ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
Study on Medicinal Bioactive Compounds from Herbs in Sa Luang Community Chiang Mai Province
This research project was studied on medicinal plants widely distributed in Sa Luang-Kee Lek Community Chiang Mai Province Thailand. In this area, 118 species have been found and 75 species of them have been used in the traditional medicine. Curcuma sessilis (Thai name; Gra-Jiew), commonly found in this region, has been investigated based on the ethnopharmacological literature. Steam distillation extract of this plant yielded the purple essential oil [0.2 % (w/w)]. The plant extract has been investigated on the anti-oxidant properties in both DPPH free radical scavenging and ABTS reducing activities. It was found that the plant extract showed the antioxidant activity with the IC50 value of 125.41 mg/ml.
In vitro antimicrobial studies on the essential oil extract have been carried out on the five bacterial strains, including Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Klebsiella pneumonia, Escherichia coli and Salmonella typhi using the Agar Disc Diffusion Method. The result showed that the extract exhibited the inhibitory activity against Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, and Salmonella typhi
Through the experimentation of GC-MS, it was found that the chemical constituents of the essential oil extract consisted of alpha- and beta-Pinene, Camphene, 1,8-Cineole, Borneol, beta-Elemene, Curzerene, t-Muurolol, Germacrone, and Camphor.โครงการวิจัยนี้ได้ศึกษาพืชสมุนไพรที่มีในพื้นที่ชุมชนสะลวงจังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่นี้พบพืช 118 ชนิด ในจำนวนนี้มี 75 ชนิด ที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ซึ่งจากข้อมูลสรรพคุณทางยาและพืชที่พบได้ทั่วไป คือ กระเจียว (Curcuma sessilis) สารสกัดที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำเป็นน้ำมันหอมระเหยสีม่วง มีปริมาณ 0.2 % (w/w) เมื่อนำสารสกัดไปทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ วิธี ABTS พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยค่า IC50 เท่ากับ 125.41 mg/ml
จากการศึกษาฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยต่อการต้านเชื้อจุลินทรีย์จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Klebsiella pneumonia, Escherichia coli, และ Salmonella typhi โดยใช้วิธี Agar Disc Diffusion Method พบว่าสารสกัดสามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, และ Salmonella typhi
จากการศึกษาด้วยเทคนิค GC-MS พบว่าน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย Alpha- และ beta-Pinene, Camphene, 1,8-Cineole, Borneol, beta-Elemene, Curzerene, t-Muurolol, Germacrone, และ Camphorสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
Skills development, reading and writing in Thai. The story of the picture books. Grade students at 1 a school in Chiang Mai Rajabhat University.
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเขียนภาษาไทย โดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่โดยนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของการอ่าน การเขียนภาษาไทย และเป็นการฝึกให้นักเรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการสร้างนิทานด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีได้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ชั้น ป.1/1 จำนวน 36 คน โดยใช้เครื่องมือในการทดลอง คือ แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ และนิทานประกอบภาพ ส่วนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินการจัดกระบวนการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาไทยโดยใช้นิทานเป็นสื่อ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ได้ผลวิจัยดังนี้
1. ผลจากการทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มเท่ากับ 13.22 เฉลี่ยร้อยละ 66.11 และหลังจากการใช้หนังสือนิทานประกอบภาพพัฒนาการอ่านและเขียนภาษาไทยแล้ว มีค่าเฉลี่ยของกลุ่มเท่ากับ 18.22 เฉลี่ยร้อยละ 85.83 และเมื่อพิจารณาเกณฑ์การผ่านการประเมิน ร้อยละ 80 ปรากฏว่า คะแนนทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียน ผ่านเกณฑ์การประเมิน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 19.44 มีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 29 คน คิดเป็นร้อยละ 80.56 จากคะแนนทดสอบหลังเรียนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 36 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าการพัฒนาการอ่านและเขียนภาษาไทย โดยใช้หนังสือนิทานภาพประกอบ ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านและเขียนภาษาไทยของนักเรียนสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าการใช้หนังสือนิทานภาพประกอบการอ่านและเขียนภาษาไทย สามารถพัฒนาด้านการอ่านและเขียนของนักเรียนได้ดีขึ้นThis research aimed to develop skills in reading and writing English. The use of picture story book. For elementary school students a year by the School of Rajabhat Chiang Mai used as a component of reading Written English. And to train students to use their skills with the process of creating stories. I was born to a good achievement.
The sample used in this study was. Grade students at a school of the University.
Chiang Mai Rajabhat University P. Floor 1 / 1 of 36 people using tools to test the plan and the learning process. And telling picture The tools for collecting data was evaluated by the learning process. Behavior Observation of teaching and learning. Query and the satisfaction of students on learning English by using the story as a medium. And analyzing data by using analysis of test performance prior to learning after learning the standard 80/80 and analysis of student satisfaction with the average (Mean) and SD (Standard Deviation) to the following research.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Management of Wong Pat-Khong in Chiang Mai’s Culture
This research focuses on the study of: (a) The history of Wong PatkhongofPatkhongensembles(b)management of the Wong Pat-khong as component of a popular institution in the society (c) The signature style of song and notation recordings of Wong Pat-khong.The data for the study was compiled following documentary reports and interview of people involved in the Wong Pat-khong, that encompasses those areas of Lam-Chang-Weng-ping, Wat-Chiang-Yuen of Mouean District, Thanarat-Sien, Luk-Weag-Kan of Sanpatong District, andPa-bong-Sien, Sid-jed-See of Sarapee District, Chiang Mai province. This research involving a descriptive and qualitative analysis has thrown up the following significant results;The origin of the Wang Pat-Khong can be traced to its roots in Wang-Klong-Teng-Ting and Wang Pi-pat which is also known as Wang Pat. The Wang Pat-Khong in Chaing Mai area are of three kinds; 1) the original ensemble 2) that which has the Rann khong Mon to the original ensemble 3) Wong Pat-pa-yook which includes Western music instrument in addition to the original ensemble.The Management of Wong Pat-khong being rooted and reflective of one’s cultural tradition is based on a strong family bonding where members live and share like one. It being rooted in sound creative wisdom has been the driving force behind a transforming economy and creative living art. In addition, the management of Wong Pat Khong has now become a lucrative venture in terms of kind as well as capital. The successful blending of two powerful forces of human civilization, i.e., art with economy, harmoniously within the grand framework of tradition and modernity without losing touch of its cultural heritage makes Wong Pat-khong a popular phenomenon that many look forward to replicate.Interestingly, the signature style of Wong Pat-khong music despite undergoing a dynamic evolutionary progress still retains its original folk accents and idioms, tone and signature play that has always been its distinctive trademark.งานวิจัยนี้มีความมุ่งหมายในการศึกษาคือ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาของวงป้าดฆ้องในรูปแบบต่าง ๆ 2) ศึกษาการบริหารจัดการวงป้าดฆ้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความนิยมในการบริการสังคม 3) ศึกษาเพลงและบันทึกโน้ตเพลงวงป้าดฆ้องที่ใช้ในการบรรเลงหลักข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาจากเอกสารและการสัมภาษณ์บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงป้าดฆ้องประกอบด้วยคณะวัดเชียงยืน คณะวัดล่ามช้างเวียงพิงค์ อำเภอเมือง คณะป่าบ่งศิลป์ คณะศิษย์เจ็ดสี อำเภอสารภี และคณะลูกเวียงกาน คณะธนรัตน์ศิลป์ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเสนอผลการวิจัยแบบพรรณวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่า วงป้าดฆ้องเกิดจาการผสมผสานระหว่างวงกลองเต่งถิ้งและวงปี่พาทย์ จึงกลายเป็นวงป้าดฆ้องขึ้นมา วงป้าดฆ้องที่พบในจังหวัดเชียงใหม่แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. วงป้าดฆ้องที่มีรูปแบบดั้งเดิม 2.วงป้าดฆ้องที่นำร้านฆ้องมอญเข้ามาผสม และ3. วงป้าดฆ้องแบบดั้งเดิมแต่นำเครื่องดนตรีตะวันตก เข้ามาผสมเรียกว่า วงป้าดประยุกต์ นอกจากนั้นในด้านการบริหารจัดการวงป้าดฆ้อง การรับงานวงป้าดฆ้องจะได้รับค่าตอบแทนตั้งแต่ 4500 -8000 บาทต่องาน การบริหารจัดการวงป้าดฆ้อง จังหวัดเชียงใหม่ได้สะท้อนรูปแบบของการใช้ระบบวัฒนธรรม เข้ามาบริหารจัดการภายในวงด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ แบบญาติพี่น้อง วงป้าดฆ้องทั้งสองคณะมีแนวการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม ที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ตนเองมีอยู่ ในด้านบทเพลงจะบรรเลงเพลงพื้นเมือง และบทเพลงทั่วไปเช่น เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง หรือเพลงที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อความสนุกสนานของผู้ฟังแต่ยังคงอนุรักษ์สำเนียงและสำนวนของเพลงพื้นเมืองสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
THE PRODUCTION OF SUPPLEMENT FOR IMPROVING THAI PRONOUNCING IN JOINING SINGLE VOWEL FOR STUDENTS IN PRATHOMSUKSA 3 DEMONSTRATION SCHOOL OF CHIANG MAI RAJABHAT UNIVERSITY.
This research of purpose this study(1) construted of reading skill thai exercises for learning single vowel for Prathom suksa 3 (2) to compare the reading of the test, pre-tese and post-test with the language skills reduced
Single vowel. The sample in this research was a students and 13 Prathom suksa 3 Satit.DemonstractionSchool in tha aeadmic years of 2009The instruments consisted of reading skill Thai exercises forLearning single vowel 18 exercises. Data were annaled by using percentageMean standard deviation T- testThe findings of this research were as follows:1) The reading skill Thai exercises for learning single vowel 18Exercises. And 270 words The students” with interest and enthusiasm. The reading skill developed as well.2) The result of the study indicated that the mean of post- testWas higher than that of pretest at that .01 of significance.วิจัยเรื่องการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย เรื่อง การประสมสระเดี่ยว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ-เชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย เรื่อง การประสมสระเดี่ยว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียง จากการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย เรื่องการประสมสระเดี่ยวกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนที่มีปัญหาพื้นฐานในการอ่านจานวน 13 คน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา2552โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ-เชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง เรื่อง การประสมสระเดี่ยว จำนวน 18 แบบฝึก ซึ่งนำไปใช้กับผู้เรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีผลการศึกษาพบว่า1.ได้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง เรื่อง การประสมสระเดี่ยว จำนวน 18 แบบฝึก สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 18 แบบฝึก คำที่ใช้ฝึกจำนวน 270 คา ผู้เรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรม เป็นอย่างดี สามารถพัฒนาทักษะการอ่านได้ถูกต้อง2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียง เรื่อง การประสมสระเดี่ยว หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ . 01มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Knowledge Management of Economics to develop community enterprises for golden dried longans at Muangkwak Village Muang Lamphun Province.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนการผลิต จุดคุ้มทุน ประสิทธิภาพในการผลิต การระดมทุน การพัฒนากระบวนการผลิตและหารูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่เหมาะสมกับทรัพยากรของท้องถิ่นเพื่อการพึ่งพาตนเองของชุมชนในกระบวนการผลิตลำไยอบแห้งสีทองของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเหมืองกวัก หมู่ 5 และหมู่ 19 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนโดยใช้กลุ่มตัวอย่างสำหรับการเก็บข้อมูล จำนวน 37 ครัวเรือน รวมจำนวนเตาอบทั้งหมด 66 เตา รูปแบบของการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบกัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิตร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวนและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาประสิทธิภาพการผลิตใช้ฟังก์ชันเส้นพรมแดนการผลิต(Stochastic Frontier Function) วัดประสิทธิภาพของผู้ผลิตลำไยอบแห้งสีทองด้วยวิธีการ Data Envelopment Analysis (DEA) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมด้วยการเปิดเวทีชาวบ้าน ศึกษาปัญหา อุปสรรคและหาแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ผลการวิจัย พบว่า ต้นทุนรวมในการผลิตลำไยอบแห้งสีทองในฤดูต่อเตา เป็นเงิน 16,369.46 บาท ประกอบด้วยต้นทุนคงที่ 189.25 บาทและต้นทุนผันแปร 16,180.21 บาท ราคาเฉลี่ย 145.80 บาทต่อกก.(เกรด AAA) กำไรต่อเตา 1,855.54 บาท ราคา ณ จุดคุ้มทุน 130.95 บาท ต้นทุนรวมในการผลิตลำไยอบแห้งสีทองนอกฤดูต่อเตา เป็นเงิน 11,998.46 บาท ประกอบด้วยต้นทุนคงที่ 189.25 บาทและต้นทุนผันแปร 11,809.21 บาท ราคาเฉลี่ย 129.40 บาทต่อกก.(เกรด AA) กำไรต่อเตา 294.54 บาท ราคา ณ จุดคุ้มทุน 126.30 บาท การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต พบว่า โดยเฉลี่ยผู้ผลิตลำไยอบแห้งสีทองมีประสิทธิภาพทางเทคนิค(technical efficiency)มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 96.9 ส่วนประสิทธิภาพทางด้านต้นทุน(cost efficiency)โดยเฉลี่ยผู้ผลิตมีประสิทธิภาพร้อยละ 90.1 ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม(allocate efficiency) ซึ่งเป็นสัดส่วนของประสิทธิภาพทางด้านต้นทุนต่อประสิทธิภาพทางเทคนิค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 92.9 จากผลการศึกษาประสิทธิภาพการผลิตผู้ผลิตส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพทางเทคนิคทั้งนี้เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่มีประสบการณ์และใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาจากความรู้ของครอบครัวในการผลิตลำไยอบแห้งสีทอง ส่วนประสิทธิภาพทางด้านราคาหรือต้นทุนนั้นผู้ผลิตไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบ(ลำไยสด)และราคาเชื้อเพลิง(ฟืน)ได้ ทำให้ประสิทธิภาพทางด้านต้นทุนต่ำกว่าประสิทธิภาพทางเทคนิค การระดมทุนจากสมาชิกเป็นไปได้ยากเนื่องจากกำไรต่อหน่วยต่ำการสะสมทุนจึงต่ำตามไปด้วยผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
การพัฒนากระบวนการผลิตให้เหมาะสมสอดคล้องกับทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ผู้ผลิตทั้งหมดเห็นด้วยกับการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นปัญหาเนื่องจากขนาดการลงทุนไม่เหมาะสมผู้ประกอบการมีเงินลงทุนน้อยจึงใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่หาได้ภายในท้องถิ่นซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตอาหาร ปัญหาขาดแคลนเงินทุนและแหล่งทุนสนับสนุนเป็นปัญหาระดับมากที่สุด ปัญหาราคาลำไยอบแห้งสีทองตกต่ำ ปัญหาราคาวัตถุดิบคือราคาลำไยสดในฤดูสูง ปัญหาราคาลำไยสดนอกฤดูสูง ปัญหาราคาฟืนสูงและหายาก ปัญหาการขาดการรวมกลุ่มในการผลิตไม่มีอำนาจต่อรอง เป็นปัญหาอยู่ในระดับมาก แต่อย่างไรก็ตามปัญหาน้ำเสีย เป็นปัญหาในระดับน้อย เช่นเดียวกับปัญหามลพิษทางอากาศ ผู้ผลิตส่วนใหญ่คิดว่าปัญหาอยู่ในระดับน้อย ปัญหาที่พบจากการผลิต ได้แก่ กระบวนการผลิต วัสดุอุปกรณ์และโรงเรือนยังไม่ได้มาตรฐานการผลิตอาหารส่งผลทำให้คุณภาพของผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีอำนาจต่อรอง เนื่องจากในช่วงการผลิตต้องใช้เงินทุนสูง ไม่สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นาน เพราะไม่มีห้องเย็นเก็บผลผลิตและไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ กำไรจากการผลิตต่อเตาต่ำทำให้การสะสมทุนต่ำไม่เพียงพอสำหรับการระดมทุนหรือสะสมทุนเพื่อขยายกิจการ แนวทางในการดำเนินการแก้ปัญหาคือ ผู้ประกอบการต้องรวมกลุ่มในการผลิตเพื่อต่อรองกับผู้ซื้อลำไยอบแห้งสีทอง ตลอดจนรวมกลุ่มในการซื้อวัตถุดิบ เชื้อเพลิงและรวมกลุ่มในการหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียน
การหารูปแบบของวิสาหกิจชุมชนที่เหมาะสมกับทรัพยากรท้องถิ่นที่มีความเป็นไปได้คือ ผู้ผลิตต้องรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยอบแห้งสีทอง โดยบริหารจัดการในรูปของสหกรณ์ การจัดจำหน่ายควรแยกบรรจุเพื่อการขายปลีกจะทำให้มูลค่าเพิ่มของผลผลิตสูงขึ้นจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น แก้ปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นการรวมกลุ่มทั้งหมู่บ้านเพื่อเสนอโครงการให้หน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามาช่วยเหลือสร้างโรงเรือนสำหรับ คัด แยกและบรรจุที่ได้มาตรฐานมากขึ้นตลอดจนการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับการคัด แยกและบรรจุเพื่อให้การผลิตเป็นไปตามมาตรฐานการผลิตอาหารและยา(อย.)และควรมีการประชาสัมพันธ์ให้หมู่บ้านเหมืองกวักหรือตำบลมะเขือแจ้เป็นแหล่งผลิตลำไยอบแห้งสีทองประจำจังหวัดลำพูนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของลำไยอบแห้งสีทองของจังหวัดต่อไปThe purpose of this study were to investigate cost of production, break-even point, the efficiency and capital supporter of production those are suitable to the village self-sufficient economy, in regarding to community enterprises for golden dried longans production at Muang Kwak Village, Muang District of Lamphun Province.
The samples of this study were 37 household (66 stoves). The research was designed as an applied study--it implemented techniques and procedures of qualitative and action research. Its data analysis was directed by utilizing statistic criterion as frequencies, percentages, means, variants and standard deviations. The analysis on producer’s efficiency was processed by Stochastic Frontier Function with Data Environmental Analysis (DEA) method. For action researching, public hearing technique was used to investigate the problems, the treats and the cooperates of community enterprises
The findings indicated that costs of golden dried longans production are 16,369.46 baths per stove in the season which separated fixed cost are 189.25 baths and variable cost are 16,180.21 baths. The average prices are 145.8 baths per kilograms (grade AAA). The profits per stove are 1,855.54 baths and the prices at break-even are 130.95 baths. The costs of golden dried longans production are 11,998.46 baths per stove out of season which separated fixed cost are 189.25 baths and variable cost are 11,809.21 baths. The average prices are 129.40 baths per kilograms (grade AA). The profits per stove are 294.54 baths and the prices at break-even are 126.30 baths. The analysis of efficiency found that producer had technical efficiency more than cost efficiency because producer can not control the price of input (longans) but producer had the experience for along times to produce golden dried longans. The problem of production found that outputs are not qualified and tools for production are not standard and producer had not bargaining power, had small capital and had not freezing store. Path to solve this problems are producer cooperation for bargaining power to sell output, buy input, buy fuel and to seek the source of investment funds. Finally community enterprises for golden dried longans could to promote that Muangkwak Village is golden dried longans place of Lamphun Province.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
โครงการวิจัยเชิงบูรณาการ เพื่อพัฒนาการจัดการด้านการผลิตผักปลอดสารพิษ และการตลาดผักปลอดสารพิษ จังหวัดเชียงใหม่ ยกระดับสู่มาตรฐานสากล
การวิจัยเรื่อง “โครงการวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาการจัดการด้านการผลิตผักปลอด
สารพิษ และการตลาดผักปลอดสารพิษ จังหวัดเชียงใหม่ ยกระดับสู่มาตรฐานสากล
ปีพ.ศ. 2552” มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อศึกษาแนวทางใน
การจัดการผลิตและการควบคุมคุณภาพการผลิต “ผักปลอดสารพิษ” ของจังหวัดเชียงใหม่ให้
ได้รับมาตรฐานระดับสากล และประการที่สอง เพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างและพัฒนาการ
ตลาด “ผักปลอดสารพิษ” บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีในจังหวัดเชียงใหม่ แนวทางในการ
วิจัยครั้งนี้ใช้ระบบวิธีวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กับ
หน่วยภาคีที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานเกษตรตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ 6 อำเภอ ได้แก่
อำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง อำเภอสารภี อำเภอเมือง อำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอพร้าว
รวมถึงสำนักงานเกษตรจังหวัด ต่อการสนับสนุนการจัดการผลิตผักปลอดสารพิษของเกษตรกร
ให้ได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural practice) รวมถึงการวางแผนเพื่อสร้างและพัฒนา
ตลาดผักปลอดสารพิษในจังหวัดเชียงใหม่
ผลการศึกษาการวิจัยพบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 33 รายจาก 6 อำเภอ
สามารถวางแผนการจัดการผลิตผักปลอดสารพิษให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล คือ
มาตรฐาน GAP ได้ถึง 33 ชนิดผัก อันได้แก่ ผักกาดกวางตุ้ง กระเทียมต้น กะหล่ำปลี คะน้า
คึ่นช่าย กะหล่ำดอก ถั่วแขก ถั่วพู บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง ผักโขมจีน ผักกาดขาว มะระจีน ผักชี
ผักบุ้งจีน สลัดใบ พริกขี้หนู พริกหนุ่ม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว บวบเหลี่ยม แตงกวา แครอท
ผักกาดฮ่องเต้ ตั้งโอ๋ ถั่วลันเตา หัวไชเท้า มะเขือยาว มะเขือเปราะ เห็ดนางฟ้า เห็ดลม ผักกาด
หางหงษ์และกุยช่าย ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ผลิตและผู้บริโภคในการส่งเสริมการผลิตและ
พัฒนาสู่ตลาดผู้บริโภคได้อย่างมีมาตรฐานระดับสากล
ในด้านการสร้างและพัฒนาการตลาดผักปลอดสารพิษนั้น นักวิจัยได้ทำการสำรวจ
สถานการณ์ของตลาดผักปลอดสารพิษในจังหวัดเชียงใหม่ 3 ระดับคือ ตลาดระดับขายส่ง ตลาด
ระดับขายปลีกและตลาดระดับซูปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งพบว่าตลาดผักปลอดสารพิษส่วนใหญ่เป็น
ตลาดขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำ เภอเมืองเป็นหลัก ทั้งในส่วนของตลาดสดและ
ซูปเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ตลาดผักปลอดสารพิษถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ลักษณะของตลาดผักปลอด
สารพิษในชุมชนยังพบน้อยมาก ถึงแม้ว่าเกษตรกรผู้ผลิตผักปลอดสารพิษบางรายได้พยายาม
อย่างยิ่งในการสร้างและพัฒนาตลาดผักปลอดสารพิษให้เกิดขึ้นภายในชุมชนของตนเอง ดังนั้น
นักวิจัยจึงได้ประสานความร่วมมือโดยตรงกับสำนักงานเกษตร จังหวัดเชียงใหม่โดยผลักดันให้
เกิดการพัฒนาตลาดผักปลอดสารพิษในระดับจังหวัดได้อย่างความยั่งยืน ซึ่งทางสำนักงาน
เกษตรจังหวัดได้วางแผนงานและโครงการพัฒนาตลาดผักปลอดสารพิษเข้าสู่ระบบของตลาด
อาหารปลอดภัย (Food safety) ระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมในปีงบประมาณ 2552- 2553 นี้
อันจะก่อให้เกิดมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานของตลาดระดับสากลต่อไป
นักวิจัยคาดว่าการดำเนินงานวิจัยในระยะต่อไปควรจะพัฒนางานวิจัยให้ครอบคลุมการ
ผลิตพืชหลายชนิดขึ้น อันได้แก่ พืชสวน พืชไร่ รวมถึงไม้ผล และขยายผลถึงระดับอาหาร
ปลอดภัย (Food safety) โดยการบูรณาการร่วมกันกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาศัยแนวคิดการ
บริหารจัดการจากงานวิจัยชิ้นนี้ จะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภคในวงกว้าง
มากขึ้นIntegrated research to develop clean vegetable management and processed clean
vegetable products to reach the standard level in 2009 has two main objectives; 1) to study
ways to manage the production and control the quality of producing clean vegetable in Chiang
Mai to reach the standard level and 2) to study way to build and develop the marketing of
clean vegetable with the Chiang Mai party. Participatory action research was conducted to
promote Good Agricultural Practice (GAP) with other parties such as sub-district agricultural
offices and six districts of agricultural offices; Maewang, Sanpatong, Saraphee, Muang,
Doisaket and Phraow districts as well as Chiang Mai Provincial Agricultural Office.
The study found that 33 groups of agriculturists from six districts attended the project
can plan for 33 species of clean vegetable production to reach the standard level. These 33
species of clean vegetables are pak choi
This has the influence towards the trust of producers and consumers for promoting the
production and market to reach the standard level. To build and develop clean vegetable
markets, the researchers surveyed the situation of Chiang Mai clean vegetable markets; 1)
wholesales market; 2) retail market and 3) super market level. Clean vegetable markets are
mostly the big markets situated in the city. There are less clean vegetable markets in the
communities although some clean vegetable agriculturists try to build and develop clean
vegetable market in their own communities. The researchers thereby try to contact and make
coordination with the Chiang Mai Provincial Agricultural Office for developing the provincial
clean vegetable market sustainable. The Chiang Mai Provincial Agricultural Office has an
operational plan and project to develop clean vegetable market so that it can be food safety
system in the year of 2009.
The researcher expect that the next research project should develop and cover other
kinds of vegetables such as fruits and farming as well as enlarge to reach the food safety. It
should be better to work by integrating and coordinating between government and private
organization which will bring the achievement to agriculturists and consumers.สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาต
การจัดการการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของภาคชนบทและชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่
โครงการวิจัยเรื่อง “การจัดการการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของภาคชนบท
และชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์ของเพื่อที่จะใช้กระบวนการของการจัดการ
เรียนรู้เชิงบูรณาการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เริ่มจากการพัฒนานักวิจัยของโครงการเพื่อวาง
แผนการดำเนินงานร่วมกันกับนักวิจัยท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในท้องถิ่นนั้นๆ รวมถึงการ
จัดการเรียนรู้ร่วมกันกับทรัพยากรมนุษย์หรือคนในชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเรียนรู้
ครั้งนี้ โดยการพัฒนาการเรียนรู้ทุกกระบวนการเริ่มจาก 1) การไม่รู้ พัฒนาไปสู่ 2) การรับรู้ และ
เป็น 3) การเลียนรู้ จนกระทั่งพัฒนาไปเป็น 4) การเรียนรู้ นั่นเอง ทุกขั้นตอนของการเรียนรู้จะ
อาศัยการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ปฏิบัติการเรียนรู้ร่วมกันผ่านโครงการ
บูรณาการการจัดการการเรียนรู้ด้านการสื่อสาร ให้การเรียนรู้เหล่านั้นเกิดการพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่องและเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน อีกทั้งยังต้องทำการประเมินการพัฒนาโครงการที่มีผลต่อ
การยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนั้นๆ ด้วยการวัดมูลค่าเพิ่มจากการจัดการการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่ ให้บังเกิดเห็นถึงคุณค่าและ
ประโยชน์ที่ชัดเจนจากการดำเนินงานวิจัยครั้งนี้นั่นเอง
ผลการวิจัยพบว่าสามารถพัฒนานักวิจัยของท้องถิ่นได้ทั้งสิ้น 42 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนของชุมชน สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนจังหวัด
เชียงใหม่ได้ 42 ชุมชน กับการจัดการเรียนรู้ในการสร้างแผนพัฒนาชุมชนของท้องถิ่นได้ทั้งสิ้น
4 ด้าน คือ แผนพัฒนาชุมชนด้านเศรษฐกิจ จำนวน 17 แผน แผนพัฒนาด้านสังคมจำนวน
14 แผน แผนพัฒนาด้านการศึกษาจำนวน 6 แผน และแผนพัฒนาด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม
จำนวน 5 แผน แผนพัฒนาเหล่านี้ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงกับชุมชนในท้องถิ่น โดยผ่านการ
ประเมินผลการดำเนินงานด้วยตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Indicators : HIS)
อันจะทำให้ทราบถึงมูลค่าเพิ่มของโครงการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนั้นๆ
ซึ่งผลการประเมินพบว่าทุกภาคส่วนทั้งผู้นำองค์กร ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงผู้รับนโยบาย หรือชุมชน
สามารถบูรณาการร่วมกันในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นการพัฒนาที่เริ่มต้นจากชุมชนและเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง เปรียบเสมือนการพัฒนาจาก
รากหญ้าสู่รากแก้วที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้แผนพัฒนาชุมชนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้ได้
ถูกนำไปผลิตสื่อสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์แผนชุมชนโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมกับLearning management to develop economic and social of rural an urban in Chiang Mai has objective to develop project’s researchers for working with local researchers and also arrange learning management with people who are involved in this study. Learning management is developed as follow; 1) unknown; 2) know; 3) imitation; 4) learning. Every process of learning depend on participatory communication so that everybody who join in this project can learn and continuously develop. Value added measurement of learning management will be used to evaluate the project whether or not it can enhance economic and social of communities.
The study was that 42 local researchers were created. Most of them are planning and policy officers. Human resource are developed in 42 local communities. 4 local developmental planning are created; 17 plans of economic, 14 plans in social; 6 plans in education and 5 plans in hygienic and environment. All of these plans are operated in communities and evaluated by Human Security Indicators. The evaluation found that every people who join in this project such as leaders of organizations, workers, communities can develop their economic and social efficiently. In addition, local development plan gained from this learning management is used to produce media information to publicize the local plans joining with young public relation researchers broadcasted through Television of Thailand Channel 11 in Chiang Mai. Thus all of these people know the direction of their own social and economic development. As a result, this can help to motivate other people to participate in developing their communities.สำนักงานคณะกรรมการแห่งชาต
The participation action research to develop community enterprises with knowledge management for dried Gold-Longan at Baan Muang-queak, T. Ma-kae-jae, A.Muang, Lampoon Province.
การศึกษาการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้วยการจัดการความรู้ ในการผลิตลำไยสีทองอบแห้งของกลุ่มเกษตรกรบ้านเหมืองกวัก ต.มะเขือแจ้ จังหวัดลำพูน มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระบบการบริหารจัดการกลุ่ม วิเคราะห์งานในการดำเนินงานของกลุ่ม และศึกษาการไหลของงานเพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน ซึ่งการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ในการศึกษาสภาพของการบริหารจัดการกลุ่ม มีการดำเนินการจัดเวทีชาวบ้าน สัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การให้ความรู้ในลักษณะต่าง ๆ การเขียนผังความคิด และการใช้แบบสำรวจ แล้วนำข้อมูลที่เป็นเชิงปริมาณมาวิเคราะห์และประมวลผล ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS สำหรับข้อมูลที่เป็นเชิงคุณภาพ นำมาวิเคราะห์และเขียนบรรยายให้เห็นความเชื่อมโยงของประเด็นต่าง ๆ สามารถสรุปผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
ระบบการบริหารจัดการของกลุ่มเกษตรกรบ้านเหมืองกวัก ในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม พบว่าชาวบ้านยังไม่เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มกันเท่าที่ควร กลุ่มมีลักษณะของการจัดตั้งมากกว่าการก่อตั้ง เนื่องจากเป็นการรวมกลุ่มกัน เพื่อขอกู้เงินเป็นวัตถุประสงค์หลัก ทำให้การดำเนินกิจกรรมร่วมกันไม่จริงจังเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการผลิต การขายสินค้า หรือการจัดหาวัตถุดิบร่วมกัน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเกษตรกรบ้านเหมืองกวักได้มีการแบ่งกลุ่มในการทำกิจกรรม ใน 2 ลักษณะ ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์สัจจะ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ด้านการขายชาวบ้านไม่ได้มีการรวมกลุ่มในการขายอย่างจริงจัง เกิดสภาพการขายในลักษณะต่างคนต่างขายและรีบขาย อำนาจการต่อรองจึงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในเรื่องระบบตลาดและเน้นการผลิตเพื่อขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 78.6 การบรรจุภัณฑ์มีการบรรจุสินค้าในขนาดเดียว คือ ขนาด 5 กิโลกรัม และไม่มีตราสินค้า ด้านการผลิต พบว่าชาวบ้านต้องการผลิตให้ได้มาก ๆ ในช่วงระยะเวลาจำกัด คือ ในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตลำไยสดมีคุณภาพดี ด้านการเงิน พบว่าชาวบ้านมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 52.4 ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต้องรีบขายลำไยอบแห้งออกไป จึงมีรูปแบบการบริหารเงินทุนหมุนเวียนในลักษณะวันต่อวัน กล่าวคือ อบเสร็จแล้วขายในวันถัดไปทันที หากไม่มีการขายลำไยที่อบแห้งแล้วออกไปก็จะไม่สามารถซื้อลำไยสดเพื่อมาทำการอบในรอบต่อไปได้
การวิเคราะห์งานในการดำเนินงานของกลุ่ม ทางผู้วิจัยได้ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมในการสร้างความเข้าใจในการรวมกลุ่ม การเขียนแผนและปัญหาในการดำเนินงานของกลุ่ม และการเขียนคำบรรยายลักษณะงาน เพื่อพัฒนาการดำเนินงานของกลุ่ม โดยจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างกลุ่มและเห็นความสำคัญในการรวมกลุ่ม เพื่อที่สมาชิกจะได้สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ตลอดจนช่วยให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการรวมกลุ่มกัน โดยมีการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ออกเป็น 10 กิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมละลายพฤติกรรม กิจกรรมลำเรียงบอล กิจกรรมหอยระเบิด กิจกรรมวงกลมตัวเลข กิจกรรมปะแป้ง กิจกรรมสุภาษิตคำพังเพย กิจกรรมโยนห่วงลงขวด กิจกรรมต่อจิกซอ กิจกรรมทำเค้ก และกิจกรรมพับเรือพับนก จากการจัดกลุ่มสัมพันธ์ เกษตรกรเกิดความเข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มกันมากขึ้น เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น จากการใช้แบบประเมินตนเองก่อนและหลังทำกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ พบว่า เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มกันมากขึ้น จากแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในแนวทางที่ดีขึ้น โดยมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากบ่อยครั้งเป็นทุกครั้ง ได้แก่ การมีส่วนร่วมในกลุ่มและให้ความช่วยเหลือสมาชิกภายในกลุ่ม จากค่าเฉลี่ย ( ) 4.07 เป็น 4.79 การมีความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกอย่างของกลุ่ม จากค่าเฉลี่ย ( ) 4.17 เป็น 4.72 การแสดงบทบาทในการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นภายในกลุ่ม จากค่าเฉลี่ย ( ) 3.69 เป็น 4.45 ความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในกลุ่มและร่วมเปิดเผยเรื่องราวในชีวิตของฉัน จากค่าเฉลี่ย ( ) 3.86 เป็น 4.21 และการได้ดำเนินการให้เป้าหมายของตนเองมีความกระจ่างชัดภายในกลุ่ม จากค่าเฉลี่ย ( ) 4.04 เป็น 4.21 ส่วนความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการกลุ่ม พบว่า เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรวมกลุ่มกันในระดับดี คือ ได้คะแนนร้อยละ 85 จากการตอบแบบสอบถาม
ปัญหาในการดำเนินงานของกลุ่ม จากการเขียน Mind Map พบว่าปัญหาของลำไยอบแห้ง ที่สำคัญสามอันดับแรก ได้แก่ ปัญหาการขายสินค้าได้มูลค่าต่ำ ปัญหาต้นทุนเพิ่มขึ้น และปัญหาการลำไยอบไม่ได้ทั้งปี เป็นต้น ปัญหากลุ่มที่ไม่เข้มแข็ง สามอันดับแรก ได้แก่ ปัญหาผู้นำกลุ่ม (ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีความเข้มแข็ง และเอาจริงเอาจังในการทำงานกลุ่ม) ปัญหาวิธีการบริหารจัดการ และความแตกต่างระหว่างบุคคล (สมาชิก) จากนั้นได้ให้กลุ่มช่วยกันวางเป้าหมายของกลุ่ม พบว่ากลุ่มให้ความสำคัญกับเป้าหมายสามอันดับแรก ได้แก่ เป้าหมายการสร้างมูลค่าเพิ่ม (ด้วยการให้มีตราสินค้าของกลุ่ม ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา และการพัฒนาหีบห่อให้สวยงาม) เป้าหมายการลดต้นทุน (ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการลดต้นทุนเกี่ยวกับค่าขนส่ง) และเป้าหมายการเพิ่มอำนาจการต่อรอง (ด้วยการรวมกลุ่มกันขาย หาตลาดใหม่ และรวมกลุ่มกันจัดหาวัตถุดิบ) สำหรับการบริหารงานภายในกลุ่ม กลุ่มได้ทำการอภิปรายถึงหน้าที่งานต่าง ๆ แล้วสรุปออกมาเป็นใบกำหนดหน้าที่งาน (Job Description) ได้ จำนวน 5 ตำแหน่งงาน คือ ประธานกลุ่ม รองประธานกลุ่ม เหรัญญิก เลขานุการกลุ่ม และประชาสัมพันธ์
การศึกษาการไหลของงาน จากการสำรวจขั้นตอนการไหลของงาน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ 1) ช่วงก่อนการอบลำไย กิจกรรมที่สำคัญ คือ การแกะ การคว้านเมล็ด การล้าง และการเรียงลำไย เพื่อรอเข้าเตาอบโดยใช้ระยะเวลาในช่วงนี้โดยเฉลี่ยประมาณ 25 นาที (ต่อ 10 กิโลกรัม) 2) ช่วงการอบลำไย กิจกรรมที่สำคัญ คือ การนำลำไยจัดเรียงเข้าเตาอบ การตรวจสอบความแห้งของลำไยระหว่างอบ การควบคุมอุณหภูมิ และการนำลำไยออกจากเตา ในช่วงนี้จะใช้ระยะเวลานานที่สุด โดยใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 10 ชั่วโมง (เร็วที่สุดประมาณ 8 ชั่วโมงและใช้เวลานานที่สุดประมาณ 16 ชั่วโมง) 3) ช่วงหลังอบลำไย กิจกรรมที่สำคัญ คือ การคัดแยกลำไย การแกะลำไยออกจากกระด้ง (ซึ่งระยะเวลาที่ใช้จะขึ้นอยู่กับปริมาณลำไยแห้งเป็นหลัก หากคำนวณที่ปริมาณทุก 5 กระด้ง จะใช้เวลาประมาณ 12 นาที) การตากลำไย หรือการอบให้แห้งอีกครั้ง (จะใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง) และการบรรจุหีบห่อ (จะใช้เวลาประมาณ 2 นาทีต่อการบรรจุลำไย 40 กิโลกรัม) โดยมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการผลิตที่สำคัญสามด้าน ได้แก่ ควรปรับปรุงด้านความสะอาดในการผลิตโดยเฉพาะในช่วงหลังการอบเสร็จแล้ว ด้านการจัดการควรปรับปรุงในเรื่องของการควบคุมและการแบ่งงานกันทำให้ชัดเจน และด้านการผลิตควรปรับปรุงในเรื่องของการจัดสถานที่และการจัดท่าทางในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้นThis research studied the participation action research to develop community enterprises with knowledge management for dried Gold-Longan at Baan Muang-queak, T. Ma-kae-jae Lampoon Province. The objectives of this research were to study group management, job analysis and workflow in order to reduce performing capital. This Participation Action Research held stage performing, interview group, knowledge giving, mind mapping and survey. Then the researcher used SPSS program to analyses and evaluate the quantitative data. Besides, qualitative data are analyzed and descried to show the linkages of each point which can be concluded by the objectives of the study.
The management system of Baan Muang-queak’s agriculturist group showed that they are still not understood and realize of group joining. The group was about to set up in order mainly to borrow money. Causing the group activity was not what expected. However, in the past the agriculturist group of Baan Muang-queak divided into a group of two activities which are the saving group and the community enterprise group. The Selling part, the group was not joining together and helps each other to sell the product. From those weak points, the bargaining power was slightly low as the group still lacked of understanding about market system and they emphasized only to sell the product mainly to middleman (78.6%). The packaging was also only one-sized (5 Kgs) and didn’t have brand. The production part showed that the group wanted to produce in large quantities within the limited time (from July to August) since the fresh longans was in good quality during that time. For Financial issue, the group faced with the problem of cash flow (57.4%). With this obstacle, the group was about to make quick selling of dried longans. And if the group couldn’t sell dried longans right after drier process, they wouldn’t have cash to buy other fresh longans for next round drier.
In the view of Job Analysis for group operation, the researcher supported the activities in order to understand group combining, plan writing and problems of group operation together with the writing of job description for strengthening the group operation. Group Relationship Activities were held for aiding the group to understand group forming and realize the importance of combination. Therefore, they can help each other as well as raise the quality of livelihood up. The activities were divided into 10 activities which are Behavioral Dissolution, Ball Transporting, Blew up Shell, Number Ringing, Powder Painting, Proverb Activity, Throwing the ring into bottle, Jigsaw Puzzling, Royal Cake and Bird & Boat Making. From these activities, the agriculturists understood and appreciated of assembly, they were more helpful to each other. The researcher used self-evaluated before and after the assembly and it showed that the participating agriculturists realized more on the importance of group combining. The tendency of behavioral changing improved in the way that the participation of group and the support of each other raised from the mean of 4.07 to 4.79. The expected of participation in all activities raised from the mean of 4.19 to 4.72. The creation of trustworthiness within the group raised from 3.69 to 4.45. The wish of group participation and disclose lifestyle raised from 3.86 to 4.21. The operation followed by one’s clearly goal within the group raised from 4.04 to 4.21. Finally, the understanding of group management showed that most of the participants were well understood about group combining from 85% of questionnaires.
The problems of group operation from writing Mind Map barred that the first three significant problems of dried longan were low-valued selling, rising of cost and dried longan itself which couldn’t dry throughout the year. The first problems of powerless group were leadership, means of management and individual differentiation (member). The groups were about to help setting the group’s goals and it should the first three substantial goals were the increased of value, reduction cost and increase in bargaining power. For management within the group, the discussion was done to conclude into job description which composed of five positions as followed President, Vice President, Treasurer, Secretary and Public Relations.
The study of workflow from exploring its procedure can be divided into three main steps which are
Step 1 The period before drying the longans consisted of removing the seeds, cleaning and arranging longans in order to bring to oven. Time spending during this step was roughly around 25 minutes per 10 Kgs.
Step 2 the period of drying longans involved with ordering longans into oven, monitoring the dryness of longans during the period of drying, temperature controlling and moving out the longans. Time using for this period was the longest time which was around 10 hours (the quickest of 8 hours and the longest of 16 hours).
Step 3 The period after drying longans composed of screening longans, removing longans from the threshing baskets, dry out longans or drying again (spent roughly 3-5 hours) and packaging (used 2 minutes per 40 kgs containing).
The suggestions for improving the production were mainly emphasized in 3 parts. Firstly, the cleanliness of the production process especially after drying longans. Secondly, management part was about to enhance the controlling and clearly sharing the work. Lastly, the production was to improve layout and setout the motion of workers to be more correct.สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาต
The Knowledge Management of Accounting to develop community enterprises for golden dried longan at Muangkwak Village Muang Lumpoon Province
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดทำบัญชีของกลุ่มเกษตรกรบ้านเหมืองกวัก หมู่ 5 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เพื่อการพัฒนาการจัดทำบัญชีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและเพื่อการพึ่งตนเอง และเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนภายใต้การพึ่งพาทรัพยากรภายในชุมชน โดยใช้เวลาดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2550
ถึงธันวาคม 2551 ผู้เข้าร่วมโครงการคือ กลุ่มเกษตรกรผู้ทำลำไยอบแห้งสีทองบ้านเหมืองกวัก
ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน จำนวน 49 คน การดำเนินการวิจัยใช้วิธีการจัดเวทีชุมชน บันทึกภาคสนาม การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก และการสนทนากลุ่ม
ผลการวิจัยพบว่าเกษตรกรบ้านเหมืองกวักมีความรู้ด้านบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุน และเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้ามาให้ความรู้ด้านบัญชีครัวเรือน เกษตรกรทราบจำนวนต้นทุนการอบลำไยเป็นอย่างดีเนื่องจากเกษตรกรทำลำไยอบแห้งมานานกว่า 10 ปี และเกษตรกรรับรู้แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง จากสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ เกษตรกรทราบข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีต้นทุนเป็นอย่างดี เนื่องจากเกษตรกรมีประสบการณ์การทำลำไยอบแห้งที่ยาวนานกว่า 10 ปี แต่การบันทึกบัญชีต้นทุนเกษตรกรจะบันทึกเฉพาะค่าแรงงาน สำหรับค่าวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิตไม่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน
เกษตรกรบ้านเหมืองกวักมีปัญหาการบันทึกบัญชีครัวเรือนเนื่องจากมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
ในแต่ละปี ทำให้เกิดความท้อใจในการบันทึกบัญชี โดยเฉพาะเดือนที่เกษตรกรไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย อย่างไรก็ตามในช่วงของการดำเนินการวิจัยเกษตรกรเริ่มต้นบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ โดยมีทัศนคติว่าการที่ครอบครัวบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายจะทำให้เด็กมีวินัยในเรื่องการใช้จ่ายเงิน
สำหรับการพัฒนากระบวนจัดทำบัญชีพบว่าการบันทึกบัญชีมีความยืดหยุ่นตามลักษณะ
รายได้ของครอบครัวและตามทัศนคติของเกษตรกรต่อการบันทึกบัญชีรายรับรายจ่าย โดยพบว่า
บางครอบครัวบันทึกบัญชีทุกวันและบางครอบครัวบันทึกบัญชีเป็นรายสัปดาห์
การส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนบันทึกบัญชีครัวเรือน นับว่าประสพความสำเร็จพอสมควรเนื่องจากมีชุมชนส่งสมุดบัญชีเข้าประกวดจำนวน 5 ครัวเรือนและผลของการบันทึกบัญชีทำให้ชุมชนสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าหวย จากเดิมซื้อสูงสุดถึง 500 บาท แต่เมื่อบันทึกบัญชีเห็นค่าหวยสูงจึงตั้งใจจะลดค่าหวยลงปัจจุบันซื้อไม่เกิน 100 บาท เป็นต้น และเป็นกำลังใจในการหารายได้เข้าสู่ครอบครัวได้มากขึ้นThis action research aimed to study accounting of community enterprises of golden dried longan at Muangkuak Village Muang Lumpoon Province to develop the family accounting method according to the Sufficiency Economy, and to find the cost accounting method to develop this community. This study was conducted between December 2007 to December 2008. The key participants were 49 community enterprises of golden dried longan at Muangkuak Village Muang Lumpoon Province.
The result showed that this community have known accounting from Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives : BAAC . They known the His Majesty the King' s notion “Sufficiency Economy” from many medias such as television and newspaper. This community known about the cost of golden dried longan. Because they have experience in this business more than 10 years. However, they have recorded only labor expense, they didn’t recorded material and overhead expense.
The problem was the monthly income of people in the community was not consistency especially some month there was no income. Therefore, they lost their motive to record the accounting. However, there was aware of doing accounting. Hence, they continue recording the family accounting again in order to motivate their children to do the accounting.
People in the community have done family accounting in different methods, depending on their income. For example, some family recorded their financing transaction everyday while other have done it by weekly.
From the accounting book contest, there were five families sending their accounting books for the competition. There were two families able to reduce their unnecessary expense. They have hope for making more family income.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต
การวัดมูลค่าเพิ่มของสินทรัพย์ชุมชนเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม ภาคชนบท และชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาต้นทุนและผลสัมฤทธิ์ของการเกษตรปลอดสารพิษในจังหวัด
เชียงใหม่” เป็นการวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปของการทำการเกษตรปลอดสารพิษ ของเกษตรกร
ภายใต้ฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาสรุปผลการวิจัยได้ตามวัตถุประสงค์ คือ
ทราบข้อมูลทุนทางสังคม ความสำคัญของปริมาณและชนิดของผักได้ที่ทำการผลิต เพื่อนำไปสู่
การวิเคราะห์ต้นทุนและผลสัมฤทธิ์ของการผลิตผักปลอดสารพิษบนความพอเพียง โดยใช้วิธีวิจัย
และพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ระหว่างเกษตรกรในชุมชน ที่
เข้าร่วมการวิจัยจากพื้นที่ 10 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อำเภอสารภี อำเภอสันป่าตอง
อำเภอหางดง อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอเมือง อำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง อำเภอ
พร้าว และอำเภอสันทราย นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานเกษตรอำเภอสารภี
สำนักงานเกษตรอำเภอหางดง หน่วยงานภาคีระดับจังหวัด ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
เชียงใหม่ สำ นักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, ศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้
ผลการศึกษาในระยะที่สองนี้ พบว่ามูลค่าต้นทุนและผลตอบแทนจากการเกษตรผลิตผัก
ปลอดสารพิษ กับการจัดทำแปลงสาธิตที่ปฏิบัติด้วยวิธีทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (จีเอพี) ของ
เกษตรกร 33 ราย กับผักเศรษฐกิจ 33 ชนิด ภายใต้ขนาดพื้นที่ 50 ตารางวา สามารถทราบมูลค่า
ต้นทุนการผลิตที่ชัดเจนและทราบผลตอบแทนความคุ้มค่าได้ถึง 28 ชนิดของผักเศรษฐกิจ ที่อัตรา
ผลกำไรต่อรายได้ต่ำสุดอยู่ที่ 4% และอัตราผลกำไรต่อรายได้สูงสุดที่ 66% ด้านการวิเคราะห์ปัจจัย
ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน พบว่าด้วยกลไกลทางด้านราคา กลไกของ
ปัจจัยการลงทุนในขนาดพื้นที่ของการผลิต มูลค่าของต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปรและต้นทุนรวม
ในการผลิตผักปลอดสารพิษจะสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงกันข้าม คือ ถ้ารายได้จากการผลิตมีมูลค่า
สูงผลตอบแทนจะสูง ถ้ารายได้จากการผลิตได้น้อยจะทำให้เกิดผลตอบแทนต่ำ ถ้าเกษตรกรทราบ
ถึงความได้เปรียบของกลไกทางด้านราคา เป็นเป้าหมายในการวางแผนการผลิตจะทำให้ได้เกิด
ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อหนึ่งรอบการผลิตในระยะเวลา 4 เดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
สามารถนำไปวางแผนการผลิตสำหรับทั้งปี ตลอดจนการแก้ปัญหาเรื่องไม่มีตลาดรองรับสินค้า
ของผักปลอดสารพิษและการหาตลาดราคาของผักปลอดสารพิษที่มีราคาสูงได้
ด้านผลสัมฤทธิ์ของการเกษตรปลอดสารพิษ ในด้านผลผลิตเกษตรกรมีความรู้ในด้าน
ทักษะการวางแผนการผลิต ด้านการเงินลงทุนและกำไร ด้านการตลาด ด้านองค์ความรู้ทาง
การเกษตรที่เกิดผลประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการเกิดเครือข่ายความรู้ และตลาด
สินค้าผักปลอดสารพิษระหว่างเกษตรกรด้วยกันเพิ่มขึ้น ทางด้านผลลัพธ์ เกษตรกรมีรายได้เสริม
หมุนเวียนต่อครอบครัวอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่าวันละ 300-500 บาทต่อวัน และการขยายองค์
ความรู้และภูมิปัญญาของเกษตรกร ด้วยวิธีการดูแลการรดน้ำ พรวนดิน และกำจัดวัชพืช ศัตรูพืช
ด้วยการระบบวิธีสมดุลทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นตามระยะเวลาและฤดูกาล ทำให้เกิดผลการลด
ต้นทุน และปรับสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลต่อทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของทั้ง
ผู้ผลิตและผู้บริโภคในระยะยาวได้ขยายไปสู่เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้รับทราบตลอดระยะเวลา
การศึกษาวิจัย
ผลตอบแทนและผลสัมฤทธิ์ ของการผลิตผักปลอดสารพิษได้เน้นถึงความสามารถในการ
พึ่งพาตนเอง พึ่งพาอาศัยกัน โดยใช้ปัจจัยทุนทางสังคมและทุนในชุมชนของเกษตรกร พบว่าทุน
ด้านบุคคลยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการเกษตรในปัจจุบัน เพราะเกษตรกรจะเกิดการเรียนรู้ พัฒนา
ศักยภาพความสามารถทางด้านผลิตได้ดี เกิดจากระดับพื้นฐานความรู้ ภูมิปัญญาที่เป็นทุนเดิมของ
แต่ละบุคคลมาบูรณาการร่วมกับความรู้ความเข้าใจทางด้านการบริหารจัดการทางด้านการวาง
แผนการผลิตสู่การสร้างเป้าหมายกำไรกับความพอเพียง ข้อเสนอแนะที่พบ การขาดความรู้ความ
เข้าใจของเกษตรกรกับความสำคัญของการบริหารจัดการด้านการวางแผนการผลิตยังเป็นส่วน
สำคัญ การขยายผลเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตผักปลอดสารพิษอันจะนำไปสู่การ
วิเคราะห์ต้นทุนและการวางแผนกำไรในระยะยาวได้The study of cost and benefit of free pesticide agriculture in Chiang Mai is to analyze
and find the conclusion of doing free pesticide agriculture under the sufficiency economy
concept. The result of study is to know the information of social capital, importance of quantity
and types of vegetables leading to analyze the cost and benefit of producing free pesticide
agriculture, importance of quantity and types of vegetables base on sufficiency economy
concept. Participatory action research was conducted between groups of agriculturists from 10
districts in Chiang Mai; Sarapee , Sanpathong, Hangdong, Sankampheng, Doisaket, Muang,
Maerim, Maeteng, Phraow and Sansai districts joining in this project. The Office of Sarapee
district agriculture, the Chiang Mai Provincial agricultural office, the Office of Hangdong
district agriculture, the Chiang Mai Provincial Public Health Office and Multiple Cropping
Center of Chiang Mai University also attended in this project.
The second phase of study found that the value of cost and rewards from free pesticide
agriculture by arranging the 33 square wa of demonstration area where 33 agriculturist plant 33
types of vegetables help us know the clear value of production cost and the rewards gain from 28
types of vegetables. The ratio of profit per the least income is equal to 4 percentages and the
ration of profit per the highest income is equal to 66 percentages.
Analyzing production cost and rewards for agriculturists was that price mechanism ,
cost mechanism regarding to production’ area, fix cost value, variable cost and total cost of free
pesticide vegetables have significant relationship for the opposite side. If the production’s
income is high, the rewards will be high. If the production’s income is low, the rewards will be
low too. If the agriculturists know and use the advantage of price to make the production’ plan,
they thereby can get the worthwhile rewards for the four months of production period and this
can help them to make a yearly production plan and solve the problems of marketing.
For the benefit of free pesticide agriculture’ s production, agriculturists have the skill for
production plan, investment and profit, marketing, knowledge base in agriculture which is
advantageous for their health and environment. Knowledge network and free pesticide
vegetable marketing among agriculturist will be created.
Regarding to the outcome, agriculturists have at least 300-500 baht additional income
per day. This can also enlarge their knowledge base and local wisdom by watering, forking up
the ground, get rid of plant disease and insect disease base on the natural balance system. As a
result, it can help them to decrease the cost and adjust the environmental balance resulting to
both the physical and mental health of producers and consumers in the long run.
Rewards and benefit of free pesticide vegetable production emphasized in self-reliance
and found that human capital is the most important for agriculturists. Agriculturists can learn and
develop their ability in production base on their knowledge background integrated with
knowledge and understanding in production plan. Suggestion for agriculturists are that lack of
knowledge and understanding of agriculturists including the importance of management
particularly in production plan plays the important role for enhancing knowledge base of
agriculturists.สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาต