Prince of Songkla University

PSU Knowledge Bank
Not a member yet
    16637 research outputs found

    Gas stripping for bioproduction of Acetone Butanol Ethanol from algal biomass

    No full text
    Biobutanol has been proposed as an alternative fuel. Butanol can be produced from Acetone Butanol Ethanol (ABE) fermentation. One obstacle for ABE fermentation is the toxicity of butanol at high concentration during ABE fermentation which could potentially inhibit the metabolic pathways of butanol producing bacteria that causes low butanol productivity. This study aimed to create an integrated gas stripping process for butanol recovery from the mixed solution containing butanol, acetone, ethanol, acetic acid, butyric acid and glucose. The different stripping gas flow rate (1, 2 and 3 L/min) and stripping gas type (nitrogen gas, H2/CO2 gas mixture at 20-60%H2) on the gas stripping process were studied. The highest gas stripping efficiency achieved when nitrogen was used as stripping gas at the flow rate of 3 L/min. While, the highest stripped ABE condensation efficiency was observed when the gas mixture of 20% H2 was used as stripping gas at flow rate of 1 L/min. The butanol removing rate from stripper of 1.19, 1.34, 1.29 and 1.48 g/L.h was found when 20% H2, 40% H2 60% H2 and 100% N2, respectively was used. The recovered butanol in condensate has higher concentration of 80-170 g/L. The result indicated that, in the system the and produced higher energy requirement The effect of tanol concentration that can be further purified with less medium, Juegrated stripping process is effective to reduced butanolABE1 the using also This ion using butanol lum loading and initial glucose concentration on beijerinckii TISTR 1461 was studied. The result show that of 0.3 g/g glucose was achieved from the fermentation concentration of 60 g/L loaded with 10% v/v inoculum and using potential of producing butanol from rad algae G. tenuistipitata was tested. The result shown that 0.03 g butanol/g algae was acheived. demonstrated a feasible approach of converting aquatic biomass of however, to reach the highest yield, fermeatation process developmentto be further studied.ไบโอบิวทานอลเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพทางเลือกที่น่สนใจ บิวทานอลสามารถผลิตได้จาก กระบวนการหมักเพื่อผลิตแอซีโตน บิวทานอล เอทานอล (Acetone Butanol Ethanol : ABE) แต่มี หนึ่งปัญหาหลักคือความเข้มข้นของบิวทานอลที่เพิ่มขึ้นในระหว่างกระบวนการหมักเพื่อผสิต ABE ทำ ให้เกิดการยับยั้งการเมแทบอลิซึมของแบคทีเรียในการผสิตบิวทานอล ส่งผลให้บิวทานอลมีผลผลิตต่ำ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระบวนการแยกบิวทานอลออกจากสารละลายผสมที่ ประกอบด้วย บิวทานอล แอซีโตน เอทานอล กรดอะซิติก กรดบิวทิริกและกลูโคส อัตราการไหลของ แก๊ส (1, 2 และ 3 สิตรต่อนาที) และชนิดของแก๊สที่ใช้ในการเป่าไล่ (แก๊สไนโตรเจนและแก๊สผสม H/CO2 ที่ความเข้มข้น 20-60% H.) ด้วยเทคนิคการเป้าไล่ด้วยแก๊ส พบว่าการเป้าไล่ด้วยแก๊ส ไนโตรเจน ที่อัตราการไหล 3 ลิตรต่อนาที มีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่การเป่าไล่ด้วยแก๊สผสมที่ 20% H2 มีประสิทธิภาพการควบแน่นสูงสุด อัตราการแยกบิวทานอลออกจากถังหมักเมื่อใช้ 20% Hz. 40% H2, 60% H2 และ 100% N, เท่ากับ 1.19, 1.34, 1.29 and 1.48 กรัมต่อลิตรต่อชั่วโมง ตามลำดับ และความเข้มข้นบิวทานอลที่ควบแน่นได้ในชุดคอนเดนเสทมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 80-170 กรัมต่อลิตร ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการการเป่าไล่ด้วยแก๊สมีประสิทธิภาพในการลด ความเข้มข้นของบิวทานอลในระบบ ผลิตบิวทานอลที่มีความเข้มขันสูงขึ้น ทำให้ความต้องการในการ ใช้พลังงานในการทำบริสุทธิ์บิวทานอลในขั้นต่อไปลดลง จากการศึกษาผลของสูตรอาหาร ปริมาณเชื้อเริ่มต้น และ ความเข้มข้นเริ่มต้นของการหมัก กลูโคสด้วย เชื้อ Clostridium bejerincki TISTR 1461 ทำให้ทราบสภาวะที่เหมาะสมที่ทำให้เกิด การผลิตบิวทานอลสูงสุดคือที่การหมักโดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อสูตร YA ความเข้มขันเริ่มตันของเชื้อ เท่ากับ 10%v/v และความเข้มข้นเริ่มต้นของน้ำตาลเท่ากับ 60 กรัมต่อลิตร คือมีผลได้บิวทานอล เท่ากับ 0.3 99 glucose ในขณะที่การทดลองเบื้องตันเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตบิวทา นอลจากการหมักสาหร่ายสีแดง Gracilari tenuistipitato คือ ได้ผลผลิตบิวทานอลเท่ากับ 0.03g butano/g algae อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการผลิตบิวทานอลจาก สาหร่าย แต่ในกระบวนการหมักยังต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลผลิตบิวทานอลสูงสุ

    Thermoplastic Elastomer based on Recycled Rubber from Waste of Natural Rubber Gloves Blended with Polypropylene

    No full text
    Recycled rubber (RR) from waste of natural rubber gloves was prepared via thermo-mechanical de vulcanization using DPDS as de-vulcanizing aids. After de- vulcanization, the recycled rubber has higher sol fraction and lower crosslink density than that of the untreated one. The de-vulcanization efficiency was then analyzed by Horikx's method and found that the random scission or non-selective breakdown of the rubber network, both main chain and crosslink scissions occurred in the de-vulcanization. Influence of sulfur content and accelerator ratio was investigated. Tensile strength increased with the sulfur content up to 1.5 phr while elongation at break decreased with increasing sulfur content. Moreover, the decreased trends of the mechanical properties were found after aging. Then, influnence of two accelerators: TBBS and TMTD ratio have been studied. It was found that the tensile strength and elongation at break decreased with increaseing TMTD ratio. The results showed that using sulfur at 1.5 phr and 0.8/0 phr of TBBS/TMTD ratio gave the best mechanical properties (both before and after heat aging). Effect of maleic anhydride (MA) loading level on cure charateristic and physical properties of recycled rubber was also studied. Increasing MA content resulted in an increase of vulcanization time however, decreases maximum torque and mechanical properties. Thermoplastic vulcanizates (TPVs) based on RR/PP blends via dynamic vulcanization were then prepared using internal mixer Various types of modifiers: MA, TESPT, SP-1055 and PDA were used and MA is found to be the rheological level wa properties of RR/PP TPVs. Moreover, effect of MA loading was found that the mechanical and rheological properties of with increasing MA content and reached a maximum value at MA Effect of various blend ratios of RR/PP and mixing temperature on tent 80 TPVs were also investigated. It was found that the RR/PP TPVs with a of 60/40 by weight and using mixing temperature of 170°C exhibited the best Finally, the investigation of recycle ability of RR/PP TPVS was studied. Results the decreasing trend of mechanical and rheological properties with increasing number of recycled times.เตรียมยางรีไชเคิล (Recycled rubber, RR) จากเศษถุงมือยางธรรมชาติผ่านกระบวนการ ดีวัลคาไนซ์ด้วยวิธีทางกลร่วมกับการใช้ความร้อนและใช้ไดฟินิลไดซัลไฟด์เป็นสารช่วยการดีวัลคาไนซ์ เมื่อ ผ่านการดีวัลคาไนซ์ RR มีปริมาณยางที่สามารถละลายได้เพิ่มขึ้นและความหนาแน่นของพันธะเชื่อมขวาง ลดลง วิเคราะห์ประสิทธิภาพการดีวัลคาไนซ์โดยใช้เส้นกราฟจากสมการของ Horikx พบว่าในการดีวัลคาไนซ์ เกิดการตัดโครงข่ายโมเลกุลยางแบบสุ่ม (Random scission ) คือเกิดการตัดสายโชโมเลกุลหลักของยาง ควบคู่กับการแตกออกแบบจำเพาะเจาะจงตรงพันธะเชื่อมขวาง ศึกษาผลของปริมาณกำมะถันและอัตราส่วน ของสารตัวเร่งต่อสมบัติเชิงกลของยางรีไซเคิล พบว่าความต้านทานต่อแรงตึงของยางรีไซเคิลเพิ่มขึ้นจนถึง การใช้ปริมาณกำมะถันที่ 1.5 phr จากนั้นลดลงตามปริมาณกำะถันที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความสามารถในการ ยืดจนขาดมีค่าลดลงตามปริมาณกำมะถันที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้พบว่าสมบัติเชิงกลภายหลังบ่มเร่งของยางรี ไซเคิลมีคำาลดลง การศึกษาสมบัติเชิงกลของยางรีไซเคิลจากเศษถุงมือยางธรรมชาติแปรอัตราส่วนสารตัวเร่ง TBBS/TMTD พบว่ายางรีไชเคิลมีความต้านทานต่อแรงตึงและความสามารถในการยืดจนขาดลดลงตาม อัตราส่วนของสารตัวเร่ง TMTD ที่เพิ่มขึ้น และอัตราส่วนสารตัวเร่ง TBBS/TMTD = 0.8/0 phr ให้สมบัติ เชิงกลก่อนและหลังบ่มเร่งดีที่สุด สุดท้ายศึกษาสมบัติวัลคาไนซ์ของยางรีไซเคิลเมื่อมีมาลิอิกแอนไฮไดรด์ใน สูตรยาง ซึ่งมาลิอิกแอนไฮไดรด์ใช้เป็นสารดัดแปรในการเพิ่มความเข้ากันได้ในเทอร์โมพลาสติกอิลาสโตเมอร์ จากยางรีซเคิลจากเศษถุงมือยางธรรมชาติผสมกับพอลิพรอพิลีน พบว่าการเพิ่มปริมาณมาลิอิกแอนไฮไดรด์ ทำให้เวลาในการวัลคาไนซ์เพิ่มสูงขึ้นแต่คำาทอร์คสูงสุดและสมบัติเชิงกลของยางรีไซเคิลมีค่าลดต่ำลง จากนั้น ทำการเตรียมเทอร์โมพลาสติกวัลคาไนซ์ (Thermoplastic vulcanizate, TPVs) จากการ เบลนด์ระหว่าง RR และพอลิพรอพิลีน (Polypropylene, PP) ด้วยเครื่องผสมแบบปิด ศึกษาอิทธิพลของชนิดและปริมาณ ของสารดัดแปรต่อสมบัติเชิงกล สมบัติการไหล และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของ RR/PP TPVs พบว่าการ ใช้สารดัดแปร MA ให้สมบัติโดยรวมของ RR/PP TPVs ดีกว่าการใช้สารดัดแปร TESPT, SP-1055 และ PDA นอกจากนี้พบว่าสมบัติโดยรวมของ RR/PP TPVS ดีขึ้นตามปริมาณสารดัดแปร MA จนถึงปริมาณการใช้ที่ 80 meg จากนั้นสมบัติจะลดลง การศึกษาผลของอัตราส่วนการเบลนด์ระหว่าง RR/PP และอุณหภูมิในการ เตรียม TPVs พบว่าการ RR/PP TPVs ที่อัตราส่วนการเบลนด์ RR/PP ที่ 60/40 โดยน้ำหนัก และใช้อุณหภูมิ การผสมที่ 170*C เหมาะสมที่สุดที่ใช้ในการเตรียม RR/PP TPVs เนื่องจากให้สมบัติเชิงกล สมบัติการไหลและลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่ดีที่สุด สุดท้ายทำการศึกษาสมบัติRR/PP TPVs เมื่อนำกลับมาหลอมใหม่ พบว่า RR/PP TPVs มีสมบัติต่างๆลดลงตามจำนวนครั้งในการนำกลับมาหลอมใหม

    aImpacts and Adaptations Resulting from Unwanted Pregnancy among Students in a Higher Education Institution in a Southern Province of Thailand

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศศ. ม. (พัฒนามนุษย์และสังคม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2560The objectives of the study on "Impacts and Adaptations Resulting from Unwanted Pregnancy among Students in a Higher Education Institution in a Southern Province of Thailand" were to determine 1) impacts of students' unwanted pregnancy, and 2) adaptations resulting from students' unwanted pregnancy Data were collected through in-depth interviews with eight students who were pregnant while studying in a tertiary institution and opted to continue their pregnancy until giving births. The data were analyzed and presented with analytical description. The study found that impacts resulting from unwanted pregnancy among students could be classified into four aspects as follows. 1) Physical impacts divided into tivo phases the pregnancy period-nausea and vomiting of pregnancy (P) physical discomfort, inability to give birth the natural way and needing a aesarean section; and the post-delivery period-bodyweight change and stretch marks of the abdominal area. 2) Emotional and mental impacts-feeling afraid, sad, discouraged, suicidal, guilty, embarrassed and worried. 3) Socialimpacts —not being accepted by family, being blamed or despised by surrounding people, having to live secretively, inability to be fully dedicated to studies, quarrelling with the partner and being estranged. 4) Economic impacts-increased expenses and being in debt. The data were analyzed descriptively. Adaptations resulting from unwanted pregnancy could be classified in three aspects as follows. 1) Self-concept-The students had self-esteem, were confident that they could continue studying while pregnant and raise their child. They were positive, adapted the way they dress to hide their pregnancy, were self dependent and paid as much attention to studying as possible to be accepted by others, have a good job in the future, be able to raise themselves and their children, and to lead their lives morally correct to mitigate their feelings of guilt. 2) Role and responsibilities-in the role of a mother, they take care of their own health and the baby in the womb by choosing what to eat, getting enough sleep, and taking care of the baby at the same time as playing the role of a student who dedicate to studying and managing the time to achieve their studies and make their families proud of them. 3) Dependence on others-They asked for help in expenses for tuition fees, for advice and encouragement from their families, partners, friends, lecturers and their partner's family. Thus, it is recommended that higher education institutions should establish a unit that oversees and provides knowledge of pregnancy prevention, care and assistance, and advice when unwanted pregnancy has taken place so that students receive appropriate help.งานวิจัยเรื่อง ผลกระทบและการปรับตัวจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษา 2) การปรับตัวจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษาใช้วิธีการ เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาที่เคยตั้งครรภ์ในขณะกำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา แล้วเลือกดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปจนคลอด จำนวน 8 ราย ทำการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษา จำแนก เป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงตั้งครรภ์จนถึงคลอด ได้แก่ อาการแพ้ท้อง อาการไม่สบายทางกาย ไม่สามารถคลอดลูกได้เองตามธรรมชาติต้องใช้วิธีการผ่าคลอดและช่วงหลังคลอด ได้แก่ มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว มีรอยแตกลายบริเวณหน้าท้อง 2) ด้านอารมณ์และจิตใจ ได้แก่ รู้สึกกลัว เศร้า ท้อแท้ เคยคิดฆ่าตัวตาย รู้สึกผิด ละอายใจ รู้สึกวิตก กังวล 3) ด้านสังคม ได้แก่ การไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว การได้รับคำติฉินนินทาหรือดูถูกจากคนรอบข้าง ต้องใช้ชีวิตแบบปิดบังหลบซ่อน ไม่สามารถทุ่มเทกับการเรียนได้เต็มที่ การทะเลาะเบาะแว้งกับแฟนและการเลิกรา 4) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น การมีหนี้สินสำหรับการปรับตัวจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษา จำแนกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้าน อัตมโนทัศน์ นักศึกษามีความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง กล่าวคือ มีความเชื่อมั่นว่าตนสามารถเรียน ต่อไปพร้อมกับการตั้งครรภ์และเลี้ยงลูกได้ มีการคิดในแง่บวก การปรับการแต่งกายเพื่อปกปิดการ ตั้งครรภ์ และการพึ่งตนเอง ตั้งใจเรียนให้มากที่สุดเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น มีงานทำที่ดี ในอนาคต สามารถเลี้ยงตนเองและลูกได้ ตลอดจนการใช้ชีวิตไปในทางที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิด 2) ด้านบทบาทหน้าที่ ได้แก่ บทบาทของการเป็นแม่ ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของตนเองและลูกในครรภ์ เลือกรับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ เลี้ยงลูก ควบคู่ไปกับบทบาทของการเป็นนักศึกษาที่ต้องพยายามทุ่มเทกับการเรียนมากขึ้น และการจัดการกับเวลาเรียนของตนเพื่อให้สำเร็จการศึกษา สร้างความภาคภูมิใจให้ครอบครัว 3) ด้านการพึ่งพาอาศัยผู้อื่น เป็นการ ขอความช่วยเหลือ ในเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียน การเรียน คำปรึกษาและกำลังใจจากครอบครัว แฟนเพื่อน อาจารย์ และครอบครัวของแฟน ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะว่าสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาควรจะมีหน่วยงานที่ดูแลและให้ความรู้ในเรื่องของการป้องกันการตั้งครรภ์ ตลอดจนคอยดูแลให้ความ ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดเมื่อนักศึกษาเกิดการตั้งครรภ์แล้ว เพื่อให้นักศึกษาได้รับความ ช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไ

    The Effect of Transition Nursing Program on Role Confidence and Satisfaction Among Caregivers of Elderly Patients During Transfer From the Intensive Care Unit

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (พย.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2560This quasi experimental research aimed to study the effect of a transition nursing program on role confidence and satisfaction among caregivers of elderly patients during the transfer from the intensive care unit. Purposive sampling was used to select caregivers of elderly patients who were admitted to the intensive care unit in a tertiary hospital. A total of 50 caregivers of elderly patients were included in this study. The first 25 caregivers of elderly patients were assigned to the control group who received usual care and the other 25 were assigned to the experimental group who received a transition nursing program twice a day, 30 to 40 minutes each time, for three consecutive days. Research instruments included a transition nursing program divided in 2 parts: (1) a series of nursing activities to promote the transition from critical care unit. (2) experimental tools included manual for caregivers' elderly, caregivers' need assessment, caregivers' level of confidence, and caregivers' skills assessment. Data collection instruments included: Demographic data of elderly patients and their caregivers, caregivers' role confidence questionnaire, and caregivers' satisfaction questionnaire. All study instruments were verified by three experts for content validity. Reliabilities of the role confidence and satisfaction questionnaire were evaluated using Cronbach's alpha coefficient. Reliability of the role confidence of elderly caregivers and the satisfaction questionnaire were .81 and .82, respectively. Data were analyzed using descriptive and inferential statistics. The results were as follows: (1) The mean score of the role confidence after receiving the transition nursing program for the experimental group was significantly higher than that of the control group (F = 32.60, p < 0.05). Comparison of the change in mean score of role confidence showed that the change in the experimental group after three consecutive days was significantly higher than that in the control group (p < .05). (2) The mean score of satisfaction after receiving the transition nursing program for the experimental group was significantly higher than that in the control group (F = 31.88, p < 05). Comparison of the change in mean score of satisfaction in the experimental group after three consecutive days was also significantly higher than that in the control group (p < .05). This study showed that giving a transition nursing program could increase the role confidence and satisfaction of caregivers of elderly patients during the transfer from the intensive care unit. Therefore, this intervention should be incorporated into standard nursing practice during such transfers from the intensive care unit.การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการ พยาบาลในระยะเปลี่ยนผ่านต่อความมั่นใจในบทบาทและความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะย้ายออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้จำนวน 50 ราย โดย 25 รายแรกเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และ 25 รายหลังเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลในระยะเปลี่ยนผ่าน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 - 40 นาที ติดต่อกัน 3 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการพยาบาลในระยะเปลี่ยนผ่าน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ (1) ชุดของกิจกรรมทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต (2) เครื่องมือประกอบการทดลอง ได้แก่ คู่มือสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ แบบประเมินความต้องการของผู้ดูแลก่อนการ ย้ายผู้ป่วยสูงอายุออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต แบบประเมินระดับความมั่นใจของผู้ดูแล และแบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติทักษะของผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยและผู้ดูแล แบบสอบถามความมันใจในบทบาทของผู้ดูแล และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ดูแล ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงโดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามความมั่นใจในบทบาทของผู้ดูแลได้เท่ากับ 81 และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ดูแลได้เท่ากับ 82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและสถิติอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ผลการวิจัย พบว่า 1. คะแนนเฉลี่ยความมั่นใจในบทบาทของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลใน ระยะเปลี่ยนผ่านสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 3260, P < .05) โดยพบว่า คะแนนเลลี่ยความมั่นใจในบทบาทในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลในระยะเปลี่ยนผ่านในช่วง 3 วันติดต่อกัน มีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลในระยะ เปลี่ยนผ่านสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 31.88, p < .05) โดยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลในระยะเปลี่ยนผ่านในช่วง 3 วันติดต่อกัน มีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05) ผลจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลในระยะเปลี่ยน ผ่านช่วยเพิ่มความมั่นใจในบทบาทและความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะย้ายออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต ดังนั้นจึงควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลในระยะเปลี่ยนผ่านออก จากหอผู้ป่วยวิกฤต

    Strategies for Developing Prince of Songkla University into a Health Promotion University with an Emphasis on Exercise Promotion

