ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
Project-Based Learning on Knowledge Construction and Learning Achievement of the Elementary Students in Chiang-Mai Rajabhat University
The purposes of this research were to: 1) study the results of project-based learning management on students’ knowledge construction and learning achievement and 2) study students' satisfaction toward project-based learning management. The participants were forty-nine third year student teachers majoring in elementary education who enrolled in the ED 3802 (Observation and participation in school 2 subject) in the second semester of academic year 2017 by purposive sampling. The research instruments were 2 types. The experimental instrument used in the study was the manual of project-based learning management. The collecting data instruments used in the study were learning log form, peer evaluation form, teacher evaluation form, researcher’s journal, achievement test, and students’ satisfaction survey form. The statistics used for data analysis were the mean ( ), standard deviation (S.D.) and dependent t-test.
The research findings were as follows: (1) The students have created 4 projects. The results of students’ knowledge construction have shown that the students’ average score on learning log writing was at a good level. The evaluation from the teacher and peers was at a very good level. The content analysis of researcher’s journal found that students began project work by planning but lack of thinking information. The students had higher academic achievement than before learning at the .05 level of significance. (2) Students were satisfied toward a project-based learning at a very high level.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่ส่งผลต่อการสร้างองค์ความรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (2) ศึกษาความความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา ED 3802 การศึกษาสังเกตและการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา 2 ในภาคเรียนที่ 2/2559 หมู่เรียน 01 จำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ คู่มือการจัดกิจกรรมโครงงาน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบบันทึกการเรียนรู้ แบบประเมินการทำโครงงานโดยเพื่อน แบบประเมินการทำโครงงานโดยผู้สอน แบบบันทึกอนุทินของผู้วิจัย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบ t-test แบบ Dependent
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1)นักศึกษาสร้างสรรค์โครงงานได้จำนวน 4 โครงงาน ผลการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยจากการตรวจแบบบันทึกการเรียนรู้อยู่ในระดับดี การประเมินโดยเพื่อนและผู้สอนอยู่ในระดับดีมาก การวิเคราะห์บันทึกอนุทินของผู้วิจัยพบว่าการริเริ่มทำโครงงานของนักศึกษาเริ่มจากการวางแผนแต่ขาดข้อมูลสารสนเทศประกอบการคิด และนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานอยู่ในระดับมากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
The 3rd Year Development of Chiang Mai Community Agro-Tourism Management Potential
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำมาสังเคราะห์รูปแบบของการท่องเที่ยว และหาแนวทางพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จำนวน 10 ชุมชน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เหมาะสมที่สุดของท้องถิ่น เป็นการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมทางด้านการเกษตรและซื้อผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน ชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเหล่านี้มีศักยภาพการบริหารจัดการเฉลี่ยรวมระดับปานกลาง มีระดับคะแนน 3.16 โดยมีศักยภาพด้านการกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาการท่องเที่ยว การวางแผนและความสามารถในการนำเอาทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่ในชุมชนมาจัดทำเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยว ในระดับปานกลาง ด้วยคะแนนเฉลี่ย ต่ำกว่า 3.00
ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการยกระดับการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2 ข้อ ได้แก่ 1) แนวทางการเตรียมความพร้อมของทุนมนุษย์ต่ออุปทานการท่องเที่ยว คือ การบริหารจัดการ เช่น การบริหารจัดการองค์กรฝึกให้ผู้นำได้กำหนดวิสัยทัศน์เป้าหมายทิศทางการดำเนินงาน ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของชุมชนในอนาคตโดยอาศัยข้อมูลการดำเนินงานการท่องเที่ยวของปีที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ นำมาพิจารณาเพื่อที่จะได้แนวทางในการวางแผนเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะต้องฝึกฝนบันทึกรายการบัญชีอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยเพื่อที่จะได้เป็นตัวอย่างให้กับสมาชิกเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของการจัดทำบัญชี การบริหารจัดการด้านการผลิตและการให้บริการโดยพยายามจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ครบทั้ง 12 เดือน พยายามจัดกิจกรรมในแต่ละเดือนไม่ให้ซ้ำกัน พร้อมทั้งหาจุดเด่นของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ชุมชนมีอยู่มาจัดกิจกรรม 2) แนวทางการรักษาศักยภาพและฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวของชุมชน โดยพยายามอนุรักษ์การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่เป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ ควรกำหนดรูปแบบเกษตรชุมชนของตน เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรเคมีหรือเกษตรปลอดภัย นอกจากนั้นควรมี การถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรให้กับเยาวชนรุ่นใหม่เพื่อการคงอยู่ของการเกษตรดังกล่า
Alawha, Beinmont and Shwe Tamin and The Creation of Mae Hong Son Tai Yai – ness
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างความเป็นไทใหญ่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านขนม 3 ชนิด ได้แก่ ขนมอาละหว่า เปงม้งและส่วยทะมิน พบว่าขนมทั้งสามชนิดแต่เดิมไม่ใช่ขนมไทใหญ่ โดยขนมอาละหว่ามีถิ่นกำเนิดในตะวันออกกลาง ขนมเปงม้งและส่วยทะมิน มีถิ่นกำเนิดในพม่า แต่ด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนทำให้ขนมทั้งสามชนิด เข้ามาเป็นที่นิยมแพร่หลายในชุมชนชาวไทใหญ่ในพื้นที่จังหวัดนี้ ประกอบกับชื่อ รสชาติ รูปลักษณ์ ของขนมที่มีลักษณะโดดเด่นและมีความหมาย จึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการรับประทานของชาวไทใหญ่ทั้งในชีวิตประจำวันและพิธีกรรม นำไปสู่การสร้างและรับรู้ว่าขนมทั้งสามชนิด เป็นขนมของชาวไทใหญ่แม่ฮ่องสอนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบั
Guidelines to Develop Technology for Agro-Tourism Education in Chiang Mai
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทาง การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ข้อมูลปฐมภูมิรวบรวมจากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน จำนวน 5 ชุมชน ที่สมัครใจในการร่วมเวทีเสวนาปฏิบัติการ กระบวนการ SWOT และการ Focus Group เป็นกลวิธีในการค้นหาบริบทและศักยภาพ ของการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนและนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาของการดำเนินงาน ผลการวิจัยพบว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ มี 2 ประเภท คือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในลักษณะของการศึกษาเรียนรู้ ในการบริการแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวได้ดำเนินงานอย่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการองค์กรและการบริหารจัดการด้านการผลิตและการบริหาร แต่ศักยภาพที่ทำได้ต่ำมากคือ การบริหารจัดการด้านการเงิน พิจารณาจากกำไรสุทธิที่ขาดทุน ถึงปีละ 58,830 บาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากความไม่มีศักยภาพของประชาสัมพันธ์ และการผลิตสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่มีต้นทุนที่สูงมาก
ดังนั้น แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อสารสนเทศเพื่อการศึกษา ร่วมกับชุมชนในการผลิตสื่อการศึกษาในรูปแบบวีดีทัศน์ ได้ถึง 5 ชุมชน จนเกิดนวัตกรรมสื่อเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรร
Development of Teacher Training Experience by Engaging Process in Faculty of Education, Chiang Mai Rajabhat University
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2) พัฒนาความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ด้วยการจัดทำคู่มือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูแบบมีส่วนร่วม และ 3) ประเมินประสิทธิผลและความพึงพอใจต่อการใช้คู่มือที่จัดทำขึ้น กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยนี้คัดเลือกตามกระบวนการของเครจชี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง คณะกรรมการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กลุ่มอาจารย์นิเทศก์ และกลุ่มนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวนรวมทั้งสิ้น 783 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสรุปผลการอภิปรายกลุ่ม คู่มือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหา สรุปและสังเคราะห์นำเสนอเชิงอภิปรายประกอบตาราง
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีอยู่ในระดับมาก รายการที่มีปัญหา ได้แก่ การออกนอกบริเวณสถานศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย การแต่งกายของนักศึกษา การเปิด-ปิดภาคเรียนไม่ตรงกัน การเดินทางไปนิเทศและการเบิกจ่ายสวัสดิการในการไปนิเทศมีขั้นตอนยุ่งยากเกินไป 2) การพัฒนาความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้มีการจัดประชุมสัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูนิเทศและครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศจากคณะครุศาสตร์และคณะร่วมผลิต บุคลากรของศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับมีคู่มือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูกำกับการปฏิบัติงานด้วยและ3) ประสิทธิผลและความพึงพอใจในกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามคู่มือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูแบบมีส่วนร่วม จึงอยู่ในระดับมา
Korean Language Subjects Pointer for ‘이/가’, ‘은/는’ Usage Of Thai Learners
งานวิจัยเรื่องนี้ศึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์การใช้ตัวช่วยชี้ ‘이/가’, ‘은/는ในภาษาเกาหลีของนักศึกษาไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแผนการเรียน ตัวช่วยชี้ ในภาษาเกาหลีให้เข้าใจและมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษาคือ นักศึกษาไทยที่เรียนภาษาเกาหลีในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 60 คน โดยแบ่งเป็นระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ระดับละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความหมาย และหน้าที่ของ ‘이/가’ และ ‘은/는’ ที่ผู้เรียนในระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงสามารถเข้าใจได้คือ สภาพหน่วยพื้นฐานของเสียง ตัวชี้ช่วย ประธาน ซ้ำซ้อน 2) ความหมายและหน้าที่ ของ ‘이/가’ และ ‘은/는’ ผู้เรียนในระดับต้น ระดับกลางสามารถเข้าใจได้มากกว่า ผู้เรียนระดับสูง คือ หัวเรื่องและชื่อรวม 3) ความหมายและหน้าที่ของ ‘이/가’ และ ‘은/는’ ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจคือ การระบุ การเปรียบเทียบข้อมูลเก่า-ข้อมูลใหม่ และประโยคใน-อนุพากษ์ใ
Economic Cooperation in the Greater Mekong Subregion (GMS) on Trade and Transportation Along the Border in the Upper Northern Region
วัตถุประสงค์บทความนี้คือ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ถึงบทบาทของความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และระเบียงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง 2) ผลกระทบจากความร่วมมือในระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงต่อระบบเศรษฐกิจในเขตภาคเหนือตอนบน โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างคือ จีนตอนใต้ กัมพูชา เมียนมา ลาว เวียดนาม และไทย โดยมีธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและเงินกู้ ทุกประเทศร่วมกันวางแผนและพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ โดยเริ่มพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศสมาชิก ก่อเกิดเป็นระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีเส้นทางสำคัญ 5 เส้นทางจากภายใต้แนวระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้ แนวระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออกไปตะวันตก และ แนวระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งบางเส้นทางก็ได้รับความนิยมจากประชาชนเพราะทำให้การเดินทางระหว่างประเทศสมาชิกมีความรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีบางเส้นทางที่ยังไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของภายในประเทศนั้นๆ ส่วนการค้าตามเขตชายแดนภาคเหนือตอนบนเป็นการค้าขายระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีปัญหาและอุปสรรค เช่น ปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งสินค้า ปัญหาเกี่ยวกับกฎระเบียบทางการค้า ส่วนลักษณะของการค้าต่างประเทศที่สำคัญในเขตภาคเหนือตอนบนคือการค้าผ่านด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่และนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือลำพูน และการค้าบริเวณชายแดน จากการค้นคว้าข้อมูลทางการค้าบริเวณชายแดนบริเวณชายแดนภาคเหนือตอนบนหลังเกิดความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง พบว่าการค้าระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเคลื่อนย้ายประชากรก็มีเพิ่มมากขึ้นดังจะเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในปัจจุบันที่นิยมขับรถมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน จากประโยชน์ต่างๆ ที่ไทยได้รับไทยควรผลักดันและส่งเสริมสินค้าจากเอกชนไทยในการเข้าสู่ตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน และสนับสนุนให้จีนใช้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าเข้าสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไ
Career Advancement through Entrepreneurial Mindset
บทความนี้นำเสนอวิธีคิดแบบผู้ประกอบการที่แสวงหาโอกาส คิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรม ยอมรับและบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการทำงานในอาชีพอื่น ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง การนำวิธีคิดแบบผู้ประกอบการมาใช้ในการทำงานเป็นการพัฒนาศักยภาพของพนักงานทุกอาชีพ ทั้งภาครัฐและเอกชน การสร้างความเป็นผู้ประกอบการให้กับพนักงานทำได้โดยการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสร้างนวัตกรรมในการทำงาน จัดสรรทรัพยากรเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ใช้รางวัลจูงใจทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน สามารถยอมรับและกล้าที่เผชิญความเสี่ยง โดยนำกระบวนการ ALBR ที่หมายถึง การลงมือปฏิบัติ (Act) การเรียนรู้ (Learn) การสานต่อ (Build) และการทำซ้ำ (Repeat) มาใช้ในการพัฒนาทักษะวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ซึ่งเทคนิคในการฝึกฝนตนเองให้มีวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ คือ ให้รักในงานที่ทำ ฝึกยอมรับความเสี่ยง คิดนอกกรอบ และฝึกคิดบวก วีธีคิดแบบผู้ประกอบการช่วยให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ คิดหาทางแก้ไขปัญหา และเรียนรู้การทำงานแบบใหม่ๆได้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความก้าวหน้าในอาชี
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์พืชสมุนไพร ในพื้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 ข้อ คือ 1) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพรในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เพื่อประเมินผลความพึงพอใจในการใช้ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพร โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียน จำนวน 47 คน ของโรงเรียนชุมชนวัดช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพร และ 2) แบบประเมินผลความพึงพอใจในการใช้ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพร ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1) ได้ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพร ที่ภายในระบบมีการทำงานอยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป ส่วนของสมาชิก และ ส่วนของผู้ดูแลระบบ 2) ผลการวิเคราะห์ผลความพึงพอใจของระบบฐานข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างได้ผลความพึงพอใจในระดับความพึงพอใจมาก ด้วยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.89มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การศึกษาวิเคราะห์เพลงล้านนาจากฐานข้อมูลดนตรีล้านนา เจอรัลด์ ไดค์ เพื่อการอนุรักษ์และสืบทอดทางวัฒนธรรม
This research entitled “An analytical study of Lanna songs from Gerald P. Dyck’s Lanna music databases for cultural conservation and inheritance” is Ethnomusicology research with qualitative research methodology. Aims to Study of Gerald P. Dyck's bibliography and Lanna music collection concept during 1967-1971, as well as Lanna music information from the Lanna music database.
The research found that Gerald Dyke was a former associate professor of music. Bluffton University, USA During 1967-1971. Dyke traveled to Thailand. He was a music teacher at currently, Payap University. He collected a lot of Lanna music during that time and gave back to Thailand in 2016.
The study indicated that Many Lanna songs have been lost or not played in present day and many songs has changed the names. In addition, such databases. Has been publicized in the form of a website. To provide scholars and individuals with the benefits of research.งานวิจัยเรื่องการศึกษาวิเคราะห์เพลงล้านนาจากฐานข้อมูลดนตรีล้านนา เจอรัลด์ ไดค์ เพื่อการอนุรักษ์และสืบทอดทางวัฒนธรรม เป็นงานวิจัยทางมานุษยดนตรีวิทยา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประวัติของเจอรัลด์ ไดค์ (Gerald P. Dyck) และแนวคิดในการเก็บข้อมูลดนตรีล้านนา ช่วง พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๔ ตลอดจนจัดกระทำข้อมูลเพลงล้านนา จากฐานข้อมูลดนตรีล้านนาและบันทึกโน้ต
ผลการวิจัยมีพบว่า เจอรัลด์ ไดค์ เป็นอดีตรองศาสตราจารย์สาขาวิชาดนตรี มหาวิทยาลัยบลัฟตัน (Bluffton University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๔ ไดค์เดินทางมาประเทศไทย ดำรงตำแหน่งอาจารย์ดนตรี ณ วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยพายัพ ได้เก็บข้อมูลดนตรีล้านนาจำนวนมาก และได้มอบกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙
ฐานข้อมูลดนตรีล้านนาที่ไดค์มอบกลับคืนมายังประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า เพลงล้านนาหลายเพลงได้สูญหายหรือไม่มีการบรรเลงแล้ว หลายเพลงมีชื่อเรียกที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ฐานข้อมูลดังกล่าวนั้น ได้นำเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบเว็บไซต์ เพื่อให้นักวิชาการและบุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม