ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่
This research aims to study guidelines to develop the technology for agro-tourism education in Chiang Mai. It is the qualitative research and support by quantitative analysis. Primary data was collected from 5 groups of communities who were willing to join in this project. SWOT analysis and focus group were used to study contexts and their potentiality for doing business which leads to the ways to solve the problems of their operation.
The finding showed that there are two kinds of agro-tourism in Chiang Mai ; agro-tourism depending on local wisdom and field trip study. These groups of communities have potentiality in organizational, production and service management. However they have the least potentiality in financial management. Thus the business was lost 58,830 baht/year because they cannot publicize and produce the high cost media of agro-tourism for educational technology.
As a result, the way to develop educational technology for agro-tourism is to use the participatory process between researcher and communities to produce videos of educational technology. Thus all of these 5 groups of communities could produce their own videos to publicize agro-tourism of their communities.การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ข้อมูลปฐมภูมิรวบรวมจากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน จำนวน
5 ชุมชน ที่สมัครใจในการร่วมเวทีเสวนาปฏิบัติการ อาศัยกระบวนการ SWOT และการ Focus group เพื่อให้ทราบบริบทและศักยภาพของการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนและนำไปสู่
แนวทางการแก้ไขปัญหาของการดำเนินงาน
ผลการวิจัยพบว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ มี 2 ประเภท คือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในลักษณะของการศึกษาเรียนรู้ในการบริการแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มท่องเที่ยวได้ดำเนินงานอย่างมีศักยภาพโดยเฉพาะการบริหารจัดการองค์กรและการบริหารจัดการด้านการผลิตและการบริการ แต่ศักยภาพที่ทำได้ต่ำมากคือ การบริหารจัดการด้านการเงิน พิจารณาจากกำไรสุทธิที่ขาดทุนถึงปีละ 58,830 บาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากความไม่มีศักยภาพของการประชาสัมพันธ์และการผลิตสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่มีต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้นแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อสารสนเทศเพื่อการศึกษาร่วมกับชุมชนในการผลิตสื่อการศึกษาในรูปแบบวีดีทัศน์ได้ถึง 5 ชุมชน จนเกิดนวัตกรรมสื่อเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรม ใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ได้ด้วยชุมชนเอง สามารถลดต้นทุนการประชาสัมพันธ์และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานมากขึ้น และหากมีการบูรณาการในโครงการนี้ร่วมกับองค์กรชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชนในระยะต่อไป จะทำให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาวสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
การประเมินมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่
This research aims to study guidelines to evaluate and enhance the value added from the development of local tourism management. It is the qualitative research and supported by the quantitative analysis. Primary data was gathered from 11 groups of tourism communities with 8 types of local tourism in Chiang Mai who were willing to participate in this project. SWOT analysis and focus group are used to get a suitable way to evaluate the value added of the project. Quantitative data was collected from the benefit cost of the operation from 8 types of local tourism. Descriptive statistics such as mean and percentage were analyzed and illustrated the value added of this project.
The finding showed that a suitable way to evaluate the value added of development the potentiality of tourism management is to evaluate the benefit cost of this project. This way can make local people analyze the value added of the tourism project by themselves so that they can apply and enhance their potentiality in tourism management. The value added up to 112.11% is from the participation between communities and other organizations in communities. The tourism of small and micro economic enterprise project, development the people’s potentiality project, management the natural resources project and cultural tourism project could create the value added 61.05%, 22.27%,22.207% and 10.23% respectively. All of these projects should be promoted by let communities to do by themselves. Agro-tourism, health tourism and historical tourism should be supported by other involving organizations because communities can’t do by themselves. Thus it make the value added of these projects are in negative up to 118.07%, 157.31% and 241.95% respectively.การวิจัยเรื่อง “การประเมินมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการประเมินมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยชุมชน เพื่อให้ได้แนวทางการเพิ่มมูลค่าของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ข้อมูลปฐมภูมิรวบรวมจากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน จำนวน 11 ชุมชน 8 ประเภท ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ที่สมัครใจในการร่วมเวทีเสวนาปฏิบัติการ อาศัยกระบวนการ SWOT และการ Focus group เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการประเมินมูลค่าเพิ่มของโครงการที่เหมาะสม จนนำไปสู่การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากแบบประเมินต้นทุนและผลตอบแทนการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน ทั้ง 8 ประเภท จากนั้นนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติอย่างง่าย คือ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ ซึ่งจะแสดงให้ถึงมูลค่าเพิ่มของโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการประเมินมูลค่าเพิ่มของโครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เหมาะสมคือ การประเมินต้นทุนและผลตอบแทนของโครงการ เนื่องจากแนวทางดังกล่าวชุมชนสามารถนำไปวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มของโครงการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง ด้วยความเข้าใจ จนนำไปประยุกต์ใช้ต่อแนวทางการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยชุมชนเอง ทั้งนี้มูลค่าเพิ่มสูงสุดร้อยละ 112.11 พบว่าเป็นของโครงการที่เกิดจากการบูรณาการทำงานร่วมกันแบบมีส่วนร่วมระหว่างชุมนและองค์กรชุมชน รองลงมาคือ โครงการท่องเที่ยวเชิงวิสาหกิจชุมชน โครงการพัฒนาศักยภาพบุคคล โครงการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ และโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนได้ถึงร้อยละ 61.05, 22.27, 22.27, และ 10.23 ตามลำดับ โครงการเหล่านี้ควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้ชุมชนดำเนินการด้วยชุมชนเอง ส่วนโครงการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องให้ความช่วยเหลือต่อการเพิ่มศักยภาพ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เพราะโครงการเหล่านี้ชุมชนยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกชุมชนเป็นหลัก พิจารณาได้จากมูลค่าเพิ่มของโครงการที่ติดลบสูงถึงร้อยละ 118.07, 157.31 และ 241.95 ตามลำดับ จึงจะทำให้การท่องเที่ยวดังกล่าวประสบความสำเร็จและอยู่ได้อย่างยั่งยืนสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
Development the management for the cost of the cultural tourismin Chiang Mai
This research aims to study guidelines to develop the cost management of local cultural tourism in Chiang Mai. It is the qualitative research with the support from quantitative analysis. Primary data collected from 2 groups of tourism communities which are willing to participate and join in this project. SWOT analysis and focus groups were used to study their contexts and their potentiality of tourism operations. Quantitative data was collected from the benefit cost of local cultural tourism business. Descriptive statistic such as mean and percentage were used to analysis and illustrated the turnover of local cultural tourism business.
The finding showed that there are 4 types of context of local cultural tourism in Chiang Mai. All of these 4 types consisted of eating culture, dressing culture, architect culture and language culture which are their identities and can be the good selling point for communities. Their potentiality for organizational and marketing management make communities succeed in their operation. The result from the benefit cost analysis of tourism showed the profit up to 358,885.61 baht/year. It can create value added up to 10.23 percentages for communities compared to the total value of tourism projects of communities. However, communities lack of the potentiality to manage the cost particularly allocating the benefit of operation.
As a result, it should promote and make communities right understanding for allocating the revenue from tourism appropriately in order to fulfill communities. Participation from involving parties in communities is another way to develop the cost management of local cultural communities in Chiang Mai to be sustainable.การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการบริหารจัดการต้นทุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการต้นทุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ข้อมูลปฐมภูมิรวบรวมจากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน จำนวน
2 ชุมชน ที่สมัครใจในการร่วมเวทีเสวนาปฏิบัติการ อาศัยกระบวนการ SWOT และการ Focus group เพื่อให้ทราบบริบทและศักยภาพของการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนและนำไปสู่การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากแบบประเมินต้นทุนและผลตอบแทนการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น จากนั้นนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติอย่างง่าย คือ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ ซึ่งจะแสดงให้ถึงผลการประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น
ผลการวิจัยพบว่า บริบทของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ มี
4 ประเภท ได้แก่ วัฒนธรรมการกิน วัฒนธรรมการแต่งกาย วัฒนธรรมด้านสถาปัตยกรรมการสร้างอาคาร และวัฒนธรรมการใช้ภาษา ที่สามารถนำมาใช้เป็นเอกลักษณ์และจุดขายของการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้เป็นอย่างดีและมีศักยภาพ โดยเฉพาะศักยภาพการบริหารจัดการองค์กรการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการบริหารจัดการด้านการตลาด ส่งผลให้ชุมชนประสบผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พิจารณาได้จากผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของโครงการท่องเที่ยวดังกล่าว สามารถทำกำไรสุทธิได้มากถึง 358,885.61 บาทต่อปี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนได้มากถึงร้อยละ 10.23 เมื่อเทียบกับมูลค่าของโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนในภาพรวม แต่ทั้งนี้ชุมชนยังขาดศักยภาพของการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะการจัดสรรผลประโยชน์ของการดำเนินโครงการดังกล่าวในชุมชน ดังนั้นการส่งเสริมและให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการนำเอารายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน อาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในชุมชนจะเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาการบริหารจัดการต้นทุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกิดความยั่งยืนสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
The research for development the best practice in hygiene and environmental development of Chiang Mai Local Communities
This study aims to synthesis the knowledge of the best practice for local hygiene and environmental development in Chiang Mai in order to have the guidelines for applying the sufficiency economy to develop the management of local administrative organizations (LAOs). Population were from Chiang Mai local administrative organizations and communities. Purposive sampling was used and 4 samples working in management level, operation level and parliament of local organizations as well as delegates from local people were selected. Participation action research, Focus group and Triangulate had been used to evaluate the application of the sufficiency economy; integrity, patience and diligent as well as generosity
for internal management of LAOs. Sample statistic included mean, percentage and standard deviation.
The finding showed that the management level had the highest application for their internal management and the operation as well as the parliament had the high application for their internal management respectively. The best practice of local hygiene and environmental development could be evaluated from the well-being of communities . All of these well-beings are that people have a good hygiene and there is no pollution. People are take care of their health as well as the readiness of medical staffs including good and perfect infrastructure. People have saved and preserved their own lands.
Brains storming with involving people were also used in order to get guidelines to develop the application of sufficiency economy in LAO’s management that can make well-being for communities if the management level and the local people have a good collaboration based on sufficiency economy; integrity, patience and diligent as well as generosity. Integrity is the first priority to apply in the internal management. Local people should increase their participation with LAOs particularly following up and evaluating LAOs’ activities. In addition, it should motivate and enlarge the best practice of hygiene and environment base on sufficiency economy to the 7- up-north provinces whose contexts are similar to Chiang Mai.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้จากการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้แนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยประชากรที่ศึกษาคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนจากจำนวน 207 แห่ง ของจังหวัดเชียงใหม่ เลือกตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์และความต้องการเข้าร่วมโครงการได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 4 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนแต่ละฝ่ายของ อปท. ได้แก่ ฝ่ายผู้บริหาร ฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน ฝ่ายสภา รวมถึงตัวแทนชุมชน การศึกษาใช้วิธีการแบบมีส่วนร่วมและการ Focus group ร่วมกับการประเมินแบบองค์รวมโดยวิธีการสามเส้าในประเด็นของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการองค์กร ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทนและขยันหมั่นเพียร และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า ระดับของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการของ อปท. โดยฝ่ายผู้บริหารมีระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน และฝ่ายสภา อปท. ตามลำดับ การพัฒนาต้นแบบสามารถประเมินได้จากความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชน อาศัยการวิเคราะห์และถอดบทเรียนร่วมกับตัวแทนของชุมชนในพื้นที่การปกครองของ อปท. ได้แก่ ความอยู่ดีมีสุขที่เกิดจากคนในชุมชนมีการรักษาความสะอาดในชุมชนและไม่มีปัญหาขยะรวมถึงมลพิษทางอากาศ คนในชุมชนเอาใจใส่และดูแลสุขภาพ มีความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ มีสาธารณูปโภคที่ดีและครบครัน มีการสงวนและอนุรักษ์ที่ดินไว้สำหรับคนในชุมชน
ไม่สนับสนุนให้ขายแก่นายทุน
ผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้จากการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ โดยการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับผลการประเมินของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้แนวทางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการองค์กรที่สามารถตอบสนองความอยู่ดีมีสุข ของชุมชนได้อย่างแท้จริง พบว่า ต้นแบบการบริหารจัดการที่ดีต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้บริหารของ อปท. กับภาคประชาชน บนฐานของคุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทนและขยันหมั่นเพียรและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ที่ประยุกต์ใช้ในการทำงานโดยเฉพาะคุณธรรมที่ อปท. จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำไปใช้กับการทำงาน คือความซื่อสัตย์สุจริต ขณะเดียวกันภาคประชาชนต้องเน้นการมีส่วนร่วมกับ อปท. ให้มากขึ้นโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินกิจกรรม หรือโดยการที่ อปท. ได้ ส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขให้กับคนในชุมชน ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งนี้คือ ต้องมีการขับเคลื่อนการพัฒนาต้นแบบให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นจากการบริหารจัดการ อปท. ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นบนฐานของคุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะ
7 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีบริบท ใกล้เคียงกับจังหวัดเชียงใหม่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
ยุทธวิธีพัฒนาครูยุคใหม่สู่ครูมืออาชีพภายใต้บริบทของสถานศึกษา โดยใช้ฐานข้อมูลสารสนเทศเครือข่ายเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
The objective of this research were : 1) to study the factors that effected self development to professional teacher of teaching professional externship students and mentor teachers 2) to study the problem needs to be supervised 3) to study the need self development to professional teachers of teaching professional externship students and mentor teachers 4) to construct and develop a database of information networks for learning by the online system and study the satisfaction of the user database information 5) to study the competencies of teaching professional externship students and mentor teachers in this research project. The sample was teacher students in academic year 2013, teaching professional externship students in academic year 2013- 2014, mentor teachers, the school network administrators of Chiangmai Rajabhat University. The research tools included questionnaire, database query electronic information online, handbook create databases and manage electronic information, satisfaction questionnaire and teachers’ competencies assessment form. The analyze quantitative data were using descriptive statistics included percentage, mean, standard deviation and inferential statistics by using Z-test(two sample for means) t-test (paired two sample for means) and t-test (independent samples), analysis of qualitative data used content analysis.
The results of research found that :
1. The factors effect self development to professional teacher the overall found that personal factors had effected to self professional development of teachers were medium level. When consider each indicator found that the working age and health both physical and mental had effected to professional development of teachers were high level. The teaching professional externship students gave indicator about gender to self development were medium level but the mentor teachers were low level. The factors of professional knowledge as a whole were high level. The indicator about academy graduates were medium level. The average score of the evaluation factors for the teaching professional externship students and mentor teachers were different statistically significant at the 0.01 level, nearly every indicator except indicator qualification matches subject the average score of the evaluation were not significantly different. The personality factors, operational factors and social factors were high level in each indicator.
2. The supervision needs about 2 times semester from teacher supervisors, the average meeting about 2 times and develop knowledge about 2 times. To receive supervision from school administrators, mentor teachers, supervisors and the major teaching qualification were high level. If a staff from other major or to supervise a visit only failed to supervise the content were the medium level and the learning of the concept of a mentor teacher or teacher supervisor were medium level. The teachers to develop the knowledge, skills and attributes to be a teacher especially technical/ teaching/ teaching skills/ learning lesson plan/ instruction/teaching media and the support at high level.
3. The needs self development to teacher professional found that teaching professional externship students need to be developed 98.6 percent respectively were teaching techniques, creating innovative and classroom action research. The need to develop during normal that 39.7 percent, the mentor teachers need to develop 93.7 percent were teaching techniques, creating innovative and thinking processes. The need to develop during recess 48.3 percent would like to develop in the 2- 3 days. The factors that effect to teachers can not handle learning to students be fully were work load/ special work/ many activities in school/ the competencies of the students very different/ teachers do not qualification/ Administrators policy/ budget and the lack of good teaching techniques.
4. The database information needed to develop teachers used 2-way communication between the developer with recipient improvement were 1) Information technology open 2-way communication which student teachers and teachers can take to create a database for the various needs on their own. 2) Information technology management. 3) Information technology for information. 4) Information technology linked to other databases. The satisfaction of users with the information found on the usefulness and reliability, the design and organization at a high level all assessment items
5. The results assessment core competencies and lines competencies at a high level. The competencies of the technology with empirical data from actual operating results and clear which teaching professional externship students and mentor teachers using information technology for development learning network of teachers’ teaching.การวิจัยเรื่อง ยุทธวิธีพัฒนาครูยุคใหม่สู่ครูมืออาชีพภายใต้บริบทของสถานศึกษา โดยใช้ฐานข้อมูลสารสนเทศเครือข่ายเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และครูพี่เลี้ยง 2) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการในการรับการนิเทศของนักศึกษาครู 3) เพื่อศึกษาสภาพความต้องการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูและครูพี่เลี้ยง 4) เพื่อสร้างและพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศเครือข่ายเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ โดยระบบออนไลน์ และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ฐานข้อมูลสารสนเทศฯ 5) เพื่อศึกษาสมรรถนะความเป็นครู ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และครูพี่เลี้ยงจากการเข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาครู ปีการศึกษา 2556 นักศึกษาระหว่างฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ปีการศึกษา 2555-2556 ครูพี่เลี้ยง ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ฐานข้อมูลสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบออนไลน์ คู่มือพัฒนาการสร้างและจัดการฐานข้อมูลสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินสมรรถนะความเป็นครู การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติพรรณนา วิเคราะห์โดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานใช้การทดสอบค่าเฉลี่ยได้แก่ Z –test แบบ Two Sample for Means t-test แบบ Paired Two Sample for Means และ t-test แบบสองกลุ่มประชากร เมื่อตัวอย่างจากประชากรเป็นอิสระกัน (Independent Samples) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า
1. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ พบว่าโดยภาพรวมปัจจัยส่วนบุคคลมีผลต่อการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวบ่งชี้พบว่า อายุการทำงาน และสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ มีผลอยู่ในระดับมาก นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ให้ตัวบ่งชี้ เรื่อง เพศ มีผลต่อการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับปานกลาง แต่ครูพี่เลี้ยง มีผลในระดับน้อย ปัจจัยด้านความรู้ในวิชาชีพโดยภาพรวม มีผลอยู่ระดับมาก ตัวบ่งชี้ เรื่อง สถาบันการศึกษาที่จบ มีผลอยู่ระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ยของการประเมินปัจจัยต่อการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และครูพี่เลี้ยงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เกือบทุกตัวบ่งชี้ ยกเว้น ตัวบ่งชี้เรื่อง วุฒิการศึกษาตรงสาขาที่สอน คะแนนเฉลี่ยของการประเมินแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ สำหรับปัจจัยด้านบุคลิกภาพ ปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน และ ปัจจัยด้านสังคม มีผลอยู่ในระดับมากทุกตัวบ่งชี้
2. ความต้องการรับการนิเทศ จากอาจารย์มานิเทศ เฉลี่ยประมาณ 2 ครั้ง มีการประชุมเฉลี่ย ประมาณ 2 ครั้ง และให้พัฒนาความรู้ เฉลี่ย 2 ครั้ง ต้องการได้รับการนิเทศจากผู้บริหาร ครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศ อาจารย์ที่ตรงสาขาวิชา ในระดับมาก แต่ ถ้าเป็นอาจารย์สาขาใด ๆ หรือ อาจารย์จากหน่วยงานอื่น หรือไปนิเทศแบบเยี่ยมเยือนเท่านั้น ไม่สามารถนิเทศตามเนื้อหาวิชา อยู่ระดับ ปานกลาง และให้จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของครูพี่เลี้ยง หรือ อาจารย์นิเทศก์ เท่านั้นอยู่ในระดับปานกลาง ต้องการรับการนิเทศเพื่อการพัฒนาตนเองในด้านความรู้ ทักษะ คุณลักษณะการเป็นครู โดยเฉพาะเรื่อง เทคนิค/วิธีการสอน/ทักษะการสอน การจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้/ การสอน และสื่อการสอน และด้านปัจจัยสนับสนุน อยู่ในระดับมาก
3. ความต้องการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ พบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ต้องการได้รับการพัฒนาร้อยละ 98.6 เรื่องที่ต้องการมากตามลำดับได้แก่ เทคนิคการสอน การสร้างสื่อนวัตกรรม และวิจัยในชั้นเรียนตามลำดับ ต้องการให้พัฒนาในช่วงวันปกติ ร้อยละ 39.7 สำหรับครูพี่เลี้ยงต้องการได้รับการพัฒนาร้อยละ 93.7 เรื่องที่ต้องการ ได้แก่ เทคนิคการสอน การสร้างสื่อนวัตกรรม และกระบวนการคิดตามลำดับ ต้องการให้พัฒนาในช่วงปิดภาคเรียนร้อยละ 48.3 ต้องการพัฒนาในช่วง 2-3 วัน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลครูไม่สามารถจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียน อย่างเต็มความสามารถ เรียงตามลำดับได้แก่ มีภาระงานอื่น/พิเศษมาก โรงเรียนมีกิจกรรมเสริมมาก สมรรถนะของผู้เรียนแตกต่างกันมาก ครูสอนไม่ตรงวุฒิ นโยบายผู้บริหาร/งบประมาณ และขาดเทคนิคการสอนที่ดี
4. ฐานข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นของการพัฒนาครูที่ใช้ระบบสื่อสาร 2 ทางผ่านระบบออนไลน์ระหว่างผู้พัฒนากับผู้ได้รับการพัฒนา ได้แก่ 1) ฐานข้อมูลสารสนเทศแบบเปิด สื่อสาร 2 ทาง นักศึกษาและครูสามารถนำไปสร้างเป็นฐานข้อมูลด้านต่าง ๆ ตามความต้องการได้ด้วยตนเอง 2) ฐานข้อมูลสารสนเทศจัดการความรู้ 3) ฐานข้อมูลสารสนเทศประชาสัมพันธ์ 4) ฐานข้อมูลสารสนเทศ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ๆ ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ฐานข้อมูลสารสนเทศ พบว่า ด้านความมีประโยชน์และเชื่อถือได้ และด้านการออกแบบและจัดระบบ อยู่ในระดับมาก ทุกรายการประเมิน
5. ผลการประเมินสมรรถนะหลักและสมรรถนะตามสายงาน อยู่ในระดับมาก ซึ่งสมรรถนะทางด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีข้อมูลเชิงประจักษ์จากการปฏิบัติการจริงและมีผลงานชัดเจน คือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และครูพี่เลี้ยง ใช้ฐานข้อมูลสารสนเทศเครือข่ายเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ บนเว็บไซต์ของโครงการวิจัยฯ สร้าง Homepage ของตนเอง และสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนได้สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ(วช.
การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ บนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
This research entitle of the biodiversity management on the sufficiency economical based of ethic group in Muang District, Mae Hong Son province area. The main objective was to study the way in proceeding activities which could promote the management and the conservation of the biodiversity on the last sufficiency economical based. The activities composed of many minor activities such as
The protection of wildfire activity and the opened combustion in the community activity, all of activities had the important activity such as the specification of agriculture area activity that specified the area which had wildfire ignition area that could spread fire to another area to be a wildfire further. The decreasing in useless materials combustion by applying them made as a compose fertilizer which people in this community could use in the next cultivate season. The fire protection line area setting activity had done by the trekking volunteers who were a wildfire observer of Na-Pra-Jard community. The roaming about the forest activity for wildfire alerts, activity would proceed in observing about wildfire in the area around the community.
The knowledge and the realization in agriculture water pollution protection activity which increased for agriculturists, could used and eradicated and also protected in the agriculture pollution in the correct and proper ways. From all of these ways the water and ground pollutions could be decreased and then the biodiversity would be increased in the future further.
The teenager network setting in keeps watching the water quality and the biodiversity activity. This activity, the teenagers from 4 schools (Huey-Phung School, Kha-Han School, Na-Pra-Jard School and Huey-Pha School) gathered together to participate to set the biodiversity conservative and management network in the watershed area further.
The folk wisdom of the community activity in water and fish ordained in the area of community weir for prohibiting of aquatic animal catching and trespass around this area. From the activities proceedings, there was the conservation of biodiversity area for fish seeds occurring along the river in 2 kilometers long.การวิจัยเรื่อง การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ บนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีจุดประสงค์หลัก เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้การวิจัยในรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมซึ่งผลการศึกษา พบว่า กิจกรรมที่ส่งเสริมการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย
กิจกรรมการป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าและการเผาในที่โล่งในชุมชน ซึ่งมีกิจกรรมย่อยๆ ที่สำคัญได้แก่ กิจกรรมกำหนดพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งพื้นที่ทางการเกษตรที่กำหนดไว้จะเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่เกิดเหตุการณ์จุดไฟเผาและลุกลามไปยังพื้นที่อื่นเป็นไฟป่า กิจกรรมลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจะทำโดยการนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งชาวบ้านจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในฤดูการเพาะปลูกถัดไป กิจกรรมการทำแนวกันไฟ การทำแนวกันไฟจะร่วมกันทำของอาสาสมัครท่องป่าเฝ้าระวังไฟของชุมชนบ้านนาปลาจาด กิจกรรมเดินป่าเฝ้าระวังไฟ กิจกรรมเดินป่าเฝ้าระวังไฟเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อเฝ้าระวังไฟภายในพื้นที่ป่าบริเวณรอบๆ หมู่บ้าน
กิจกรรมการสร้างความรู้และความตระหนักในการป้องกันมลพิษทางน้ำที่เกิดจากการเกษตร ซึ่งการสร้างความรู้ความเข้าใจของเกษตรมีความรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจากความรู้ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกษตรกรสามารถใช้และกำจัดรวมทั้งป้องกันมลพิษที่เกิดจากการเกษตรได้อย่างถูกต้องเหมาะสมซึ่งช่วยลดปัญหามลพิษทางน้ำและทางดินซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพขึ้นในพื้นที่ในอนาคตต่อไป
กิจกรรมการสร้างเครือข่ายกลุ่มเยาวชนในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพการดำเนินกิจกรรมนี้สามารถได้กลุ่มเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ จำนวน 4 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง โรงเรียนบ้านคาหาญ โรงเรียนบ้านนาปลาจาด โรงเรียนบ้านห้วยผา ซึ่งจะนำความร่วมมือไปสร้างเป็นเครือข่ายในการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ลุ่มน้ำต่อไป
กิจกรรมการการใช้ภูมิปัญญาในการบวชน้ำ-บวชปลาในพื้นที่ โดยการกำหนดพื้นที่เพื่อที่จะทำการบวชปลาและการอนุรักษ์พันธ์ปลาในพื้นที่บริเวณฝายน้ำล้นของหมู่บ้านเพื่อไม่ให้มีการจับสัตว์น้ำและบุกรุกพื้นที่โดยรอบซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมทำให้เกิดขึ้นที่สำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพันธ์ปลาทั้งสิ้น 2 กิโลเมตรสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
The model of the potential local learning development with New Public Management
The model of the potential local learning development with New Public Management had the aim as to study the good characteristics of the local leadership with the popularity creating and new paradigm in New Public Management. Survey and quantity research had use in processes by using the community analysis with learning style of changing leadership. In this study, the target groups were 75 local leaders and community leaders from 6 Community Local Organization in Chiangmai as Maetha, kudchang, Makunwan, Yuwa, Donkaew and Baanklang Local Tambol Organization.
The research result has found that the good characteristics of the local leadership consist of 1) good behavior with morality, believe in religious and firmly believe in ethic 2) transparency in operation 3) have vision and strategic in operation 4) use the community changing participation in operation and decision making 5) good creating for the community changing. By the way, for the new paradigm in New Public Management had found 7 capacities of the transformation leadership which reach to 75 percent of their capacities. The community participation under AIC process had found 3 popularities in local development operation as the political ideology, have real target and Self-adjoin. These will affect to develop the local leadership development curriculum for the New Public Management as to apply upgrading the changing leadership.รูปแบบการพัฒนาศักยภาพของผู้นำท้องถิ่นกับการการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณลักษณะที่ดีของผู้นำท้องถิ่นกับการสร้างค่านิยมและกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ชุมชนกับรูปแบบของการเรียนรู้ของผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ในการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้นำท้องถิ่น และผู้นำชุมชนจำนวน 75 คน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 6 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา เทศบาลตำบลบ้านกลาง องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว องค์การบริหารส่วนตำบลกื้ดช้าง องค์การบริหารส่วนตำบลมะขุนหวาน องค์การบริหารส่วนตำบลยุหว่า
ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะที่ดีของผู้นำท้องถิ่น ประกอบไปด้วย 1) เป็นคนดีมีศีลธรรม มีศรัทธาในศาสนาและเชื่อมั่นในหลักจริยธรรม 2) ดำเนินงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน 3) มีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน 4) ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมและการตัดสินใจ 5) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในชุมชน สำหรับค่านิยม และกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ พบว่าผู้นำท้องถิ่นมีความสามารถในการพัฒนาตนเองตามหลัก 7 ประการ ของการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformation Leadership) ได้ถึงร้อยละ 75 เมื่อวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของชุมชนภายใต้กรอบกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาด้วยกระบวนการ AIC พบว่าค่านิยมหลัก 3 ประการในการทำงานเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คือ การมีอุดมการณ์ร่วม การมีเป้าหมายที่แท้จริง และความผูกพันที่แท้จริงที่สร้างให้เกิดพลัง ส่งผลทำเกิดกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาในหลักสูตรของการพัฒนาผู้นำท้องถิ่นต้นแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการยกระดับการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงต่อไปสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
หลักการผลไม้
หนังสือหลักการไม้ผล (Principle of Pomology) เล่มนี้ ได้เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้เป็นต ารา
ประกอบการสอนในรายวิชาหลักการไม้ผล HORT 3401 ตามหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพืชศาสตร์ ที่มีการเปิดสอน
อยู่ในคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นทฤษฎี
ผสมผสานกับวิทยาการด้านไม้ผลที่ทันสมัย ซึ่งผู้เขียนมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถน าเอาความรู้ที่
ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ ไปประยุกต์ใช้เพื่อประกอบเป็นอาชีพได้ต่อไป อีกทั้งยังมุ่งหวังให้เป็น
หนังสือส าหรับบุคคลผู้สนใจในการท าสวนไม้ผล โดยรายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ได้แบ่งเนื้อหา
ออกเป็น 10 บทเรียน ได้แก่ บทน า การจ าแนกไม้ผล ถิ่นก าเนิดและการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผล
ดอกและผล สรีรวิทยาของไม้ผล การขยายพันธุ์ไม้ผล การจัดทรงต้นและการตัดแต่งกิ่งไม้ผล
การสร้างและดูแลรักษาสวนไม้ผล การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติภายหลังการเก็บเกี่ยวไม้ผล และ
ตัวอย่างตระกูลไม้ผลชนิดต่างๆ ซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ
อาจารย์ ผู้สอน นักศึกษา ผู้สนใจที่ต้องการสร้างสวนไม้ผลใหม่ และผู้ที่ต้องการปรับปรุงท าสวน
ไม้ผลตามสมควร สุดท้ายน้ีผู้เขยี นขอกราบขอบพระคุณครู อาจารย์ผู้ประสทิ ธปิ์ ระสาทวิชา
ความรู้ให้กับผู้เขียนมาตั้งแต่เยาว์วัย รวมทั้งบิดา-มารดา รวมถึงญาติผู้ใหญ่ทุกท่านที่ได้สั่งสอน
อีกทั้งขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. เกศิณี ระมิงค์วงศ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ร าพึง พูลสุข
และผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุเบญจา วิสิฐพงศ์พันธ์ ที่เป็นแรงจูงใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้เขียน
สร้างสรรค์จากพื้นฐานความรู้ด้านไม้ผลที่มีอยู่เพื่อประโยชน์แก่มวลชน และรองศาสตราจารย์
นายสัตวแพทย์ ศุภชัย ศรีธิวงค์ ที่ได้กรุณาตรวจสอบความถูกต้อง ให้ค าแนะน าด้านรายละเอียด
ของเนื้อหา และหากผู้อ่านพบข้อบกพร่องประการใด หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ผู้เขียนยินดีรับฟัง
และขอขอบพระคุณอย่างสูงเพื่อจะได้น าไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไปให้มีความสมบูรณ์มาก
ยิ่งขึ้นมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม