ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
The research for development the best practice in socio-economic development of Chiang Mai Local Communities Phase 3
This study aims to synthesis the knowledge of the best practice for local socio-economic development in Chiang Mai in order to have the guidelines for applying the sufficiency economy to develop the management of local administrative organizations (LAOs). Population were from Chiang Mai local administrative organizations and communities. Purposive sampling was used and 13 samples working in management level, operation level and parliament of 13 local organizations were selected. Triangulate had been used to evaluate the application of the sufficiency economy; integrity, patience and diligent as well as generosity for internal management of LAOs. Sample statistic included mean, percentage and standard deviation.
The finding showed that the management level had the highest application for their internal management and the operation as well as the parliament had the high application for their internal management respectively. The best practice of local socio-economic development could be evaluated from the well-being of communities . All of these well-being consisted of employment, income, self-reliance, good neighbor, no debt, warm families, safety of living and property and a unity of communities.
Brains storming with involving people were also used in order to get guidelines to develop the application of sufficiency economy in LAO’s management and can make well-being for communities if the management level and the local people has a good collaboration based on sufficiency economy; integrity, patience and diligent as well as generosity. Integrity is the first priority to apply in the internal management. Local people should increase their participation with LAOs particularly following up and evaluating LAOs’ activities. In addition, it should motivate and enlarge the best practice of socio- economic development base on sufficiency economy to the 7- up-north provinces whose contexts are similar to Chiang Mai.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้จากการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้แนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประชากรที่ศึกษาคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ เลือกตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์และความต้องการเข้าร่วมโครงการได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 13 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนแต่ละฝ่ายของ อปท.ได้แก่ ฝ่ายผู้บริหาร ฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน ฝ่ายสภารวมถึงตัวแทนชุมชน การศึกษาใช้วิธีการประเมินโดยวิธีการสามเส้าในประเด็นของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการองค์กร ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทนและขยันหมั่นเพียร และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ร้อยละ และค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ผลการวิจัยพบว่าระดับของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการองค์กรของ อปท. ในฝ่ายผู้บริหารมีระดับมากที่สุด รองลงมาคือ การประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน และระดับการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฝ่ายสภา อปท. ตามลำดับการพัฒนาต้นแบบสามารถประเมินได้จากความอยู่ดีมีสุขของชุมชน อาศัยการวิเคราะห์และถอดบทเรียนร่วม กับตัวแทนของชุมชน ในพื้นที่การปกครองของ อปท. ได้แก่ ความอยู่ดีมีสุขที่เกิดจากคนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้ ไม่มีหนี้สิน มีเพื่อนบ้านที่ดี การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงชุมชนมีส่วนร่วมกันอย่างสามัคคี
ผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้จากการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่โดยการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับผลการประเมินของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้แนวทางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการองค์กร ที่สามารถตอบสนองความอยู่ดีมีสุขของชุมชนได้อย่างแท้จริง พบว่าต้นแบบของการบริหารจัดการที่ดี ต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้บริหารของ อปท. กับภาคประชาชน บนฐานของคุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทนและขยันหมั่นเพียรและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ที่มีการนำไป ใช้ในการทำงานโดยเฉพาะคุณธรรมที่ อปท. จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำไปใช้ที่มีการนำไป คือความซื่อสัตย์สุจริต ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็จะต้อง เน้นการมีส่วนร่วมกับ อปท.ให้มากขึ้นโดยเฉพาะ การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินกิจกรรม หรือโครงการที่ อปท.ได้ ส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขให้กับชุมชน ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งนี้คือต้องมีการขับเคลื่อนการพัฒนาต้นแบบให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นจากการบริหารจัดการ อปท. ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นบนฐานของคุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะ
7 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีบริบท ใกล้เคียงกับจังหวัดเชียงใหม่สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (วช.
The origin of the world in Tai Lue tradition : analyze from manuscrips of Sipsongpanna (PR.China)
The needs of the local people to participate in conserving cultural tourism sites in Lamphun municipality
The Integration of ways of life, Identity and Cultural Differences to Education Development for the Stable Lives in Non Formal Education Youths.
This research has 3 objectives : 1) to construct local-related content lessons in English corresponding with ways of life, identity and cultural differences for young learners at Khwaeng Nakornping, Mueng District, Chiang Mai Province 2) to evaluate the local-related content lessons 3) to improve academic potentiality in young learners as well as promote the sustainable stability lives in young learners. The samples of the study are 148 non formal education young learners by simple random sampling. The research instruments were 1) the contents needs questionnaire 2) social development and human security questionnaire 3) pretest and posttest 4) 5 local-related content lessons and 5) satisfaction evaluation questionnaire. The statistics employed for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test and effectiveness index.
The research results are as followed; 1) there were 5 local-related content lessons constructed: Me and My community, Festivals and Cultural Activities, Local Food, Music and Cultural Performances and Belief and Cultural Materials.
2) The curriculum efficiency criteria were found to be at 65.94 / 74.65 which was lower than the standard criteria of 80/80. However, the youths’ posttest is higher than the pretest at 4.54 percentage and the students’ achievement after using the local-related content lessons was higher than that before using it at .01 level.
3) The satisfaction evaluation of the results showed that the young learners gain the knowledge about life, identity and cultural differences at 4.40, 4.44 and 4.40 out of 5 respectively. The young learners believed that the training is able to improve their academic potentiality 4.38 points, improve English ability.การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างหน่วยการเรียนรู้ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม สำหรับเยาวชนกลุ่มตัวอย่างในแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อประเมินผลหน่วยการเรียนรู้ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม สำหรับเยาวชนกลุ่มตัวอย่างในแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อพัฒนาศักยภาพ และความมั่นคงในชีวิตของเยาวชนกลุ่มตัวอย่างในแขวงนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่ โดยประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เยาวชนนอกระบบในแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 148 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นความรู้ในการเผยแพร่ 2) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์และสังคมส่วนบุคคล 3) แบบทดสอบก่อน และหลังเรียน 4) หน่วยการเรียนรู้จำนวน 5 หน่วย 5)แบบทดสอบระหว่างเรียน และ 6) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการอบรม ผู้วิจัยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อหาค่าสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (t-test) ค่าประสิทธิภาพของบทเรียน (E1 /E2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียน (E.I)
ผลการวิจัยพบว่า
1) หน่วยการเรียนรู้ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม สำหรับเยาวชนกลุ่มตัวอย่างในแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จากการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 หน่วยการเรียนรู้ คือ 1) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ความรู้ทั่วไปของชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว และ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ 2)หน่วยการเรียนรู้เรื่อง เทศกาลและกิจกรรมทางวัฒนธรรม 3) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง อาหารพิ้นบ้าน 4) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ดนตรี ศิลปะการแสดงทางวัฒนธรรม 5) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ความเชื่อ แนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ฉบับภาษาอังกฤษ
2)การประเมินประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ของหน่วยการเรียนรู้ (E1 / E2) พบว่าผลลัพธ์ของหน่วยการเรียนรู้เท่ากับ 65.94 / 74.65 ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 แต่อย่างไรก็ตามคะแนนสอบหลังอบรมด้วยหน่วยการเรียนรู้ฯ มีค่าสูงกว่าก่อนเรียน 4.54 คิดเป็นค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นหรือค่าความก้าวหน้าร้อยละ 47.58 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของเยาวชนกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นจากก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3)การผลวิเคราะห์ความพึงพอใจของเยาวชนผู้เข้าร่วมอบรม พบว่าเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ 1) อัตลักษณ์ 2) วิถีชีวิต และ 3) ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในชุมชนแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้น โดยมีค่าเท่ากับ 4.40, 4.44 และ 4.40 ตามลำดับ จากคะแนนเต็ม 5 โดยผู้เข้าอบรมแสดงความเห็นว่าการอบรมสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านการศึกษา โดยมีค่าเท่ากับ 4.38 และ การอบรมสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับ 4.41 และ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้ในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้ โดยมีค่าเท่ากับ 4.41สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
The research for development the best practice in economic development of Chiang Mai Local Communities
This study aims to synthesis the knowledge of the best practice for local economic development in Chiang Mai in order to have the guidelines for applying the sufficiency economy to develop the management of local administrative organizations (LAOs). Population were from Chiang Mai local administrative organizations and communities. Purposive sampling was used and 4 samples working in management level, operation level and parliament of local organizations as well as delegates from local people were selected. Triangulate had been used to evaluate the application of the sufficiency economy; integrity, patience and diligent as well as generosity for internal management of LAOs. Sample statistic included mean, percentage and standard deviation.
The finding showed that the management level had the highest application for their internal management and the operation as well as the parliament had the high application for their internal management respectively. The best practice of local economic development could be evaluated from the well-being of communities . All of these well-beings are that people can be self-reliance without debt. They have been employed and have permanent jobs. They can save their own money and the economy of communities are prosperous.
Brains storming with involving people were also used in order to get guidelines to develop the application of sufficiency economy in LAO’s management and can make well-being for communities if the management level and the local people has a good collaboration based on sufficiency economy; integrity, patience and diligent as well as generosity. Integrity is the first priority to apply in the internal management. Local people should increase their participation with LAOs particularly following up and evaluating LAOs’ activities. In addition, it should motivate and enlarge the best practice of economic development base on sufficiency economy to the 7- up-north provinces whose contexts are similar to Chiang Mai.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้จากการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้แนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประชากรที่ศึกษาคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่เลือก ตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์และความต้องการเข้าร่วมโครงการได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 4 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนแต่ละฝ่ายของ อปท. ได้แก่ ฝ่ายผู้บริหาร ฝ่ายผู้ปฏิบัติงานและ ฝ่ายสภา รวมถึงตัวแทนชุมชน การศึกษาใช้วิธีการประเมินโดยวิธีการสามเส้าในประเด็นของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการองค์กร ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทนขยันหมั่นเพียร และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ร้อยละ และค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ผลการวิจัยพบว่าระดับของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการอปท. ในฝ่ายผู้บริหารมีระดับมากที่สุด รองลงมา คือฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน และฝ่ายสภา อปท. ตามลำดับ การพัฒนาต้นแบบสามารถประเมินได้จากความอยู่ดีมีสุขของชุมชน โดยการวิเคราะห์และถอดบทเรียนร่วม กับตัวแทนของชุมชนในพื้นที่การปกครองของ อปท. ได้แก่ ความอยู่ดีมีสุขที่เกิดจากคนในชุมชนมีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้และสามารถเลี้ยงตัวเองได้มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง ครอบครัวพออยู่พอกิน ไม่มีหนี้สิน มีอาชีพที่มั่นคงและสุจริต มีเงินออมเก็บไว้ใช้ในอนาคต ชุมชนมีเศรษฐกิจรุ่งเรือง
ผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้จากการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่โดยการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับผลการประเมินของการประยุกต์ใช้คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้แนวทางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการองค์กร ที่สามารถตอบสนองความอยู่ดีมีสุข ของชุมชนได้อย่างแท้จริงการพัฒนาต้นแบบที่ดี พบว่าต้องเกิดขึ้นจาก 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้บริหารของ อปท. กับฝ่ายประชาชน บนฐานของคุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทนและขยันหมั่นเพียรและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ที่เข้ามาใช้ในการทำงานร่วมกันโดยเฉพาะคุณธรรมที่ อปท. จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำไปใช้กับการทำงาน คือความซื่อสัตย์สุจริตขณะเดียวกันภาคประชาชนต้องเน้นการมีส่วนร่วมกับ อปท.ให้มากขึ้นโดยเฉพาะ การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินกิจกรรม หรือโดยการที่ อปท.ได้ ส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขให้กับชุมชน ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งนี้คือ ต้องมีการขับเคลื่อนการพัฒนาต้นแบบให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นจากการบริหารจัดการ อปท. ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นบนฐานของคุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีบริบท ใกล้เคียงกับจังหวัดเชียงใหม่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
ยุทธวิธีพัฒนาครูวิทยาศาสตร์ยุคใหม่สู่ครูมืออาชีพภายใต้บริบทของสถานศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์
2. เพื่อพัฒนายุทธวิธีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ 3. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ ที่มีต่อยุทธวิธีพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นผู้บริหาร จำนวน 5 คน ครูพี่เลี้ยง จำนวน 9คน ในจำนวน 5 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 1 และเขต 2 นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 9 คน และอาจารย์นิเทศก์ จากสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ จำนวน 2 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็น แบบสอบถาม แบบสังเกตการสอน และประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าตัวกลางเลขคณิต ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ในส่วนของแบบสอบถามปลายเปิด และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาและความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ที่เกี่ยวกับสภาพบริบทของโรงเรียนมีผู้บริหารสถานศึกษาทุกโรงมีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาโท จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 100 มีความพร้อมในการเป็นโรงเรียนเครือข่ายของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และมีห้องปฏิบัติการต่างๆครบทุกโรงเรียน ครูวิทยาศาสตร์ (ครูพี่เลี้ยง) มีความพร้อมในการเป็นครูพี่เลี้ยงนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และการพัฒนาวิชาชีพครูควรพัฒนาในด้านการจัดการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล สื่อการเรียนการสอน และการวิจัย ส่วนความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีต่อสภาพปัจจุบันและสภาพที่ควรจะเป็นเกี่ยวกับการเป็นครูพี่เลี้ยงกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พบว่ามีความคิดเห็นต่อสภาพที่เป็นจริงกับสภาพที่ควรจะเป็นในการเป็นครูพี่เลี้ยง แตกต่างกันทุกรายการ ส่วนข้อมูลพื้นฐานของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีจำนวน 9 คน ส่วนความคิดเห็นของนักศึกษา
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัติการสอน และทักษะเทคนิคการสอน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกรายการ และความคิดเห็นของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีต่อปัจจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่ในระดับมาก
การพัฒนายุทธวิธีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษา
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ได้นำยุทธวิธีการพัฒนามาใช้ในการพัฒนา โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ประชุมชี้แจงแนวปฏิบัติของโครงการวิจัยระดับสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาและแนวปฏิบัติของโครงการวิจัย ส่วนครูพี่เลี้ยงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาและแนวปฏิบัติของโครงการวิจัย และพัฒนาวิชาชีพของตนเองและผู้เรียน เพื่อก้าวไปสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ส่วนนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมา และแนวปฏิบัติของโครงการวิจัย รวมทั้งนโยบายและเป้าหมายในการผลิตครูสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย และส่วนอาจารย์นิเทศก์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาและแนวปฏิบัติของโครงการวิจัย ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ขั้นที่ 2 ประชุมปฏิบัติการพัฒนาการนิเทศของผู้บริหาร ครูพี่เลี้ยง นักศึกษา
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ โดยสรุปจากการประชุมปฏิบัติการฯ มีความ
พึงพอใจในการจัดประชุมปฏิบัติการฯ ในครั้งที่ 1 พบว่าผู้บริหาร ครูพี่เลี้ยง นักศึกษา
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ส่วนการจัดประชุมปฏิบัติการในครั้งที่ 2 ได้นำเสนอความก้าวหน้าผลการดำเนินงานปฏิบัติการพัฒนาโดยผลจากการประเมินของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าครูและนักศึกษาตระหนักถึงความเป็นครูที่ดี บุคลากรภายในโรงเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ในการจัดการศึกษา และผู้บริหารยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการด้วยกัน ส่วนครู พี่เลี้ยงนั้นได้รับความรู้ความเข้าใจถึงเทคนิควิธีการสอนต่าง ๆ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และการสื่อสารระหว่างครูพี่เลี้ยงกับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และส่วนนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความมั่นใจในการเตรียมการสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนักศึกษาต่างโรงเรียน
ขั้นที่ 3 ดำเนินการนิเทศการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามแผนที่วางไว้ โดยใช้เทคนิคการนิเทศแบบกัลยาณมิตร และแบบคู่สัญญา มีการประเมินสมรรถภาพ ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านคุณลักษณะของความเป็นครู ด้านแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านการปฏิบัติการสอน และการสรุปในภาพรวมของผลการนิเทศนักศึกษา
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู พบว่ามีผลการประเมินอยู่ในระดับ ร้อยละ 90.00 ขึ้นไป โดยมีค่าระดับคะแนน A ทุกคน
ขั้นที่ 4 สะท้อนผล (Reflection) การสังเกตการสอนในชั้นเรียนด้านคุณลักษณะของความเป็นครู ด้านแผนการจัดการเรียนรู้และด้านปฏิบัติการสอนแก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การนิเทศ กระบวนการนิเทศ และผลการนิเทศในด้านต่าง ๆ ร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ครูพี่เลี้ยง และอาจารย์นิเทศก์ ซึ่งการสะท้อนผลการสังเกตการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยครูพี่เลี้ยง พบว่า นักศึกษา
ฝึกประสบการณ์มีความมีความตั้งใจและความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการสอดแทรกคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักเรียน นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม และสรุปการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน ส่วนการสะท้อนผลการสังเกตการสอนในชั้นเรียน โดยอาจารย์นิเทศก์ พบว่า นักศึกษามีการเตรียมความพร้อมของแผนการจัดการเรียนรู้และผู้เรียนดีมาก มีกิจกรรมที่หลากหลาย นักเรียนมีส่วนร่วมและสนุกสนานในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ และมีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียนได้เหมาะสม
ขั้นที่ 5 การประชุมสัมมนาสรุปผลการดำเนินงานและนำเสนอผลงานการพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยผู้บริหาร ครูพี่เลี้ยง และอาจารย์นิเทศก์ ซึ่งผลที่ได้จากการประชุมและนำเสนอผลงานเป็นการรวบรวมผลงานแล้วนำเสนอข้อสรุปของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้โรงเรียนได้นำไปต่อยอดในการปฏิบัติต่อไป
สรุปผลการดำเนินการพัฒนายุทธวิธีพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง นักศึกษา
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และอาจารย์นิเทศก์ พบว่าความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา
ครูพี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูและอาจารย์นิเทศก์ที่มีต่อยุทธวิธีพัฒนาครูวิทยาศาสตร์ยุคใหม่สู่ครูมืออาชีพภายใต้บริบทของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
The integration in the education for development the local curriculums which to manage and to conserve the biodiversity with a sufficient economical based, in Muang district, Maehongson province
This research with entitle “The integration in the education for development the local curriculums which to manage and to conserve the biodiversity with a sufficient economical based, in Muang district, Maehongson province. The major objective was to study the integration pattern in the education for local development in education and conservation of the biodiversity on the sufficient economical based, which self-done by the local people with continuously and long lasting.
The pattern was composed of the water quality testing in the community which leaded to the knowledge built concerning on the education and water resources, aimed to help the people to know the water quality which used for consuming and to find the way in water problem solving and deserve to the fundamental needs of people in this area.
The modification of quality for drinking water in many models, the management and the conservation of water resources in the community brought to set water quality improving manuals together from the people in the community. And also the people in the community could proceed to set the prototype of improving water quality kits by their own.
The water resource management and the water resource conservation and the decreasing in air pollution in this area had done by managing the people to set burning materials in the open space areas and fire forest managing. All of operations composing of the community map construction and determined the risk points for fire forest ignition to specify as the control area. The fire protection area points setting and biomass fertilizer making from useless materials from the agricultures in the risk area which could have fire forest. The walking security guard from fire forest in these area including burning follow one after another in the period time for decrease the accumulation of smog quantity.
In the part of the development of the local curriculum for using in monitoring the water quality by simple testing method which in physical , chemical and biological aspect quantities. Teachers and students in this area used for data collection and reported all data into the information system which developed by our research team. All information were set in the education of Prathom Suksa VI students with the 1st lesson plan, the study plan about livings and environment entitled of “ Ecosystem and the relation between co-organized livings thing” In proceeding all activities, had done by teenager groups from 4 schools, Huey Phueng school, Ka Han School, Na Prajard School and Huey Pha School. In the future all the cooperation would be set as the network in the management and the conservation of water resources with sufficiently economical based.การวิจัยเรื่อง การบูรณาการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นในการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษารูปแบบการบูรณาการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาร่วมเป็นแนวทางในการกำหนดรูปแบบของกิจกรรมซึ่งผลการศึกษา พบว่า
รูปแบบการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบนฐานเศรษฐกิจพอเพียงที่ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการและสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ประกอบด้วย
การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในชุมชนซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านได้รับทราบถึงคุณภาพน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค และเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับชุมชนและตรงกับความต้องการของชาวบ้าน
การปรับปรุงคุณภาพน้ำน้ำดื่มน้ำใช้ในชุมชน การจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำทางด้านการปรับปรุงคุณภาพน้ำแบบต่างๆ ได้นำไปสู่การจัดทำคู่มือการปรับปรุงคุณภาพน้ำในรูปแบบต่างๆ ฉบับประชาชนร่วมกัน และชุมชนสามารถทำชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำต้นแบบได้
รวมทั้งการจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและลดมลภาวะทางอากาศในพื้นที่โดยการจัดการการเผาในที่โล่งและไฟป่าในชุมชน ประกอบด้วย การทำแผนที่ชุมชน และจุดที่เสี่ยงต่อการ เกิดไฟป่าเพื่อกำหนดเขตการควบคุม การทำแนวกันไฟป่าเป็นจุด ๆและทำปุ๋ยจากเศษชีวมวล ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า การให้ชุมชนเข้ามาช่วยดูแลป่าโดยการเดินสำรวจ เพื่อป้องกันไฟ และทยอยเผาทีละจุดและโดยจุดไฟเป็นช่วงๆ เพื่อลดการสะสมของปริมาณควัน
ในส่วนของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นได้ใช้การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างง่าย โดยทำการตรวจวัดคุณภาพน้ำทางด้านกายภาพ เคมีและชีววิทยา อย่างง่าย มาให้นักเรียนและครูในพื้นที่ได้ใช้ในการเก็บข้อมูล และรายงานผลในโปรแกรมระบบสารสนเทศที่คณะฯผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยได้นำไปบรรจุอยู่ในการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เรื่อง ระบบนิเวศและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกัน โดยการดำเนินกิจกรรมนี้สามารถได้กลุ่มเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ จำนวน 4 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง โรงเรียนบ้านบ้านคาหาญ โรงเรียนบ้านนาปลาจาด โรงเรียนบ้านห้วยผา ซึ่งจะนำความร่วมมือไปสร้างเป็นเครือข่ายในการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบนฐานเศรษฐกิจพอเพียงต่อไปสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
Data searching skill development of Chiang Mai Rajabhat University students
This research is aimed to develop the data searching skill of Chiang Mai Rajabhat University students. The data searching skill was emphasized to include knowledge and moral learning outcomes which lead to the science skills development. A summary, bibliography,punctuality and good job were examined. It was found that around 57% of 185 students have been developed to “excellent” level on the final data searching skill activity. They have been improved from the previous activities of “excellent”, “good”, “fair” and “poor” level as the amount of 18%, 42%, 23% and 17%, respectively. This research showed that the improvement in the data searching skills depended on the nature of subject, the student’s personal learning experience which was indicated by the student’s year, and the continuously practicing. Therefore, repeating the data searching together with self-evaluation continuously is a good practice. The teaching process, teaching pattern and all data, analyzed from this study, were wished to be benefits for the others.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูลของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ให้ได้รับความรู้ มีคุณธรรมและจริยธรรม นำไปสู่การพัฒนาทักษะการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยพิจารณาจากการสรุปความ การอ้างอิงเอกสาร การส่งงานตรงเวลา การไม่ลอกเพื่อน และความตั้งใจทำงาน ผลการวิจัยพบว่าร้อยละ 57 ของนักศึกษาทั้งหมด 185 คน มีคะแนนการสืบค้นเฉลี่ยระดับ “ดีมาก” ในกิจกรรมการสืบค้นครั้งที่สามโดยนักศึกษากลุ่มนี้มีพัฒนาการมาจากการสืบค้นระดับ “ดีมาก” “ดี” “พอใช้” และ “ควรปรับปรุง” เป็นจำนวนร้อยละ 18 42 23 และ 17 ตามลำดับ งานวิจัยนี้ค้นพบว่าพัฒนาการทางทักษะการสืบค้นของนักศึกษาขึ้นกับธรรมชาติของรายวิชา และการสะสมความรู้ ประสบการณ์ของนักศึกษาในแต่ละชั้นปี รวมถึงการได้รับการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการสืบค้นด้วยการทำซ้ำควบคู่กับการประเมินผลงานของตนเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นวิธีการฝึกปฏิบัติที่ดี วิธีการและรูปแบบกิจกรรมที่ได้จากผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรมโดยอาจารย์หรือบุคคลากรทางการศึกษาที่สนใจสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
The Creativity Learning and the Community Development for Social Security to Support Being ASEAN Community
This research project aims to support the studying process in order to be the base of life security for entering ASEAN community. It is the applied research which gained the qualitative data from the 581 samples in Nakornping area, Muang district, Chiang Mai province by depth interview, group discussion, observation. For the quantitative data, it was gained from the general questionaires, the satisfactory evaluation, and the achievement tests of the sub-project under this project.
The result of this project based on the sub-project results which was analyzed to meet the research objective as the followings: 1) the result of the studying support to be the base of life security for entering ASEAN community was higher at the percentage of 69.98. The result of the wisely consumption of the youth on media and information was positive at the highest level (xˉ = 4.01). 2) the result of upgrading life quality for entering ASEAN community was found to be higher in term of English language usage and other languages, the use of the studying process to search for the more knowledge and the belief on conforming the rules and regulations will bring happiness and generousness to the community. 3) the result of human security and personnel society was found that every sample groups agreed on educational dimension. They believe that education is essential for carrying life and give opportunities to get good career and other good opportunities will follow.แผนงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อสร้างเสริมการเรียนรู้ให้เป็นพื้นฐานความมั่นคงในชีวิตของชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) มีทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างในชุมชนแขวงนครพิงค์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกต และ ข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากการตอบแบบสอบถาม แบบประเมินความพึงพอใจ และ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโครงการย่อยภายใต้แผนการวิจัยนี้ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนและเยาวชนในแขวงนครพิงค์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งสิ้น 581 คน ในการสรุปผลการวิจัยของแผนงานวิจัยได้นำผลการวิจัยของทุกโครงการย่อยมาวิเคราะห์เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) การเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานความมั่นคงในชีวิตของชุมชน กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยร้อยละ 69.98 ส่วนการการบริโภคสื่อและข่าวสารอย่างชาญฉลาดเป็นไปในทางบวก อยู่ในระดับมากที่สุด (xˉ = 4.01) 2) ผลการยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่น ๆ การนำกระบวนการเรียนรู้ไปใช้ในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และการปฏิบัติตามกฏ ระเบียบจะช่วยให้ชุมชนมีความสุข และมีความเอื้อเฟื้อต่อกัน ในระดับมาก 3) ผลการสอบถาม เรื่อง ความมั่นคงของมนุษย์และสังคมส่วนบุคคล พบว่าทุกกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับมิติด้านการศึกษาเพราะเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและเชื่อว่าการศึกษาทุกด้านจะทำให้มีโอกาสก้าวหน้าทางด้านอาชีพและด้านอื่น ๆ ตามมาสานักงานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ (วช.