ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
การกำจัดศัตรูพืชในนาข้าวโดยใช้นก การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างนาข้าวอินทรีย์และอนินทรีย์
This research aims to compare the diversity of birds in the control area, organic rice field and inorganic rice field in Mai Mae Tia Village, Don Kaew Subdistrict, Chom Thong District, Chiang Mai Province. Data was collected from April to June 2018 by using line-transect method. Each area was observed 12 times from 07.00 to 09.00 and from 15.00 to 17.00. The results shown that there were 47 species within 26 families from 10 orders. Twenty-nine species of birds were found in the control area, 29 species were found in the organic rice field and 18 species were found in the inorganic rice field. Most species observed are from Order Passeriformes, which are resident birds. They live in the same area throughout the year and do not move or migrate to other areas.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความหลากหลายของนกในพื้นที่ควบคุม นาข้าวอินทรีย์ และนาข้าวอนินทรีย์ บริเวณบ้านใหม่แม่เตี๊ยะ ตำบลดอนแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน พ.ศ. 2561 ด้วยวิธี Line Transect ทั้งหมด 12 ครั้งต่อพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 07.00 น.- 09.00 น. และ/หรือเวลา 15.00 – 17.00 น. พบนกทั้งสิ้น 47 ชนิด 26 วงศ์ 10 อันดับ จัดเป็นนกที่พบในพื้นที่ควบคุม 29 ชนิด นาข้าวอินทรีย์ 29 ชนิด และนาข้าวอนินทรีย์ 18 ชนิด อันดับที่พบนกมากที่สุดคือ อันดับนกจับคอน (Order Passeriformes) ซึ่งโดยมากเป็นนกประจำถิ่น อาศัยอยู่ในบริเวณเดิมตลอดปีและไม่มีการย้ายถิ่นฐานหรืออพยพไปบริเวณอื่นมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตร ของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์ สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
This research aims to study and develop the potentiality of the system of agricultural economic of communities in Chiang Mai to compete in ASEAN. It is the qualitative research and supported by quantitative analysis from the primary data of 2 groups of agriculturists whom were willing to attend the project. Participatory action research, SWOT analysis and Michael E Porter’s diamond model were used in this study. Descriptive statistics including 6 dimensions were also used to evaluate the achievement of development in this study. The study found that the strengths of these 2 groups were that their products had been accredited with good quality and high safety. They are specialized in production, marketing, agricultural product, processing, public relations and accounting. In addition, they used technology to manage their work. Their weaknesses were that they can not control the quantity of production in each production cycle. Products have no varieties. They ,however, had market support and other organizations gave support them in knowledge. Their threats were that marketing has a high competition. As a result, 7 items of guidelines were created to develop the system of agricultural economic of these 2 groups . The most importance was that Chiang Mai agricultural groups should develop the system of agricultural economic creatively and have plan to develop agricultural products to be new and innovative. Leaders of communities should intend and have vision to develop the economic. They should seek for additional knowledge continuously by taking course to develop themselves. They should develop their economic community by extending the knowledge from the research, search for basic information of consumers. They also should have knowledge management in keeping, extending and transferring knowledge. They should have young creative generations who are willing to develop the agricultural products (16.67%). Next, they should emphasize in extending their internal capital to be value added. This will be the identity of communities and can develop economic in communities (8.33%)
The next phase should study the impact of ASEAN toward agriculturist ‘ groups concerning agricultural economic system of 207 communities in Chiang Mai . Then it should select potential agricultural communities to be the delegates and make a plan to develop the agricultural economic system of Chiang Mai communities to compete in ASEAN. They shoud integrate to work with other communities and make plan to develop the agricutlural economic system with other communities in 9 countris of ASEAN so that it can help to develop the agricultural products sustainably.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของชุมชนเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ และ
เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในประเด็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2 ตำบล 2 กลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เมื่อเปรียบเทียบในระดับประชมคมอาเซียน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และ Diamond Model ของ Michael E. Porter อภิปรายผลด้วยข้อมูลสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยในลักษณะของสถิติ
เชิงพรรณนา และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาของโครงการด้วย 6 มิติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มเกษตรและสามารถหาแนวทางในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 2 กลุ่มเกษตรกร
ในส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมภายใน พบว่า มีจุดแข็งคือ สินค้าเกษตรมีการรับรองมาตรฐาน
มีคุณภาพ และความปลอดภัยสูง กลุ่มเกษตรกรมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิต การตลาด
การแปรรูปสินค้าเกษตร ประชาสัมพันธ์ และการจัดการบัญชี อีกทั้งการตลาดสินค้าของกลุ่ม
มีการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการของกลุ่ม แต่ยังคงมีจุดอ่อนคือ กลุ่มเกษตรกรยังไม่สามารถควบคุมปริมาณการผลิตสินค้าในแต่ละรอบการผลิตได้ และสินค้าของกลุ่มมีข้อจำกัด
ในความหลากหลายของตัวสินค้า ส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า มีโอกาสที่สำคัญคือ
มีตลาดรองรับในการจัดส่งสินค้าเกษตรของกลุ่ม และกลุ่มมีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือด้านความรู้ อย่างสม่ำเสมอ ส่วนอุปสรรคที่สำคัญคือ การตลาดมีการแข่งขันกันในพื้นที่สูง
จากศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ ดังกล่าวสามารถนำมาสร้าง
แนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของกลุ่มเกษตรกร จังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งหมด 7 ประเด็น ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ควรมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรอย่างสร้างสรรค์ และมีการวางแผนขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกษตรของตนให้มีมูลค่าเพิ่ม มีความแปลกใหม่ ทันต่อยุคสมัย
ที่เปลี่ยนไป และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่นั้น ๆ ทั้งนี้ผู้นำชุมชนหรือผู้นำเกษตรกร ควรมี
ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรอย่างสร้างสรรค์ ควรมีการหาความรู้เพิ่มเติมแก่ตนเองอย่างสม่ำเสมอ และเปิดใจเข้าร่วมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่มาจากองค์ความรู้ที่มีการต่อยอดจากฐานการวิจัยต่าง ๆ การค้นหาข้อมูลพื้นฐานของผู้บริโภคผ่านสื่อต่าง ๆ และเกษตรกรควรมีกระบวนการจัดการความรู้ ทั้งในด้านการจัดเก็บ ต่อยอด และถ่ายทอด
องค์ความรู้และภูมิปัญญา นอกจากนี้ควรมีการสร้างผู้สืบทอดเป็นบุคลากรรุ่นใหม่ ที่มีความพร้อมริเริ่มความคิดสร้างสรรค์ในการต่อยอดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มและตลาดที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น (ร้อยละ 16.67) รองลงมา คือ การเน้น กระบวนการและวิธีการมอง “ทุนจากภายใน” ชุมชนและท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วเพื่อนำมาต่อยอดสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็น “อัตลักษณ์” ของชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับชุมชน (กลุ่มเกษตรกร) (ร้อยละ 8.33) ทั้งนี้การวิจัยในระยะต่อไปควรที่จะศึกษาผลกระทบของประชาคมอาเซียนที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรชุมชนท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรอย่างสร้างสรรค์
ของทุกชุมชนทั้ง 207 ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นทำการคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพ เพื่อนำมาเป็นตัวแทนของชุมชนในการวางแผนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต่อจากนั้นการวิจัยควรบูรณาการ
การทำงานกับชุมชนนอกจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของการขยายผลการวิจัยให้เกิดประโยชน์ของการนำไปใช้ให้มากขึ้น รวมถึงการวางแผนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรอย่างสร้างสรรค์ร่วมกับชุมชนในประเทศอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของ ระบบนิเวศน้ำ ปัญหาและการจัดการน้ำ ในชุมชนเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จังหวัดเชียงใหม่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ 3) เพื่อประเมินผลการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ จำนวน 5 คน และกลุ่มผู้ใช้สำหรับทดลองใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ แบบประเมินประสิทธิภาพระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้
ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำในพื้นที่เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ จากจุดเก็บตัวอย่างน้ำ 7 จุด คุณภาพน้ำผิวดินในพื้นที่มีค่าความขุ่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดิน อุณหภูมิน้ำเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตของพืชน้ำและสัตว์น้ำ ความเร็วของกระแสน้ำต่ำเกินไปทำให้เกิดการตกตะกอนทับถมของตะกอน แม่น้ำตื้นเขิน และอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้หากมีความขุ่นจนพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ มีค่าพีเอชอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดิน ปริมาณของออกซิเจนละลายน้ำมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดิน โดยภาพรวมคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี 2) ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำที่พัฒนาขึ้น สามารถจัดเก็บข้อมูลคุณภาพน้ำในแต่ละพื้นที่ และสามารถนำเสนอผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในรูปแบบของแผนที่ และเผยแพร่ระบบสารสนเทศสู่ชุมชนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานระบบสามารถสืบค้นข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลรายงานคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำในพื้นที่อาศัยได้สะดวก 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์โดยผู้เชี่ยวชาญ โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.55, S.D. = 0.52 ) และผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ โดยภาพรวมความ พึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ( = 3.92, S.D. = 0.63 ) แสดงว่าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้งานได้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Application of Biosynthesis Silver Nanotechnology Using Actinomycetes for The Control Plant Pathogenic Fungi
The present work had the objective of biosynthesis of silver nanoparticles using actinomycetes. The intracellular fluid and extracellular fluid of 52 actinomycete strains, isolated from environmental soils were screened for their biosynthesis of silver nanoparticles with AgNO3. Then, antagonistic activity of silver nanoparticles (AgNPs) against of four different phytopathogenic fungi namely, Colletotrichum sp., Fusarium sp., Pyricularia sp. and Alternaria sp. The total intracellular fluid 35 samples (67.3%) and extracellular fluid 46 samples (88.5%) from actinomycetes shown a visual observation of yellowish-brown color is an indication of silver nanoparticle production. The AgNPs of extracellular fluid of strain DSK-3 showed greater antagonistic activity against Alternaria sp. and Colletotrichum sp. with 73.2% and 69.4% inhibition, respectively. Different of AgNO3 concentration (1mM and 5 mM) with extracellular fluid from various incubation time of cell growth (5, 10 and 15 days) were investigated, in order to determine the nanoparticle biosynthesis and antifungal activity. Data revealed that the fungal inhibition were not shown a significant activity (p<0.01) in a combination of various extracellular fluid from strain DSK-3 with each concentration of AgNO3. The biosynthesis of silver nanoparticles were characterized by UV–vis spectroscopy which maximum absorption at 430-480 nm. Scanning electron microscopy (SEM) revealed the formation of monodispersed spherical shape with a diameter of 50-100 nm in 1mM AgNO3 condition while 5mM AgNO3 concentration shown cubic shape with particle size 100-500 mM. The surface of silver-nano particles found the Ag spectra of energy-dispersive X-ray (EDX) which confirmed for nanoparticle biosynthesis by extracellular fluid from actinomyctes. However, further research should be carried out in order to determine the effect of AgNPs on phytopathogenic fungi control in green house before use of agricultural applications.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์อนุภาคซิลเวอร์นาโนทางชีวภาพด้วยจุลินทรีย์กลุ่ม แอคติโนมัยซีทจำนวน 52 สายพันธุ์ โดยน้ำเลี้ยงเซลล์ที่เป็นของเหลวภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ ที่แยกได้จากดินบริเวณสิ่งแวดล้อมต่างๆในธรรมชาติมาทดสอบและคัดเลือกคุณสมบัติการสังเคราะห์อนุภาคซิลเวอร์นาโนด้วยการเติมสารละลายเกลือโลหะซิลเวอร์ไนเตรท แล้วนำมาทดสอบความสามารถในการยับยั้งการเจริญเชื้อราสาเหตุโรคพืช ได้แก่ Colletotrichum sp., Fusarium sp., Pyricularia sp. and Alternaria sp. พบว่า ของเหลวที่เป็นสารละลายภายในเซลล์จำนวน 35 ตัวอย่าง คิดเป็น 67.3% และสารละลายภายนอกเซลล์ จำนวน 46 samples คิดเป็น 88.5% สามารถสังเคราะห์อนุภาคซิลเวอร์นาโนได้ โดยจะเกิดการเปลี่ยนสีของสารละลายเป็นสีเหลืองน้ำตาล สารละลายภายนอกเซลล์ของอนุภาคซิลเวอร์นาโนแอคติโนมัยซีทไอโซเลท DSK-3 สามารถยับยั้งการเจริญเชื้อรา Alternaria sp. และ Colletotrichum sp. ได้ดีที่สุด มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 73.2% และ 69.4% ตามลำดับ เมื่อทดสอบความสามารถของการสังเคราะห์อนุภาคซิลเวอร์นาโนและฤทฺธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่เข้มข้นของสารละลายซิลเวอร์ไนเตรท 1 และ 5 มิลลิโมลาร์ ในการทำปฏิกิริยากับของเหลวจากภายนอกเซลล์แอคติโนมัยซีท DSK-3 ที่เลี้ยงในอาหารเหลวเป็นเวลา 5 10 และ 15 วัน พบว่า สามารถยับยั้งเชื้อราแต่ละสายพันธุ์ได้ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.01) คุณลักษณะของอนุภาคซิลเวอร์นาโนดังกล่าวมีคุณลักษณะ ดังนี้ ดูดกลืนแสงยูวีความยาวคลื่นสูงสุดที่ 430-480 นาโนเมตร อนุภาคซิลเวอร์นาโนในจากชุดการทดลองที่เติมด้วยสารละลาย ซิลเวอร์ไนเตรทความเข้มข้น 1 มิลลิโมลาร์ จะมีรูปร่างแบบกลมและมีขนาดอนุภาคนาโนเท่ากับ 50-100 นาโนเมตร ส่วนอนุภาคซิลเวอร์นาโนจากชุดการทดลองที่เติมด้วยสารละลายซิลเวอร์ ไนเตรทความเข้มข้น 5 มิลลิโมลาร์ จะมีรูปร่างทรงสี่เหลี่ยมโดยมีขนาดอนุภาคนาโนเท่ากับ 100-500 นาโนเมตร ภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด แล้วยังพบสเปตรัมของธาตุโลหะเงินบริเวณพื้นผิวของอนุภาคนาโนจากการวิเคราะห์ด้วยเครื่องเอ็กซเรยสเปคโตรสโคปแบบกระจายพลังงาน อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้จำเป็นต้องมีการทดสอบผลของอนุภาคซิลเวอร์นาโนทางชีวภาพจากเชื้อแอคติโนมัยซีทดังกล่าวในการควบคุมการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรคพืชในระดับโรงเรือนก่อนที่ จะนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์จากเพื่อควบคุมโรคพืชต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 ข้อ คือ 1) เพื่อพัฒนาสื่อมัลติมีเดียในการนำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ และ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลความพึงพอใจของสื่อมัลติมีเดีย โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) สื่อมัลติมิเดียในการนำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจของสื่อมัลติมิเดียในการนำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1) ได้สื่อมัลติมีเดียในการนำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนการพัฒนา 5 ขั้นตอน คือ ขั้นวิเคราะห์ ขั้นออกแบบ ขั้นการพัฒนา ขั้นการทดลองใช้ และ ขั้นการประเมินผล 2) ผลการวิเคราะห์ผลความพึงพอใจของสื่อมัลติมีเดีย จากกลุ่มตัวอย่างได้ผลความพึงพอใจในการใช้สื่อในระดับความพึงพอใจมาก ด้วยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.99มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Use of Eco-innovation Pattern to Develop the Organic Rice Cultivation Process and Enhance the Yield in Chiang Mai Province
This study aims to studied on using of Eco-innovation pattern to develop the organic rice cultivation process and enhance the yield in some area of Chiang Mai Province. the exploration and investigation the effects of pollution in rice field at Mae Tang district, Chiang Mai province. The questionnaire for investigate 50 farmers about pesticide used in rice field by random during July to November 2017 which cover sever sub-district area in Mae Tang. The analysis data from first section, the Tier I Rice Model - Version 1.0 - Guidance for Estimating Pesticide Concentrations in Rice Paddies from US EPA 2012 was used in this section. The results revealed that farmers used pesticide 23 products. The majority was herbicides 53% followed by insecticide and fungicide 32 % and 15% respectively. In addition, the most used and applied on field was Hecdonan95 875 hectare. In term of estimate pesticide concentration in rice field found that 2,4-D Sodium salts 27304.92 µg/L. This chemical used for kill weed by root and leaf and it can be persistence in environment 1-4 weeks and harmful for farmer which effect on digestive systems, heart muscle and nervous system. However, 2,4-D sodium salt is not resistance in the environment and can be degrade by microbial or environmental condition within 7 day. Therefore, it can be said that this chemical has minor effects on organism in the environment. The diversity of algae and aquatic insects in the lotic ecosystem of organic and chemical paddy fields areas at Chom Thong and Phrao District in Chiang Mai Province were investigated during the months of March 2018. The study of diversity index, evenness and richness showed a organic paddy fields areas higher than chemical paddy fields areas. The relationship of benthic diatoms and aquatic insects with some physical and chemical properties were found aquatic insects higher tolerance than benthic diatoms. In addition, macroalgae found in few quantities are not suitable for use in agricultural value addition. The application of bio-fertilizer from local Macro Algae and Mycorrhiza for using instated of Chemical fertilizer and enhanced the rice yield. The mycorrhiza and cyanophyta macroalgae