ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
    1393 research outputs found

    การประยุกต์จิตวิทยาเพื่อการเรียนรู้

    No full text
    การประยุกต์จิตวิทยาเพื่อการเรียนรู้ เป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้เรียบเรียงจากประสบการณ์การสอนในรายวิชาการประยุกต์จิตวิทยาเพื่อการเรียนรู้ และจากการศึกษาค้นคว้าในหนังสือหรือ วารสารหลายเล่ม เพื่อให้ผู้อ่านได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานและการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 11 บทด้วยกัน สาระส่วนใหญ่เน้นเกี่ยวกับการเสริมสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ของบุคคลให้มีพัฒนาการที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่ ความรู้เบื้องต้นการประยุกต์จิตวิทยา เพื่อการเรียนรู้ พัฒนาการของบุคคล ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้กระบวนการทางจิตวิทยาเพื่อ การเรียนรู้ หลักการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ กระบวนการทางจิตวิทยาในการสืบค้นความรู้ ความแตกต่างระหว่างบุคคลทางการเรียนรู้ การวัดผลและ การประเมินผลการเรียนรู้ การจัดสถานการณ์ที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ การสร้างบรรยากาศ ในการเรียน และการปรับพฤติกรรม ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างแนวความคิดและวิธีการปฏิบัติโดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงสำหรับบุคคลผู้สนใจในกระบวนการพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ นักการศึกษา ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และนิสิตนักศึกษา ทั้งนี้ขอขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุน ทุกท่านในการผลิตหนังสือเล่มนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    The study of trends and guideline for developing mulberry paper marketing of entrepreneurs, Saraphee District, Chiang Mai Province

    No full text
    การศึกษาแนวโน้มและแนวทางการพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสาของผู้ประกอบการ ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อ 1) ศึกษาบริบทของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสา ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาสภาพและปัญหาด้านการตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสา ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 3) ศึกษาแนวโน้มความเจริญเติบโตด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสาในระดับท้องถิ่น 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสาของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับแนวโน้มความเจริญเติบโตด้านการตลาด สาเหตุสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้ เนื่องจากต้องการศึกษาสภาพการณ์ของผู้ประกอบการผลิตหัตถกรรมกระดาษสาที่เกิดจากการส่งเสริมของภาครัฐ เมื่อผ่านพ้นช่วงการส่งเสริมของภาครัฐไปแล้ว การศึกษาใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ และการวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดเอง (Purposive sampling) จากผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสา ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การเก็บข้อมูลทำโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกประกอบการสังเกต การวิเคราะห์ใช้การพรรณนาวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษามีดังต่อไปนี้ บริบทของกลุ่มผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือการทำการเกษตร รับจ้างและค้าขาย ส่วนอาชีพเสริมได้แก่ กลุ่มอาชีพหัตถกรรมและแปรรูปสินค้า โดยในระยะแรกของการประกอบอาชีพดังกล่าวเนื่องจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้ดำเนินการ ทำให้ปรากฏรูปแบบของผู้ประกอบการทั้งที่เป็นรายเดี่ยวและการรวมกลุ่มจัดตั้งในลักษณะกลุ่มแม่บ้าน เพื่อจะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนการดำเนินงานจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม การวิจัยเป็นแบบการมีส่วนร่วมระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสากับนักวิจัยและองค์กรในท้องถิ่น การประเมินบริหารจัดการด้านการตลาดโดยใช้ทฤษฏี SWOT Analysis พบว่าผู้ประกอบการมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบรายเดี่ยวและรวมกันจัดตั้งในรูปแบบกลุ่มแม่บ้านทั้งในลักษณะของกลุ่มแท้และกลุ่มเทียม การสำรวจสถานะภาพปัจจุบันในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจด้านสินค้าหัตถกรรมกระดาษสาพบว่าผู้ประกอบการสินค้าหัตถกรรมกระดาษสาในพื้นทำการวิจัยที่ร่วมบุกเบิกธุรกิจนี้ทั้งรายเดี่ยวและกลุ่มแม่บ้านได้เลิกกิจการแล้วกว่าร้อยละ 50 ส่วนผู้ประกอบการสินค้าหัตถกรรมกระดาษสาที่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นผู้รับจ้างผลิต จึงเห็นได้ว่าผู้ประกอบการไม่สามารถรักษาสถานภาพของการเป็นผู้ผลิตเพื่อจัดจำหน่ายได้หลังจากขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ ปัญหาที่ผู้ประกอบการประสบมากที่สุดในปัจจุบันคือปัญหาด้านต้นทุนการผลิต แหล่งเงินสนับสนุน รองลงมาคือปัญหาด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและด้านแรงงาน จากการศึกษาแนวโน้มความเจริญเติบโตด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสาใช้การเทียบเคียงกับแนวความคิดทฤษฏีของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle theory: PLC) พบว่าปัจจุบันผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสา ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ได้ผ่านขั้นเจริญเติบโตเต็มที่และมีลักษณะการเติบโตในอัตราที่ลดลง เริ่มเข้าสู่ระยะถดถอย แนวทางการพัฒนาด้านการตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสา ในส่วนของผู้ประกอบการควรมีการเพิ่มความรู้ด้านการปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ควรเพิ่มเติมความรู้ด้านการตลาดและการพัฒนากลยุทธ์การตลาด หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานส่วนท้องถิ่นควรเข้ามาช่วยทำการส่งเสริมและสนับสนุนการหาตลาดให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระดาษสาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ประกอบการควรพัฒนาสู่การสร้างเครือข่ายทางด้านธุรกิจทั้งเครือข่ายผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันและเครือข่ายผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะส่งเสริมกันหรือใช้ประกอบกัน (Complementary products) เพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปThe study of trends and guideline for developing mulberry paper marketing of entrepreneurs, Saraphee District, Chiang Mai Province aims to; 1) study the context of Chiang Mai mulberry paper entrepreneurs, Saraphee District; 2) study problems of Chiang Mai mulberry paper entrepreneurs’ marketing; 3) study trend of marketing growth of local mulberry paper; 4) study guidelines for developing mulberry paper entrepreneurs to be consistent with marketing growth. The main reason to select this area is to study the capability of the promoted entrepreneurs after the government support period has been expired. Survey research and purposive sampling including participatory research with entrepreneurs to make the guidelines for developing market were conducted. Descriptive analysis was used to analyze the qualitative and quantitative data. The findings of the study are presented below. The principle occupation of these entrepreneurs is agriculture, hireling, and grocer. Their paregon are handicraft and processing products. A lot of support and promotion were from the government and private sectors to these people at the begining. As a result, set of the individual and group of entrepreneurs appeared to conform to the supporting condition. SWOT analysis was used in the marketing management consideration. The study has found that the patterns of entrepreneurs are both individual and group of housewives. At present, some mulberry paper entrepreneurs are still runing on their business as sub-producer. However, it is about fifty percent of the pioneer has closed down. Thus, it has shown that the enterpreneurs can not keep their market position as the producer without support. The existing entrepreneurs are confronted the primary problem of production cost and financial aid. The secondary problems are selling price, market channels and labors. Comparing the marketing growth of mulberry paper with product life cycle theory, mulberry paper at Saraphee District has rised to the maturity cycle and it is moving to the decline stage. The guideline of developing the marketing for the of mulberry paper handicraft is that they should improve the product designs to incentive its value added, imporve the knowledge of maketing and develope the market strategy. The government and the local government should continuously give them support and promotion to increase their marketing oppotunity. Entrepreneurs should create the business network both in the similarly product and complementary product type.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    การศึกษาผลการใช้กรณีศึกษาสอนเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม ในรายวิชาเทคนิคการฝึกอบรมและการประชุม

    No full text
    การศึกษาผลการใช้กรณีศึกษาสอนเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม ในรายวิชาเทคนิคการฝึกอบรมและการประชุม มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้กรณีศึกษา และสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้กรณีศึกษา (การจัดการเรียนการสอนตามแผนการสอนบทที่ 4 เรื่องเทคนิคการฝึกอบรม เริ่มจากให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม, ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม แล้วตอบคำถามท้ายบท, ให้ผู้เรียนดูวีดิทัศน์, ผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียนให้ทำใบงานในชั้นเรียน, ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายความรู้ที่ได้รับจากการดูวีดิทัศน์ และจากใบงาน, ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายเนื้อหาเรื่องเทคนิค การฝึกอบรมและเฉลยคำถามทบทวน, ผู้สอนบรรยายสรุปเนื้อหาเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม และให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย (Population) คือ นักศึกษาภาคพิเศษ ระดับปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่เรียนรายวิชาเทคนิคการฝึกอบรมและ การประชุม (MGT 2201) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวนทั้งสิ้น 3 กลุ่มเรียน ได้แก่ กลุ่มเรียน 02 (เสาร์-อาทิตย์) กลุ่มเรียน 04 (เสาร์-อาทิตย์) และกลุ่มเรียน 02 (จันทร์-ศุกร์) ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เข้าเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนในบทที่ 4 ครบทุกครั้งจำนวนทั้งสิ้น 104 คน คิดเป็นร้อยละ 62.0 ของนักศึกษาทั้งหมด 168 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบทดสอบ (Testing) และแบบสอบถาม (Questionnaire) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยคำนวณหาร้อยละของคะแนนความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้รายบุคคลจากคะแนนสอบก่อนเรียน และคะแนนสอบหลังเรียน สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม คือ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สามารถสรุปผลการวิจัยพบว่า 1. ข้อมูลส่วนบุคคล นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21 – 25 ปี มีเกรดเฉลี่ยสะสม 2.01–2.50 มีความรู้ความเข้าใจก่อนเรียนในระดับปานกลาง ให้ความสำคัญกับการอ่านเนื้อหาวิชาด้วยตนเองในระดับปานกลาง นักศึกษาส่วนใหญ่ตั้งใจทำการบ้านในระดับมาก สนใจดูวีดิทัศน์ในระดับมาก มีส่วนร่วมในการทำใบงานในระดับมาก สนใจการอภิปรายเนื้อหาในชั้นเรียนในระดับมาก สนใจฟังการบรรยายสรุปจากผู้สอนในระดับมาก ได้ทบทวนเนื้อหาวิชาก่อนทำแบบทดสอบหลังเรียนในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนกับคะแนนสอบหลังเรียน ผลการเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนกับคะแนนสอบหลังเรียนของนักศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.86 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 28.33 คะแนนเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 12.47 เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลพบว่านักศึกษาได้คะแนนเพิ่มขึ้นทุกคน โดยเพิ่มขึ้นต่ำสุด 4 คะแนน และเพิ่มขึ้นสูงสุด 23 คะแนน ซึ่งสามารถคำนวณหาค่าร้อยละความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้ได้ร้อยละ 27.71 3. ความคิดเห็นของนักศึกษา ผลการสำรวจความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพบว่า นักศึกษาเห็นด้วยในประเด็นต่อไปนี้ นักศึกษาชอบรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้ในบทที่ 4 รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้ในบทที่ 4 ช่วยให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายยิ่งขึ้น รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้ในบทที่ 4 ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความสนใจได้ดียิ่งขึ้น นักศึกษาอยากให้ผู้สอนนำรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในบทที่ 4 ไปประยุกต์ใช้ในบทอื่นๆ นักศึกษาอยากให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบเดียวกับบทที่ 4 อีก รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้ในบทที่ 4 ช่วยให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้ในบทที่ 4 ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในบรรยากาศที่ ไม่น่าเบื่อ และรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้ในบทที่ 4 ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในบรรยากาศที่สนุกสนาน รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่นักศึกษามีความพึงพอใจในระดับมาก คือ การดูวีดิทัศน์ การรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้สอน การตอบคำถามท้ายบท (การบ้าน) การแบ่งกลุ่มทำใบงานหลังจากดูวีดิทัศน์ การทำแบบทดสอบหลังเรียน การอภิปรายเนื้อหาใน ชั้นเรียน และการทำแบบทดสอบก่อนเรียน สำหรับการศึกษาเนื้อหาวิชาด้วยตนเองนั้นนักศึกษามีความพึงพอใจในระดับปานกลางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    แหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการเรียนการสอน

    No full text
    มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม

    Research and Community Enterprise Development of Tailue, Doisaket District, Chiang Mai

    No full text
    โครงการวิจัย “การวิจัยและพัฒนาชุมชนไทลื้อ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ ประการแรกเป็นการศึกษาศักยภาพของชุมชนไทลื้อ และหาแนวทางพัฒนาระบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนไทลื้อ ประการที่สองเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมการท่องเที่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวของเทศบาลตำบลดอยสะเก็ดและสถานที่ท่องเที่ยวของเทศบาลตำบลลวงเหนือ การดำเนินงานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ระหว่างทีมผู้วิจัยกับชุมชน ผู้นำชุมชนและบุคลากรในชุมชนไทลื้อ กลุ่มประชากรผู้ร่วมกระบวนการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ชุมชนไทลื้อที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 6 บ้านโป่งกุ่ม ตำบลป่าเมี่ยง, หมู่ที่ 4 บ้านป่าคา ตำบลเชิงดอย, หมู่ที่ 8 บ้านลวงใต้ ตำบลเชิงดอย, หมู่ที่ 3 บ้านเมืองวะ ตำบลลวงเหนือและหมู่ที่ 5 บ้านลวงเหนือตำบลลวงเหนือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการศึกษาดูงานแบบสังเกต และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลจากการศึกษาพบว่า 1. แหล่งท่องเที่ยวของชุมชนไทลื้อ มีศักยภาพสูง มีสิ่งดึงดูดใจทั้งธรรมชาติ ภูมิอากาศ สถานที่ประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี มีสิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงได้สะดวก 2. ศักยภาพของชุมชนไทลื้อในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอยู่ในระดับปานกลาง ผู้นำชุมชน ตัวแทนชุมชนและสมาชิกชุมชนต่างมีจิตสำนึกร่วมกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน มีการร่วมมือกันในกิจกรรมต่างๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีการวางแผนปฏิบัติงาน มีการวิเคราะห์ ควบคุม แก้ไขปัญหา แต่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และการบริหารจัดการการท่องเที่ยว และขาดงบประมาณสนับสนุน 3. ด้านการเชื่อมโยงกิจกรรมการท่องเที่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวของเทศบาลตำบลดอยสะเก็ด และสถานที่ท่องเที่ยวของเทศบาลตำบลลวงเหนือ โดยการประชาสัมพันธ์ทั้งทางเอกสาร การลงใน Website ของเทศบาลตำบลดอยสะเก็ด งานประเพณีสงกรานต์ และงานประเพณียี่เป็ง 4. หลังการพัฒนา โดยการจัดศึกษาดูงานการบริหารจัดการท่องเที่ยวที่บ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมืองหลวงน้ำทา ประเทศลาว และที่สิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ทุกฝ่ายได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในชุมชนของตน และนำความรู้ที่ได้รับมาปรับปรุงพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อให้ทุกฝ่ายในชุมชนได้มีส่วนร่วมและได้รับผลประโยชน์โดยทั่วถึงResearch and development the cultural tourism of Tailue community , Doisaket District, Chiang Mai Province has two main objectives; firstly, to study the potential of Tailue community and look for ways to develop the management of cultural tourism of Tailue community and secondly is to link activities concerning tourism activities with tourist attraction of Doisaket municipality and tourist attraction of Luangnoeu sub-district municipality. Participatory action research between team of researchers , leaders of community and people who belongs to Tailue community has been used in this study. The population in this study consist of Tailue community who stay at Moo 6 , Pongkum village, Pamieng sub-district, Moo 4 Pakha subdistrict, Cheongdoi sub-district, Moo 8 Luangtai village, Moo 3 Muangva village , Luangneou sub-district and Moo 5, Luengneou village, Luangneou sub-district. The research instrument are questionnaire, a record of a tour of inspection, observation form and descriptive analysis is used in this study. The results of study are as follow 1) the tourist attraction of Tailue community has a high potential with attraction resource such as natural resources, climate, historical sites, antiques, holy places, ways of life, art and culture , tradition, facility and more accessible ; 2) the potential of Tailue community to manage tourism is in medium level. Commuity leaders, representative of the community and members of community have learned together with have a good cooperation to do the activities. They have participated in decision making , planning, analysis, controlling and solving problems. However, they lack of knowledge and understanding concerning roles and management in tourism as well as budget; 3)there are public relations concerning activities of tourism and tourist attraction of both Doisaket sub-district and Luengnoeu municipality by web site and document; 4) after the tour of inspection at Muanpon village, Khunyoum sub-district, Maehongsorn province and Sipsongpanna , The Republic of China, they have learned the duty and roles of management tourism in their own villages. They also bring knowledge to improve and develop management.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    Knowledge Management Process to Development Product Designs and Analysis Community Business Potentiality, Mae Khue, Luang Tai, San Puloei, Pamiang and Mae Hui Ngern sub-districts, Doi Saket district, Chiang Mai province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการชุมชน เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพชุมชน การศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ในด้านแนวความคิด กลวิธีการออกแบบ ขั้นตอนการผลิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทัศนคติ สภาพแวดล้อม ต้นทุนทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการจัดการความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และการจัดการความรู้เพื่อการวิเคราะห์ศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อการพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดการความรู้ และการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปของกลุ่มผลิตภัณฑ์ แปรรูปสมุนไพรพร้อมดื่ม 2) ผลิตภัณฑ์โคมไฟร่ม โคมไฟดาว โคมไฟเดือน พัดและร่มโมบาย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรัฐประชา 3) ผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าชาวเขา 4) ผลิตภัณฑ์เครื่องเขิน ปลาเงิน ปลาทอง กลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเครื่องเขิน 5) ผลิตภัณฑ์ถาดไม้ไผ่ ของกลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ 6) ผลิตภัณฑ์ขนมทองม้วนสมุนไพร ของกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรไทย 7) ผลิตภัณฑ์กล่องไม้ใส่ของ หรือหีบ และผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มร้านใจนาง ผลการศึกษา พบว่า ชุมชนมีความต้องการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพในกลุ่มตนเองเพื่อการพัฒนาความรู้ และความเชี่ยวชาญในการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการศึกษา ด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์และกลวิธีการออกแบบกลุ่มธุรกิจชุมชนมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยมีประธานกลุ่มเป็นผู้ควบคุมดูแลการผลิตและการออกแบบ ส่วนขั้นตอนการผลิตเป็นการถ่ายทอดกลวิธีปฏิบัติงานจากประธานกลุ่มไปสู่สมาชิกภายในกลุ่ม หลังจากนั้นสมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่สมาชิกคนอื่น ๆ ต่อไป การจัดการความรู้ ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชน พบว่า จากการที่กลุ่มธุรกิจชุมชนได้รับการบริการความรู้ ด้านต่าง ๆ จากคณะผู้วิจัย และวิทยากร รวมถึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจชุมชน มีความพร้อมในการพัฒนาตนเองและการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจของตน ในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนต่อไป ข้อเสนอแนะในการวิจัย ได้แก่ รัฐบาลควรหาทางแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความต้องการในการซื้องานผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชน รวมถึงการรณรงค์เพื่อให้เห็นถึงคุณค่า และความสำคัญของภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ของชุมชนและท้องถิ่น รวมถึงการสนับสนุนด้านการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การผลิตสมัยใหม่ รวมถึงการหาตลาดรองรับผลผลิตของกลุ่มธุรกิจชุมชน เพื่อเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถดำรงธุรกิจต่อไปได้ และสามารถจ้างงานแรงงานในท้องถิ่น กระจายรายได้ภายในท้องถิ่นเดียวกันก่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง อันเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศThe purposes of this research aim to study the community’s need about product and community’s potential development, to study product pattern concerning with concept, design methods, manufacturing procedure, local wisdom, attitude, environment, natural capital affecting to product pattern including knowledge management on community’s product development by design experts. Also, it is to provide the knowledge management to analyze the potential of marketing, manufacturing and community business operation on self-sufficiency economy basis by HM the King for sustainable life quality and community business development with knowledge management process and utilization of Qualitative Research and Participatory Action Research. The sample groups of this research are; 1) processed herbal products from instant herbal drink product group, 2) lamp & lantern, fan and mobile umbrella products from Ratpracha state-enterprises community group, 3) hill tribal bag products, 4) lacquer ware and golden fish products from lacquer ware handicraft product group, 5) bamboo tray products from bamboo handicraft group, 6) herbal Thong Muan dessert products from Thai herbal product group, and 7) wooden box related products and products from Jai Nang Store. According to the study, it was found that the community needs to improve the products and potential within their group in order to develop knowledge and expertise in manufacturing and designing their further products. Also, for the study on product pattern and design method, the community business groups design and develop their products by exchanging their own opinions as the group president will be in charge of supervising the manufacturing and designing process. On, manufacturing process, it is performed by instructing procedures from group president to members. After that, members will instruct to other members. On, community product knowledge management process and potential of management, marketing, manufacturing, and operating, it was found that after being instructed for variety of knowledge from researchers and lecturers including knowledge exchanging session, community business groups have become more prepared to improve the groups and to perform with better effectiveness. Also, they are able to apply self-sufficiency economy concept for their business, operations and community business for sustainability. For the suggestion of this research, the government must solve current economic problem in order to restore the people’s liquidity that will result in more local handicraft product purchasing needs and to realize the value and significance of local wisdom and products. Moreover, the government should provide financial support or new knowledge of modern manufacturing process and provide supporting market for more products in order to support and promote the entrepreneurs’ business that will lead to domestic income spread. This will become the important basis for the domestic economy.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    Knowledge Management Process to Development Product Designs and Analysis Community Business Potentiality, Mae Pong and San Puloei sub-districts, Doi Saket district, Chiang Mai province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการชุมชน เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพชุมชน การศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ในด้านแนวความคิด กลวิธีการออกแบบ ขั้นตอนการผลิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทัศนคติ สภาพแวดล้อม ต้นทุนทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการจัดการความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และการจัดการความรู้เพื่อการวิเคราะห์ศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อการพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดการความรู้ และการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์น้ำพริกเผาเห็ดหอม ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านตลาดขี้เหล็ก 2) ผลิตภัณฑ์กล้วยตาก มะเขือเทศ และถั่วคั่วทรายแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชิงดอย 3) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชง และชาพร้อมดื่ม กลุ่มการแปรรูปสมุนไพรไทย 4) ผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง และหมูยอ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสันปูเลย 5) ผลิตภัณฑ์น้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง แคบหมู และแหนมหมู ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านสันต้นดู่ 6) ผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักของกลุ่มหัตถกรรมแกะสลักบ้านยางทองและ7) ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอ กลุ่มทอผ้าสันปูเลย ผลการศึกษา พบว่า ชุมชนมีความต้องการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพในกลุ่มตนเองเพื่อการพัฒนาความรู้ และความเชี่ยวชาญในการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการศึกษาด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ และกลวิธีการออกแบบกลุ่มธุรกิจชุมชนนับเป็นการทำงานแบบอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะไม่มีการแบ่งแยกความถนัด มีการเรียนรู้ และจดจำได้ด้วยตนเอง ขั้นตอนการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นแบบทำเองทุกขั้นตอน การจัดการความรู้ด้านการจัดการ การตลาด การผลิต การดำเนินงานธุรกิจชุมชน พบว่า กลุ่มธุรกิจชุมชนมีความพร้อมในการพัฒนาตนเอง และยังสามารถการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และจัดการธุรกิจของตนในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ข้อเสนอแนะในการวิจัย ควรมีการศึกษาถึงบทบาท และโครงสร้างขององค์กร เพื่อให้ง่ายต่อการประสานงาน หรือทำให้ง่ายต่อการขับเคลื่อนกระบวนการให้ด้านต่าง ๆ เพื่อลดขั้นตอน การทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์ และกำหนดให้ทุกตำบลดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยเน้นกระบวนการปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน อีกทั้งควรศึกษาความต้องการของตลาดทั้งต่างประเทศและในประเทศที่มีต่อผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท เพื่อศึกษาและนำมาเป็นข้อมูลในการผลิตสินค้า ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคต่อไปThe purposes of this research aim to study the community’s need about product and community’s potential development, to study product pattern concerning with concept, design methods, manufacturing procedure, local wisdom, attitude, environment, natural capital affecting to product pattern including knowledge management on community’s product development by design experts. Also, it is to provide the knowledge management to analyze the potential of marketing, manufacturing and community business operation on self-sufficiency economy basis by HM the King for sustainable life quality and community business development with knowledge management process and utilization of Qualitative Research and Participatory Action Research. The research sample groups are as follows; 1) Soft-drink plastic bottle products (recycled-garbage) from fabricated product group, 2) Ban Dok Daeng tailor products, 3) herbal products from Curcuma longa Linn, Emblic Myrabolan, and dehydrated Curcumin from northern raw-material development and herbal-plant process group, 4) sculpture products from sculpture groups, 5) bamboo umbrella products from Ban Pa Ngew bamboo umbrella handicraft group, 6) Sweet round and flat sweetmeat and herbal preserved banana products from Sweet round and flat sweetmeat and herbal preserved banana processed product group, and 7) shiitake mushroom crispy rice products from shiitake mushroom processing group. According to the study, it was found that the community needs to improve the products and potential within their group in order to develop knowledge and expertise in manufacturing and designing their further products. Also, for the study on product pattern and design method, the community business groups design and develop their products mostly in form of small industry to medium industry by working together in family or group as well as gathering in community. Working characters are divided according to specialty while there are training sessions and work learning stations often provided. Most of working process is to divide the duty according to individual specialty. On knowledge management process concerning with management, marketing, manufacturing and community operating, community business groups are capable of to applying self-sufficiency economy concept for their business, operations and community business for sustainability. For the suggestion of this research, the marketing training session must be promoted by providing product distribution channels for community business groups and publicizing and promoting local products and supporting providing training programs to improve expertise for better manufacturing quality which meets the markets’ needs. Also, the training program and knowledge providing process must be conducted for community business groups to realize the value and importance of living together and participation to form strength for planning, manufacturing, distributing and which will reduce production time, expenditure and procedure.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    Knowledge Management Process to Development Product Designs and Analysis Community Business Potentiality, Choeng Doi and Talad Khwan sub-districts, Doi Saket district, Chiang Mai province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการชุมชน เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพชุมชน การศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ในด้านแนวความคิด กลวิธีการออกแบบ ขั้นตอนการผลิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทัศนคติ สภาพแวดล้อม ต้นทุนทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการจัดการความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และการจัดการความรู้เพื่อการวิเคราะห์ศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อการพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดการความรู้ และการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างการศึกษาได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มถั่วเหลืองผสมงา 2) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดผงสำเร็จรูป 3) ผลิตภัณฑ์ขนมกาละแมกะทิของกลุ่มแปรรูปอาหารบ้านหนองบัวพระเจ้าหลวง 4) ผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรลูกประคบ 5) ผลิตภัณฑ์พวงกุญแจเชือกของ หจก. แสนฮา 6) ผลิตภัณฑ์แปรรูปผ้าทอชาวเขา ร้านหนึ่งสยามเครื่องหนัง 7) ผลิตภัณฑ์กลุ่มหัตถกรรมผ้าทอมือ จักสานงานฝีมือ 8) ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไข่เค็มบ้านบ่อหิน 9) ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ลูกประคบ ชาสมุนไพรดอกคำฝอย และดอกไม้จันของกลุ่มผู้สูงอายุ ผลการศึกษา พบว่า ชุมชนมีความต้องการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพในกลุ่มตนเองเพื่อการพัฒนาความรู้ และความเชี่ยวชาญในการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการศึกษา ด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์และกลวิธีการออกแบบกลุ่มธุรกิจชุมชนมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยมีประธานกลุ่มเป็นผู้ควบคุมดูแลการผลิตและการออกแบบ ส่วนขั้นตอนการผลิตเป็นการถ่ายทอดกลวิธีปฏิบัติงานจากประธานกลุ่มไปสู่สมาชิกภายในกลุ่ม หลังจากนั้นสมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่สมาชิกคนอื่น ๆ ต่อไป การจัดการความรู้ด้านการออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน และศักยภาพด้านการจัดการ การตลาด การผลิต และการดำเนินงานด้านธุรกิจชุมชน พบว่า จากการที่กลุ่มธุรกิจชุมชนได้รับการบริการความรู้ ด้านต่าง ๆ จากคณะผู้วิจัย และวิทยากร รวมถึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจชุมชน มีความพร้อมในการพัฒนาตนเองและการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการธุรกิจของตน ในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนต่อไป ข้อเสนอแนะในการวิจัย ได้แก่ ภาครัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน และสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพส่งผลต่อการปฏิบัติงานและนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐบาลที่ไม่มีความต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันให้ประชาชน ได้เข้าถึงบริการของรัฐให้ได้รับความช่วยเหลือตามนโยบายที่ได้ตั้งไว้เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย และคนจน ในส่วนภาคภาคการศึกษา หรือนักวิจัยที่ต้องการจะนำงานวิจัยไปต่อยอด หรือโจทย์วิจัยที่ควรศึกษาต่อไปคือ หนึ่งการวิจัยโดยใช้กระบวนการจัดการความรู้เพื่อนำองค์ความรู้ของชุมชนมาจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น และสอง การวิจัยเพื่อติดตามผลและประเมินด้านการพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ของกลุ่มธุรกิจชุมชนต่อไปThe purposes of this research aim to study the community’s need about product and community’s potential development, to study product pattern concerning with concept, design methods, manufacturing procedure, local wisdom, attitude, environment, natural capital affecting to product pattern including knowledge management on community’s product development by design experts. Also, it is to provide the knowledge management to analyze the potential of marketing, manufacturing and community business operation on self-sufficiency economy basis by His Majesty the King Rama IX for sustainable life quality and community business development with knowledge management process and utilization of Qualitative Research and Participatory Action Research. The research samples are as follows; 1) soybean and sesame drinking products, 2) instant drink products, 3) coconut-milk caramel products by food processing group in Ban Nhong Bua Phra Chao Luang, 4) processed herbal-heat products, 5) rope keychain products by Saen Ha Partnership Limited, 6) transformed hill-tribal cloth products from Nueng Siam Cushion Store, hand-woven handicraft products, 9) preserved-egg products from Ban Bor Hin group, and 9) herbal-heat, herbal tea, and paper flower products by senior groups. According to the study, it was found that the community needs to improve the products and potential within their group in order to develop knowledge and expertise in manufacturing and designing their further products. Also, for the study on product pattern and design method, the community business groups design and develop their products by giving opinion as the group president will be in charge of supervising the manufacturing and designing. On, manufacturing process, it is performed by instructing procedures from group president to members. After that, members will instruct to other members. On, community product knowledge management process and potential of management, marketing, manufacturing, and operating, it was found that after being instructed for variety of knowledge from researchers and lecturers including knowledge exchanging session, community business groups have become more prepared to improve themselves and to perform with better effectiveness. Also, they are able to apply self-sufficiency economy concept for their business, operations and community business for sustainability. Regarding to the research suggestions, the government should solve current economic problems caused by global economic crisis and unstable political situations which affect to government’s operations and policies. Moreover, people should be able to access to the government’s service for receiving assistance according to proposed policies in order to reduce the difference between rich and poor people. On educational section or researchers who wish to continue this research; 1) the research utilizing knowledge management process for community knowledge must be performed, and 2) the research to catch up with the result and evaluate the development of community product design must be conducted as well.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    action research for promoting research and developing sustainable free pesticide agricultural product base on sufficiency economy, Chiang Mai

    No full text
    ชุดโครงการวิจัย “โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการวิจัยและ พัฒนาสินค้าเกษตร ผักปลอดสารพิษบนเศรษฐกิจพอเพียง อย่างยั่งยืน จังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2552” เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กับหน่วยงาน ภาคีในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งกลุ่มเกษตรกร เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด เชียงใหม่ กับการบูรณาการในการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าผักปลอดสารพิษให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ ยอมรับของผู้บริโภคในท้องตลาด รวมถึงการสร้างเครือข่ายการตลาดระดับชุมชนจนถึง ระดับประเทศด้วยระบบสารสนเทศของการผลิตผักปลอดสารพิษ อีกทั้งยังได้วิเคราะห์ต้นทุน และผลสัมฤทธิ์ของการผลิตผักปลอดสารพิษให้ได้ความคุ้มค่าของการผลิต บนฐานความรู้ของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ประยุกต์ใช้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพเสริม การผลิต ผักปลอดสารพิษอย่างยั่งยืนได้ ผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 33 รายจาก 6 อำเภอ สามารถวางแผน การจัดการผลิตผักปลอดสารพิษให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล คือมาตรฐาน GAP ได้ถึง 33 ชนิดผัก อันได้แก่ ผักกาดกวางตุ้ง กระเทียมต้น กะหล่ำปลี คะน้า คึ่นช่าย กะหล่ำดอก ถั่วแขก ถั่วพู บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง ผักโขมจีน ผักกาดขาว มะระจีน ผักชี ผักบุ้งจีน สลัดใบ พริกขี้หนู พริกหนุ่ม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว บวบเหลี่ยม แตงกวา แครอท ผักกาดฮ่องเต้ ตั้งโอ๋ ถั่วลันเตา หัวไชเท้า มะเขือยาว มะเขือเปราะ เห็ดนางฟ้า เห็ดลม ผักกาดหางหงษ์และกุยช่าย ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคต่อผู้ผลิตในการส่งเสริมการผลิตและพัฒนาสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งตลาดระดับขายส่ง ตลาด ระดับขายปลีกและตลาดระดับซูปเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้งานวิจัยยังได้ทำการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอด ข้อมูลการเกษตรปลอดสารพิษและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตผักปลอดสารพิษของ จังหวัดเชียงใหม่ โดยการจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศบนเว็บไซต์ของศูนย์บริหารจัดการ ผักปลอดสารพิษ (http://www.mcs.okrd.org) ที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของสำนักงานเกษตรจังหวัด เชียงใหม่ (http://www.chiangmai.doae.go.th) อันเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านการผลิตและ การตลาดผักปลอดสารพิษ และเชื่อมโยงผู้บริโภคกับแหล่งของการผลิตผักปลอดสารพิษในจังหวัด เชียงใหม่ได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตผักปลอดสารพิษได้อย่างมีผลสัมฤทธิ์ คุ้มค่ากับการ ลงทุนและเกิดความยั่งยืน งานวิจัยชิ้นนี้สามารถวิเคราะห์มูลค่าต้นทุนการผลิตที่ชัดเจนและทราบ ผลตอบแทนความคุ้มค่าได้ถึง 28 ชนิด โดยมีอัตราผลกำไรต่อรายได้ต่ำสุดอยู่ที่ 4% และอัตราผล กำไรต่อรายได้สูงสุดถึง 66% หมายความว่าเกษตรกรสามารถทำการผลิตผักปลอดสารพิษเป็น อาชีพเสริมที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างคุ้มค่า เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก การลดต้นทุนจากการไม่ใช้สารเคมีต่างๆ และการใช้ปัจจัยการผลิต (ที่ดินและแรงงาน) ของ ครัวเรือน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในระดับ ครัวเรือน ระดับชุมชนและก้าวสู่ระดับประเทศ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืนParticipatory action research for promoting research and developing sustainable free pesticide agricultural product base on sufficiency economy, Chiang Mai Province in 2009 was conducted with member offices in Chiang Mai. These member offices consist of groups of agriculturists and Chiang Mai Provincial Agricultural Office including the integration for promoting and developing free pesticide vegetables to reach standard as well as building the marketing network from local to country by information system of producing free pesticide vegetables. Analyzing cost and benefit of free pesticide vegetables based on sufficiency economy is also included in this study. The study was that 33 agriculturists from 6 districts could arrange the production plan of 33 types of free pesticide vegetables to reach international standard; Good Agriculture Practice (GAP). These 33 types of vegetables are pak choi, Leek, cabbage, Kale, Celery, cauliflower, French bean, Winged bean, broccoli, spinach, Amaranth, Chinese white cabbage, Chinese bitter ground, Coriander, Water spinach, salad, Cayenne Pepper, Chili Pepper, tomato, Fabacae, Smooth loofah , Cucumber, Carrot, Pak Tsai, Garland , Peas, Chinese radish, Snake egg-plant, Egg-plant, Sajor-caju, Hed-Lom, Chinese Cabbage-Michilli, Chinese Chives. These can make trust for consumers both in wholesales, retail marketing and supermarket. The information center regarding free pesticide agriculture was established under the website of mcs.okrd.org and connected to website of Chiang Mai Provincial Agricultural Office in order to distribute knowledge of producing and marketing of free pesticide vegetables and link to consumers. Analyzing cost and benefit of production is done and know the rewards from 28 types of vegetables. The profit ratio per income is four percentages and the profit ratio per the highest income is sixty-six percentages. This means agriculturists have appropriated additional income from producing free pesticide vegetables. They do not spend a lot of expenses because they don’t use chemical substances but use their own lands and labors instead. They can decrease their own expenses but increase their household income.สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาต

    Toxicity and Chemical Composition of Airborne Particulate Matter in Ambient Air of Tambon Don Kaew, Mae Rim District, Chiang Mai Province

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ความเป็นพิษต่อยีนปนเปื้อนและตรวจวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีในอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กในตัวอย่างอากาศของพื้นที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึง เดือน สิงหาคม 2551 ทำการเก็บอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กขนาด 10 ไมโครเมตร ด้วยกระดาษกรองโดยใช้เครื่องมือที่ใช้อัตราการดูดอากาศสูง ทั้งหมด 4 จุด ได้แก่ เส้นทางจราจร พื้นที่การเกษตร เตาเผาขยะ และย่านที่พักอาศัย และทำการตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีโดยตรวจวิเคราะห์หา ก๊าซมีเทน ก๊าซนอนมีเทน ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ทำการสกัดแผ่นกรองเก็บอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กด้วยสารตัวทำละลายไดคลอโรมีเทน โดยใช้เครื่องแรงสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูง แล้วนำสารสกัดไปทดสอบฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อแบคทีเรียสัลโมเนลลา ธัยฟิมิวเรียม สายพันธุ์ TA98 และ TA100 ในภาวะที่มีหรือไม่มีการกระตุ้นด้วยเอนซัยม์ ผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยของอนุภาคฝุ่นขนาดเล็ก(พีเอ็ม10) โดยน้ำหนัก อยู่ระหว่าง 14.0 – 47.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีระดับต่ำกว่าค่ามาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป ปริมาณก๊าซมีเทน ก๊าซนอนมีเทน ก๊าซไฮโดรคาร์บอน มีค่า 1.96-2.06, 0.35-1.42, และ 2.34-3.38 หนึ่งส่วนในล้านส่วน ตามลำดับ และฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อแบคทีเรียสัลโมเนลลา ธัยฟิมิวเรียม สายพันธุ์ TA98 และ TA100 ในภาวะที่มีหรือไม่มีการกระตุ้นด้วยเอนซัยม์ พบว่ามีผลต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรียดังกล่าวทั้งแบบโดยตรงและโดยผ่านเอนซัยม์ นอกจากนี้พบว่าฤทธิ์การก่อการกลายพันธุ์ของอนุภาคฝุ่นขนาดเล็ก (พีเอ็ม10) ไม่มีความแตกต่างกันที่เก็บตัวอย่างมาจากแหล่งกำเนิดในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจเนื่องมาจากแหล่งกำเนิดของอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กเป็นแหล่งเดียวกัน อนุภาคฝุ่นขนาดเล็กไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แต่อาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้วนับได้ว่าเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบ ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและสร้างสุขภาวะแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่Toxicity and chemical composition of cirborne particulate matter in ambient air of Tambon Don Kaew, Mae Rim District, Chiang Mai Province have been carried out during the period between December 2007 and August 2008. PM 10 samples were collected on filters, with the use of High volume air sampler and hydrocarbons (CH4, NMHC, and THC) were monitored of four sampling sites; traffic source, agricultural source, incinerator source, and residential area. Twenty-four hour air particulate matter samples were extracted with dichloromethane by ultrasonication. The organic extracts of PM 10 were tested by short-term mutagenicity bioassays using Salmonella tester strains TA98 and TA100, with and without metabolic activation (S9). The daily levels of PM 10 mass concentration of Tambon Don Kaew ranged from 14.0 to 47.0 g/m3 which lower than the Pollution Control Department (PCD), PM 10, the 24 h standard of 120 g/m3 and the concentration of methane, non-methane, and total hydrocarbon ranged from 1.96-2.06, 0.35-1.42, และ 2.34-3.38 ppm, respectively. The study showed that direct mutagenicity with TA98 and TA100 strains in airborne particulate matter extracts was detected in all samples. The mutagenicities became positive, and were higher, in the presence of enzyme activation (S9 mix). In conclusions, the results of the PM 10 studies presented here have implications for future research as well as efforts to regulate particulate matter and to improve the health of Tambon Don Kaew residents.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    0

    full texts

    1,393

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