16637 research outputs found
Sort by
สถานการณ์พื้นที่ป่าไม้จังหวัดสงขลา
การบุกรุก ตัดไม้ทำลายป่า จากการตรวจปราบปรามฯ พบว่าการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า เป็นการกระทำของราษฎรในพื้นที่ เพื่อเป็นที่ทำกิ
The Influence of Health Consciousness toward Intention to Visit Saline Hot Spring in Klongthom District, Krabi Province
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ความใส่ใจสุขภาพของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวน้ำพุ
ร้อนเค็ม จังหวัดกระบี่ (2) ความตั้งใจมาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนเค็ม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ (3)
ผลกระทบของความใส่ใจสุขภาพต่อความตั้งใจมาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนเค็ม อำเภอคลองท่อมจังหวัด
กระบี่เก็บข้อมูลด้วยด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่มาท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ จำนวน 384 ชุด
วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าความสัมพันธ์ของตัว
แปร และทดสอบผลกระทบด้วยการวิเคราะห์ถดถอย
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 55.73 มีอายุระหว่าง 30-39 ปี
คิดเป็นร้อยละ 39.58 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,000 บาท ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 29.69 การศึกษาระดับปริญญา
ตรีหรือเทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 51.04 เป็นพนักงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 45.05 จำนวนสมาชิกใน
ครอบครัว 3-4 คน คิดเป็นร้อยละ 54.95 มีระดับความใส่ใจสุขภาพในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 3.74 และมี
ความตั้งใจมาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนเค็ม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่อยู่ในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 3.97
จากการศึกษา พบว่า ความใส่ใจสุขภาพของนักท่องเที่ยวมีผลกระทบเชิงบวกต่อความตั้งใจมา
ท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนเค็ม มีค่าเท่ากับ 0.441 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความใส่ใจสุขภาพ
สามารถพยากรณ์ความตั้งใจมาท่องเที่ยวน้ำพุร้อนเค็ม 54.70% มีความสัมพันธ์ระดับกลาง เมื่อความใส่ใจ
สุขภาพเพิ่มขึ้น 1 หน่วย ส่งผลให้ความตั้งใจมาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 0.441 หน่วย ดังนั้นหากภาครัฐและ
ผู้ประกอบการต้องการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวน้ำพุร้อนเค็มมากขึ้น จะต้องนำเสนอเรื่อง
คุณประโยชน์ต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยว เพราะความใส่ใจสุขภาพมีอิทธิพลต่อความตั้งใจมาท่องเที่ยว
แหล่งน้ำพุร้อนเค็
สำรวจและวิเคราะห์ระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนภายใต้ระบบเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดสงขลา
การสารวจระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนภายใต้ระบบเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืน รูปแบบของการทาการเกษตร และการปรับเปลี่ยนการเกษตรในช่วงที่ผ่านมา 5 ปี ภายใต้ระบบเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดสงขลา เกษตรกรทั้งหมดที่ทาการสารวจ จานวน 142 คน แบ่งเป็นเพศชาย 56 คน คิดเป็น 39.44 เปอร์เซ็นต์ เพศหญิง 86 คน คิดเป็น 60.56 เปอร์เซ็นต์ อายุเกษตรกรเฉลี่ย 54 ปี เกษตรกรส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับ ป.1-ป.6 จานวน 102 คน คิดเป็น 71.83 เปอร์เซ็นต์ มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพการเกษตรมากกว่า 10 ปี จานวน 133 คน คิดเป็น 93.66 เปอร์เซ็นต์ จากเกษตรกรที่ทาการสารวจทั้งหมดพบว่า มีพื้นที่ถือครองเฉลี่ย 17.55 ไร่ มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 155,244 บาทต่อปี รูปแบบการทาการเกษตรของเกษตรกรจังหวัดสงขลา มี 3 รูปแบบ คือ ปลูกพืชอย่างเดียว ปลูกพืชร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชร่วมกับการเลี้ยงสัตว์และประมง เกษตรกรมีรูปแบบการปลูกพืชร่วมกับการเลี้ยงสัตว์มากที่สุด 9 อาเภอ ได้แก่ สะบ้าย้อย จะนะ รัตภูมิ นาทวี ระโนด กระแสสินธุ์ ควนเนียง บางกล่า และ หาดใหญ่ เกษตรกรมีพื้นที่ถือครองระหว่าง 13.45 - 22.79 ไร่ มีรายได้ต่อครัวเรือนอยู่ในช่วง 79,000-217,625 บาทต่อปี รองลงมาคือรูปแบบปลูกพืชร่วมกับการเลี้ยงสัตว์และประมง จานวน 4 อาเภอ ได้แก่ เทพา สทิงพระ นาหม่อม และคลองหอยโข่ง เกษตรกรมีพื้นที่ถือครองระหว่าง 9.83-18.23 ไร่ มีรายได้ต่อครัวเรือนอยู่ในช่วง 91,500 - 251,800 บาทต่อปี และรูปแบบที่ 3 คือ ปลูกพืชอย่างเดียว มี 1 อาเภอ ได้แก่ สิงนคร เกษตรกรมีพื้นที่เฉลี่ย 15.44 ไร่ มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 212,267 บาทต่อปี การเปลี่ยนแปลงระบบการปลูกพืชของเกษตรกร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากนาข้าวเป็นยางพารา ได้แก่ อาเภอสะบ้าย้อย เทพา จะนะ รัตภูมิ นาทวี กระแสสินธุ์ ควนเนียง บางกล่า นาหม่อม และหาดใหญ่ เกษตรกรมีการปรับ เปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นปาล์มน้ามัน ได้แก่ อาเภอเทพา กระแสสินธุ์ และสิงหนคร เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นไร่นาสวนผสม ได้แก่ อาเภอรัตภูมิ จะนะ และ สะบ้าย้อ
Talent Identification in the Talent Management System: A Case Study of Karex Berhad
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์ความสามารถหลักที่สอดคล้องกับ
นโยบายและวัฒนธรรมขององค์กรเพื่อใช้ในการระบุคนเก่งตำแหน่งผู้จัดการแผนกบริษัท คาร์เร็กซ์ เบอร์ฮาด (2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารคนเก่งในขั้นตอนการระบุคนเก่งตาแหน่งผู้จัดการแผนกบริษัทคาร์เร็กซ์ เบอร์ฮาด และ (3) เพื่อจัดทำเอกสารใช้ในระบบบริหารคนเก่ง (ขั้นตอนในการระบุ) ตำแหน่งผู้จัดการแผนกของบริษัท คาร์เร็กซ์ เบอร์ฮาด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือพนักงานระดับผู้จัดการแผนกและผู้จัดการฝ่ายซึ่งประกอบด้วย 3 บริษัทรวมจำนวน 26 คนด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม นอกจากนี้ยังมีทีมระดับบริหารองค์กรร่วมสัมภาษณ์ด้วย โดยพัฒนาเครื่องมือจากการวิจัยเอกสารและเอกสารภายในองค์กรเพื่อนามาเป็นข้อสรุปในการหาคุณลักษณะคนเก่งตาแหน่งผู้จัดการแผนก
ผลการศึกษาวิสัยทัศน์ของบริษัท คือบริษัทจะผลิตถุงยางอนามัยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากลเพื่อให้บรรลุความพึงพอใจของลูกค้า ผู้บริหารระดับสูงสุดและพนักงานได้มีความคิดเห็นตรงกันว่า 10 คุณลักษณะประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ การตั้งใจเรียนรู้ สัญชาตญาณการเป็นเจ้าของธุรกิจ การรักษาคามั่นสัญญา ความโปร่งใสในการตัดสินใจ การสร้างความศรัทธา การเป็นผู้ฟังที่ดี การตรงต่อเวลา การรักษาความลับและความขยันหมั่นเพียร นอกจากนี้ ศักยภาพทั้ง 7 ด้านที่จำเป็นสาหรับคนเก่ง ประกอบด้วย ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในการทำงาน การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นในการทำงานและแนวคิดบริหารจัดการเป็นระบบ จึงนาคุณลักษณะและศักยภาพของคนเก่ง ไปใช้ในการประเมินหาคนเก่ง เริ่มต้นด้วยผลการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดีใน 3 ปีติดต่อกัน ในขั้นสุดท้ายได้นาเอาเครื่องมือที่เรียกว่าตาราง 9 ช่องมาสรุปผลการระบุคุณลักษณะคนเก่ง
ข้อเสนอแนะที่ได้จาการศึกษาคือวิธีดำเนินการ ขั้นตอนในการระบุคุณลักษณะ คนเก่งในองค์กรและการนาระบบบริหารคนเก่งมาใช้ในอนาค