16637 research outputs found
Sort by
The impact of alteration from wetland to agriculture area on water quality, biomass and density of freshwater fishes in Tapi river floodplain, Khian Sa district, Surat Thani province
วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (วาริชศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2561Fish habitat loss due to floodplain conversion to oil palm and rubber plantation is one of the entire issue in the Tapi River Basin. The present study aims to examine the difference in same environment parameters and fish component between the previous and recent habitat conversion. Collected fishes and measured water quality bimonthly from January 2015 to March 2016 in Tapi River Floodplain, Khian Sa District of Surat Thani Province. The study reveals exceed water quality in previous habitat than recent habitat conversion, Nitrate 3.32 and 5.49 mg NO,-N/L, Nitrite 2.74 and 2.87 mg NO,-N/I, Phosphate 3.57 and 4.17 mg PO-P/l, pH 3.02-7.20 and 3.65- 8.23, Electric Conductivity 125.09 and 186.06 μS/cm, Dissolve Oxygen 3.91 and 6.18 mg/l, Temperature 29.41 and 30.91 °C, Suspended Solid 12.56 and 44.57 mg/l, and Depth 0.96 and 0.64 m., respectively. Two-Way Nested ANOVA showed significance different (P<0.05) in Nitrate, pH, Electric conductivity, Dissolve oxygen, Temperature and Dept. There were 8636 fishes belong to 8 order, 19 family and 55 species. Previous habitat conversion showed higher species number, Species Richness index, Evenness Index and Diversity index, 49 and 41 species, Species Richness 5.56 and 4.99, Evenness index 0.77 and 0.75, Diversity index 2.99 and 2.77, respectively. Biomass and Density also higher than recent habitat conversion, Biomass 176.69 +13.68 and 83.52 +6.37 g/ 50 m2 and Density 103.87 +7.90 and 56.43 ±4.66 ind/50 m2. Two-Way Nested ANOVA showed significance different (P<0.05) in biomass. MANOVA showed significance different (P<0.05) in community of fishes and Canonical Correspondence Analysis reveals most of fishes distribute in previous habitat.แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาถูกทําลายและถูกบุกรุกอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ํา
เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนปาล์มและสวนยางพารา การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ ตรวจสอบคุณภาพ และเปรียบเทียบความหลากหลาย ความหนาแน่น รวมถึงมวลชีวภาพของปลา
ระหว่างบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ําที่มีการทําเกษตรกรรมและบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ําที่ไม่มีการทําเกษตรกรรม ทําการเก็บตัวอย่างปลาและตรวจวัดคุณภาพน้ําในพื้นที่ชุ่มน้ําของลุ่มน้ําตาปี อําเภอเคียนซา จังหวัด สุราษฎร์ธานี ทําการเก็บข้อมูลทุก 2 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 พบว่า บริเวณที่ไม่มีการบุกรุกเพื่อทําเกษตรกรรมมีคุณภาพน้ําดีกว่าบริเวณที่มีการบุกรุกเพื่อทําการเกษตร โดยมีปริมาณไนเตรทเฉลี่ย 2.32 ต่อ 5.49 มก. ไนเตรท ไนโตรเจน/ล. ปริมาณ ไนไตรท์เฉลี่ย 2.74 ต่อ 2.87 มก. ไนไตรท์-ไนโตรเจน/ล. ปริมาณฟอสเฟตเฉลี่ย 3.57 ต่อ 4.17 มก. ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัส/ ล. พีเอช 3.02-7.20 ต่อ 3.65-8.23 ค่าการนําไฟฟ้าเฉลี่ย 125.09 ต่อ 186.06 ไมโครซีเมนส์/ซ.ม.
ปริมาณออกซิเจนละลายเฉลี่ย 3.91 ต่อ 6.18 มก./ล. อุณหภูมิเฉลี่ย 29.41 ต่อ 30.91 องศาเซลเซียส ปริมาณของแข็งแขวนลอยเฉลี่ย 12.56 ต่อ 44.57 มก./ล. และความลึกเฉลี่ย 0.96 ต่อ 0.64 เมตร
ตามลําดับ ผลการทดสอบความแตกต่างด้วย Two-Way Nested ANOVA พบว่า ปริมาณไนเตรท, พี เอช, ค่าการนําไฟฟ้า, ปริมาณออกซิเจนละลาย, อุณหภูมิ และ ความลึกมีความแตกต่างอย่างมี นัยสําคัญ (P<0.05) การศึกษาครั้งนี้พบปลาทั้งหมด 8636 ตัว สามารถจําแนกชนิดได้ 8 อันดับ 19 วงศ์ 55 ชนิด บริเวณที่ไม่มีการบุกรุกเพื่อทําเกษตรกรรมมีจํานวนชนิด ดัชนีความมากชนิด ดัชนี ความสม่ําเสมอ และดัชนีความหลากหลายมากกว่าบริเวณที่มีการบุกรุกเพื่อการเกษตร ซึ่งมีจํานวน ชนิด 49 ต่อ 41 ดัชนีความมากชนิด 5.56 ต่อ 4.99 ดัชนีความสม่ําเสมอ 0.77 ต่อ 0.75 และดัชนีความ หลากหลาย 2.99 ต่อ 2.77 ตามลําดับ บริเวณที่ไม่มีการบุกรุกเพื่อทําเกษตรกรรมยังมีมวลชีวภาพและ ความหนาแน่นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีมวลชีวภาพ 176.69 +13.68 ต่อ 83.52 +6.37 กรัม/ 50 ตร.ม. และความหนาแน่น 103.87 +7.90 ต่อ 56.43 +4.66 ตัว/50 ตร.ม. ผลการทดสอบความแตกต่าง
ด้วย Two-Way Nested ANOVA พบว่ามวลชีวภาพมีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ (P<0.05)
รวมถึงผลการทดสอบแบบพหุคูณพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ (P<0.05) ของประชากร ปลาระหว่างบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ําที่มีการทําเกษตรกรรมกับบริเวณที่ไม่มีการทําเกษตรกรรม ผล
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการแพร่กระจายตัวของปลากับปัจจัยสภาพแวดล้อมพบว่าประชากร
ปลาส่วนใหญ่แพร่กระจายอยู่ในบริเวณที่ไม่มีการบุกรุกเพื่อทําเกษตรกรร
Adsorption efficiency of cellulose produccd by a new bacterial strain Rhodococcus sp. MI 2 on heavy metals
Roles of Academic Advisors and the Expectations of Teraditional Thai Mcdicine Students, Prince of Songkla University
Factors Affecting the Performance of Islamic Co-operative in Thailand Islamic Co-operative Network
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานสหกรณ์อิสลามในเครือข่ายสหกรณ์อิสลามแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึงปี พ.ศ. 2559 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาคและสุ่มอย่างง่ายในแต่ละภูมิภาคและได้ตัวอย่างสหกรณ์มา 15 แห่ง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสหกรณ์อิสลาม ผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากรายงานกิจการประจำปีของสหกรณ์แต่ละแห่ง ตัวแทนประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประกอบด้วย อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ และอัตราผลตอบแทนต่อเงินทุนดำเนินงาน ผู้วิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ข้อมูล และทดสอบสมมติฐานด้วยสมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ มูลค่าการออมของสมาชิก กำไรสินเชื่อต่อสินทรัพย์ สภาพคล่อง และมูลค่าเงินฝากของสมาชิกต่อสินทรัพย์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่จำนวนสมาชิก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อมูลค่าการปล่อยสินเชื่อ และมูลค่าสินเชื่อต่อสมาชิกมีความสัมพันธ์เชิงลบกับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สหกรณ์อิสลามแต่ละแห่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้โดยการปรับเปลี่ยนปัจจัยข้างต้นให้เหมาะสม ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสหกรณ์ประเภทอื่น ๆ และธนาคารในประเทศไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงา
Properties of Mixtures of Chlorhexidine, Alexidine or Octenidine Contained in Poloxamer 407 In Vitro Study
วิทยานิพนธ์ (วท.ม (วิทยาศาสตร์สุขภาพช่องปาก))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 256
Preparing Professional Standard and Professional Qualification for Rubber Growing for Thailand : A Case Study of Professional Group of Practitioners applying Fertilizer for Rubber in the South-West Coast
วิทยานิพนธ์ (วท. ม. (พัฒนาการเกษตร))--มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 256
Preparation and properties of biocompatible scaffolds consisted of poly(lactic acid)/chitosan/sawdust
The objective of this study was to prepare and determine properties of biocompatible composite foams consisted of poly(lactic acid) (PLA), chitosan and rubber wood sawdust (Hevea brasiliensis) for utilizing as scaffold in bone tissue engineering. Foam samples were prepared by compression molding. Azodicarbonamide and zinc oxide was used as a chemical blowing agent and an accelerator, respectively. Poly(ethylene glycol) (PEG) was used as a plasticizer. Foam samples were classified into 3 types: (1) PLA/rubber wood sawdust foams, (2) PLA/chitosan/PEG foams, and (3) PLA/chitosan/rubber wood sawdust foams. Surface treatment of rubber wood sawdust was applied. It was found that cellular structure of foams was closed cells. Factors affecting foam morphology and physical properties (average cell size, void fraction (%VF), and density) were particle size, concentration and surface treatment of rubber wood sawdust, concentration of chitosan and PEG, and molding condition. These factors also affected the mechanical properties and thermal degradation of foams. Foams contained smaller average cell size/%VF and higher density showed higher mechanical properties. The thermal degradation temperature determined from TGA techniquedegradation and cytotoxicity sts were applied to Foam 1 and 2. The In-vitro degradation was reported as % weight loss of samples which tested for 2 months. Noticeably, average cell size, %VF, and % weight loss of both foams. % weight loss of all formulae of depended wasI was significantly lower than that of PLA foam. % weight loss of Foam 1 It could be higher, lower or similar to that of PLA foam. by cell proliferation obtained from MG63, osteoblast-liked cells, days. All of Foam 1 and 2 showed non-cytotoxicity confirmed by theproliferation throughout the cell culture.งานวิจัยนี้เป็นการเตรียมและศึกษาสมบัติของโฟมคอมโพสิทที่มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ประกอบด้วยพอลิแลคติคแอซิดผสมกับไคโตซานและอนุภาคขี้เลื่อยไม้ยางพารา เพื่อใช้เป็นโครงสร้างเลี้ยง เซลล์ในงานวิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูก ทำการเตรียมชิ้นงานด้วยการอัดขึ้นรูปแบบร้อน โดยมีการใช้เอโซไดคาร์ โบนาไมด์เป็นสารฟู ซิงค์ออกไชด์เป็นตัวกระตุ้น และพอลิเอทธิลีนไกลคอลเป็นพลาสติไซเซอร์ ทำการเตรียม โฟมสามชนิด ได้แก่ (1) โฟมพอลิแลคติคแอซิดผสมอนุภาคขี้เลื่อย (2) โฟมพอลิแลคติคแอชิดผสมไคโตซาน และพอลิเอทิลีนไกลคอล และ (3) โฟมพอลิแลคติคแอซิดผสมไคโตซานและอนุภาคขี้เลื่อย มีการปรับสภาพผิว ของอนุภาคขี้เสื่อยด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนนำไปใช้งาน ผลการทดลองพบว่า โฟมมีลักษณะเป็นเซลล์ปิด ปัจจัยที่ มีผลต่อลักษณะสัณฐานวิทยาของโฟมและสมบัติทางกายภาพ (ค่าเฉลี่ยขนาดเซลล์ ปริมาณรูพรุน และความ หนาแน่น) ของโฟม ได้แก่ ขนาดอนุภาคขี้เลื่อย ปริมาณขี้เลื่อย วิธีการปรับสภาพผิวอนุภาคขี้เสื่อย ปริมาณของ พอลิเอทธิลีนไกลคอลและไคโตซาน และสภาวะในการขึ้นรูปโฟม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้มีผลต่อเนื่องถึงสมบัติ เชิงกล และการสลายตัวทางความร้อนของโฟมด้วยเช่นกัน กรทดสอบสมบัติเชิงกลพบว่าโฟมที่มีค่าเฉลี่ยขนาด ชลล์และปริมาณรูพรุนต่ำกว่าและมีค่ความหนาแน่นที่สูงกว่า จะแสดงสมบัติเชิงกลที่ดีกว่า อุณหภูมิการ สลายตัวทางความร้อนที่ได้จากการทดสอบด้วยเทคนิคเทอร์โมกราวิเมตตริกของโฟมทั้งสามสูตรมีค่าต่ำกว่าโฟ มพอสิแลคติคแอชิด นำโฟมชนิดที่ 1 และ 2 ทดสอบการย่อยสลายในสภาวะจำลองและความเป็นพิษต่อเซลล์ การศึกษาการย่อยสลายในสภาวะจำลองของโฟมรายงานผลด้วยค่า 96weight oss ซึ่งทำการศึกษาเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าค่าเฉลี่ยขนาดเซลล์ ปริมาณรูพรุน และความหนาแน่นมีอิทธิพลต่อ 96weight loss ของโฟมทั้ง สองชนิด นอกจากนี้โฟมชนิดที่ 2 ทุกสูตรยังมี 96weight Ioss ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับโฟมพอลิแล คติคแอซิด โดยที่โฟมชนิดที่ 1 มี 96weight los ที่แตกต่างกับโฟมพอลิแลคติคแอชิดโดยขึ้นอยู่กับสูตรผสม สมบัติความเป็นพิษต่อเซลล์รายงานด้วยค่าการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ชนิด MG63 (เซลล์ คล้ายชลล์สร้างกระดูก) เป็นเวลา 7 วัน พบว่าโฟมทั้งสองชนิดแสดงสมบัติที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ ซึ่งยืนยันได้ จากการเพิ่มขึ้นของค่าการเพิ่มจำนวนเซลล์ตลอดการเพาะเลี้ยงเซลล
Etiologies of congenital hypothyroidism : 20 Years experience in Songklanagarind Hospital
introduction:%20Congenital%20hypothyroidism%20(CH)%20is%20one%20of%20the%20common%20causes%20of%20mental%20retardation%20which%20is%20preventable%20by%20early%20detection%20and%20treatment%20with%20thyroxine%20supplementation.%20In%20Thailand,%20neonatal%20TSH%20screening%20was%20implemented%20nationwide%20in%202004-2005.%20Objective%3A%20To%20determine%20the%20etiologies%20of%20CH%20before%20and%20after%20the%20implementation%20of%20neonatal%20TSH%20screening%20program%20(1994-2005%20and%202006-%0A2012).%20Methods%3A%20The%20medical%20records%20of%20pediatric%20patients%20aged%200-15%20years%20who%20were%20diagnosed%20as%20primary%20congenital%20hypothyroidism%20at%20the%20Pediatric%20Endocrine%20Clinic%20of%20Songklanagarind%20Hospital%20during%201995-2013%20were%20retrospectively%20reviewed.%0AResults%3A%20There%20were%20416%20patients%20diagnosed%20with%20congenital%20hypothyroidism%3A%20165%0Acases%20during%201995-2005%20(average%2015%20cases/year)%20and%20251%20cases%20during%202006-2012%20(average%2036%20cases/year).%20Before%20neonatal%20TSH%20screening%20implementation,%20the%20most%0Acommon%20etiology%20of%20congenital%20hypothyroidism%20was%20overt%20permanent%20congenital%20hypothyroidism%20(66.1%25),%20and%20transient%20congenital%20hypothyroidism%20was%20diagnosed%20in%20only%204.8%25%20of%20the%20cases.%20After%20neonatal%20TSH%20screening%20implementation,%20the%20most%20common%20etiology%20of%20congenital%20hypothyroidism%20was%20mild%20permanent%20congenital%20hypothyroidism%20(39.4%25),%20with%20transient%20congenital%20hypothyroidism%20was%20increasingly%20diagnosed%20in%2027.1%25%20of%20the%20cases%20and%20overt%20congenital%20hypothyroidism%20was%20found%20in%2033.5%25%20of%20the%20cases%20Conclusion:%20Neonatal%20TSH%20screening%20resulted%20in%20the%20increased%0Adetection%20of%20patients%20with%20mild%20forms%20of%20permanent%20and%20transient%20CH%20cases,%20which%20would%20not%20have%20been%20detected%20before%20the%20neonatal%20TSH%20screening%20was%20implemented.บทนำ: ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะสติปัญญาบกพร่อง ซึ่งสามารถป้องกันหากพบได้เร็วและให้การรักษาด้วยยาไทร็อกซิน ซึ่งในประเทศไทยการคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนในทารกแรกเกิดเริ่มมีขึ้นอย่างแพร่หลายในปี พ.ศ.2548 วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาถึงสาเหตุของภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดเปรียบเทียบปีก่อนและหลังที่เริ่มมีการคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนในทารกแรกเกิด (พ.ศ. 2537-2548 และ
พ.ศ.2549-2555)
วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังโดยเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยเด็กอายุ 0-15 ปีที่ได้รับการ วินิจฉัยว่าเป็นภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดแบบปฐมภูมิ ที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ระหว่างปี 2536-2556
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 416 รายได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด แบ่งเป็น 165 รายในปี พ.ศ.2537-2548 (เฉลี่ย 15 ราย/ปี) และ 251 รายในปี พ.ศ. 2549-2555 (เฉลี่ย 36 ราย/ปี) โดยพบว่าก่อนปีที่จะมีการคัดกรองในทารกแรกเกิดทุกรายสาเหตุส่วนใหญ่คือภาวะพร่องไทรอยด์แต่กำเนิดถาวรที่มีความรุนแรงมาก (overt permanent congenital hypothyroidism) คิดเป็น 66.1%และภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดชั่วคราว (transient congenital hypothyroidism) พบเพียง 4.8% แต่หลังจากปีที่มีการคัดกรองพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดถาวรรุนแรงน้อย (mild permanent congenital hypothyroidism) คิดเป็น 39.4% ส่วนภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแบบชั่วคราว (transient congenital hypothyroidism) เพิ่มขึ้นเป็น 27.1% และพบภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดที่มีความรุนแรงมากลดลงคิดเป็นร้อยละ 33.5%
สรุป: การคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนในทารกแรกเกิดสามารถพบผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนตั้งแต่ระยะแรกๆที่มีอาการน้อยเป็นที่เป็นแบบชั่วคราวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อ พัฒนาการหากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก