16637 research outputs found
Sort by
Development of Evaluation Instrument for Teaching Efficiency of 21st Century under Primary Educational Service Area in Three Southern Border Provinces of Thailand
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(การวิจัยและประเมินผลการศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2560การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพการสอนในศตวรรษที่ 21 สำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่น (Local Norm) ของแบบประเมินประสิทธิภาพการสอนในศตวรรษที่ 21 สำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 390 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน
จากผลการวิจัยพัฒนาเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพการสอนในศตวรรษที่ 21 สร้างขึ้นตามแนวคิดของ Likert เป็นมาตรวัดแบบประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 8 ประการ ได้แก่ ความสามารถด้านวิชาการ ความความสามารถด้านเทคโนโลยี ความรู้ความสามารถด้านการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม ความสามารถด้านการสร้างเครือข่าย ความสามารถด้านการให้และส่งเสริมความร่วมมือ ความสามารถด้านการสื่อสารการสื่อสาร ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถด้านการดูแลเอาใจใส่ผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการสอนของครูด้านความสามารถด้านการดูแลเอาใจใส่ผู้เรียน อยู่ในระดับสูงสุด ส่วนประสิทธิภาพการสอนครูด้านความสามารถด้านการสร้างเครือข่าย อยู่ในระดับต่ำสุด และรองลงมา คือ ความรู้ความสามารถด้านการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม ดังนั้น จึงควรให้ครูมีการพัฒนาด้านความสามารถด้านการสร้างเครือข่าย และด้านความรู้ความสามารถด้านการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมอย่างจริงจัง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของครูในยุคศตวรรษที่ 21 ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพการสอนในศตวรรษที่ 21 สำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่น (Local Norm) ของแบบประเมินประสิทธิภาพการสอนในศตวรรษที่ 21 สำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 390 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน
จากผลการวิจัยพัฒนาเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพการสอนในศตวรรษที่ 21 สร้างขึ้นตามแนวคิดของ Likert เป็นมาตรวัดแบบประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 8 ประการ ได้แก่ ความสามารถด้านวิชาการ ความความสามารถด้านเทคโนโลยี ความรู้ความสามารถด้านการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม ความสามารถด้านการสร้างเครือข่าย ความสามารถด้านการให้และส่งเสริมความร่วมมือ ความสามารถด้านการสื่อสารการสื่อสาร ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถด้านการดูแลเอาใจใส่ผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการสอนของครูด้านความสามารถด้านการดูแลเอาใจใส่ผู้เรียน อยู่ในระดับสูงสุด ส่วนประสิทธิภาพการสอนครูด้านความสามารถด้านการสร้างเครือข่าย อยู่ในระดับต่ำสุด และรองลงมา คือ ความรู้ความสามารถด้านการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม ดังนั้น จึงควรให้ครูมีการพัฒนาด้านความสามารถด้านการสร้างเครือข่าย และด้านความรู้ความสามารถด้านการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมอย่างจริงจัง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของครูในยุคศตวรรษที่ 21 ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
The objectives of this study were to develop and evaluate teaching efficiency tool for teachers in the 21st century for teachers under the jurisdiction of primary education in the three southern border provinces. In addition, the local norm of teachers in three southern border provinces was also created. The samples consisted of 390 teachers selected by random sampling from the jurisdiction of primary education in the three southern border provinces. Based on developmental research, the teaching efficiency tool for teachers in the 21st century was constructed in form of 5 – level Likert scale and consisted of 8 major factors as follow: content, computer integration, constructivism, connectivity, collaboration, communication, creativity and caring. Results showed that teaching efficiency of caring factor was at the highest level and that of connectivity and constructionist factors was at the lowest level. It is recommended that connectivity and constructionist has to be upgraded seriously to meet the need of teaching efficiency in the 21st century for teachers in three southern border provinces
Social Relationship Network Construction of Pattani Bay Conservative Group
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(การบริหารการพัฒนาสังคม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี 2) วิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี และ 3) ค้นหาการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี กลุ่มเป้าหมาย
มีทั้งหมด 30 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบลูกโซ่ ประกอบด้วย ประธานชุมชนและสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่หรือนักวิชาการประจำโครงการทั้งภาครัฐและเอกชน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่ม
และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแบบพรรณาความ และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า
ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะการก่อตัวของเครือข่าย 2) ระยะการขยายตัวหรือประสานความร่วมมือ
3) ระยะการดำเนินงานตามเป้าหมาย และ 4) ระยะภายหลังจากการดำเนินงานตามเป้าหมาย
ส่วนลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีเป็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนในระดับบุคคลต่อบุคคล บุคคลต่อกลุ่ม กลุ่มต่อกลุ่ม กลุ่มต่อเครือข่าย และเครือข่ายต่อเครือข่าย สำหรับ
การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี พบว่า เริ่มต้นจากการมีทัศนะและประสบการณ์ร่วมกัน จากนั้นมีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิด และมีการประสานผลประโยชน์
ด้วยการบริหารจัดการอย่างยุติธรรม พร้อมกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
จนนำมาซึ่งความสำเร็จตามเป้าหมายของเครือข่าย เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในอ่าวปัตตานี
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี 2) วิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี และ 3) ค้นหาการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี กลุ่มเป้าหมาย
มีทั้งหมด 30 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบลูกโซ่ ประกอบด้วย ประธานชุมชนและสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่หรือนักวิชาการประจำโครงการทั้งภาครัฐและเอกชน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่ม
และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแบบพรรณาความ และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า
ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะการก่อตัวของเครือข่าย 2) ระยะการขยายตัวหรือประสานความร่วมมือ
3) ระยะการดำเนินงานตามเป้าหมาย และ 4) ระยะภายหลังจากการดำเนินงานตามเป้าหมาย
ส่วนลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีเป็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนในระดับบุคคลต่อบุคคล บุคคลต่อกลุ่ม กลุ่มต่อกลุ่ม กลุ่มต่อเครือข่าย และเครือข่ายต่อเครือข่าย สำหรับ
การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี พบว่า เริ่มต้นจากการมีทัศนะและประสบการณ์ร่วมกัน จากนั้นมีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิด และมีการประสานผลประโยชน์
ด้วยการบริหารจัดการอย่างยุติธรรม พร้อมกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
จนนำมาซึ่งความสำเร็จตามเป้าหมายของเครือข่าย เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในอ่าวปัตตานี
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี 2) วิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี และ 3) ค้นหาการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี กลุ่มเป้าหมาย
มีทั้งหมด 30 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบลูกโซ่ ประกอบด้วย ประธานชุมชนและสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่หรือนักวิชาการประจำโครงการทั้งภาครัฐและเอกชน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่ม
และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแบบพรรณาความ และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า
ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะการก่อตัวของเครือข่าย 2) ระยะการขยายตัวหรือประสานความร่วมมือ
3) ระยะการดำเนินงานตามเป้าหมาย และ 4) ระยะภายหลังจากการดำเนินงานตามเป้าหมาย
ส่วนลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีเป็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนในระดับบุคคลต่อบุคคล บุคคลต่อกลุ่ม กลุ่มต่อกลุ่ม กลุ่มต่อเครือข่าย และเครือข่ายต่อเครือข่าย สำหรับ
การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานี พบว่า เริ่มต้นจากการมีทัศนะและประสบการณ์ร่วมกัน จากนั้นมีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิด และมีการประสานผลประโยชน์
ด้วยการบริหารจัดการอย่างยุติธรรม พร้อมกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
จนนำมาซึ่งความสำเร็จตามเป้าหมายของเครือข่าย เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในอ่าวปัตตานี
The objective of this qualitative research were 1) to study the social network development of Pattani bay conservative group 2) to analyze the aspects of the relationship of Pattani bay conservative group and 3) to find out the methods of social relationship network construction of Pattani Bay Conservative Group's formation. There are 30 samples by purposive and snowball sampling techniques. The target group is composed of the leaders and members of Pattani bay conservative,
the villagers, the religious leaders, the community leaders and the officers of government and non-governmental organization. Tools used in the research were an in-depth interview, group discussion, and non-participant observation. Then analyzes the data by content descriptive analysis technique and data verification by triangulation technique.
The research result found that 1) the development of a network of the social network development of Pattani bay conservative group can be divided into 4 steps 1.1) the formation of network 1.2) the expansion of the network 1.3) the implementation of network and 1.4) after the implementation of network 2) the aspects of the relationship of Pattani bay conservative group: it comprises 5 levels of complex relationship. The levels consist of person to person, person to group, group to group, group to network, and network to network. 3) The methods of social relationship network construction of Pattani Bay Conservative Group's formation: starting from the identical standpoints and experiences, then intimate communication and advantage coordination justly as well as continuous social movement. Finally, this network will achieve their objectives
Effect of the Matrix of Nine Square Training Program on Speed of 50 - Meters for Sprinter Athletes
วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม.(หลักสูตรและการสอน))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการใช้โปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตรของนักกรีฑาวิ่งระยะสั้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกรีฑาชาย โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา จำนวน 30 คน มีอายุเฉลี่ย 14 ปี จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random) จัดเข้ากลุ่มตัวอย่าง เป็น 2 กลุ่มๆละ 15 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matching) โดยการเรียงลำดับเวลาจากการทดสอบวิ่งระยะทาง 50 เมตร กลุ่มควบคุมฝึกตามโปรแกรมการฝึกกรีฑาวิ่งระยะสั้น ส่วนกลุ่มทดลองฝึกโปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับโปรแกรมการฝึกกรีฑาวิ่งระยะสั้นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ ใช้เวลาฝึก 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบวิ่งระยะทาง 50 เมตร ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 จากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตร ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ภายในกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลของการฝึกระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุปได้ว่าโปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับโปรแกรมการฝึกกรีฑาวิ่งระยะสั้นในระยะเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพัฒนาความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตร สำหรับนักกรีฑาวิ่งระยะสั้นได้
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการใช้โปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตรของนักกรีฑาวิ่งระยะสั้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกรีฑาชาย โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา จำนวน 30 คน มีอายุเฉลี่ย 14 ปี จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random) จัดเข้ากลุ่มตัวอย่าง เป็น 2 กลุ่มๆละ 15 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matching) โดยการเรียงลำดับเวลาจากการทดสอบวิ่งระยะทาง 50 เมตร กลุ่มควบคุมฝึกตามโปรแกรมการฝึกกรีฑาวิ่งระยะสั้น ส่วนกลุ่มทดลองฝึกโปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับโปรแกรมการฝึกกรีฑาวิ่งระยะสั้นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ ใช้เวลาฝึก 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบวิ่งระยะทาง 50 เมตร ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 จากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตร ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ภายในกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลของการฝึกระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุปได้ว่าโปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับโปรแกรมการฝึกกรีฑาวิ่งระยะสั้นในระยะเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพัฒนาความเร็วในการวิ่งระยะทาง 50 เมตร สำหรับนักกรีฑาวิ่งระยะสั้นได้
The purpose of this study was to examine and compare effects of the matrix of nine square training program on the speed of 50 – meters for sprinter athletes from Yala Sports School. Thirty males 14 years old were selected by a purposive random sampling and the subject was divided into the control group and the experimental group by matching technique from 50 –meter speed test. The control group of short - running training program and the experimental group of the matrix of nine Square training with short- running training program designed by the researcher. Each subjects participated in the training session three days a week at 2 hrs per day for a total to training 8 weeks. All subjects were tested on their speed before and after 4 and 8 weeks training program. Then the data were analyzed using mean, standard deviation and t-test method for the comparison test.
The results were that the mean of speed in short distance 50 -meter sprinter athletes, before and after training for 8th week in the experimental group revealed a significant difference level at .05, but the control group has no different at .05 level and the comparison between experimental group and control group to found that after 8th week effects of training the matrix of nine square on sprinters in the speed distance of 50 – meter were significant difference at .05 level
In conclusion, The Matrix of nine square training program combined short- running training at 8th weeks could improve on speed distance of 50 – meter for sprinters athletes
The Development of Clinical Nursing Practice Guideline in Keeping Confidentiality of Psychiatric Patients, Yala Regional Hospital
วิทยานิพนธ์ (พย.ม. (การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
The Development Model of Municipal Solid Waste Management with Community Participatory of Local Administrative Organization in Muang District, Narathiwat Province
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการระบบสุขภาพ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
The educational management model of competencies developed for service providers in the medical tourism industry in Thailand
วิทยานิพนธ์ (Ph.D. (Management))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
Competitiveness of Thai commercial bank in Cambodia, : a case study of Cambodian Commercial Bank
วิทยานิพนธ์ (บธ.ม. (บริหารธุรกิจ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
A study of models for travel time prediction A case study of PSU electric bus system
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
Analysis and Interpretation of Rock Weathering Index Using Airborne Radiometric Data in Songkhla Province
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (ธรณีฟิสิกส์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255
The Data Utilization for Community Health Management bu Village Health Volunteer Case Chronic Condition in Patthalung Province
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการระบบสุขภาพ))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255