นการชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่เหมาะสมที่จะทำงาน การให้
คำตอบเป็นการอธิบายถึงกลยุทธ์หรือวิธีการให้แก่หัวหน้างานและ ครูผู้สอน และการพัฒนาทักษะให้แก่หัวหน้างานและครูผู้สอน และ 3.3) ระบบการสอนสนับสนุน (Supportive Coaching System) ประกอบด้วย การสนับสนุนการแก้ปัญหาสร้างความมั่นใจ การสร้างความมั่นใจในตนเอง ผู้บริหาร สนับสนุนครูผู้สอนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้บริหารหรือหัวหน้างานเป็นแหล่งข้อมูลแก่ครูผู้สอ
Factors Affecting The Quality of Work Life of Teachers and Staff of Yala Primacy Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์ (รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562The objectives of this research were to study the quality of work life of teachers and staff of Yala primary educational service area office 1 and to study factors affecting the quality of work life of teachers and staff of Yala primary educational service area office 1.The samples were 335 of teachers and staff of Yala Primary educational service area office 1.The instrument used in data collection was a questionnaire, analyzed by Statistical Package for the Social Sciences. The statistic used were frequency, percentage, mean, standard deviation and hierarchical multiple regression analysis.
The study revealed that the sample group had the opinion level, quality of work life of teachers and staff of Yala primary educational service area office 1, generally there were a high level opinions and to consider in each point was found that the highest level 1 aspect: job characteristics are useful and related with society. And the high level 7 point in term of the integration of social or collaboration, the opportunity to develop the competence of staff, The progress and stability in the job, democracy in the organization, Work-Life balance. the working condition of safety and healthy promotion, and fair and adequate compensation, respectively.
And it was found that organizational factors, environmental factors and organizational engagement. Explain variance of 65.9 (R2=0.659) percent by variables that can predict Including the duration of work 1 - 5 year, Net income/ month less than 15,000 baht / month, Net Income/month 15,000 20,000 baht / month, Net Income/month 20001-30000 baht/month. Organizational factors, such as interpersonal relationships. The environmental factors, including social, psychological and organizational commitment by overall.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตในการทํางานของครูและบุคลากร ทางการศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อ
คุณภาพชีวิตการทํางานของครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ยะลา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษายะลา เขต 1 จํานวน 335 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณแบบเชิงชั้น ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็นคุณภาพชีวิตการทํางานของครูและบุคลากรทาง การศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ และสัมพันธ์กับสังคม และอยู่ในระดับมาก 7 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านบูรณาการด้านสังคมหรือการทํางาน ร่วมกัน 2. ด้านโอกาสในการพัฒนาความสามารถของบุคลากร 3. ด้านความก้าวหน้าและมั่นคงในงาน 4. ด้านประชาธิปไตยในองค์กร 5. ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตความเป็นอยู่ 6. ด้านสภาพ การทํางานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ 7. ด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรมตามลําดับ
การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเชิงชั้น พบว่า ปัจจัยด้านองค์กร ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และความผูกพันต่อองค์การ อธิบายความแปรปรวน ได้ร้อยละ 65.9 (R=0.659) โดยตัวแปรที่สามารถ พยากรณ์ ได้แก่ ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน 1 - 5 ปี รายได้สุทธิ/เดือน น้อยกว่า 15,000 บาท/เดือน รายได้สุทธิ/เดือน 15,000 - 20,000 บาท/เดือน รายได้สุทธิ/เดือน 20,001 - 30,000 บาท/เดือน ปัจจัยด้านองค์กรด้านงาน ปัจจัยด้านองค์กรด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ และความผูกพันต่อองค์การโดยภาพรว
การศึกษาทรัพยากรทางการท่องเที่ยว วิถีวัฒนธรรมมลายู ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา
This research aims to: 1 ) study tourism resources with identity of Melayu’s culture in the Songkhla Special Economic Zone; 2 ) provide guidelines for the management of tourism resources with identity of Melayu’s culture in the area. This study is a qualitative research with sample population consisted community, the local administrative organization and related government organisation of the area. The tools used to collect data consisted of the structured in-depth interviews, and focus group meeting. The study covered the special economic area which included four subdistricts; namely Sumnaktaw, Sumnakkham, Padangbeza, and Sadao of Sadao district, Songkhla province. The result indicated that there are seven tourist resources in Melayu’s culture of the area included 1) dressing 2 ) food and beverage 3) recreation 4) festival 5) handy crafts 6) traditions related to religion and beliefs and 7 ) housing. There should be a way to manage tourism resources that are identity and reflect of Melayu’s culture in the Songkhla Special Economic Zone. Guidelines should be as follows: 1) The selection of Melayu’s culture for tourism management as the identity of the community must be undertaken by all related stakeholders, 2) Restoration of some Melayu’s culture which was disappear from the Songkhla Special Economic Zone, 3) Promoting and organizing activities related to Melayu’s culture to maintain in the new society of Songkhla Special Economic Zone, and 4) Issuing Melayu’s culture tourism in Songkhla Economic Zone into the provincial’s tourism calendar.However, in restoring and preserving the Melayu’s culture Malay people in the Songkhla Special Economic Area have to select the appropriate culture and can lead to the appropriate tourism management without conflict with the religious principle and the way it is. In order to maintain the Melayu’s culture in the area should be chosen by the community, either to restore or reconstruct in the global changes. Nevertheless, housing is the most interesting culture left in the area. This is because the southern Melayu’s housing is unique, especially the roof. This includes living spaces that are interrelated with the owner and visitor which could be adjusted according to their personal and social spaces. Melayu housing style is also well suited to geography and seasons, such as elevated platforms, ventilated fountains, and wood carvings. There is also an open-air terrace for hanging a bird’s cage which is the Malay man way of life. In order to manage Melayu’s culture for tourism resources in accordance with the present and up to date, it should take into account of all related stakeholders for preserving the identity of community in order to meet sustainable tourism.The recommendations are as follows; 1) all stakeholders should be involved in the management, so that all sectors understand the awareness and the responsibility to preserve the culture. 2), government organization and local authorities must initiate in organizing cultural activities in line with the religious and seasonal pattern, 3) there should be public awareness about the cultural identity of the Malay community. Hence, Melayu’s culture way is beneficial for future tourism in the area. Moreover, there are suggestions for future research for example; to carry on the lost Malay culture in the past in the Songkhla Special Economic Zone. This should bring back and to study the Malayan culture across the Malayan Malay and Malaysia, the social relationship of Thai Buddhists and Thai Muslims in Melayu’s culture, and changing in land use pattern in the Songkhla Special Economic Zone of Sadao District, Songkhla Province.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา 2) จัดทำแนวทางการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ตัวแทนของชุมชน ผู้รู้ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายบริหารของรัฐเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกแบบไม่มีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุม 4 ตำบล คือ ตำบลสะเดา ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขาม และตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ผลการศึกษาพบว่า ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เป็นวัฒนธรรมในวิถีมลายู มีอยู่ 7 ประการ คือ 1) การแต่งกาย 2) อาหารการกิน 3) การละเล่น 4) งานบุญและงานรื่นเริง 5) การประดิษฐ์และหัตถกรรม 6) ประเพณีเกี่ยวเนื่องด้วยศาสนาและคติความเชื่อ และ 7) การสร้างที่พักอาศัย แนวทางการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา มีดังนี้ 1) การเลือกเฟ้นวัฒนธรรมมลายูที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนจะต้องกระทำโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานของรัฐ เอกชน และคนในชุมชนเอง 2) การฟื้นฟูสืบสานวิถีวัฒนธรรมมลายูที่ได้หายไปหรือลดความสำคัญลงไปในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลา ให้กลับคืนมา 3) การส่งเสริม และจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ พิเศษสงขลาให้ดำรงอยู่ในสังคมใหม่ 4) การบรรจุการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสงขลาของอำเภอสะเดาลงในปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมมลายูที่หายไปและน่าสนใจมากที่สุดคือ การสร้างที่อยู่อาศัยแบบมลายู ทั้งนี้เพราะว่าที่อยู่อาศัยของคนมลายูภาคใต้มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยเฉพาะรูปแบบหลังคารวมทั้งพื้นที่ใช้สอยซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้อาศัยที่แยกและปรับเปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ทางสังคมสลับกันไปมาได้ระหว่างเจ้าของบ้านกับแขกผู้มาเยือน ที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นมลายูยังมีความสอดรับ กับภูมิศาสตร์และฤดูกาล เช่น การยกพื้นสูง การมีช่องลมระบายอากาศด้วยการฉลุและแกะสลักไม้รวมทั้งระเบียงที่สร้างให้โล่งเพื่อใช้แขวนนกเชาชวาซึ่งเป็นวิถีของผู้ชายมลายูในอดีต ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะทั่วไป 1) การฟื้นฟู อนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลาควรทำโดยคนในชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจ รับรู้และมีส่วนรับผิดชอบที่จะรักษาวัฒนธรรมดังกล่าว 2) หน่วยงานของรัฐ และท้องถิ่น จะต้องเป็นผู้ริเริมในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้สอดรับกับช่วงเวลา ฤดูกาล หลักศาสนา โดยให้คนในชุมชนมีส่วน ร่วม 3) ควรมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับชุมชนในเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมวิธีมลายูของชุมชน เพื่อธำรงไว้ซึ่งทรัพยากรการท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตได้และข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย คือควรมีการศึกษาวัฒนธรรมลายูในอดีตที่สูญเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ การศึกษาวัฒนธรรมมลายูข้ามแดนระหว่างคนมลายูไทยและคนมลายูมาเลเซีย การศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคมของคนไทยพุทธและคนไทยมุสลิมในวิถีวัฒนธรรมมลายูและการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อไ
Relationship Between The Use of Electronic Media and Development of Children Aged 2-5 years at Child Development Centers Under Local Government Organization,Songkhla Province
วิทยานิพนธ์ (พย.ม. (การพยาบาลเด็ก))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2562This descriptive correlational study aimed to study the relationship between the use of electronic media and the development of children aged 2-5 years in Child Development Centers under the Local Government Organization, Songkhla Province. The sample consisted of 210 pairs of parents and children aged 2-5 years. The participants were selected at 4 Child Development Centers. Using multi-stage random sampling. Research instruments were (1) Demographic Data Questionnaire Form, (2) The Use of Electronic Media by Children and Families Questionnaire Form, (3) The Use of Electronic Media by Children on Daily Record Form, (4) Developmental Surveillance and Promotion Manual, and (5) Developmental Surveillance and Promotion in Each Age Group Record Form. The Use of Electronic Media by Children and Families Questionnaire Form and The Use of Electronic Media by Children on Daily Record Form were validated by 3 experts and their reliability evaluated using test- retest and Pearson Product Moment Correlation Coefficient, which yielded values of .73 and .95 respectively. Data were analyzed using descriptive statistics and chi square test. Statistical significance was set at p < .05. The results revealed the following:
1. Overall child development and each child development category
Sixty two point nine percent of children aged 2-5 years had
age-appropriate development. For each child development category, it was found that the most common delayed development was in receptive language (22.9%), followed by personal and social (10.5%), expressive language (9.50%), fine motor (6.7%), and gross motor (3.8%) categories, respectively.
2. The relationship between the use of electronic media and overall
child development.
The amount of time children used electronic media during weekdays, the amount of time children used electronic media during holidays, and the number of electronic media, were inversely related with age-appropriate overall child development (x2 = 11.939, p=0.001; x=6861, p=0.009; x=7558,p=0.006 respectively.) whereas parents' participation while children used electronic media was positive related age- appropriate overall child development (x2 = 12404, p = 0.002). No relationship was found between the content of electronic media and overall child
development (x2 = 3161, p=0075)
3. The relationship between the use of electronic media and each child development category.
The amount of time children used electronic media during weekdays and the number of electronic media were inversely related with the age-appropriate development in receptive language category (x2=9094, p = 0.003; x2-4313, p = 0.038, respectively.) The amount of time children used electronic media during the holidays, the content of electronic media, and parents' participation while children used electronic media showed no significant relationship with receptive language category (x2=2941, p=0.086, x2 = 1.123, p=0.289, and x2-2918, p = 0228, respectively.)
It was revealed that the amount of time children used electronic media during weekdays was inversely related with age-appropriate development in personal and social category (x2-4683, p=0.030). The amount of time children used electronic media during the holidays, number of electronic media, content of electronic media, and parents' participation while children were using electronic media, showed no relationship with the development in the personal and social category (x2=0411, p=0521; x2= .000, p = 1000; x=922, p=0.337; and x2 = 7326, p = 0.023, respectively.)
In addition, the study also revealed that the amount of time children used electronic media during weekdays, the amount of time children used electronic media during the holidays, the number of electronic media, the content of electronic media, and parents' participation while children were using electronic media, were not related with child development in gross motor (x2= 620, p = 0.803; x2 = 3.930 p=0.531; x2= .000, p = 1.000; x = .741, p = 0389, and x2 = 3860, p = 0.125, respectively), fine motor (x2 = 2055, p = 0.152; x=0.844, p = 0358 %.612, p = 0.434; x = .001, p = 0.981; and x2 = 1.136, p = 0.619, respectively) or expressive language (x2= .002, p = 0963; x2 = 0.022, p=0882; x2=000, p = 1000; x=1559, p=0212; and 2=3944, p = 0.132, respectively.)
Therefore, carers of children aged 2-5 years, including parents or guardians, personnel of government agencies, and private organizations, should be aware of the effect of the use of electronic media by children aged 2-5 years on child development, especially in the category of receptive language development. In addition, all parties should create guidelines to promote the appropriate use of electronic media by children aged 2-5 years.การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยายแบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Descriptive
Correlational study) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์กับพัฒนาการเด็กอายุ 2-5 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ คู่ของผู้ปกครองและเด็กที่มีอายุ 2-5 ปี จํานวน 210 คู่ ที่มารับบริการ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสงขลา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (2) แบบสอบถามการใช้สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ของเด็กและครอบครัว (3) แบบบันทึกการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กในแต่ละวัน (4) คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และ (5) แบบบันทึกการเฝ้าระวังและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัยตามช่วงอายุ ซึ่งแบบสอบถามการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กและครอบครัว
และแบบบันทึกการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กในแต่ละวัน ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา
โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ โดยวิธีทดสอบ (Test-Retest
Method) และคํานวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) เท่ากับ 73 และ 95 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและ สถิติไคสแควร์ ผลการวิจัย มีดังนี้
1. พัฒนาการเด็กโดยรวมและรายด้าน
ร้อยละ 62.9 ของเด็กอายุ 2-5 ปี มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัยทุกด้าน เมื่อแยกพัฒนาการ พบว่าเด็กมีพัฒนาการไม่สมวัยในด้านการเข้าใจภาษามากที่สุด (ร้อยละ 22.9) รองลงมา ได้แก่ ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม (ร้อยละ 10.5) ด้านการเข้าใจภาษา (ร้อยละ 9.5) ด้าน
รายด้าน
กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา (ร้อยละ 6.7) และด้านการเคลื่อนไหว (ร้อยละ 3.8) ตามลําดับ
2. ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์กับพัฒนาการเด็กโดยรวม
ผลการวิจัย พบว่า ระยะเวลาที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในช่วงวันธรรมดา ระยะเวลาที่เด็กใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในช่วงวันหยุด จํานวนของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในขณะเด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการโดยรวมของเด็กอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 050 z = 11.939, p = 0001; 2 = 6.861, p = 0009; X=7558, p = 0.006; และ z = 12404, p = 0002 ตามลําดับ) ส่วนลักษณะเนื้อหาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กโดยรวม (x2=3161, p=0.075)
3. ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์กับพัฒนาการเด็กแยกเป็นรายด้าน
การศึกษานี้ พบว่า ระยะเวลาที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวันธรรมดา และจํานวนของสื่อ อิเล็กทรอนิกส์มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านการเข้าใจภาษาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( x = 9.0914, p = 0003, และ z = 4313, p = 0.038 ตามลําดับ) ส่วนระยะเวลาที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ใน ลักษณะเนื้อหาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองขณะเด็กใช้สื่อ ไม่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา ( 2 - 2941, p = 0086; 2 = 1.123
วันหยุด
อิเล็กทรอนิกส์
p=0289, และ X = 2918, p0228 ตามลําดับ)
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์กับพัฒนาการด้านการช่วยเหลือตนเองและ
สังคม พบว่า ระยะเวลาที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวันธรรมดา มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านการ ช่วยเหลือตนเองและสังคมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (x = 4,683, p = 0.030) ส่วนระยะเวลา ที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวันหยุด จํานวนของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะเนื้อหาของสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองขณะเด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีความสัมพันธ์กับ พัฒนาการด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม (z = 0411, p = 0.521; 2,000, p = 1000; x = 922,p=0337; และ X = 7:326, p = 0023 ตามลําดับ)
นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่า ระยะเวลาที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในช่วงวัน ธรรมดา ระยะเวลาที่เด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในช่วงวันหยุด จํานวนของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะ เนื้อหาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในขณะเด็กใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่มี ความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กด้านการเคลื่อนไหว ( 2 = 620, p = 0803; 23990 p -0.531; 2 = 000, p = 1,000; 2 - 741, p = 0389 และ 2 = 3,860, p = 0.125 ตามลําดับ) ด้านกล้ามเนื้อมัด เล็กและสติปัญญา ( z = 2055, p = 0.152 2 = 0.804, p = 0358, 2 = 612, p = 0434; 2 = .001, p = 0.981; และ z = 1.1%, p = 0619ตามลําดับ) และด้านการใช้ภาษา ( x = .002, p = 0.963 2=0022, p = 0882x = 000, p = 1000, z = 1,559,p=0212 และ z = 3914, p=0.132 ตามลําดับ)
ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กวัย 2-5 ปี รวมถึงพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง บุคลากรของ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ควรตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพัฒนาการเด็กวัย 2-5 ปี โดยเฉพาะผลกระทบต่อพัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา นอกจากนี้ทุกฝ่ายควรร่วมกัน หาแนวทางในการส่งเสริมให้เด็กวัย 2-5 ปี มีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะส