16637 research outputs found
Sort by
Factors Affecting Individual Innovative Behavior : The Case of Support Staff in Prince of Songkla University (Hat Yai Campus)
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ,2562การศึกษาวิจัยในครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความสัมพันธ์ของการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ อิสระในงาน ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง และบรรยากาศนวัตกรรมในองค์กรที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมกลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาเป็นพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตหาดใหญ่) จานวน 210 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และนาข้อมูลที่ได้มาทาการวิเคราะห์ทางสถิติ โดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ
ผลจากการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาพรวมของพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของพนักงานอยู่ในระดับมาก และปัจจัยทั้ง 4 ตัวแปรที่ส่งผลทางบวกต่อพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากที่สุด คือ การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ รองลงมา คือ อิสระในการทางาน บรรยากาศนวัตกรรมในองค์กร และภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง ตามลาดับ
คาสาคัญ: นวัตกรรม, พฤติกรรมนวัตกรรม, การเปิดรับประสบการณ์ใหม่, บรรยากาศนวัตกรรมในองค์ก
รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาแบบสร้างสรรค์
โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาแบบสร้างสรรค์ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณใน
การดำเนินงานจากความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)
ม.อ. ได้มอบหมายหน้าที่ "หน่วยจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่" ให้เป็นภารกิจใหม่ของสำนักงานประสานงานวิจัย
รมและชุมชน (Community and Industry Linking Office หรือ CILO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภา
ของสำนักวิจัยและพัฒนา ม.อ. โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานตามรูปแบบของ สกว. 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การ
พัฒนาโครงการวิจัย 2) การควบคุมคุณภาพ 3) การสร้างเครือข่ายวิจัยเชิงพื้นที่ 4) การพัฒนาระบบงานเพื่อสนับสนุน
นักวิจัย 5) การพัฒนา "นักจัดการการวิจัย" และ 6) การผลักดันผลงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ และมี "สำนัก
ประสานงาน ชุดโครงการ การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง" ซึ่งต่อมาเปลี่ยนซื่อเป็น "สำนัก
ประสานงาน ชุดโครงการ การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง" เป็นพี่เลี้ยง เริ่มดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ ปี
พ.ศ. 2555 โดยการพัฒนาโจทย์วิจัยและอุดหนุนทุนวิจัยเชิงพื้นที่ด้าน "การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัด
สงขลา" ต่อเนื่องถึง 2 ปี (พ.ศ. 2555 - 2556) การอุดหนุนงบประมาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ 1) ทุนสนับสนุนการ
วิจัยระดับอาจารย์/นักวิจัย จำนวน 8 โครงการ และ 2) ทุนอุดหนุนการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา (เพื่อการทำวิทยานิพนธ์)
จำนวน 5 โครงการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 13 โครงการ
โครงการความร่วมมือ ๆ กลายเป็นกลไกหนึ่งของ ม.อ. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพื้นที่หรืองานวิจัยรับใช้
สังคม ช่วยให้นักวิจัยสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับชุมชน ช่วยยกระดับการเรียนรู้ของชุมชน นักวิจัยสามารถผลิตผล
งานวิจัยเซิงพื้นที่หรือผลงานวิจัยรับใช้สังคม และนำไปขอตำแหน่งทางวิซาการได้ ม.อ. สามารถนำกลไกความร่วมมือ ฯ
และกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่นี้ไปปรับใช้/ขยายผลเพื่อเพิ่มจำนวนโครงการวิจัย/ผลงานวิจัยเชิงพื้นที่ใน
อนาคตได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น "สำนักประสานงาน ชุดโครงการ การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง" ยัง
ได้รับการสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องจาก สกว. เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย "Engagement" โดยปรับสถานะเป็น
หน่วยงานภายใน ม.อ. เปลี่ยนชื่อเป็น "หน่วยพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม" (University Social Engagement
Unit หรือ USE) มีสำนักงานอยู่ในฝ่ายเดียวกันกับ CILO ภายใต้สำนักวิจัยและพัฒนา ม.อ. และเริ่มดำเนินภารกิจต่าง ๆ
ในบริบทของ ม.อ. ต่อไ
แผนงานวิจัย นโยบายและกลยุทธ์เพื่อการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา
This research project aims to: 1) study the situation, problems and impacts on
tourism in Songkhla Special Economic Zone to cope with the ASEAN economic
liberalization. 2) analyse study result to conduct a tourism plan in the Songkhla Special
Economic Zone to cope with the ASEAN economic liberalization , and 3) to conduct
tourism policy and strategies for Melayu’s cultural tourism in the Special Economic
Zone of Songkhla. Scope of the research area covered 4 sub-districtsl; namely
Sumnaktaw, Sumnakkham, Padangbeza, and Sadao sub-districts, Songkhla province.
Research methodology covered quantitative and qualitative analysis with focus group
meeting, in-depth interview and content analysis. Result of the three sub-projects
together with the determination of tourism development strategies, taking into account
the 4 dimensions according to the principles of the Balanced Scorecard, which has a
framework for analyzing both strategies, namely the strategy to upgrade quality And
potential enhancement strategies Which has been analyzed Assessment of tourism
readiness and SWOT analysis of tourist attractions In creating a framework for strategic
tourism development aimed at qualitative and sustainable tourism
Therefore, this research plan has issued the five policies and 19 strategies. Each
policy will focus on different goals. In general, the proposed strategy into three areas:
1) development and promotion, 2) restoration and conservation, 3) confidence
building, and 4) human capacity building and management. Policies are included; 1)
the development of Melayu’s cultural tourism resources, 2) the restoration of the
Melayu’s culture for tourism management, 3) the development and promotion of
tourism for Melayu’s culture, 4) confidence building for border tourism , and 5) Develop
human capacity building and integrated management to ASEAN. For tourism model
should apply the cultural tourism management which combines two concepts;
experience based tourism, and presenting new charm. This provides three types
learning experience; 1) identity of Melayu culture 2) increase interpretation of Melayu’s
culture 3) good hospitality of creative tourism management for accommodation and
food. Whereas, presenting new charms of the area could be 1) zoning of Melayu’sวัตถุประสงค์ของแผนงานวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และผลกระทบต่อการ ท่องเที่ยวในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาเพื่อรับมือการเปิดเสรีเศรษฐกิจอาเขียน 2) จัดทำนโยบายและกลยุทธ์การจัดการการท่องเที่ยวในเขตเครษฐกิจพิเศษสงขลาโดยใช้วิถีวัฒนธรรมมลายูทั้งในระดับประเทศท้องถิ่น และชุมชนเพื่อรับมือการเปิดเสรีเครษฐกิจอาเซียน 3) เสนอรูปแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมมลายูโนเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ขอบเขตการวิจัยครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบลคือ สำนักแต้ว สำนักขาม ป่าตังเบซาร์ และสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ด้วยการจัดประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาของโครงการย่อยทั้ง 3 โครงการผนวกกับการกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาการ ท่องเที่ยวในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาโดยคำนึงถึง 4 มิติตามหลักของ Balanced Scorecard ซึ่ง มีกรอบในการวิเคราะห์กลยุทธ์ทั้ง 2 ด้าน คือ กลยุทธ์การยกระดับคุณภาพ และกลยุทธ์การเพิ่ม ศักยภาพ ทั้งนี้ได้มีการวิเคราะห์ ประเมินความพร้อมทางด้านการท่องเที่ยวและการวิเคราะห์ SWOT ของแหล่งท่องเที่ยว ไนการสร้างกรอบในการวางกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวมุ่งสู่การ ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและความยังยืน ทั้งนี้แผบงานได้กำหนดนโยบายและกลยุทธ์การพัฒนา ท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา จำนวน 5 นโยบาย 19 กลยุทธ์ประกอบด้วยนโยบาย 1) การพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมมลายูอย่างสร้างสรรค์ 2) การฟื้นฟู สืบสานวิถีวัฒนธรรมมลายเพื่อการจัดการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสงขลา 3) การพัฒนาและส่งเสริมการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวิถีวัฒนธรรมมลายู 4) การสร้างความเชื่อมั่นการ ท่องเที่ยวชายแดนไทย-มาเลเซีย 5) พัฒนาศักยภาพคนและพื้นที่พหวัฒนธรรมสู่ประชาคมอาเซียนแผนงานได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานสองแนวคิดระหว่างการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์และการนำเสนอเสน่ห์วิถีมลายูของเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ด้วยการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เน้นการเรียนรู้ 3 ต้าน ได้แก่ 1) ความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ 2) ดารสื่อสารเรื่องราววิถีวัฒนธรรมมลายู ทั้งในเรื่องของอาหาร การแต่งกาย ลักษณะทางสถาปัตยกรรมมลาย ประเพณีและศิลปะการแสดงของชาวมลายู 3) การบริการเชิงสร้างสรรค์ทั้งด้านการบริการด้านที่พักและอาหาร ร่วมกับการนำเสนอเสน่ห์วิถีมลายู ได้แก่ 1) การจัดโซนที่อยู่อาศัยและ 2 การทำกรงนาตามวิถีวัฒนธรรมมลายู เป็นต้น ทั้งนี้ควรมีโครงสร้างและกลไกในการทำงานทั้งในระดับตำบล อำเภอ และเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา โดยมีข้อเสนอแนะทั้ง 3 ระดับคือ ระดับนโยบาย ระดับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระดับชุมชนเพื่อการพัฒนาการ ท่องเที่ยวในพื้นที่ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ต่อไ
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การศึกษารูปแบบการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนของชุมชนบ้านหัวทาง อำเภอละงู จังหวัดสตูล
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์การจัดการทางวัฒนธรม : การแพทย์แผนไทยตำบลตะบึ้ง ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาสุขภาวะชุมชนท้องถิ่นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย Thailand SME promotional master plan: moving towards sustainability?
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรวจการจัดทำและตำเนินการตามแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำรวจความคิดเห็นและการรับรู้ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว. และหน่วยงานต่างๆ ต่อแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและการส่งเสริมการประกอบการที่ยั่งยืน
ให้แก่ SME สำรวจการรับรู้และความสนใจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคบริการต่อแนวคิดการประกอบการที่ยั่งยืน และความช่วยเหลือที่ต้องการเพื่อพัฒนากิจการไปในแนวทางดังกล่าว คณะผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาแบบผสานวิธี โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจากสสว. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ
ใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้างเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อยู่ในภาคบริการ จากจังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดกรุงเทพฯ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ สถิติเชิงพรรณา และการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติก ร่วมกันเพื่อตอบวัตถุประสงค์การศึกษา
ความเชื่อมโยงกันของเนื้อหาและเป้าหมายต้านการพัฒนา SME ระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 กับแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 4 เกิดจากการประสานงานส่งต่อข้อมูลซึ่งกันและกันในระหว่างกระบวนการวางแผน โดยจะมีหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
การตำเนินงานยุทธศาสตร์แต่ละด้านของแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งนี้ สสว.ซึ่งเป็น "เจ้าภาพ" ของแผนงานบูรณาการพัฒนาผู้ประกอบการ เศรษฐกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล ได้สังเกตเห็นความซ้ำซ้อนกันทั้งในด้านวัตถุประสงค์ของโครงการและลักษณะการ
จัดกิจกรรมของโครงการต่าง ๆ ที่ถูกเสนอเข้ามาภายใต้ช่องทางของการเสนอของบประมาณแบบบูรณาการ ผู้ให้ข้อมูลหลักจากหน่วยงานต่าง ๆ รับทราบ ยอมรับในความสำคัญ และเล็งเห็นถึงความเหมาะสมของการนำแนวคิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" มาใช้เป็นหลักการสำคัญของการพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ผู้ให้ข้อมูลหลักจากหลายหน่วยงานมีความเข้าใจเบื้องต้นในความหมายของ "การประกอบการที่ยั่งยืน" ของธุรกิจ แต่เมื่อให้อธิบายถึงลักษณะของ SME ที่มีการประกอบการที่ยั่งยืนซึ่งหน่วยงานมีความคาดหวังว่าจะพัฒนาและสนับสนุนให้เกิดขึ้น พบว่าส่วนใหญ่แล้ว
ผู้ให้ข้อมูลหลักจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้าน "กำไรของกิจการ (Profit)" มากกว่าองค์ประกอบด้าน "บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจการ (People)" และ "สิ่งแวดล้อม (Planet)" และส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ภาครัฐยังต้องดำรงบทบาทที่สำคัญในการสร้างมาตรการสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจ ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ
ออกแบบมาตรการทางภาษีที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในแนวทางนี้ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจโดยอาจให้ SME ได้เห็นตัวอย่างของวิสาหกิจที่ประสบความสำเร็จในแนวทางการประกอบการที่ยั่งยืน เป็นต้น จากการเก็บข้อมูลวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคบริการ 231 กิจการ พบว่าเป็นวิสาหกิจ
ที่มีอายุกิจการไม่เกิน 5 ปี ถึงร้อยละ 40.71 โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่เป็นวิสาหกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคล และไม่จดทะเบียนนิติบุคคลอยู่ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันมาก จำนวนการจ้างงานในกิจการโดยเฉลี่ยชองกลุ่มตัวอย่าง อยู่ที่ 14.76 คน และวิสาหกิจกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.17 ไม่เคยกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการ วิสาหกิจกลุ่มตัวอย่าง
ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 96.10 ไม่เคยขอรับคำปรึกษาจากทั้ง สสว. และศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร (OSS) และกลุ่มตัวอย่างในสัดส่วนใกล้เคียงกันไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยสสว. หรือศูนย์ OSS ด้วย โดยเกือบ 1 ใน 3 ระบุว่าไม่เคยรู้จักหน่วยงานดังกล่าว ผลการประเมินตนเองด้านจุดอ่อนของกลุ่มตัวอย่าง
มีความสอดคล้องกันกับมุมมองของผู้ให้ข้อมูลหลักจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจุดอ่อนที่สำคัญของ SME คือ ปัญหาเรื่องการเข้าถึงเงินทุน ส่วนกรณีจุดแข็งนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สามารถประเมินจุดแข็งของตนเองออกมาได้อย่างชัดเจน คือ การมีแรงงานที่มีความสามารถ แต่หน่วยงานต่าง ๆ กลับมีมุมมองในประเด็นนี้ที่ค่อนข้างหลากหลายแตกต่างกัน
มาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐที่วิสาหกิจต้องการมากที่สุดใน 3 อันดับแรก ไต้แก่ การออกมาตรการลดหย่อนทางภาษี การปรับปรุงกฏเกณฑ์และระเบียบทางราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการจัดหาแหล่งเงินทุนและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะวิสาหกิจที่มีอายุกิจการไม่เกิน 5 ปี นั้น
เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการจัดหาแหล่งเงินทุนและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากที่สุด มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 36.36 เท่านั้น ที่เคยได้ยินหรือรับรู้เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการประกอบการที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับทราบและทำความเข้าใจเบื้องต้น กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 79.65 มีความสนใจ
ที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจของตนเองให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว โดยเหตุผลหลักของความสนใจจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบด้าน "กำไรของกิจการ (Profit)" และร้อยละ 52.46 ของกลุ่มนี้ต้องการให้สสว. และ OSS ให้ความช่วยเหลือในด้านความรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติของการประกอบการที่ยั่งยืน ด้านเงินทุน และ
ด้านกฎระเบียบและนโยบายสนับสนุนธุรกิจ ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากสสว. และ OSS นั้น ให้เหตุผลหลักคือต้องการมีอิสระในการดำเนินธุรกิจ ผลการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) เพื่อทำนายโอกาสของความสนใจประกอบกิจการตามแนวทางการประกอบการที่ยั่งยืน
พบว่า มี 3 ตัวแปรที่ส่งผลต่อความสนใจของวิสาหกิจกลุ่มตัวอย่าง คือ (1) การกู้ยืมเงินของกิจการ หมายความว่า วิสาหกิจที่มีความสามารถกู้ยืมเงินหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จะมีความสนใจดำเนินการในแนวทางการประกอบการที่ยั่งยืนมากกว่า (2) คะแนน เห็นเฉลี่ยต่อแนวปฏิบัติในประเด็นด้านธรรมาภิบาล หมายความว่า วิสาหกิจที่เห็นด้วยกับการแยกระหว่างความเป็นเจ้าของกับผู้จัดการ มีแนวปฏิบัติ มาตรการส่งเสริม และมาตรการตรวจสอบด้านจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ เป็นต้น จะมีความสนใจดำเนินการในแนวทางการประกอบการที่ยั่งยืนมากกว่า (3) คะแนนความเห็นเฉลี่ยต่อแนปฏิบัติในประเด็นด้านการจัดการด้านสังคม หมายความว่าวิสาหกิจที่เห็นด้วยกับการดำเนินธุรกิจโดยมีการสื่อสาร และคำนึงถึงความพึงพอใจของผู้บริโภค มีการจัดกิจกรรมและประเมินผลกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับสังคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น จะมีความสนใจดำเนินการในแนวทางการประกอบการที่ยั่งยืนมากกว่า การพัฒนาศักยภาพของ SME ไทยยังจำเป็นต้องอาศัยบทบาทของสสว. และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุนและการสร้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เหมาะสม ด้วยการใช้มาตรการทางภาษีและการปรับปรุงกฎระเบียบทงธุรกิจต่าง ๆ กรณีของการส่งเสริมให้ SME ดำเนินกิจการไปในแนวทางของการประกอบการที่ยั่งยืน ก็เป็นเช่นเดียวกัน แม้ส่วนหนึ่งจะต้องเกิดจากความสนใจของ SME เอง แต่สสว. และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ก็ยังคงต้องมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ และให้การสนับสนุนแก่วิสาหกิจที่มีความสนใจในแนวทางปฏิบัตินี้ต่อไ
Creative Tourism Development to learn the Melayu Culture in the Special Economic Zone of Songkhla
This research is a participatory action research. The objectives to study the protential, Creative Tourism Development to learn the Melayu Culture in the Special Economic Zone of Songkhla. The research method is qualitative research. The data analyses were based on of descriptive and qualitative data. The result of this study, the bodies of knowledge relating to Thai-Muslim-Chinese in an urban community of the special economic zone of Songkhla. To establish guidelines for community development in managing creative tourism based on local cultural wisdom. The culture with study consisted of tradition on newborn, wedding, religious important day and local traditional food. The creative tourism development selected Sam Nak Taew Community to learn the Melayu culture. The concept of creative tourism provide tourism get to experience. As the experience of creative about food, Melayu culture, the social values, socio-cultural and environment. The activies as a way of life, an activity that the community can proceed by himself and the tourist have interest. The results of protential assessment were presented to local people in the community throuth brain storming activities to specify guideline to creative tourism development for learning and touching Melayu culture.การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฎิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพ พัฒนา ออกแบบและเสนอเส้นทางกิจกรรมการท่องเที่ยวสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสงขลา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการบรรยาย อธิบายความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ศึกษาเพื่อเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมมลายูในเขตพื้นที่เศษฐกิจสงขลา เป็นชุมชนชาวไทยพุทธ มุสลิม และ ชาวจีน อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยวิถีชีวิตที่มีความแตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นที่ต้องการศึกษาเพื่อการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมมลายูเพื่อพัฒนาให้เป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน ในบริบทของภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ ประเพณีการเกิด การแต่งงานนิกะห์ กิจกรรมวันตรุษ สำคัญ และอาหารท้องถิ่น เพื่อจัดรูปแบบและเส้นทางกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง คือ ชุมชนสำนักแต้ว ซึ่งแนวทางในการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีบทบาทแสดงความเห็นร่วมกัน คัดเลือกกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ เช่น ด้านอาหาร วิถีชุมชนมลายู คุณค่าทางสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางและบริบทของชุมชนเองทั้งนี้ผลจากการประเมินศักยภาพถูกนำเสนอให้กับชุมชนผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็น ทำให้สามารถกำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อการเรียนรู้และสัมผัสวิถีชุมชนมลายู ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่หาได้ยากในปัจจุบั
The guidance for maimizing tourist expenditure per person in Southern Thailand
In the past several years, tourist sector is very important to Thai economy. Thai economy has become tourist-led growth. Southern Thailand is one of the region in Thailand
which has high potential in tourist industry as there are many famous local and global tourist attractions. Tourist sector has driven Southern Thailand economy for the past few
years. This research aims to study (1) the situation in tourism sector in the South of Thailand and factors affecting demand for tourism.(2) comparison of factors determining tourist expenditure and willingness to pay for travelling to Aao-Thai Southern coast of Thailand and Andaman Side of Thailand. (3) guideline to increase travel expenditure of tourists in the South of Thailand. This study use Mix Method research methodology covering areas in Chumpon, Surat Thani, Nakorn Sri Thammarat, Phattalung, Phuket, Trang, Krabi and Phanga. 1600 samples using accidental sampling comprise of Thai tourists and foreign tourist were interviewed with questionnaires. The results show that tourist sector has become important sector for Southern Thailand economy as there were a large surge in the number of tourists in the South of Thailand. Gross Regional Product in hotels and restaurants in Southern Thailand increases from 4 per cent in 2011 to 12 per cent in 2016. Tourism revenues in 2016 reaches 692,443 million bath increased by 16.95 per Cent from previous year. Tourists visiting Thailand in 2016 reaches 47.5 million tourists increased by 3.5 per cent from previous year. Travel safety, unrest in southern Thailand, natural disaster were three main concerns affecting demand for tourism in the South of Thailand. Tourist expenditure per head in Aao-Thai is 1,856.67 bath per head per day. Tourist travelling by themselves expenditure per head is 1,648.35 bath per head per day. Tourist travelling with package tour expenditure per head is 9,822.34 bath per head per day. Tourist expenditure per head in Andaman is 1,856.67 bath per head per day. Tourist travelling by themselves expenditure per head is 4,439.27 bath per head per day. Tourist travelling with package tour expenditure per head is 10,132.79 bath per head per day. Overall, tourist expenditure per head and willingness to pay of tourist in Andaman-Side were higher than Gulf of Thailand. According to tourist willingness to pay, an Coveralt improvement in every aspects of tourism products would help generate additional
income approximately 1,467.89 million bath for Aoa-Thai and 937.64 million for Andaman. Last but not least, the study suggests several guidelines to increase tourist expenditure in Southern Thailand such as (1)uperading price level of tourism products (2) souvenir development and value added (3) expanding high spending tourist market (4) increasing
number of overnight stays (5) sustainable development of tourist attractions and (5) human resource development in tourism.ภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวกลับกลายเป็นภาคเศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ( tourist-
led growth) ของประเทศ รวมถึงภาคใต้ซึ่งภาคการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคสื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้เป็นอย่างมากเนื่องจากภาคใต้เป็นภาคที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แผน งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการเพื่อศึกษาสถานการณ์การท่องเที่ยวและปัจจัยที่มีผลกระทบต้านอุปสงค์ของนักท่องเที่ยวในภาคใต้ วิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน และหาแนวทางในการเพิ่มคำใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวในภาคใต้ การวิจัยนี้ดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method) โดยการใช้การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่การศึกษาในครั้งนี้ครอบคลุมจังหวัตราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ภูเก็ต กระบี่ พังงาและตรัง โดยการสุ่มตัวอย่างจำนวน 1,624 คน แยกเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 1,080 คน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 544 คน ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (accidental sampling) ผลการศึกษาสถานการณ์การท่องเที่ยวในภาคใต้ ภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญกับเศรษฐกิจภาคใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมสาขาโรงแรมและภัตตาคารของภาคใต้เพิ่มจากร้อยละ 4 ในปี พ.ศ. 2554 เป็นร้อยละ 12 ในปี พ.ศ. 2558 ในปี พ.ศ. 2559 มีรายได้จากการท่องเที่ยว 692,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.95 จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 47.5 ล้านน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากปีก่อนหน้า ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ และภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของนักท่องเที่ยวในภาคใต้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่อหัวและความเต็มใจจ่ายของนักท่องเที่ยวในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันมีความแตกต่างกัน นักท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยมีค่ใช้จ่ายต่อหัว 1,856.67 บาท ต่อคนต่อวัน นักท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเองมีค่าใช้จ่ายต่อหัว 1,648.35 บาทต่อคนต่อวัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยว 9,822.34 บาทต่อคนต่อวัน
นักท่องเที่ยวฝั่งอันตามันมีค่าใช้จ่ายต่อหัว 5,105.45 บาทต่อคนต่อวัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเองมีค่าใช้จ่ายต่อหัว 4,439.27 บาทต่อคนต่อวัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวมีค่าใช้จ่ายต่อหัว 10,132.79 บาทต่อคนต่อวัน โดยในภาพรวมนักท่องเที่ยวฝั่งอันดามันมีค่าใช้จ่ายต่อหัวและความเต็มใจจ่ยสูงกว่า นักท่องเที่ยวฝั่งอำวไทย ผลการศึกษาความเต็มใจจ่ายในกรณีหากมีการปรับปรุงทุกอย่างให้ตีขึ้นการดำเนินการปรับปรุงการท่องเที่ยวให้ดีขึ้นอย่างมีคุณภาพจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 1,467.89 ล้านบาทต่อปีในฝั่งอ่าวไทย และ 937.64 ล้านบำทต่อปีในฝั่งอันดามัน แนวทางการเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวในภาคใต้ควรให้ความสำคัญในกรยกระดับราคาสินค้าท่องเที่ยว การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก การขยายจำนวนวันพัก การปรับปรุง ดูแล รักษาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน การเน้นการทำตลาดนักท่องเที่ยวที่มี(ศักยภาพในการใช้จ่ายสูง การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวและการพัฒนาบุคลากรในภาคการท่องเที่ย