ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
    1393 research outputs found

    พีชคณิตนามธรรม1

    No full text
    ตำราเล่มนี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนวิชาพีชคณิตนามธรรม 1 ซึ่งเป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี โปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงใหม่ เนื้อหาในเล่มประกอบด้วย กรุป ริง อินทิกรัลโดเมนและฟีลด์ นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้บรรจุคู่มือการใช้โปรแกรมตรวจสอบสมบัติของกรุปซึ่งผู้เขียนได้พัฒนาจากโปรแกรม Clipper ลงในภาคผนวก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะตรวจสอบสมบัติของกรุปสำหรับระบบคณิตศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยเซตที่ได้กำหนดสมาชิกไว้จำนวนหนึ่ง และการดำเนินการทวิภาคอย่างหนึ่ง โปรแกรมดังกล่าวรองรับเซตซึ่งมีสมาชิกจำนวน 2 ถึง 9 ตัว โปรแกรมจะทำการตรวจสอบสมบัติการเปลี่ยนหมู่ การมีเอกลักษณ์ ตัวผกผันของแต่ละสมาชิก และสมบัติการสลับที่ ผู้เขียนขอขอบคุณรองศาสตราจารย์นิยม ยอดมนต์ รองศาสตราจารย์ประสิทธ์ กิจจนศิริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์วสันต์ จินดารัตนาภรณ์ รวมทั้งคณาจารย์ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ได้ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ในการเรียบเรียงตำราเล่มนี้ หวังว่าตำราเล่มนี้จะเกิดประโยชน์ แก่นักศึกษาและผู้ที่สนใจตามสมควรมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    Knowledge Management Process to Development Product Designs and Analysis Community Business Potentiality, Doi Saket district, Chiang Mai province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการชุมชนเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพชุมชน การศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ในด้านแนวความคิด กลวิธีการออกแบบ ขั้นตอนการผลิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทัศนคติ สภาพแวดล้อม ต้นทุนทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการจัดการความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และการจัดการความรู้เพื่อการวิเคราะห์ศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อการพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดการความรู้ และการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมีกลุ่มตัวอย่างการศึกษา ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 46 กลุ่ม จาก 14 ตำบล ผลจากการวิจัย พบว่า กลุ่มธุรกิจชุมชนมีความต้องการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพในกลุ่มตนเองเพื่อการพัฒนาความรู้ และความเชี่ยวชาญในการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการศึกษา ด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์และกลวิธีการออกแบบกลุ่มธุรกิจชุมชนมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยมีประธานกลุ่มเป็นผู้ควบคุมดูแลการผลิตและการออกแบบ ส่วนขั้นตอนการผลิตเป็นการถ่ายทอดกลวิธีปฏิบัติงานจากประธานกลุ่มไปสู่สมาชิกภายในกลุ่ม หลังจากนั้นสมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่สมาชิกคนอื่น ๆ ต่อไป การจัดการความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน และศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชน พบว่า จากการที่กลุ่มธุรกิจชุมชนได้รับ การบริการความรู้ด้านต่าง ๆ จากคณะผู้วิจัย และวิทยากร รวมถึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจชุมชนมีความพร้อมในการพัฒนาตนเองและการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจของตน เพื่อ การดำเนินงานพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนต่อไปThe purposes of this research aim to study the community’s need about product and community’s potential development, to study product pattern concerning with concept, design methods, manufacturing procedure, local wisdom, attitude, environment, natural capital affecting to product pattern including knowledge management on community’s product development by design experts. Also, it is to provide the knowledge management to analyze the potential of marketing, manufacturing and community business operation on self-sufficiency economy basis by His Majesty the King Rama IX for sustainable life quality and community business development with knowledge management process and utilization of Qualitative Research and Participatory Action Research. The research sample groups are 46 groups from 14 sub-districts in Doi Saket district, Chiang Mai province. According to the study, it was found that the community needs to improve the products and potential within their group in order to develop knowledge and expertise in manufacturing and designing their further products. Also, for the study on product pattern and design method, the community business groups design and develop their products by giving opinion as the group president will be in charge of supervising the manufacturing and designing. On, manufacturing process, it is performed by instructing procedures from group president to members. After that, members will instruct to other members. On, community product knowledge management process and potential of management, marketing, manufacturing, and operating, it was found that after being instructed for variety of knowledge from researchers and lecturers including knowledge exchanging session, community business groups have become more prepared to improve themselves and to perform with better effectiveness. Also, they are able to apply self-sufficiency economy concept for their business, operations and community business for sustainability.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    Effectiveness of Using the Curriculum of Bachelor of Communication Arts Division of Communication Arts, Faculty of Management Science Chiang Mai Rajabhat University

    No full text
    การวิจัยเรื่องประสิทธิภาพของการใช้หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่นี้ เป็นการศึกษาถึงประสิทธิภาพของผู้เรียน หลังจากผ่านหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต องค์ประกอบที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนของ ผู้เรียน และศึกษาแนวทางในการปรับปรุงองค์ประกอบของหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ผลการศึกษาเบื้องต้นทางด้านประสิทธิภาพของผู้เรียนหลังจากผ่านหลักสูตรนิเทศศาสตร บัณฑิต พบว่าผู้เรียนมีความรู้เบื้องต้นทางด้านหลักนิเทศศาสตร์และหลักสื่อสารมวลชนในระดับ มาก และมีความเข้าใจในทฤษฎีด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนมาก ซึ่งหลังจากเรียนแล้ว สามารถอธิบายทฤษฎีด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนเบื้องต้น และนำไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ สำหรับทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ นักศึกษามีความสามารถในการใช้ทั้ง โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่องานด้านนิเทศศาสตร์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้นักศึกษาส่วนใหญ่มีทักษะในการถ่ายภาพเพื่อนำเสนองานด้วยกล้องถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็น กล้องถ่ายภาพนิ่งแบบ Manual กล้องถ่ายภาพนิ่งแบบ Digital รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว องค์ประกอบที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนนั้น ผลการศึกษาพบว่าเนื้อหาในแต่ละ รายวิชาส่วนใหญ่มีความทันสมัยน่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อการใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงการ ดำรงชีวิตในสังคม ส่วนการจัดช่วงเวลาในการเรียนนั้น นักศึกษาเห็นว่ามีความเหมาะสมโดยจำนวน ผู้เรียน และขนาดของห้องเรียนมีความพอดีกับจำนวนของผู้เรียนในแต่ละหมู่เรียน และจำนวนสื่อ การเรียนการสอน อุปกรณ์การเรียนการสอนเหมาะสม ทันสมัย ส่วนในด้านการจัดการเรียนการ สอนนั้นอาจารย์ผู้สอนในแต่ละรายวิชาเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจทางด้านนิเทศศาสตร์เป็นอย่างดี สามารถใช้สื่อประกอบการสอนอย่างเหมาะสม และยังมีการใช้วิธีการสอนและเทคนิคการสอนที่ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ซักถามหรือแสดงความคิดเห็นในชั้น เรียน สำหรับแนวทางในการปรับปรุงองค์ประกอบของหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิตนั้น พบว่า ในแต่ละรายวิชาของหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิตควรมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย โดยนักศึกษา ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเนื้อหาในแต่ละรายวิชาในหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ยังคงมีความ ทันสมัยน่าสนใจอยู่ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน และการดำรงชีวิตใน สังคมอีกด้วยThis study aimed at effectiveness of using the curriculum of Bachelor of Communication Arts, division of Communication Arts, faculty of Management Science, Chiang Mai Rajabhat University. It focuses on three main points, which are effectiveness of using the curriculum, factors affecting the efficiency of learning, and ways to improve or develop the composition of this course. The result of effectiveness of using the program demonstrated that students have basic knowledge of principle of communication and the main media in the primary level. They can understand the theory of Arts and Mass Communication, which could help to adopt in everyday life. For skills in computer use, students have the ability to use both basic computer programs and computer program for the Communication Arts. In addition, most students have skills to offer imaging camera with manual camera, digital camera, including camera movement. The study of factors affecting the efficiency of learning found that the content of each course was sophisticated and interesting. They are also useful in everyday life including living in social. The period of the study have the appropriate number of students, and the size of the class fit into the number of those in each study group. A number of media and teaching aid are appropriated. In the area of management learning, instructors in each course is understanding of the subject as well. Media of instruction can be used properly. They are also use teaching methods and teaching techniques that cause learning. Students have the opportunity to ask questions or comment in class.For ways to improve the composition of course, the study found that each subject should improve a little. The majority of students have commented that the course content in each subject remains up to date and interesting. It is also useful in everyday life and in social life.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    English for Tourism

    No full text
    "English for Tourism" has been written as a textbook for students who study the course of English for Tourism I (ENG 2513), and main interest is in the of tourism. It provides an opportunity for students not only to develop communicative English skills, but also to improve their vocabulary The contents of this book are divided into 8 units. Each unit contains six parts: warm-up activities, language focus, practice, reading, suggested activities and vocabulary. Students will be induced to communicate in English using simulated situations and topics related to the tourism industry and relevant to their future careers. I hope that this book will suit the aims of the course "English for Tourism I" and will enhance the students' ability to apply all forms of communicative English to real situations that are commonly found in the tourism industry. I would also like to express my sincere thanks to Mr. Robert J. Schmitt, Mr. Quentin Kitson, Assist. Prof. Dr. Prapassorn Krasaechai, Assist. Prof. Nattaya Hirunsatitporn, Assist. Prof. Chusit Chuchart, Assoc. Prof. Sanit Satayopart and all lecturers in the English Program, the Faculty of Humanities and Social Sciences, Chiang Mai Rajabhat University, for their valuable advice

    การวัดผลและประเมินผลตามหลักสูตรการจัดการศึกาาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544

    No full text
    ตำราการวัดผลและการประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาการประเมินผลในระดับมัธยม รหัสวิชา 1042102 รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการศึกษา รหัสวิชา 1042104 รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รหัส วิชา 1042210 (ER 2104) และรายวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา รหัสวิชา 1045103 รายวิชาการประเมินผลการศึกษาขั้นพื้นฐาน รหัสวิชา ER 3106 รายวิชาการประเมินผลด้านการปฏิบัติ รหัสวิชา ER 3124 รายวิชาการวัดจิตพิสัย รหัสวิชาER 3118 เนื้อหาสาระส่วนใหญ่จะเน้นในหลักการวัดผลและประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซึ่งเนื้อหาในตำราได้แบ่งออกเป็น 9 บท อันได้แก่ หลักการ โครงสร้างและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 การวัดและประเมินผลการศึกษา การวัดและประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ การวัดและประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน การวัดและประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ การวัดด้านพุทธิพิสัย การวัดด้านทักษะพิสัย ระเบียบการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถใช้อ่านประกอบหรือใช้เป็นคู่มือในการศึกษาค้นคว้าในหัวข้อดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในเนื้อหา ได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์วรรณวดี ม้าลำพอง รองศาสตราจารย์สนิท สัตโยภาส รองศาสตราจารย์นิยม ยอดมนต์ ที่ได้ให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการเรียบเรียงและขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เพิ่มศักดิ์ สุริยจันทร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชนี พุทธประเสริฐ อาจารย์สนธยา สวัสดิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลักษณา บุศย์น้ำเพชร ที่ได้ให้กำลังใจในการเรียบเรียง จนหนังสือเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี คุณความดีของหนังสือเล่มนี้ขอน้อมมอบให้แก่คุณตา คุณยาย บิดา มารดา ครู อาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ด้วยดีเสมอมามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    การใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยโดยการแปรสภาพเป็นวัตถุดิบในงานเซรามิก

    No full text
    โครงการ การใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยโดยการแปรสภาพเป็นวัตถุดิบในงานเซรามิก ซึ่งได้ดำเนินการในพื้นที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย โดยการแปรภาพเป็นวัตถุดิบในงานเซรามิก และมีความเหมาะสมสามารถดำเนินการได้เองในพื้นที่ โดยประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วม วิธีการศึกษาได้ใช้แบบการทดลองและสร้างผลิตภัณฑ์เซรามิกจากขยะมูลฝอย โดยผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยที่มีความเหมาะสมกับการแก้ปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่ออกเป็น 6 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ การผลิตวัสดุผสมซีเมนต์กระดาษ, การผลิตวัสดุผสมปลาสเตอร์เส้นใยพลาสติก, การผลิตวัสดุผสมปลาสเตอร์โฟม, การผลิตวัสดุผสมซีเมนต์โฟม,การผลิตวัสดุผสมซีเมนต์แก้ว, และการทำเครื่องตัดย่อยพลาสติก กระดาษ และโฟม ผลการดำเนินงานดังกล่าว พบว่า ต้นทุนการผลิตวัสดุผสมปลาสเตอร์เส้นใยพลาสติกราคาชิ้นละ 20.98 บาท ต้นทุนการผลิตวัสดุผสมซีเมนต์กระดาษราคาชิ้นละ 13.21 บาท ต้นทุนการผลิตวัสดุผสมซีเมนต์โฟมราคาชิ้นละ 4.38 บาท ต้นทุนการผลิตวัสดุผสมปลาสเตอร์โฟม 25.05 บาท ต้นทุนการผลิตกระเบื้องบุผนังโดยมีเศษแก้วเป็นส่วนผสมราคาชิ้นละ 6.38 บาท ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นรูปแบบหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของชุมชนดอนแก้ว และชุมชนอื่นๆ ที่มีความสนใจต่อไปThe project of the advantage usage in garbage transmuting into a ceramics composite material which had operated in Donkaew District, Amphur Maerim, Chiang mai Province had a main objective about an optimization of the model in a waste management in this area. This model could be self-operated and could have a community participated by the people in the village. The method for this study by setting a trials one and encountered a ceramics raw material production from garbage. The result found 6 suitable patterns for solving waste and garbage problems in this area. For example The inventory in production of paper cement composite materials, The inventory in production of fibers plastics plaster composite materials, The inventory in production of plaster foam composite materials, The inventory in production of cement foam composite materials, The using of a glass pellets in the inventory in production of glass cement composite materials and The inventory in a paper, plastic and foams chopping instrument. The overall operations shown that the production capital in these materials for example in the production of fibers plastics plaster composite materials cost 20.98 Baht per each, in the production of cement paper composite materials cost 13.21 Baht per each, in the production of cement foam composite materials cost 4.38 Baht per each, in the production of plaster foam composite materials cost 25.05 Baht per each and the production of well tiles which was a glass composite material cost 6.38 Baht per each which could be an optimum project to solve a garbage problem in Donkaew destrict and to support in the interested communities further.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    Air Pollution Management by Community for Northern Public Health Case Study in Huay Pha District, Muang District, Mae Hong Son Province

    No full text
    การวิจัยเรื่อง การจัดการมลภาวะทางอากาศโดยชุมชนเพื่อชุมชน เป็นสุขภาคเหนือตอนบน กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา บริบทของพื้นที่ และศักยภาพชุมชนในการจัดการมลภาวะทางอากาศ ปัญหาและเหตุ ของปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่ เป้าหมาย และสร้างตัวชี้วัดการจัดการมลภาวะทางอากาศ และ รูปแบบการจัดการมลภาวะทางอากาศโดยชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือประชาชนในชุมชนบ้านาปลาจาด ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม จนนำไปสู่การดำเนินกิจกรรมการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศในชุมชน ผลการศึกษาพบว่า บริบทของพื้นที่ และศักยภาพชุมชนในการจัดการมลภาวะทางอากาศ พบว่า ชุมชนบ้านนาปลาจาด ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนบ้านนาปลาจาดมี ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารลำห้วยต่างๆ หลายสาย เช่น ลำน้ำแม่สะงี ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำที่ไหลไปยังถ้ำปลา โดยในอดีตป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์กว่านี้มาก ประชากรส่วนใหญ่ เป็นชาวไทยใหญ่ มีประชากรจำนวน 1,165 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ปลูกข้าว และปลูกกระเทียมรองลงมาคืออาชีพรับจ้าง ในอดีตชุมชนได้มีการแบ่งถางป่า (ทำไร่เลื่อนลอย) เพื่อทำการเกษตร ชุมชนบ้านาปลาจาดเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีความเป็นปึกแผ่นและมีความสมัคสมานสามัคคีกันเนื่องจากเป็นชาวไทใหญ่ด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีโครงการที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชน เช่นโครงการบวชปลาในน้ำแม่สะงี และพิธีบวชป่าซึ่งมีการจัดขึ้นทุกในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีรวมทั้งมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนที่จะนำไปสู่การจัดการมลภาวะทางอากาศของชุมชนได้ ปัญหาและเหตุของปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่บ้านนาปลาจาดจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับหมอกควันที่เกิดจากควันไฟเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งไม่สามารถมองเห็นได้เป็นระยะทางไกลเนื่องจากถูกบดบังจากหมอกควันโดยสาเหตุของปัญหามาจาก การเผาเศษซากของเหลือจากการเกษตรซึ่งมีอยู่สองรูปแบบ คือ ปัญหาจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตรในพื้นที่ป่า และการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตร การหาของป่า รวมทั้งทัศนคติของประชาชน โดยประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่คิดว่าปัญหาเรื่องมลภาวะทางอากาศเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ต้องเข้ามาจัดการไม่ใช่เป็นหน้าที่ของตนเอง และสาเหตุสุดท้าย คือ จากการแก้ปัญหาของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเกิดไฟป่าขึ้นหน่วยงานของรัฐได้ส่งคนเข้ามาควบคุมไฟป่าในพื้นที่ แต่เนื่องจากกลุ่มควบคุมไฟป่าดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นคนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ทำให้การควบคุมไฟป่าในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบากและล่าช้าจึงลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมาย และตัวชี้วัดการจัดการมลภาวะทางอากาศที่ชุมชนบ้านนาปลาจาดได้ร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ในพื้นที่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยชุมชนได้ร่วมกันกำหนด ตัวชี้วัดของกิจกรรมที่ต้องดำเนินการเพื่อนำไปสู่การประผลความสำเร็จของกิจกรรมที่ดำเนินการ ประกอบด้วย จำนวนครั้งไฟป่าในพื้นที่ พื้นที่มีจำนวน/พื้นที่เกิดไฟป่าลดลงจากเดิม จำนวนและพื้นที่ แนวกันไฟ ควบคุมพื้นที่การเกิดไฟป่ารอบๆ พื้นที่ทางการเกษตร และปริมาณฝุ่นละอองจากการสังเกตของชาวบ้านในชุมชน รูปแบบการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศของชุมชนบ้านนาปลาจาดนั้น ประกอบด้วย การเริ่มต้นจากการทราบปัญหาของชุมชน หลังจากนั้นจะร่วมกันกำหนดรูปแบบการแก้ปัญหา ประกอบด้วย การร่วมกันกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการจัดการมลภาวะทางอากาศในพื้นที่ ร่วมกันกำหนดแนวทางในการใช้แก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ ร่วมกันวางแผนในการดำเนินกิจกรรมการแก้ปัญหา ร่วมกันดำเนินกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหา รวมกันติดตามและประเมินผลการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมตามแผนที่ร่วมกันวางไว้ในช่วงเวลาต่างๆ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ได้กำหนดไว้ คือ จำนวนครั้งไฟป่าในพื้นที่ ลดลงประมาณ 75 % ของพื้นที่ที่เกิดไฟป่าทุกปี ได้จำนวนและพื้นที่ แนวกันไฟทั้งสิ้น 3,800 เมตรซึ่งควบคุมพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ประมาณ 50 % แก้ปัญหาการเผาพื้นที่ทางการเกษตรโดยการจัดเวลาในการเผาได้ 100 % ทำให้สามารถลดปริมาณหมอกควันที่เกิดขึ้นในชุมชนบ้านนาปลาจาดได้อย่างมาก และจากกข้อมูลการสังเกตของชาวบ้านในชุมชนพบว่าในปีนี้มีปริมาณน้อยกว่าทุกปี รวมทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจที่เข้ารับการรักษาตัวในสถานีอนามัยของชุมชนบ้านนาปลาจาด ลดลงประมาณ 75 % ในส่วนของทัศนวิสัยก็ดีขึ้นไม่มีหมอกควันเหมือนปีที่แล้วทำให้มองเห็นได้ไกลกว่าและชัดเจนกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเฝ้าระวังไฟป่า และการควบคุมการจุดไฟในชุมชนบ้านนาปลาจาด รวมทั้งในปีนี้ฝนมาเร็วกว่าทุกปีทำให้ไม่เกิดความแห้งแล้งรุนแรงเหมือนทุกปี จึงมีปัญหามลภาวะทางอากาศน้อยลงด้วยเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษ

    The Development of an Ideal Participatory Based Child Development Center : A Case Study of Tambon Donkaew Child Development Center, Mae Rim District, Chiang Mai Province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ในการพัฒนาศักยภาพศูนย์เด็กเล็กสู่มาตรฐานการให้บริการแบบมีส่วนร่วมและหารูปแบบติดตามประเมินผลการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม วิธีดำเนินการใช้การจัดเวทีสนทนากลุ่มเป้าหมายสัมภาษณ์เชิงลึก ประชุมปฏิบัติการ สังเกตและจดบันทึก พัฒนาระบบ และรูปแบบการเฝ้าระวังการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย กรอบคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกประเด็นสนทนากลุ่มเป้าหมาย แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสำรวจความคิดเห็น แบบประเมินและ เครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนา ได้แก่ แผนกลยุทธ์ หลักสูตรสถานศึกษา คู่มือผู้ปกครองและเด็ก และแผนการจัดประสบการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และหาค่าเฉลี่ย ( และ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาบริบท พบว่าศูนย์เด็กเล็กเปิดดำเนินงาน โดยองค์การบริหารส่วนตำบล ดอนแก้ว เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยใช้พื้นที่ของโรงเรียนบ้านดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ตั้งของศูนย์ห่างจากองค์การบริหารส่วนตำบล 2 กิโลเมตร ปัจจุบันมีครู 6 คน มีนักเรียน58 คน มีระบบบริหาร โดยคณะครูบริหารตนเอง โดยฝากงานไว้กับผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนแก้ว ช่วยกำกับดูแล และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ประสานการนิเทศเดือนละ 2 ครั้ง แล้วรายงานให้ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทราบ สภาพการมีส่วนร่วมเดิมคือหน่วยงานด้านสาธารณสุข เข้ามาดูแลสุขภาพเด็ก ตัวแทนชุมชนเข้ามาให้ความรู้แก่เด็ก บริษัทห้างร้านและนิติบุคคลสนับสนุนทรัพยากรบ้าง ผู้ปกครองมีความรู้สึกที่ดีต่อศูนย์ แต่มีส่วนร่วมน้อยเพราะไม่มีเวลา ศูนย์พัฒนาเด็กมีปัญหาด้านความคับแคบ ไม่เป็นเอกเทศ บุคลากรขาดผู้นำ ครูไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กยังไม่สมบูรณ์ ชุมชนบางส่วนไม่นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียน อย่างไรก็ตามศูนย์พัฒนาเด็กได้รับการประเมินให้เป็นศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ระดับดีมากของกรมอนามัย ในปี 2549 และปี 2550 ผลการพัฒนาบุคลากรของศูนย์ พบว่ามีการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนา โดยการนำความรู้จากการศึกษาดูงาน การค้นคว้าและการประชุมปฏิบัติการมากำหนดเป้าหมายในการพัฒนา 4 ด้านคือด้านสถานที่ ด้านกิจกรรม ด้านบริการและด้านบริหาร บุคลากรได้สร้างเครื่องมือประกอบการพัฒนา สำหรับผู้บริหารคือ แผนกลยุทธ์ เครื่องมือของผู้ดูแลเด็กคือ หลักสูตรสถานศึกษาและแผนการจัดประสบการณ์ เครื่องมือของผู้ปกครองคือคู่มือผู้ปกครองและเด็ก สำหรับนักวิจัยหลักได้พัฒนานวัตกรรมการเฝ้าระวังการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม “มณีรัตน์โมเดล” ใช้กำกับติดตาม ตรวจสอบการขับเคลื่อนงานพัฒนาของบุคลากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย 6 กลุ่มได้แก่ผู้บริหาร ผู้ดูแลเด็ก ผู้ปกครอง สถานศึกษาที่ให้การสนับสนุน ชุมชนและนักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยมีการตรวจสอบใน 3 ขั้นตอน คือขั้นพาคิด ขั้นพาทำและขั้นให้นำตนเอง ก่อให้เกิดผลการดำเนินงานของโครงการ และผลการพัฒนาการมีส่วนร่วมตามเป้าหมาย ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมภายในเวลา 9 เดือน ผลการพัฒนาศักยภาพของศูนย์เด็กเล็กแบบมีส่วนร่วม พบว่าเมื่อกลุ่มเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน ผู้บริหารมีความพึงพอใจต่อโครงการวิจัยแบบมีส่วนร่วมในระดับมากที่สุด และระดับมาก ผู้ดูแลเด็กพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้บริหารได้รับการประเมินจากผู้เกี่ยวข้องก่อนและหลังการดำเนินโครงการ ด้านพฤติกรรมการปฏิบัติในการพัฒนางาน ในระดับมากที่สุดและมาก ผู้ดูแลเด็กได้รับการประเมินจากผู้เกี่ยวข้องก่อนและหลังการดำเนินโครงการด้านพฤติกรรมการปฏิบัติในการพัฒนา ในระดับมากที่สุดและระดับมาก จากการทดสอบความรู้ ความเข้าใจของผู้ดูแลเด็กก่อนและหลังการดำเนินโครงการพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ผู้ดูแลเด็ก 6 คน และ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2 คน ทำวิจัยชั้นเรียน จำนวน 4 เรื่อง โดยดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ผู้ปกครองได้รับการประเมินจากผู้เกี่ยวข้อง ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ในระดับมากทั้งก่อนและหลังการดำเนินโครงการ ผลการทดสอบความรู้ ความเข้าใจด้านการพัฒนาเด็ก หลังการดำเนินโครงการพบว่า ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจระดับมาก เครือข่ายชุมชนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับศูนย์พัฒนาการเด็กเฉลี่ยเดือนละ 4 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 5 เดือนติดต่อกัน สถานศึกษาที่ให้การสนับสนุน ให้ยืมใช้พื้นที่แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีตัวแบบในการพัฒนา ได้ร่วมเรียนรู้และพัฒนากับนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานวิจัยท้องถิ่นและคิดค้นนวัตกรรมการเฝ้าระวังการขับเคลื่อนงานแบบมีส่วนร่วม ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการสูงเกินเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ในทุกด้าน ทุกกลุ่มอายุ ผลการวิจัยชั้นเรียนพบว่า เด็กออกเสียงตัวสะกด และตัวควบกล้ำได้ในระดับดีมาก และมีทักษะการสังเกตระดับดีมาก ผลการทดลองใช้รูปแบบมณีรัตน์โมเดล เพื่อเฝ้าระวังการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม พบว่า ขั้นพาคิด สร้างความตื่นตัวทางความคิดในการวางเป้าหมายงานและกำหนดวิธีทำงาน ขั้นพาทำสร้างทักษะความสามารถในการพัฒนาเครื่องมือในการขับเคลื่อนของแต่ละกลุ่มที่มีประสิทธิภาพระดับดีมากและระดับดี ขั้นให้นำตนเองส่งผลให้ผู้ปฏิบัติขับเคลื่อนงานของตนได้ตามเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิผล เด็กมีพัฒนาการเกินเกณฑ์ทุกด้าน งานวิจัยชั้นเรียนส่งผลต่อการพัฒนา และ การแก้ปัญหาของเด็กตามวัตถุประสงค์ ผู้บริหารปฏิบัติงานในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ผู้ปกครองให้ความร่วมมือในระดับมาก เกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์ในการทำงาน เกิดปฏิสัมพันธ์ 2 ทางในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเกิดนวัตกรรมการเฝ้าระวังการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่สามารถขยายผลได้ในอนาคตThe purposes of this study are to investigate the operation of Donkaew Child Development Center, to educate the teaching staff to co-operatively improve the potential of the center using a participatory administration program, and to seek the appropriate model to monitor and evaluate the program. The procedures used include focus group discussions, in-depth interviews, workshops, observations and note-taking. The instruments used are of three types. The first type consists of guideline questions for in-depth interviews, topics for focus group discussion, questionnaires, test papers, attitude surveys and evaluation forms. The second type, used for monitoring the program, includes strategic plans, the center’s curriculum, a manual for parents and children, and lesson plans to enhance the child’s learning experiences. The researcher team are also developing an instrument called ‘Maneerat Model’ for monitoring and evaluating the program in three phases: the planning phase, the operating phase, and the self-monitoring phase. Six groups of participants involved in the program are: the administrators of Donkaew Sub District Administration Organization (DSDA), the center teaching staff, the parents, the Donkaew School’s staff, community members, and the research team from Chiang Mai Rajabhat University. The program runs consecutively for 9 months. The content analysis is conducted with the application of , , and t-test. The findings are as follows: the center, established in 2003, is operated by DSAO. The center, located 2 kilometers from the DSAO office, has 6 teaching staff and 58 students. The staff is self-administered under the supervision of Donkaew School’s Director. The school librarian visits and supervises the center staff twice a month and reports to the DSAO. Prior to this study, the center was supported by the local organizations such as the Public Health Care Center, community members and private sectors in terms of health care, learning experience of local wisdom and resources. Parents, though have little involvement, show positive attitude towards the center. The center encounters the problem of a limited area. Furthermore, there are lacks of administrators, unity in working and effective child development activities. In addition, the center is not well-recognized among some of the community members. However, in the years 2007 and 2008, the center, evaluated by the Provincial Public Health Department, was ranked at a high level. After the planning phase, the teaching staff has applied the knowledge gained in setting up the goals and action plans to develop the center in 4 areas: place, activities, services and management. Each monitoring instrument is used by a particular group of participants. The implementation of the program yields productive results as follows: while the administrators show satisfaction with the success of the program at the high and even the highest levels, the teaching staff, at the highest level. With the application of the pre-test and post-test to evaluate the working behaviors of the administrators and the teaching staff, the former is at the highest and high levels, and so is the latter. The pre-test and post-test on child care knowledge administered to the teaching staff show a significant difference at .01 level. The participatory behaviors of parents are evaluated and the result was revealed at a high level both before the after the implementation of the program. Parents also show more understanding of the concept of child development at the end of the program. The community network increasingly uses the center as their learning resource. The teaching staff has the ideal participatory based child development center to serve as their model. The classroom action research done by the teaching staff lead to the findings that all aspects of the children’s development increase significantly in all ages. Their observing skills and abilities in pronouncing the final sounds and clusters are at a very good level. With the application of ‘Maneerat Model’ to monitor and evaluate the program, it is found that during the planning phase, the participants enthusiastically involve themselves in setting up goals and action plans, during the operating phase, they can develop effective instruments for the implementation of the program. Finally, during the self-monitoring phase, all participants work co-operatively and efficiently to fulfill the objectives of the program. The model itself can be used for further studies in the future.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    The Study on Water Resources Management in Ban Eake Village, Sanpayang Sub District, Mae Tang District, Chiang Mai Province

    No full text
    การศึกษาการจัดการน้ำและติดตามตรวจสอบคุณภาพและปริมาณน้ำโดยใช้สิ่งมีชีวิตและปัจจัยทางกายภาพและเคมีอย่างง่ายในพื้นที่บ้านเอียก ตำบลสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 ถึงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 จากการศึกษาและเก็บข้อมูลจากชุมชนพบว่าพื้นที่เก็บตัวอย่างในแหล่งน้ำบานเอียกส่วนใหญ่มีคุณภาพน้ำปานกลาง ถึง ปานกลางค่อนข้างดี มีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ มีการจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จโดยมีระบบตัวแทนการบริหารและจัดการน้ำในชุมชน พบสาหร่ายขนาดใหญ่และแมลงน้ำที่มีแนวโน้มสามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพน้ำอย่างง่ายได้ และสามารถนำเอาไปใช้ร่วมกับการจัดการน้ำในพื้นที่เพื่อสามารถตรวจสอบคุณภาพและปริมาณน้ำเบื้องต้นได้ คำสำคัญ การจัดการ, การติดตามตรวจสอบ, ทรัพยากรน้ำ, คุณภาพน้ำ, ชุมชนThe study on the local management, water quality and quantity monitoring in Ban-eage Village, Tambol San-payang, Mae Tang District by using aquatic organism and simply physico-chemical technique and the interview secondary data carried out from December 2008 to November 2009. The water quantity and quality in Ban-eage Village were classified to moderate and moderates to good situation by using the physical, chemical and some biological technique. The Ban-eage Village had a success in management of water quality and quantity by seting the local administrative. The results from water quality and quantity, distribution of organism and the local management were calculated to issue the easy technique for biomonitoring techniques. The macro algae and aquatics insect could be used as primary indicator for water quality and quantity and monitoring in this area. Keywords Management, Monitoring, Water Resources, water Quality, Communitiesโครงการวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนบูรณาการศาสตร์เพื่อการเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโท (ABC-PUS/MAC

    การบัญชีต้นทุน

    No full text

    0

    full texts

    1,393

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