16637 research outputs found
Sort by
การผลิตสารพอลิแซคคาไรด์จากเห็ดสมุนไพรพื้นเมืองภาคใต้ในอาหารเหลวจากน้ำทิ้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
The Conflict Management Model in the Age of Caliph Uthman Ibn Affan with Application in the three Southern Border Provinces.
วิทยานิพนธ์ (ปร.ด.(สาขาวิชาอิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2558การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ชีวประวัติเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน 2) ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน 3) ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบการจัดการความขัดแย้งในสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟานกับการนำมาประยุกต์ใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดในยุคการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟานกับสภาพปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสังเคราะห์รูปแบบโดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประเมินและตรวจสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1.ชีวประวัติของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน อิบนฺ อบุลอาศ อิบนฺ อุมัยยะฮฺ อิบนฺ อับดิชัมสฺ อิบนฺ อับดิมะนาฟ อิบนฺ กุศ็อย อิบนฺ กิลาบ ส่วนหนึ่งที่ท่านเสียสละในหนทางของอัลลอฮฺ ได้แก่ ซื้อบ่อน้ำรูมะฮฺ ขยายมัสยิดนะบะวียฺ จัดเตรียมกองทัพยามยาก และการรวบรวมอัลกุรอาน คุณลักษณะอันโดดเด่นของท่านประกอบด้วย มีความรู้และมีวุฒิภาวะในการชี้แนะ มีความสุขุมรอบคอบ มีความยืดหยุ่นและประนีประนอม มีความอ่อนโยน ให้อภัยมีความนอบน้อม มีความละอาย มีจิตใจกุศล มีความกล้าหาญ มีความอดทน มีความยุติธรรม มีความเคร่งครัด มีความมักน้อย ในยุคการปกครองของท่านสามารถพิชิตแคว้นเมืองเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ท่านอุษมาน ได้ปกครองบริหารรัฐโดยการประกาศใช้ธรรมนูญ (الدستور) สูงสุดประกอบด้วย อัลกุรอาน (الكتاب) แบบฉบับของเราะสูล (السنة) ใช้หลักการปรึกษาหารือ (الشورى) หลักความยุติธรรม (العدالة) และหลักความอิสรเสรีภาพ (الحرية) 2. สภาพปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสมัยการปกครองของท่านสามารถแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการเมืองการปกครอง ได้แก่ กรณีการไม่ได้เข้าร่วมสมรภูมิบะดัร กรณีการถอยร่นจากสมรภูมิอุหุด กรณีการเข้าร่วมทำสัตยาบันอัล-ริฎวานล่าช้า กรณีการสั่งปลดอบูมูซา อัล-อัชอะรียฺ และกรณีการสั่งปลดมุฆีเราะฮฺ อิบนฺ ชุอ์บะฮฺ 2) ด้านสังคม ได้แก่ กรณีของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบะอ์ กรณีผู้ปกครองบางคนใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย และกรณีการเนรเทศอบูซัร อัล-ฆิฟารียฺ 3) ด้านการปฏิบัติศาสนา ได้แก่ กรณีการรวบรวมอัลกุรอาน และการไม่ได้ละหมาดย่อที่ทุ่งมินา 4) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กรณีการจัดสรรที่ดินสงวน กรณีการอนุญาตให้ครอบครองที่ดินโดยอิสระ และกรณีนโยบายการบริหารกองคลังที่เปลี่ยนไป 5) ด้านกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ กรณีการลงโทษอัมมาร อิบนฺ ยาสิร และกรณีที่ท่านไม่ได้ดำเนินการตัดสินคิศอศ(القصاص) แก่อุบัยดิลลาฮฺ อิบนฺ อุมัร 3. ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งออกเป็น 7 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการเมืองการปกครอง การมีมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ ปัจจัยดังกล่าวถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองที่เอื้อต่อการก่อให้เกิดความขัดแย้งจนกระทั่งกลายมาเป็นความรุนแรงในที่สุด 2) ด้านศาสนาและความเชื่อ แม้ศาสนาจะไม่ใช่สาเหตุของความขัดแย้งในพื้นที่โดยตรงแต่ก็มีความเชื่อว่าศาสนาอิสลามได้ถูกนำมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3) ด้านเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจนและปัญหาสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของคนในพื้นที่ 4) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ภาครัฐยังขาดความรู้ความเข้าใจต่ออัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมของประชาชนในพื้นที่จึงกลายเป็นการกดทับอัตลักษณ์ของความเป็นมุสลิม 5) ด้านการศึกษา สาเหตุจากการที่ภาครัฐพยายามเข้าไปควบคุมการจัดการการศึกษาของสถาบันปอเนาะจึงกลายเป็นอีกชนวนที่ทำให้คนในพื้นที่เกิดความหวาดระแวงและปฏิเสธระบบการศึกษาของรัฐไทยไปโดยปริยาย 