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (ศษ.ด.(สาขาวิชาการบริหารการศึกษา))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2559งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย และ 2) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Research) ซึ่งประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเทคนิควิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมาผสมผสานกันหลายขั้นตอน (Multi phases) โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการ 3 ระยะ คือระยะที่ 1 การกำหนดทิศทางร่างยุทธศาสตร์ ซึ่งผู้วิจัยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) กับผู้ปฏิบัติงานด้านกีฬาและ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders) รวมถึงอาจารย์ บุคลากร นักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้ง 5 วิทยาเขต จำนวน 30 คน โดยยึดหลักการวิเคราะห์สภาวะองค์กร (SWOT Analysis) เพื่อศึกษาบริบท และทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย และนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย ระยะที่ 2 การพัฒนายุทธศาสตร์ ซึ่งผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการออกกำลังกายและการดำเนินการด้านกีฬาจำนวน 23 คน เกี่ยวกับร่างยุทธศาสตร์ของการพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกายในอนาคต และเพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องของความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 การยืนยันความเป็นไปได้ของยุทธศาสตร์ โดยผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 8 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยตำแหน่งอธิการบดี และรองอธิการบดี ทั้ง 5 วิทยาเขตได้ตรวจสอบความชัดเจน และยืนยันความเป็นไปได้ของร่างยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย ผลของการวิจัยมีดังนี้ 1. การวิเคราะห์สภาวะองค์กร พบว่ามีจุดแข็งคือ มหาวิทยาลัยมีสถานที่เพื่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาที่ทันสมัย และมีงบประมาณเพื่อการส่งเสริมการออกกำลังกาย การที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศทำให้มีโอกาสที่จะได้รับความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกด้านการกีฬา และการส่งเสริมการออกกำลังกายสูง แต่มหาวิทยาลัยก็มีจุดอ่อน อุปสรรค และปัญหาหลายประการที่ส่งผลต่อการพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล (ทั้งนักศึกษา บุคลากร อาจารย์ และผู้บริหาร) การใช้สถานที่ และอุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกาย การจัดสรรงบประมาณ การประชาสัมพันธ์ การกำหนดนโยบาย แผน และทิศทางการส่งเสริมสุขภาพ และการบริหารจัดการ 2. ยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านการส่งเสริมการออกกำลังกายมีดังนี้ วิสัยทัศน์ : เป็นองค์กรทางการศึกษาในภาคใต้ที่มุ่งพัฒนาการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้บุคลากรทุกภาคส่วนบนรากฐานของความสำเร็จอย่างยั่งยืน พันธกิจ ประกอบด้วย 1) พัฒนาการบริหารจัดการด้านการกีฬาและการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วนร่วมของนักศึกษา บุคลากรฝ่ายวิชาการ ฝ่ายสนับสนุนและเจ้าหน้าที่ ทุกภาคส่วน 2) สร้างความตระหนักถึงการส่งเสริมสุขภาพด้านการออกกำลังกายของบุคลากร ทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 3) ดำเนินการพัฒนาประชากรของมหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้วัฒนธรรม และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากรในมหาวิทยาลัย 4) พัฒนาสุขภาพดีชีวีมีสุขให้กับบุคลากรมหาวิทยาลัยและชุมชนในสังคมส่งเสริมและพัฒนาการออกกำลังกายให้เป็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตสำหรับประชากรของมหาวิทยาลัย 5) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผู้นำทางการกีฬาและการออกกำลังกายให้มีขีดความสามารถ และความรู้สูงขึ้น ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์ด้านคน ประกอบด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรด้านกีฬาและ การออกกำลังกาย 13 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน 10 กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์การพัฒนานักศึกษา 7 กลยุทธ์ 2) ยุทธศาสตร์ด้านการจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วยยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณ 8 กลยุทธ์ และยุทธศาสตร์การหาแหล่งทุน 6 กลยุทธ์ 3) ยุทธศาสตร์ด้านสถานที่และอุปกรณ์ ประกอบด้วย 16 กลยุทธ์ 4) ยุทธศาสตร์ด้านการประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย 11 กลยุทธ์ 5) ยุทธศาสตร์ด้านการกำหนดนโยบาย แผน และทิศทางการส่งเสริมสุขภาพ ประกอบด้วย13 กลยุทธ์ 6) ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารและการจัดการ ประกอบด้วย 17 กลยุทธ

    Material Productivity Improvement in Shrimp Feeds (04S) Production Processes : A Case Study of Charoen Pokphand Foods Public Company Limited

    No full text
    สารนิพนธ์ (วศ.ม. (การจัดการอุตสาหกรรม))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255

    Quality of sungyod rice during storage and its instant drink production

    Get PDF
    วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 255

    7,629

    full texts

    16,637

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    PSU Knowledge Bank
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