16637 research outputs found
Sort by
Factors Affecting Intention to Buy Sangkapan Package in Hat Yai Municipality, Hat Yai Songkhla Province
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสังฆทานสาเร็จรูปในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยซื้อสังฆทานสาเร็จรูปในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จานวน 399 คน แล้วนาข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน T-Test, F-test ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ(Mutiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมและรายด้านมีความสาคัญต่อความตั้งใจซื้อสังฆทานสาเร็จรูปอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีความสาคัญมากที่สุด คือ ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย รองลงมา คือ ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา ตามลาดับ สาหรับทฎษฎีพฤติกรรมตามแผนโดยภาพรวมและรายด้านมีความสาคัญต่อความตั้งใจซื้อสังฆทานสาเร็จรูปอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านที่มีความสาคัญมากที่สุด คือ ด้านการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม รองลงมาคือ ด้านทัศนคติและด้านการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง ตามลาดับ และผู้บริโภคให้ความสาคัญกับความตั้งใจซื้อสังฆทานสาเร็จรูปโดยรวมอยู่ระดับปานกลาง โดยความตั้งใจซื้อมีความแตกต่างกันตามอายุ อาชีพ รายได้ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจากผลการใช้วิธีการถดถอยพหุคุณพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสังฆทานสาเร็จรูป พบว่า มีปัจจัย 4 ด้าน และสามารถอธิบายความตั้งใจซื้อสังฆทานสาเร็จรูป ได้ถึงร้อยละ 60.5 = 0.605) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 ทั้งนี้ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อเรียงตามค่าน้าหนักได้แก่ ด้านราคา ( ) ด้านทัศนคติ( ) ด้านการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง( ) และด้านช่องทางการจัดจาหน่าย( )และมีสมการในรูปคะแนนดิบดังนี้
Y = -0.872+ 0.587 -0.251 +0.444 +0.262
งานวิจัยนี้เสนอแนะเพื่อเป็นข้อมูลสาหรับผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าสังฆทานสาเร็จรูปและผู้ประกอบการรายใหม่นาไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนกลยุทธทางการตลาดเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันได
Nurses' Experience in palliative Care in Intensive Care Units
วิทยานิพนธ์ (พย.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559The purposes of the study were to explore and describe nurses’ experience
in palliative care in Intensive Care Units (ICUs) using qualitative phenomenological
research. The study included 10 registered nurses who worked in ICUs in a tertiary
hospital in Narathiwat Province. Data were collected using in-depth individual
interviews and analyzed using Colaizzi’s method. Trustworthiness was established
following Lincoln and Guba's criteria.
The study findings revealed five themes including:
1. The meaning of palliative care in ICUs included seven components
(1) caring as holistic care, (2) caring to reduce suffering and to increase quality of life,
(3) incorporating relatives’ into the care, (4) caring for both patients and their family,
(5) caring focusing on illness, (6) caring initiated together with cure, and (7) caring at
the end-of-life.
2. The practices related to palliative care in ICUs included four
components (1) supporting comfort and symptom management related to suffering,
(2) providing information for decision making, (3) providing mental support, and (4)
providing spiritual and belief support.
3. The feeling after providing palliative care in ICUs included three
components (1) dedicating themselves in caring, (2) feeling good after caring, and
(3) caring based on experience.
4. The barriers of palliative care in ICUs included three components
(1) workload, (2) limited facilities, and (3) the relative’s decision-making did not
match the patient’s needs.
5. The support needs of palliative care in ICUs included three
components (1) reducing workload, (2) building the effective care team, and
(3) receiving knowledge from colleagues who have been trained. The study elicited primary information that could help nursing staff
understand palliative care and develop and improve the quality of palliative care in
ICUs.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อบรรยายและอธิบายประสบการณ์ของพยาบาลในการ
ดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดปรากฏการณ์
วิทยาแบบบรรยาย ผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ปุวยในโรงพยาบาล
ระดับตติยภูมิ ในจังหวัดนราธิวาส จํานวน 10 ราย คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลของ
โคไลซ์ซี่ และสร้างความน่าเชื่อถือของงานวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวทางของลินคอล์นและคูบา
ผลการศึกษาประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ความหมายของการดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวย ประกอบด้วย
7 ลักษณะ คือ (1) การดูแลแบบองค์รวม (2) การดูแลที่ลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต
(3) การดูแลให้ญาติเข้ามามีส่วนร่วม (4) การดูแลทั้งผู้ปุวยและครอบครัว (5) การดูแลที่ความเจ็บปุวย
(6) การดูแลตั้งแต่ต้นที่ควบคู่กับการรักษา และ (7) การดูแลเมื่อเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต
2. การปฏิบัติการดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวย ประกอบด้วย
4 ด้าน คือ (1) การส่งเสริมความสุขสบายและจัดการอาการทุกข์ทรมาน (2) การให้ข้อมูลเพื่อการ
ตัดสินใจของญาติ(3) การดูแลจิตใจ และ (4) การตอบสนองด้านจิตวิญญาณและความเชื่อ
3. ความรู้สึกเมื่อให้การดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวย ประกอบด้วย
3 ลักษณะ คือ (1) รู้สึกทุ่มเทกับการดูแล (2) รู้สึกดีที่ได้ดูแล และ (3) การดูแลด้วยประสบการณ์
4. ป๎ญหาและอุปสรรคในการดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวย
ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) ภาระงานมาก (2) ทรัพยากรที่มีจํากัด และ (3) การตัดสินใจของญาติไม่
สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปุวย
5. ความต้องการการสนับสนุนในการดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวย
ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) ลดภาระงาน (2) สร้างทีมผู้ดูแลที่มีประสิทธิภาพ และ (3) ความรู้จาก
เพื่อนร่วมงานที่ผ่านการอบรม
การศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับพยาบาลในการเข้าใจการ
ดูแลแบบประคับประคอง อีกทั้งยังเป็นการนําข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุง และพัฒนาคุณภาพของการ
ดูแลแบบประคับประคองในหออภิบาลผู้ปุวยให้ดียิ่งขึ้
Comparison of the Academic Achievements of Prince of Songkla University, Suratthani Campus Students Admitted to the University Based on the Types of Admissions: Quota, University's Test and Admission during Academic Year 2009-2012
The relationship between perceived organizational support and organizational commitment : A case study of permanent employees and outsource officers in Kasikornbank PCL. Songkhla.
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บริหารธุรกิจ),2559การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานประจาและพนักงานจัดจ้างภายนอก (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานทั้ง 2 กลุ่ม และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรและความผูกพันต่อองค์กร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ พนักงานธนาคารกสิกรไทยในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลา แบ่งเป็นพนักงานประจา 202 คนพนักงานจัดจ้างภายนอก 73 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรและความผูกพันต่อองค์กร มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า T-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่าการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาจากสถานภาพการจ้างงานที่ต่างกันพบว่า การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรของพนักงานประจาอยู่ในระดับมาก ส่วนการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรของพนักงานจัดจ้างภายนอกอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนความผูกพันต่อองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาจากสถานภาพการจ้างงานที่ต่างกัน พบว่า พนักงานประจามีความผูกพันต่อองค์กรสูงกว่าพนักงานจัดจ้างภายนอก อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยภาพรวมการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงา
การปรับตัวของ "คนเมืองใน" จังหวัดสุราษฏร์ธานี
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (พัฒนามนุษย์และสังคม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255