strain were collected from Pharo and Mae Tang District. The media development and the methods to use the mycorrhiza were studied to produce an organic fertilizer by using mycorrhiza and Nostoc sp. The bio-fertilizer sample were tested by mixing with the non-chemicals from organic paddy field from Pharo and Mae Tang District. The major nutrient as nitrogen, potassium and phosphorus were investigated every consecutives 3 days for 6 weeks. The results shown that the nutrient were not significantly different between control and treatment before 3 weeks. However, after 3 weeks the nutrient concentration were raised up in every treatment. The nutritional enhances from mychorrhyza and blue green microalgae were depended on the ration of bio-fertilizer using. Moreover, the duration from the first inoculum was delayed because of the conversion from organic to inorganic.การใช้นวัตกรรมทางนิเวศวิทยา เพื่อการพัฒนากระบวนการปลูกและเพิ่มผลผลิตข้าวอินทรีย์ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ การการศึกษาสำรวจและติดตามผลการใช้สารปราบศัตรูพืชในนาข้าวในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษาผลกระทบของมลพิษในระบบนิเวศนาข้าวต่อสิ่งมีชีวิตโดยดำเนินการในอำเภอแม่แตง ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายและแมลงน้ำในระบบนิเวศแหล่งน้ำไหลบริเวณนาข้าวอินทรีย์และเคมี อำเภอจอมทองและอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และส่วนสุดท้ายเป็นการปุ๋ยชีวภาพจากสาหร่ายขนาดใหญ่และเชื้อรา ในท้องถิ่น เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและเพิ่มผลผลิตในนาข้าวอินทรีย์ จากการสำรวจประชากรแบบสุ่มสัมภาษณ์ทั้งหมด 50 ครัวเรือน ทำการข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ในพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 7 ตำบล พบว่ามีการใช้สารเคมีชนิด สารกำจัดวัชพืชมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53 มีการใช้สารเคมีมากที่สุดในเดือนสิงหาคมจำนวน 12 ชนิด ในพื้นที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมี เอชโซนัช 95 มากที่สุด คือ 875 เฮกตาร์ หรือคิดเป็น 140 ไร่ เมื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณสารตกค้างในพื้นที่ โดยอ้างอิงการใช้ตาม Tier Rice model ของ US EPA, 2012 พบว่ามีปริมาณการสารตกค้างของกลุ่มสารออกฤทธิ์ 2,4-D Sodium salts ถึง 27304.92 µg/L นอกจากนี้สารกลุ่มนี้ยังมีผลต่อเกษตรกรผู้ใช้ เช่นเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องจากการระคายเคืองที่มีต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และอาการทางระบบประสาทประกอบด้วย ชัก ซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง และรูม่านตาเล็ก อย่างไรก็ตามสารเคมีกลุ่มนี้มีความคงตัวในสิ่งแวดล้อมน้อยสามารถสลายตัวได้ในเวลา 7 วันจึงส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนจากการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายและแมลงน้ำในระบบนิเวศแหล่งน้ำไหลบริเวณนาข้าวอินทรีย์และเคมี อำเภอจอมทองและอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนมีนาคม 2561 บริเวณนาข้าวอินทรีย์อำเภอจอมทองพบสาหร่ายขนาดใหญ่ในกลุ่มสาหร่ายสีเขียวและสีเขียวแกมน้ำเงินทั้งหมด 7 ชนิด ไดอะตอมพื้นท้องน้ำ 61 ชนิด และแมลงน้ำ 7 อันดับ 32 วงศ์ บริเวณ นาข้าวเคมีอำเภอจอมทองพบสาหร่ายขนาดใหญ่ในกลุ่มสีเขียวแกมน้ำเงินทั้งหมด 2 ชนิด ไดอะตอมพื้นท้องน้ำ 53 ชนิด และแมลงน้ำ 7 อันดับ 29 วงศ์ บริเวณนาข้าวอินทรีย์อำเภอพร้าวพบสาหร่ายขนาดใหญ่ในกลุ่มสาหร่ายสีเขียวและสีเขียวแกมน้ำเงินทั้งหมด 2 ชนิด ไดอะตอมพื้นท้องน้ำ 44 ชนิด และแมลงน้ำ 7 อันดับ 30 วงศ์ บริเวณนาข้าวเคมีอำเภอจอมทองพบสาหร่ายขนาดใหญ่ในกลุ่มสีเขียวทั้งหมด 2 ชนิด ไดอะตอมพื้นท้องน้ำ 55 ชนิด และแมลงน้ำ 6 อันดับ 21 วงศ์ จากการศึกษาดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ ความสม่ำเสมอและความมากชนิดของไดอะตอมพื้นท้องน้ำและแมลงน้ำในพื้นที่นาข้าวอินทรีย์และนาข้าวเคมี อำเภอจอมทองและพร้าว พบว่านาข้าวอินทรีย์มีค่าสูงกว่านาข้าวเคมี ส่วนการผลิตปุ๋ยไมคอร์ไรซาสำหรับทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับนาข้าวอินทรีย์ และเพิ่มผลผลิต โดยแยกและคัดเลือกสายพันธุ์เชื้อราไมคอร์ไรซา และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินขนาดใหญ่จากนาข้าวในพื้นที่ อำเภอพร้าว และอำเภอจอมทอง สร้างปุ๋ยชีวภาพสามารถสร้างปุ๋ยชีวภาพ 2 ชนิดได้แก่ ปุ๋ยชีวภาพหัวเชื้อไมคอร์ไรซ่าและปุ๋ยชีวภาพหัวเชื้อ Nostoc sp. และเมื่อนำปุ๋ยชีวภาพทั้ง 2 ชนิดมาทำการผสมกับดินนาข้าวอินทรีย์ทั้ง 2 แหล่งคือ ดินนาข้าวอินทรีย์จากอำเภอพร้าวและดินนาข้าวอินทรีย์จากอำเภอจอมทองแบ่งชุดการทดลองได้ 22 ชุดการทดลอง เพื่อหาปริมาณของธาตุอาหารหลักในดินคือ ปริมาณของค่าไนโตรเจน ปริมาณของค่าฟอสฟอรัสและปริมาณของค่าโพแทสเซียมโดยทำการทดลอง 6 สัปดาห์และทำการซุ่มเก็บตัวอย่างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากการทดลองผสมปุ๋ยชีวภาพกับดินนาข้าวอินทรีย์แล้วผลปรากฏว่าในสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 3 ปุ๋ยชีวภาพทั้ง 2 ชนิดยังอยู่ในช่วงการปรับตัวของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งทำให้ค่าของธาตุอาหารหลักยังคงที่และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังจากผ่านช่วงสัปดาห์ที่ 3 แล้วประสิทธิภาพของปุ๋ยชีวภาพทั้ง 2 ชนิดในทุกชุดการทดลองได้เพิ่มปริมาณของธาตุอาหารหลักในดินทั้ง 2 แหล่งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับชุดควบคุมของดินนาข้าวอินทรีย์ทั้ง 2 แหล่ง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของธาตุอาหารหลักแปรผันกับปริมาณในการใช้ปุ๋ยชีวภาพ และระยะเวลาในการปล่อยให้เชื้อจุลินทรีย์ในปุ๋ยชีวภาพได้ทำการเปลี่ยนสารอินทรีย์ให้กลายเป็นสารอนินทรีย์ที่เหมาะสมกับการดูดซึมของข้าวมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การสร้างระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำ ปัญหาและการจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
การสร้างระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำ ปัญหา และการจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำ ทรัพยากรปัญหาและการจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาในพื้นที่และข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาในพื้นที่และข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการวิเคราะห์พื้นที่ โดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน และเพื่อจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำ สามารถรวบรวมข้อมูลดัชนีคุณภาพน้ำที่ได้จากการตรวจวัดที่จุดเก็บตัวอย่าง นำเข้าสู่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จากนั้นนำไปผ่านการประมาณค่าดัชนีต่าง ๆ ที่อยู่นอกจุดเก็บตัวอย่าง ซึ่งค่าที่ประมาณได้จะถูกเก็บลงฐานข้อมูลเพื่อใช้วิเคราะห์ เปรียบเทียบได้ ข้อมูลต่าง ๆ จะนำไปแสดงผลเชิงพื้นที่ในระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อผู้ใช้สามารถจำแนกลักษณะข้อมูลบนแผนที่ได้โดยง่าย ส่วนระบบสารสนเทศในการจัดการทรัพยากรน้ำ ผู้วิจัยได้นำแนวคิดในกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนมาเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาระบบ ผู้วิจัยได้ทำการเลือกพื้นที่วิจัย โดยแบ่งเป็น แหล่งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของลุ่มน้ำปิงจำนวน 7 จุด และประชากรที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง จะเป็นผู้ร่วมระดมความคิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำของตนเอง รวมทั้งการสร้างรูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อทำให้ทราบถึงคุณภาพแหล่งน้ำในชุมชนของตน และได้นำเอาระบบสารสนเทศมาช่วยในการจัดการคุณภาพน้ำ โดยดำเนินการจัดทำระบบฐานข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนำเอาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาช่วยให้การแสดงผลคุณภาพน้ำ ทำให้เกิดประสิทธิผลในการบริหารจัดการ มีการนำเอาดัชนีคุณภาพน้ำเข้ามาใช้ในการแสดงระดับคุณภาพน้ำ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการจัดการคุณภาพน้ำและเผยแพร่สู่ประชาชนโดยทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจ อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักของคนในชุมชน โดยพยายามสร้างแนวทางให้ชุมชนเข้ามา มีส่วนร่วมการแก้ไข พร้อมทั้งร่วมกันดูแลทรัพยากรน้ำต่อไปในอนาคต เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Physical Development of the preschool children of Child Development Center in Fhaham District Amphur Muang, Chiang Mai Province
The research was to study the physical development of the preschool children. This physical development collection and the evaluation of the physical development of the preschool children in the preschool children of Child Development Center in Fhaham District Amphur Muang, Chiang Mai Province . The population in this research were the 3-4 years of age in the preschool children of Child Development Center in Fhaham District Amphur Muang, Chiang Mai Province. divided into two groups that were 17 boys and 13 girls, totally 30 persons. The instrument in this research were the physical capability of preschool test and activity set which the students exercise two days per week, totally eight weeks. The result of the research found that there is the good physical development of pre-study students after the eight weeks of exercise. They can be better response through the teacher’s instruction and they can do the activity set which attracted their interesting and suitable with the population. The physical capability after the pre-test and post-test was found that the students’ capability is better. There are the significant at .05การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาการพัฒนาการทางดานรางกายของเด็กกอน วัยเรียน การจัดทํา ชุดกิจกรรมในการพัฒนาการทางดานรางกายของเด็กกอนวัยเรียน และ การประเมินพัฒนาการทางดานรางกายของ เด็กกอนวัยเรียน ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตําบลฟาฮาม อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ประชากรที่ใชในการศึกษา วิจัยครั้งนี้ไดแกเด็กกอนวัยเรียน อายุระหวาง 3-4 ป ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตําบลฟาฮาม อําเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม แบงเปนเด็กชายจํานวน 17 คน และเด็กหญิงจํานวน 13 คน รวมจํานวน 30 คนและเครื่องมือที่ใชในการ วิจัยประกอบดวย แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของเด็กกอนวัยเรียน และการปฏิบัติชุดกิจกรรม สัปดาหละ 2 วัน เปนเวลา 8 สัปดาห สรุปผลการวิจัยพบวา หลังจากการปฏิบัติชุดกิจกรรม ในสัปดาหที่ 8 การพัฒนาทางดานรางกายของเด็ก กอนวัยเรียนในดานตางๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งเด็กสามารถตอบสนองตอการออกคําสั่งพรอมทั้งปฏิบัติตามคําสั่ง ของครูไดดีขึ้น อีกทั้งสามารถจัดทําชุดกิจกรรมฯ ที่ดึงดูดความสนใจและเหมาะสําหรับกลุมประชากรไดเปนอยางดี และสมรรถภาพทางกายหลังจากไดมีการทดสอบกอน และหลังการฝก ปรากฏวาสมรรถภาพทางกายดีขึ้นกวากอน การฝกอยาง มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .0
Application of Constructed Wetlands for Treatment of Wastewater From Saa Paper Production
The objective of this study was to investigate the efficiencies of wastewater treatment from saa paper production by combine constructed wetland system (VSF+HSF), the effluent from vertical subsurface flow (VSF) is then treated by the horizontal subsurface flow (HSF). The Bulrush: Cyperus spp. was planted in the wetland system. The constructed wetland systems were operated at the flow rates of 40 1/day, 120 1/day, and 1,800 1/day. This research found that in the vertical subsurface flow constructed wetland system (VSF), where the flow rate has increased, the efficiency for eliminating pollutants has then been decreased respectively. The removal efficiency of COD, BOD, color and suspended solid was 19.2-42.2%, 23.1-44.1%, 15.5-38.0% and 26.9-40.7% respective. For the hybrid system (VSF+HSF), the effluent from VSF is then treated by the HSF. The best hybrid system performances were found at the flow ret of 40 1/day with the overall removal efficiency of COD, BOD, color and suspended solid at 42.3-71.7%, 59.8-94.5%, 48.6-84.0% and 71.6-80.0% respectively.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบบึงประดิษฐ์แบบผสมผสาน (VSF=HSF) ซึ่งประกอบด้วยระบบบึงประดิษฐ์ที่มีการไหลตามแนวดิ่ง (VSF) ต่อด้วยระบบบึงประดิษฐ์ที่มีการไหลตามแนวราบ (HSF) ปลูกต้นกกรังกาในระบบบึงประดิษฐ์ บำบัดน้ำเสียจากการผลิตกระดาษสา ทำการศึกษาที่อัตราการไหล 40, 120, 1,800 ลิตร/วัน พบว่า ระบบบึงประดิษฐ์ที่มีการไหลในแนวดิ่ง มีประสิทธิภาพในการกำจัด ซีโอดี บีโอซี สี และของแข็งแขวนลอยได้ 19.2-44.2%, 23.1-44.1%, 15.5-38.0% และ 26.9-40.7% ตามลำดับ ในส่วนของระบบบึงประดิษฐ์ที่มีการไหลในแบบผสมผสาน มรประสิทธิภาพในการกำจัด ซีโอดี บีโอซี สี และของแข็งแขวนลอยได้ 42.3-71.7%, 59.8-94.5%, 48.6-84.0% และ 71.6-80.0% ตามลำดั
A STUDY OF PROPHECY AND BUDDHIST COUNSELING FOR STRESS THERAPY AT THE ASTROLOGICAL ASSOCIATION OF NORTHERN THAILAND
The research entitled “A study of Prophecy and Buddhist Counseling for Stress Therapy of the Service Taker from the Astrological Association of Northern Thailand” consists of 3 objectives: 1) to study the concept and the theory of prophecy; 2) to study the concept of the Buddhist counseling for stress therapy and 3) to integrate the result of prophecy with the Buddhist counseling for stress therapy of the service taker from the Astrological Association of Northern Thailand. The samples are 30 people who took services from the Astrological Association of Northern Thailand, taken by simple random sampling. The tool used in the research is interview form with in-depth interview. The research findings reveled as follows: 1. The concept and theory of prophecy appeared in the Buddhism scripture in many places, times and persons. For example, to prophesy sequence of Buddhas, the Lord Buddha prophesied His dream; the Lord Buddha prophesied a dream of King Pasenti Kosol, etc. Application of concept and theory for prediction, the persons who work with this career are called the astrologer or the persons who are interested in the forecasting science, applying technology as a tool for forecasting extensively. Regarding to the prophecy, it originated before Buddhism. It is a combination of the traditional belief and astronomy and theology, influenced from Brahmanism and Hinduism on prediction that can describe the situation to happen- natural phenomena, social and of individual events. These events cause the prophecy to influence the Buddhist’s faith in every respect of daily living, such as health, family, education, finance and works, until today. 2. The concept and theory of Buddhist counseling for stress therapy applied the Buddhist doctrines to those who had health problems, using principle of Trilak (the three characteristics of existence), alms-giving, keeping the precepts, practicing meditation, and principle of Carita 6 or intrinsic natures of a person; for family, using the principle of Sangahavatthu 4 of Base of sympathy; for education, using the principle of lddhipada 4 or the Four paths of Accomplishment; for finance, using the principle of Ditthadhammikattha or benefits obtainable here and now; and for work, using the principle of wrong dharma. In addition, there were examples of those who had the problem, appearing in Buddhism scripture, such as Kisa Gotami Theri, Khema Theri, Patacara Theri and Angulimala, etc. They all got counseling from the Lord Buddha and later attained the Arahantship. 3. Integration of the results of prophecy and the Buddhist counseling for stress therapy of the service taker from the Astrological Association of Northern Thailand for the purpose of eliminating sufferings of those who have trouble in daily life was found that the service takers applied the principle of Trilak and principle of Carita 6 to treat the stress on health, principle of Sangahavatthu 4 to treat the stress on family, principle of lddhipada 4 to treat the stress on education, principle of Ditthadhammikattha to treat the stress on finance, principle of wrong dharma to treat the stress on working according to the principles, processes and methods.งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาการพยากรณกับการใหคำปรึกษาเชิงพุทธเพื่อบำบัดความเครียดของผูมารับบริการจาก สมาคมโหรภาคเหนือ” มีวัตถุประสงค 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีการพยากรณ (2) เพื่อศึกษาแนวคิด และทฤษฎีการใหคำปรึกษาเชิงพุทธเพื่อบำบัดความเครียด (3) เพื่อบูรณาการผลการพยากรณกับการใหคำปรึกษาเชิงพุทธ เพื่อบำบัดความเครียดของผูมารับบริการจากสมาคมโหรภาคเหนือ กลุมตัวอยางคือผูที่มาใชบริการจากสมาคมโหรภาคเหนือ จำนวน 30 คน โดยการสุมอยางงาย เครื่องมือที่ใชคือ แบบสัมภาษณ ดวยวิธีการสัมภาษณแบบเจาะลึก ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1. แนวคิดและทฤษฎีการพยากรณปรากฏอยูในคัมภีรพระพุทธศาสนา หลายสถานที่ เวลาและบุคคล เชน การพยากรณลำดับพุทธวงศ พระพุทธเจาทรงพยากรณพระสุบินของพระองคเอง พระพุทธเจาทรงพยากรณพระสุบินของ พระเจาปเสนทิโกศล เปนตน การนำเอาแนวคิดและทฤษฎีมาประยุกตใชในการทำนาย คาดการณโดยผูที่ทำหนาที่ ในการพยากรณจะเปนโหราจารย หรือบุคคลผูที่มีความสนใจในศาสตรการพยากรณ มีการนำเอาเทคโนโลยีเขามาใชเปน เครื่องมือในการพยากรณกันอยางแพรหลาย การพยากรณมีความเปนมากอนพระพุทธศาสนา ผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับ ดาราศาสตร เทววิทยา มีอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ-ฮินดู ที่วาดวยการทำนาย คาดการณ ที่บอกใหรูถึงเหตุการณที่จะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องของเหตุการณธรรมชาติ สังคมและวิถีชีวิตของบุคคล ซึ่งจากเหตุการณเหลานี้เปนเหตุใหการพยากรณมีอิทธิพล ตอความเชื่อของพุทธบริษัทในทุกดานของการดำเนินชีวิตประจำวัน เชน ดานสุขภาพ ดานครอบครัว ดานการศึกษา ดานการเงินและดานการงาน มาจนถึงปจจุบัน 2. แนวคิดและทฤษฎีการใหคำปรึกษาเชิงพุทธเพื่อบำบัดความเครียด นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกตใช กับผูมีปญหาดานสุขภาพใชหลักไตรลักษณ ทาน ศีล ภาวนา และหลักจริต 6 ดานครอบครัวใชหลักสังคหวัตถุ 4 ดานการ ศึกษาใชหลักอิทธิบาท 4 ดานการเงินใชหลักทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน และดานการงานใชหลักมิจฉาวณิชชา เปนตน นอกจากนี้ ยังมีตัวอยางของบุคคลผูมีปญหาความเครียดที่ปรากฏในคัมภีรพระพุทธศาสนา เชน พระนางกีสาโคตมีเถรี พระนางเขมาเถรี พระนางปฏาจาราเถรี และพระองคุลิมาล เปนตน ซึ่งไดรับการใหคำปรึกษาจากพระพุทธเจา และไดบรรลุเปนพระอรหันต ในเวลาตอมา 3. การบูรณาการผลการพยากรณกับการใหคำปรึกษาเชิงพุทธเพื่อบำบัดความเครียดของผูมาใชบริการจากสมาคมโหร ภาคเหนือ เพื่อตองการบำบัดทุกข ใหกับผูที่ประสบปญหาความเครียด จากการดำเนินชีวิตประจำวันในดานตางๆ พบวา ผูมารับบริการนำหลักไตรลักษณ หลักจริต 6 เพื่อบำบัดความเครียดดานสุขภาพ หลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อบำบัดความเครียด ดานครอบครัว หลักอิทธิบาท 4 เพื่อบำบัดความเครียดดานการศึกษา หลักทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน เพื่อบำบัดความเครียด ดานการเงิน หลักมิจฉาวณิชชาเพื่อบำบัดความเครียดดานการ ตามหลักการ กระบวนการ และวิธีกา