6) ด้านกระบวนการยุติธรรม เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิของความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐาน 7) ด้านประวัติศาสตร์ ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความรู้สึก และแต่ละฝ่ายมีทัศนคติด้วยมุมมองที่ต่างกัน 4. รูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่เกิดในสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟานเพื่อประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 3 รูปแบบคือ 1) กระบวนการจัดการความขัดแย้งของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน (Model Conflict Management of Uthman Ibn Affan) เป็นรูปแบบที่มุ่งเน้นการสร้างความสมานฉันท์ ท่านปฏิเสธการใช้ความรุนแรง เนื่องจากมีความตระหนักดีว่าแนวทางสันติวิธีจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ดีที่สุด 2) การสานเสวนาเชิงอิสลาม (Model of Islamic Dialogue) รูปแบบการจัดการความขัดแย้งอีกรูปแบบที่พบในยุคสมัยของเคาะลีฟะฮอุษมานคือการใช้กระบวนการที่ให้ผู้มีความเกี่ยวข้องได้มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งทำให้เกิดการพูดคุยสนทนาระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์ความขัดแย้งหนึ่งๆ โดยการพูดคุยจะมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจอันดีแก่ทุกฝ่าย 3) การเจรจาสันติภาพเชิงอิสลาม (Model of Islamic Peace Talks) ในสมัยท่านเคาะลีฟะฮอุษมานพบว่าท่านมีการแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนที่จะเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อปรับลดระดับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงถึงว่าท่านต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และพยายามหลีกเลี่ยงความสูญเสียอันจะเกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง This research aims to study; 1) the biography of Khalifah Uthman Ibn Affan , 2) the conflicts issues in the era of Khalifah Uthman Ibn Affan , 3) The conflicts issue in the three southern border province, 4) the synthetic model of conflict management in the era of Khalifah Uthman Ibn Affan and the application of problem solving method with current area. The research was conducted by using document to analysis the states and problems in the age of Khalifah Uthman Ibn Affan as well as the conflicts in southern border Province of Thailand and synthesized by a panel of experts to evaluate and verify the result. The results of this study were as follows: 1. The biography of Khalifah Uthman Ibn Affan Ibn Abu al-‘As Ibn Umaiyah Ibn ‘Abd Shams Ibn ‘Abd Manaf Ibn Qusay Ibn Kilab, He had sacrificed much in the cause of Allah, e.g. purchased Rumah pond, enlarged the Nabawi Mosque, prepared the army during the difficult and compilation of the Qur'an. The great personality of Uthman Ibn Affan included; knowledgeable, mature in guiding people under his command, calm, flexibility, compromise, forgiveness, gentle, volunteerism, courage, patience, justice, strenuous and humbly. He could conquer a number of cities during his period. Moreover the government of Khalifah Uthman Ibn Affan was ruled by adoption of the highest constitution (الدستور) which consists of Quran (الكتاب), the typical of Rasulluah (السنة), the principle of consultation (الشورى), the justice (العدالة) and freedom (الحرية). 2. The conflicts issues in the age of Khalifah Uthman Ibn Affan this study found that; there are 5 aspects of conflict issues during time of Khalifah Uthman Ibn Affan including; 1) political issues, e.g. a case of did not join the battle of Badar, a case turned on the battle of U-hud, a case he was late in participation of Al-Ridwan, a case released of Abu Musa Al-Ashary and a case release of Mughirah Ibn Shu’bah 2) social issue, e.g. the case of Abdullah Ibnu Sa’ba’, case some of the rulers have a lavish lifestyle, deportation of Abu-zar al-Ghifari 3) religion issues, e.g. case compiling the Qur'an and he did not had a short prayer at Mina fields 4) economic issues, e.g. a case allocation of reserve land, a case permitted to own the land independently, case the management policy of treasury was changes and 5) judicial practice, e.g. case punishment of Ammar Ibn Yasir, case he did not make a judgment Qisos (القصاص) to Ubaidillah Ibn Umar. 3. There are 7 aspects of the controversial issues that occurred in the context of three southern border provinces including; 1) Politic, since the government and people in this area have a difference opinion and such factors are addressed as political issues contributing to causing the conflict and ultimately became violent. 2) Religion and belief, although religion issues is not the directly cause of conflict in the area, but yet Islam has been cited to justify the actions of the terrorists in the area. 3) Economic, issues of poverty and exploitation of natural resources in the area. 4) Social and cultural, the government lack of understanding the identity of the Muslim population in the area. Thus it pressed the Identity of being Muslim. 5) Educational, since in the past, the government had tried to control the educational system in the institutions of Pondok, so It became another reason for people to distrust and refused the national's education system, 6) justice, due to the violation of human rights and fundamental rights of a human being in that area, and 7) History, the violence which occurred some are caused by historical issue that are sensitive for people of different attitude. 4. The conflict resolution’s model in the age of Uthman Ibn Affan could be applied to solve the conflict problem in the three southern border provinces in 3 models including; 1) Model Conflict Management of Uthman Ibn Affan , this model have focuses on a reconciliation. Since Uthman Ibn Affan had refused any violence as he recognizes that peace process was the best way of conflict management. 2) Model of Islamic Dialogue, another form of conflict management process in a period of Uthman Ibn Affan was a process of interaction and engages in conversation between the people who involved in the conflict, however the discussion will focus on the mutual understanding of all parties. 3) Model of Islamic Peace Talks, frequently Uthman Ibn Affan has clearly expressed his intention to negotiate with a peace dialogue to reduce the conflicts. And to indicate that he really want to solve the problem with a peaceful method, as to avoid from any losses that could be happen to the Muslim’s brothers
States and Problems of Arabic Teaching in Mosque-based Educational Center (TADIKA) in Chanae District, Narathiwas Province.
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(สาขาวิชาอิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2557การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินการเรียนการสอนวิชาภาษาอาหรับ ในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) 2.เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการเรียนการสอนวิชาภาษาอาหรับ ในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาในการเรียนการสอนวิชาภาษาอาหรับในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยคัดเลือกศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด(ตาดีกา) อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาสจำนวน 37 ศูนย์ เลือกใช้การสังเกตเฉพาะ 15 ศูนย์ และใช้การสัมภาษณ์ผู้สอนภาษาอาหรับในศูนย์ฯ 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชียวชาญ 3 ท่าน นำเสนอข้อมูลโดยการพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพการเรียนการสอนวิชาภาษาอาหรับ (1) ด้านหลักสูตรและเอกสารประกอบการเรียนการสอน จากการศึกษาพบว่า หลักสูตรและเอกสารประกอบการเรียนการสอน ที่ใช้ประกอบโดยส่วนใหญ่เป็นหลักหลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฏูอีนประจำมัสยิด พ.ศ.2548/ ฮ.ศ.1426 ใช้ร่วมกับหลักสูตรอื่นๆ (2) ด้านวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอน จากการศึกษาพบว่า วิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอน โดยส่วนใหญ่เน้นในเรื่อง การอ่าน การเขียน การท่องจำ และการบรรยาย (3) ด้านสื่อการเรียนการสอน จากการศึกษาพบว่า สื่อการเรียนการสอน ที่ใช้ประกอบโดยส่วนใหญ่ เป็นหนังสือเรียน กับกระดานดำ 2.สภาพปัญหาการเรียนการสอนวิชาภาษาอาหรับ (1) ด้านหลักสูตรและเอกสารประกอบการเรียนการสอนจากการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาด้านหลักสูตรและเอกสารประกอบการเรียนการสอน โดยส่วนใหญ่หลักสูตรและเอกสารประกอบการเรียนการสอนไม่เป็นเอกภาพ ผู้สอนไม่สอนตามหลักสูตรที่กำหนดให้ ไม่มีการนิเทศกหลักสูตร ไม่มีการอบรมหลักสูตร เนื้อหาหลักสูตรไม่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และผู้สอนไม่เข้าใจตัวบทของหลักสูตร (2) ด้านวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนจากการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาด้านวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอน โดยส่วนใหญ่ ขาดทักษะทางด้านภาษา จำนวนผู้เรียนมากเกินไป ผู้สอนไม่เพียงพอ ผู้สอนขาดประสบการณ์การสอนภาษาอาหรับและไม่มีความรู้ในศาสตร์ที่สอน สอนในรูปแบบเดิมๆ ขาดการเตรียมการสอน เวลาไม่เพียงพอ และขาดกิจกรรมการเรียนการสอน (3) ด้านสื่อการเรียนการสอนจากการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาด้านสื่อการเรียนการสอน โดยส่วนใหญ่ ขาดสื่อการเรียนการสอน ขาดงบประมาณในการจัดทำสื่อการสอน และไม่มีความรู้ในการใช้สื่อ 3.และแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาอาหรับ ควรได้รับการอบรมอย่างต่อเนื่องในด้านหลักสูตรและเอกสารประกอบการเรียนการสอน ด้านวิธีการและเทคนิคการสอน ด้านการใช้สื่อ วิธีการจัดหาสื่อ หรือคัดเลือกสื่อ ควรสร้างจิตสำนึกในการสอน เน้นการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ควรให้หลักสูตรเป็นเอกภาพ และมีการติดตามจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ This research was aimed at 1) studying states of Arabic Teaching in Mosque-based Educational Center (TADIKA) in Chanae District, Narathiwas Province, 2) studying states problems of Arabic Teaching in Mosque-based Educational Center (TADIKA) in Chanae District, Narathiwas Province, 3) studying development of Arabic Teaching in Mosque-based Educational Center (TADIKA) in Chanae District, Narathiwas Province. This study was a quality research by using population and selected the sample group by using simple sandom sampling. The samples consisted of 37 mosque-based Educational centers (TADIKA) in Chanae District Narathiwas Province which selected by observation only 15 mosque-Based educational centers and interview the Arabic teacher 30 peoples and 3 experts. The data presented by the descriptive analysis. The results found that 1.The state of teaching in Arabic language were 1) the most curriculums and the instructional documentations were Fardhu Ain curriculums of Islamic studies of mosque in 2005 involving other curriculums. 2) the most methods and the learning activities were reading, writing, memorizing and lecturing. 3) the instructional media including book and blackboard. 2.The state of problem of Arabic teaching were 1) the most curriculums and the instructional documentations were no unity, the teacher didn’t teach following to the curriculums, the curriculums without supervision, no training in curriculums, the content didn’t appropriate for the age of the students and the teacher didn’t understand in curriculums. 2) the most problem of methods and the learning activities were no skill in language, too many students, the teacher inadequate, the teachers lack of teaching experience and knowledge in sciences, old teaching styles, lack of preparation for teaching, not enough time, lack of teaching activities. 3) the most problem of the instructional media were lack of instructional media and lack of funding and inexpert in instructional media. 3.And guidelines for development operations of Arabic teaching should be trained continuously in the curriculums, the instructional documentations, methods, teaching techniques, the providing of playing media, the making of teaching Conscious, activity operations in classroom, the unity of curriculums and following and monitoring by the responsible authority
States, Problems and Guidelines on Operations in Strategic Management of Islamic Private Schools under the Office of Private Education, Pattani Province
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(สาขาวิชาอิสลามศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2558การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับสภาพการดำเนินการตามกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี โดยจำแนกตามตำแหน่ง อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ขนาดของโรงเรียนและประมวลปัญหาและข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการตามกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 33 คน หัวหน้าฝ่ายบริหาร จำนวน 132 คนและตัวแทนครูผู้สอน จำนวน 33 คน รวมทั้งหมด จำนวน 198 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินการตามกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการปฏิบัติตามกลยุทธ์ของโรงเรียน ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียน และด้านการกำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียนอยู่ในระดับ มาก ส่วนด้านการกำหนดทิศทางของโรงเรียน และด้านการดำเนินการควบคุม ติดตามและประเมินกลยุทธ์ของโรงเรียนอยู่ในระดับ ปานกลาง ผลการเปรียบเทียบระดับสภาพการดำเนินการตามกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี จำแนกตามตำแหน่ง อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน ส่วนใหญ่โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัญหาและข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการตามกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี ผลปรากฏในภาพรวม ทั้ง 5 ด้าน สรุปได้ดังนี้ 1) ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียน พบว่า บุคลากรในโรงเรียนไม่ให้ ความสำคัญ ขาดความรู้ความเข้าใจและไม่ค่อยให้ความร่วมมือ จึงควรมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้มีความรู้ความเข้าใจกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้ครอบคลุมทั้งภายนอกและภายในโรงเรียน 2) ด้านการกำหนดทิศทางของโรงเรียน พบว่า การกำหนดทิศทางของโรงเรียนยังไม่ชัดเจน ขาดงบประมาณในการสนับสนุน จึงควรมีการประชุมปรึกษาหารือ วางแผนร่วมกัน กำหนดทิศทางของโรงเรียนให้ชัดเจนสามารถนำไปปฏิบัติได้ 3) ด้านการกำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียน พบว่า ไม่มีการระดมความคิดของผู้มีส่วนร่วมและการกำหนดกลยุทธ์ไม่ชัดเจน จึงควรมีการระดมความคิดเห็นของทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียนให้มีความชัดเจน 4) ด้านการปฏิบัติตามกลยุทธ์ของโรงเรียน พบว่า การปฏิบัติตามกลยุทธ์ของโรงเรียนไม่เป็นไปตามกลยุทธ์ที่กำหนดหรือปฏิบัติได้น้อย ทำให้การดำเนินงานขาดประสิทธิภาพ จึงควรมีการประชุมวางแผนร่วมกัน แต่งตั้งผู้รับผิดชอบแต่ละแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมให้ชัดเจน และปฏิบัติสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ 5) ด้านการดำเนินการควบคุม ติดตามและประเมินกลยุทธ์ของโรงเรียน พบว่า บางครั้งข้อมูลไม่เที่ยงตรง ไม่ชัดเจน ขาดเครื่องมือและบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ดังนั้นผู้บริหารควรมีการตรวจสอบติดตามงานอยู่เสมอ มีปฏิทินในการควบคุม ติดตามและประเมินกลยุทธ์ของโรงเรียน และมีการนำเสนอรายงานสรุปการปฏิบัติงานเป็นภาพรวมของโรงเรียนให้ทุกฝ่ายได้รับทรา
Blow fly community associated with pig carcasses in central area of Southern Thailand and study of accumulated degree Hour (ADH) for immature development
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (นิติวิทยาศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
Causal Relationship of Islamic Religion Factors Influencing on Islamic Ethics Behavior of Muslim Youth in the Three Southern Border Province of Thailand
Guideline for services quality development to support ASEAN tourist : A study of hotel in Hat Yai, Songkhla
วิทยานิพนธ์ (บธ.ม.(การจัดการการบริการและการท่องเที่ยว))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
Improving traffic flow at four intersections on karnjanavanich road in Hat Yai
วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมโยธา (วิศวกรรมการขนส่ง))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255