ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
แผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถ ขององค์กรเด็กและเยาวชนของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน ปีที่ 2
This study aims to analyze the impact of child and youth for enhancing the potential and strength of community and suggests the guidelines to establish plan for enhancing the potential of child and youth in Chiang Mai under ASEAN community. It is qualitative research with the support from quantitative analysis. Primary data was collected from 2,064 communities in Chiang Mai. Participatory action research (PAR) was used to analyze both positive and negative impacts, advices and guidelines to prepare the readiness of community concerning child and youth in Chiang Mai. Descriptive analysis such as mean, percentage and standard deviation were used. Content analysis were used to make the quantitative analysis to be completed.
The result of study was that there are 14 issues of the positive impacts and 11 issues of negative impacts concerning child and youth in Chiang Mai. There are also 14 issues for preparation of the readiness of community relating child and youth under ASEAN community particularly in supporting education render knowledge both in language and culture as well as technology. There are 21 sectors join and help regarding this matter. As a result, 2 strategic plans were set to enhance the ability of child and youth in community: 1) turn around strategy means local administrative organization should create child and youth work in place of officers and seek for external budget to support. It should arrange activities for educational institute and local administrative organization should participate in the activities, 2) aggressive strategy means local administrative organization should promote the strength of child and youth council and enlarge the cooperation to other schools. The community thereby has set project namely ASEAN relation project. The main aims of this project is to let children and youth understand and learn about the context of other countries in ASEAN. All of these 2 projects are supported and receive the budget from local administrative organization in 2017. The next phase of study will follow up and evaluate the project so that it will help to enhance the potential in child and youth under ASEAN community.การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านเด็กและเยาวชนของชุมชนและเพื่อเสนอแนะแนวทางในการสร้างแผนเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรเด็กและเยาวชนในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสิ้น 2,064 ชุมชน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ข้อเสนอแนะ และแนวทางเตรียมความพร้อมของชุมชนในด้านเด็กและเยาวชน กรณีวิเคราะห์เชิงปริมาณอภิปรายผลด้วยสถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา มาประมวลเพื่อยืนยันหรือเสริมข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความสมบูรณ์ขึ้น
ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรเด็กและเยาวชนในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านผลกระทบเชิงบวก มีทั้งหมด 14 ประเด็น ส่วนผลกระทบเชิงลบ มีทั้งหมด
11 ประเด็น ผลการวิเคราะห์การเตรียมความพร้อมของชุมชนด้านเด็กและเยาวชนเมื่อเปิดประชาคมอาเซียน มีทั้งหมด 14 ประเด็น โดยเฉพาะการสนับสนุนการศึกษา การให้ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ทั้งด้านภาษา ด้านวัฒนธรรม และด้านเทคโนโลยี โดยมีบุคลากรหรือหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ มีทั้งสิ้น 21 หน่วยงาน
ผลการวิเคราะห์ในกระบวนการกำหนดกลยุทธ์แผนเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรเด็กและเยาวชนในชุมชน สามารถกำหนดกลยุทธ์ ได้ 2 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) กลยุทธ์พลิกฟื้น คือ อปท.สร้างเด็กและเยาวชนให้สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ได้ การจัดหางบประมาณภายนอกมาสนับสนุน การจัดหางบประมาณโดยการทำกิจกรรมให้เกิดรายได้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน มีการจัดกิจกรรมให้สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม โดยอปท.ร่วมมือกับสถานศึกษาในการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการดำเนินงาน และ (2) กลยุทธ์เชิงรุก คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มสภาเด็กและเยาวชนโดยการสนับสนุนจากอปท. และขยายความร่วมมือด้านเด็กและเยาวชนไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ในพื้นที่รวมถึงชุมชนอย่างทั่วถึง
หลังจากที่ชุมชนทราบกลยุทธ์ทั้ง 2 ประเภทข้างต้น ชุมชนได้จัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่ได้สร้างไว้ เป็นการนำแผนไปสู่การดำเนินงาน ซึ่งโครงการที่ได้จัดทำ คือ “โครงการอาเซียนสัมพันธ์” เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีความเข้าใจและได้เรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มของประชาคมอาเซียน โดยโครงการดังกล่าวได้ผ่านการจัดทำแผนงานและโครงการผ่านเทศบัญญัติขององค์กรชุมชน และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งโครงการวิจัยในระยะต่อไปจะได้ดำเนินการปฏิบัติการและติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนด้านเด็กและเยาวชน ในกรอบประชาคมอาเซียนซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
An Assessment of Spatial Vulnerability and Its Impacts on Agroecosystem as a Result of Changing Climate: A Case Study of Mae Rim Watershed, Chiang Mai
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าสภาวการณ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ณ ปัจจุบัน เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นปัญหาที่สำคัญในทุกสังคม โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งในการสร้างความมั่นคงอาหารให้กับชุมชน ดังนั้น การแสวงหาแนวทางในการรับมือจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ การประเมินความเปราะบางเชิงพื้นที่และผลกระทบต่อระบบนิเวศเกษตรอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราทราบถึงบริเวณที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจะนำไปสู่แนวทางในการปรับตัวของทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไป
ในการประเมินความเปราะบางเชิงพื้นที่และผลกระทบต่อระบบนิเวศเกษตรอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถนำข้อมูลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้แบบสอบถาม แล้วนำมาทำการวิเคราะห์ทางสถิติและการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์เข้ามาประมวลผลร่วมกันในการศึกษาวิจัย โดยใช้แผนที่เป็นเครื่องมือหลักในการศึกษาวิจัยและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบจำลองระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ความเปราะบางเชิงพื้นที่ในกรณีศึกษาลุ่มน้ำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการเพาะปลูกพืชในระบบนิเวศเกษตรลุ่มน้ำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อประเมินศักยภาพการรับรู้ของเกษตรกรในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ริมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3) เพื่อประยุกต์ใช้แบบจำลองระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการประเมินความเปราะบางเชิงพื้นที่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบนิเวศเกษตรลุ่มน้ำแม่ริม และ 4) เพื่อศึกษาผลกระทบเชิงกายภาพของพื้นที่เกษตรกรรมและการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำแม่ริม
ผลลัพธ์ที่ได้จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 8 บริเวณพื้นที่ศึกษาลุ่มน้ำแม่ริม ปี พ.ศ. 2559 พบว่า รูปแบบการเพาะปลูกพืชในระบบนิเวศเกษตรลุ่มน้ำแม่ริมส่วนใหญ่เป็นการทำการเกษตรแบบเพาะปลูกพืชไม้ผลมากที่สุดโดยเฉพาะการปลูกกล้วย รองลงมาได้แก่ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส้มเขียวหวาน และข้าว ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นภูเขา ในขณะที่บริเวณที่ราบลุ่ม ซึ่งเหมาะสำหรับปลูกข้าวนั้นมีอยู่เป็นส่วนน้อยตามแนวริมฝั่งของน้ำแม่ริมและลำน้ำสาขาย่อย ในด้านการรับรู้ของเกษตรกรที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่สามารถสังเกตและรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับรู้ในด้านการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนที่ลดลงและจำนวนวันของฝนตกที่มีระยะที่สั้นลง รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับการรับรู้ของเกษตรกรที่มีต่อผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น พบว่า การสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรอันเนื่องมาจากภัยแล้ง การบุกรุกและการแพร่ระบาดของศัตรูพืช และความชุกของโรคที่ปรากฏในพืชและสัตว์ คือผลกระทบเชิงลบที่มีความสำคัญที่สุดในสามลำดับแรกที่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ริมส่วนใหญ่ประสบในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
ในการประเมินความเปราะบางเชิงพื้นที่อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ริม งานวิจัยชิ้นนี้ได้พัฒนากรอบแนวคิดและเทคนิคการวิเคราะห์ขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในการสร้างแบบจำลองระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยผลจากการประเมินความเปราะบางเชิงพื้นที่รวมทั้งหมดในลุ่มน้ำแม่ริมสรุปได้ว่า เขตนิเวศเกษตรที่ลุ่มมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับรุนแรงสุดโดยคิดเป็นพื้นที่ 15.85 ตารางกิโลเมตร แหล่งชุมชนหลายชุมชนในบริเวณพื้นที่ลุ่มทางตะวันออกของลุ่มน้ำนี้ เช่น บ้านนาหึก บ้านสันป่ายาง และบ้านดอนเจียง ตกอยู่ในพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับรุนแรงที่สุด ในขณะที่พื้นที่ในเขตนิเวศเกษตรที่ดอนพบพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับรุนแรงที่สุดเป็นหย่อมพื้นที่ขนาดเล็กอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับเขตนิเวศเกษตรที่ลุ่มคิดเป็นพื้นที่ 1.27 ตารางกิโลเมตร สำหรับในเขตนิเวศเกษตรที่สูงไม่ปรากฏพื้นที่ที่มีความเปราะบางในระดับรุนแรงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแต่อย่างใด ในด้านการศึกษาทางเลือกสำหรับการปรับตัวของเกษตรกรหากต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งในระยะยาวนั้นพบว่า เกษตรกรลุ่มน้ำแม่ริมส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 70 เลือกที่วิธีการปรับตัวโดยการหาอาชีพเสริมนอกเหนือจากการเพาะปลูก เช่น การรับจ้างทั่วไป การทอผ้า ขายของชำ และกิจการร้านอาหารในชุมชน รองลงมาประมาณร้อยละ 64 เกษตรกรเลือกที่จะปรับตัวโดยใช้วิธีการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และอันดับสามเกษตรกรกว่าร้อยละ 60 เลือกการปรับตัวโดยการสร้างระบบกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพไว้ใช้ในการเพาะปลูกในยามแล้ง เช่น การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำเพิ่มในพื้นที่ของตน ส่วนในกรณีของการปรับตัวต่อปัญหาด้านภัยอุทกภัยในระยะยาวนั้นเกษตรกรลุ่มน้ำแม่ริมส่วนใหญ่ร้อยละ 62 เลือกที่วิธีการปรับตัวโดยการหาอาชีพเสริมนอกเหนือจากการเพาะปลูก รองลงมาร้อยละ 61.4 เลือกการปรับตัวโดยใช้วิธีการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และอันดับสามเกษตรกรร้อยละ 59 เลือกการปรับตัวโดยการเพาะปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวสำนักงานประสานงานโครงการวิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ (สพภ.-วช.
Using the Cornell Note Taking Activity to Promote Students’ Learning Skills Learning Achievements and Opinion of the Elementary Program Students in Chiang Mai Rajabhat University
The purposes of this research were 1) to study the students’ learning skill after learning through using the Cornell Note taking activities, 2) to compare the students’ academic achievement in the course “ Development and Learning of Students in Elementary Education before and after using the Cornell Note taking activities, and 3) to study students’ opinions after using the Cornell note taking activity. The sample
was 53 Elementary program students who enrolled in the EED 2102 course in the second semester of academic year 2014 at Elementary program, Faculty of Education, Chiang- Mai Rajabhat University. There were two types of data collecting and research instruments. The first type was designing and implementing the lesson, which consisted of 9 lesson plans using the Cornell note taking activity and 8 Cornell note taking activity forms. The second type was collecting data, which consisted of the academic achievement tests, the students’ abilities in using the Cornell note in evaluation forms and students’ opinions for using the Cornell. The statistical data were analyzed by descriptive statistics using mean, standard deviation, andt-test. The qualitative data were analyzed by content analysis.he research results were as follows:
1. Their ability’s score in 8 activities via the Cornell note taking was passed criterion at very good level ( X = 20.07, SD = 3.81) the students’ behaviors during the class sessions were at good level ( X = 14.68 , SD = 4.20 ) and the students’ morals aspect was at good level ( X = 14.05 ,SD = 4.04)
2. After the students learnt through using the Cornell note taking activities, in the course
“Development and Learning of Students in Elementary Education” their pretest scores were 15.96 and posttest scores were 24.04. The comparision between pretest and posttest scores was that their academic posttest achievement scores were higher at statistical significant .05. In conclusion, students increased their academic content.
3. The students’ opinion through using the Cornell note taking activities, in the course “Development and Learning of Students in Elementary Education” their scores was at high level. ( X = 4.35, SD = 0.59). The qualitative data were analyzed by content analysis from an open-end questionnaire. In conclusion, the Cornell note taking was easier and faster when the content was in processing of using the skill for find
the main idea in listening lecture and reading for information to improve their learning skill.การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพัฒนาการและการเรียนรู้ ของผู้เรียนในระดับประถมศึกษาของนักศึกษาก่อนและหลังใช ั กิจกรรมจดบันทึกคอร์เนลล์ และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการเรียนโดยใช้กิจกรรมจดบันทึกคอร์เนลล์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักศักษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการประถมศึกษา คณะครศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับประถมศึกษา (EED 2102) ในภาคเรียนที่ 2/2557 จํานวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่
แผนการจัดการเรียนรู้ จํานวน 9 แผน และแบบบันทึกกิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์ จํานวน 8 แบบ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความสามารถในการจดบันทึกคอร์เนลล์ และแบบประเมนความคิดเห็นของนักศึกษาต้องการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียน ในดานการปฏิบัติงาน และด้านคุณธรรม ุ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที สําหรับข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า
1. นักศึกษามีคะแนนทักษะการเรียนการจดบันทึกคอร์เนลล์ จํานวน 8 กิจกรรม ผ่านเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในระดับดีมาก ( X = 20.07 , SD = 3.81 ) ด้านพฤติกรรมระหว่างเรียนในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมมีพฤติกรรมใน ระดับดี ( X = 14.68 , SD = 4.20 ) และด้านคุณธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ( X = 14.05 , SD = 4.04 )
2. นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กิจกรรมจดบันทึกคอร์เนลล์ วิชาพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนในระดับประถมศึกษามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 15.96 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 24.04 และเมื่อเปรียบเทียบระหวางคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสมฤทธิ์ทางการเรียน่ก่อนและหลังเรียนของนักศึกษาสูงกว่าก่อนเรียนมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่านักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาเพิ่มขึ้น
3. ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มี คือการเรียนวิชาพัฒนาการและการเรียนรู้ ของผู้เรียนในระดับประถมศึกษา โดยใช้การจดบันทึกคอร์เนลล์ โดยภาพรวมนักศึกษาเห็นด้วยในระดับสูง ( X = 4.35 , SD = 0.59) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อเสนอแนะปลายเปิดท้ายแบบสอบถามความคิดเห็น
สรุปว่าการจดบันทึกจะง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้นถ้าเนื้อหาวิชาที่มีขั้นตอนต้องใช้ทักษะการจับใจความสําคัญจากการฟ้องบรรยายและอ่านเอกสาร หรือการสืบค้นเพิ่มเติมจะทําให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้มากขึ้นมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
การบริหารการผลิตและการดำเนินงาน
ตำราเล่มนี้เรียบเรียงขึ้น เพื่อใช้ประกอบการสอนวิชาการบริหารการผลิตและการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาและผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารการผลิต การจัดองค์การเพื่อการผลิต การวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์และการพยากรณ์ การวางแผนกำลังการผลิต การเลือกทำเลที่ตั้ง การวางแผนผัง การจัดซื้อ การบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารโครงการ การจัดการคุณภาพการควบคุมการผลิต การซ่อมบำรุงและความปลอดภัยในการผลิต และในการปรับปรุงครั้งนี้ได้เพิ่มเนื้อหาของการวางแผนการผลิตรวมและการวางแผนความต้องการวัสดุ ซึ่งผู้เรียบเรียงได้ค้นคว้า รวบรวม และเรียบเรียงจากเอกสารตำราหลายเล่มที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตำรานี้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุด
ขอขอบพระคุณครูอาจารย์ผู้ประสาทความรู้ และขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสาร ตำรา ทุกท่านที่ผู้เรียบเรียงได้นำข้อมูลมาอ้างอิง เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา และเพื่อยังประโยชน์ต่อ นักศึกษา ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการบริหารการผลิตและการดำเนินงานทุกท่านมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
Using Cooperative Learning Method to Develop Lesson Plan Writing Ability for Elementary Program Students in Chiang Mai Rajabhat University
The purpose of this research were to study the achievement in writing lesson plans, the attitudes of teachers towards students ability in writing lesson plans, and the attitudes of students towards learning using cooperative learning method. The samples was 46 fourth year Elementary Program students who enrolled in CI 4603 Methods of Teaching in Elementary Education in the 1st semester of academic year 2014. The research instrument was consisted of instructional management plan on lesson plan design
for 18 hours, Achievement test in writing lesson plans, Questionnaires for teachers on the ability to write lesson plans, and the focus group responding to five questions. The data analysis included percentage (%), average ( X ), standard deviation (S.D.), comparison of the pre-test and post-test with statistical t- test and content analysis.
The results were as follows:
1. Students using cooperative learning method had higher academic achievement scores than before using cooperative learning method at .05 statistical significance
2. The mentor teachers thought lesson plan writing ability of elementary program students was at the most level.
3. Students learned the process of group working and lesson planning. Their ability to write lesson plans was increased. The use of cooperative learning method was appropriate, but other learning methods are also suggested. They were confident in writing lesson plans for the experimental teaching in schools. The problems encountered were, for example, the lack of responsibility in group work and the mismatch of lesson plan formats.มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
แผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถ ด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อมของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน ปีที่ 2
This study aims to analyze the impact of health and hygiene as well as environment for enhancing the potential and strength of community and also suggest the guidelines to create plan for increasing the potential of Chiang Mai communities for health and hygiene under ASEAN community. It is qualitative research with the support from quantitative analysis. Primary data collected from 2,064 communities in Chiang Mai. Participatory action research (PAR) was used to analyze both positive and negative impact, advice and guidelines to prepare the readiness of communities in health, hygiene and environment, Descriptive analysis such as mean, percentage and standard deviation were used. Content analysis were used to make the quantitative analysis to be completed. The result of study was that there are 17 positive impacts for health, hygiene and environment of Chiang Mai community and 17 issues of the negative impacts for communities. There are 17 issues for the preparation of the readiness in hygiene and environment. 15 offices are involved in providing the assistance to communities. Four strategies were set to raise the potential of health, hygiene and environment of Chiang Mai community;
1) turn around strategy; local administrative organization should allocate people to be responsible in hygiene and environment, prepare for budget disbursement before the fiscal year, emphasis in community participation; 2) retrenchment strategy such as community should enlarge and create network with other organizations and local administrative organizations should have the cooperation with other organizations in hygiene and environment ; 3)aggressive strategy is that local administrative organization should promote the activity of the hygiene and environment , create the volunteers of hygiene and environment and let people to share opinions in order to strengthen the understanding and 4) stability strategy is that local administrative organization should create the strategy of community to confront the change.
The community had done the projects to enhance the potential of hygiene and environment. These projects consist of 1) mental health and coexistence in ASEAN community project 2) look carefully project and 3) promotion of health care project for Maehoyngern under ASEN community. All of these projects had already set and been supported by local administrative organization.การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม ต่อการเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการสร้างแผนเพิ่มขีดความสามารถด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อมของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น 2,064 ชุมชน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ข้อเสนอแนะ และแนวทางเตรียมความพร้อมของชุมชนในด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม กรณีวิเคราะห์เชิงปริมาณจะอภิปรายผลด้วยสถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) เพื่อประมวลยืนยันหรือเสริมข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความสมบูรณ์ขึ้น
ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อมของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านผลกระทบเชิงบวก มีทั้งหมด 17 ประเด็น ส่วนผลกระทบเชิงลบ มีทั้งหมด 17 ประเด็นเช่นกัน ผลการวิเคราะห์การเตรียมความพร้อมของชุมชนด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อมเมื่อเปิดประชาคมอาเซียน มีทั้งหมด 18 ประเด็น โดยเฉพาะการจัดสรร งบประมาณสนับสนุนที่มากขึ้น โดยมีบุคลากรหรือหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ มีทั้งสิ้น 15 หน่วยงาน
ผลการวิเคราะห์ในกระบวนการกำหนดกลยุทธ์แผนเพิ่มขีดความสามารถด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อมของชุมชน สามารถกำหนดกลยุทธ์ ได้ 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) กลยุทธ์พลิกฟื้น คือ อปท. จัดสรรบุคลากรเพื่อมารับผิดชอบด้านสุขภาพ อนามัยและสิ่งแวดล้อม อปท. เตรียมความพร้อมในการวางแผนการใช้และเบิกจ่ายงบประมาณก่อนปีงบประมาณ อปท. ให้ชุมชนบริหารจัดการด้วยตนเอง ชุมชนจัดหางบประมาณจากหน่วยงานอื่น อปท. เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากขึ้น โดยให้ชุมชนร่วมวางแผนกิจกรรมและงบประมาณล่วงหน้า (2) กลยุทธ์ตัดทอน คือ ชุมชนเพิ่มการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานอื่น ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบด้านสุขภาพ อนามัยและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (3) กลยุทธ์เชิงรุก คือ อปท. สร้างกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อจากภายในสู่ภายนอก เพิ่มกิจกรรมด้านสุขภาพ อนามัยและสิ่งแวดล้อมในชุมชน เน้นวิสัยทัศน์ด้านสุขภาพ อนามัยและสิ่งแวดล้อมให้เป็นจุดเด่น ส่งเสริมการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพ อนามัยและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น สร้างแกนนำและจิตอาสาด้านสุขภาพ อนามัยและสิ่งแวดล้อม และอปท. เปิดเวทีสร้างความเข้าใจแก่ชุมชน และ (4) กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมในการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ในชุมชน
หลังจากที่ชุมชนทราบกลยุทธ์ทั้ง 4 ประเภทข้างต้น ชุมชนได้จัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่ได้สร้างไว้ เป็นการนำแผนไปสู่การดำเนินงาน ซึ่งโครงการที่ได้จัดทำมีจำนวนทั้งหมด 3 โครงการ คือ (1) “โครงการสุขภาพจิตกับการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียน” (2) “โครงการผ่อดีดี” และ (3) “โครงการเสริมสร้างศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบล
แม่ฮ้อยเงินมุ่งสู่อาเซียน” โดยโครงการดังกล่าวได้ผ่านการจัดทำแผนงานและโครงการผ่าน
เทศบัญญัติขององค์กรชุมชน และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งโครงการวิจัยในระยะต่อไปจะได้ดำเนินการปฏิบัติการและติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม ในกรอบประชาคมอาเซียนซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
เทคนิคการฝึกอบรมและการประชุม
ตำราเทคนิคการฝึกอบรมและการประชุมเล่มนี้เรียบเรียงขึ้น และใช้ประกอบการสอนในรายวิชาเทคนิคการฝึกอบรมและการประชุม รหัสวิชา MGT 2201 เหมาะสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกอบรมและการประชุม เนื้อหาแบ่งออกเป็น 8 หัวข้อเรื่องได้แก่ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการฝึกอบรม การหาความจำเป็นในการฝึกอบรม การสร้างหลักสูตรฝึกอบรม การเลือกใช้เทคนิคการฝึกอบรม การเตรียมการก่อนฝึกอบรม การดำเนินการฝึกอบรม การประเมินผลการฝึกอบรม และความรู้เกี่ยวกับการประชุม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดฝึกอบรมและประชุมได้
ผู้เขียนได้ค้นคว้า รวบรวม และเรียบเรียงจากตำรา หนังสือ เอกสาร และผลงานอื่น ๆ จากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ จนทำให้ตำราฉบับนี้มีความสมบูรณ์พอสมควร จึงหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผู้ค้นคว้าได้ดี และผู้เขียนขอขอบคุณเจ้าของตำรา หนังสือ เอกสารทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้ตำราฉบับนี้มีความสมบูรณ์ หวังว่าตำรานี้คงอำนวยประโยชน์ต่อผู้นำไปใช้ตามสมควรมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
พีชคณิตนามธรรม 1
เราคุ้นเคยกับพีชคณิตพื้นฐานของระบบจำนวน เช่นการบวก ลบ คูณหรือหารมาตั้งแต่การเรียนในระดับประถมศึกษา รวมถึงการได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสำหรับคนทั่วไปแล้ว ดูเหมือนว่าอาจจะเพียงพอในการดำรงชีวิต แต่สำหรับผู้เรียนเอกคณิตศาสตร์ การศึกษาพีชคณิตนามธรรม (abstract algebra) จะทำให้มองเห็นภาพของพีชคณิตพื้นฐานเหล่านั้น ได้กว้างและชัดเจนขึ้น ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงตัวอย่างหรือระบบเล็กๆอย่างหนึ่ง สิ่งที่จะได้ศึกษาต่อไปนี้ คือภาพรวมหรือเรียกว่าเป็นนัยทั่วไป (generalization) ของพีชคณิตพื้นฐานเหล่านั้น รวมถึงการศึกษาพีชคณิตนามธรรมนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดอย่างมีเหตุมีผลผ่านการพิสูจน์ ซึ่งเป็นกระบวนการหลักในการศึกษาพีชคณิตนามธรรม และจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
จากประสบการณ์ที่ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ที่เน้นด้านการพิสูจน์ รวมถึงประสบการณ์ในฐานะผู้เรียนเมื่อยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผู้เขียนพบว่าการเรียนคณิตศาสตร์ที่เน้นด้านการพิสูจน์นั้น มีผู้เรียนที่จะรู้สึกชอบเป็นจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการเรียนคณิตศาสตร์ที่เน้นด้านคำนวณ ทั้งนี้เพราะการพิสูจน์จะต้องมีการอ้างเหตุผล ที่มาที่ไป ผู้พิสูจน์ต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนในเนื้อหา จึงจะสามารถพิสูจน์ได้ถูกต้อง ซึ่งหลายๆครั้งทำให้ผู้เรียนรู้สึกยุ่งยาก ซับซ้อน หรือไม่คุ้นเคย จนทำให้ไม่อยากศึกษาค้นคว้าต่อไป ตำรา เล่มนี้ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นด้วยมุ่งหวังจะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้น้อยลง โดยพยายามอธิบายความ เป็นนามธรรม ให้เข้าใจเป็นรูปธรรมมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเมื่อกล่าวถึงบทนิยาม จะมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมแสดงควบคู่ไปกับบทนิยามนั้นๆ เพื่อเน้นให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การพิสูจน์ทฤษฎีบทจะเน้นการเขียนอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างชัดเจน หลายๆครั้งผู้เขียนจะใช้สัญลักษณ์ “ ” ในการพิสูจน์เพื่อแสดงเหตุและผลที่ได้ตามมา ทั้งยังช่วยแบ่งวรรคตอนให้อ่านตามได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างที่แสดงการนำทฤษฎีบทไปใช้ อีกด้วย สำหรับทฤษฎีบทที่มีการพิสูจน์คล้ายคลึงกันกับที่ได้เคยแสดงการพิสูจน์ไปแล้ว หรือการพิสูจน์นั้นไม่ยากเกินไปนัก ผู้เขียนจะละการพิสูจน์ไว้ให้ได้ฝึกพิสูจน์เป็นแบบฝึกหัดเพิ่มเติม
ผู้เขียนเรียบเรียงตำราพีชคณิตนามธรรม 1 เล่มนี้จากประสบการณ์การสอนวิชานี้ ในมหาวิทยาลัย ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารและตำราต่างๆทั้งในและต่างประเทศ เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนรายวิชาพีชคณิตนามธรรม 1 รหัสวิชา MATH 3301 เนื้อหาหลักในตำราประกอบด้วยความรู้พื้นฐาน กรุป ริง อินทิกรัลโดเมนและฟีลด์ ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้ตำราเล่มนี้เป็นประโยชน์ ต่อผู้อื่นที่สนใจเริ่มต้นศึกษาพีชคณิตนามธรรม ให้สามารถอ่านทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยการใช้คำศัพท์ต่างๆผู้เขียนยึดตามพจนานุกรมศัพท์คณิตศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2553
เนื่องจากตำราเล่มนี้ผู้เขียนเน้นสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาพีชคณิตนามธรรมเป็นครั้งแรก ให้ได้รับความรู้เป็นพื้นฐาน ดังนั้นเนื้อหาภายในเล่มอาจไม่ครอบคลุมทุกหัวข้อในการศึกษาพีชคณิตนามธรรมทั่วๆไป แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตำราเล่มนี้จะเกิดประโยชน์แก่ผู้สนใจบ้างตามสมควร
ผู้เขียนขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์จินตนา แสนวงศ์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของผู้เขียน ที่ได้กรุณาอ่านต้นฉบับและ ให้ข้อเสนอแนะในการเรียบเรียงตำราเล่มนี้ให้สมบูรณ์มากขึ้น ขอขอบคุณสาขาวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่เปิดโอกาสให้สอนรายวิชาพีชคณิตนามธรรม 1 นี้ อยู่หลายครั้ง ทั้งยังขอขอบคุณไปถึงนักศึกษาทุกคนที่ได้ทดลองใช้ต้นฉบับ จนทำให้สามารถพัฒนาและปรับปรุงเป็นตำราเล่มนี้ได้ สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณในบุญคุณของบิดา มารดาผู้ให้กำเนิด รวมถึงญาติพี่น้อง มิตรสหาย ที่ได้มีความปรารถนาดีต่อผู้เขียนมาโดยตลอด ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ผู้เขียนทำสิ่งต่างๆจนสำเร็จรวมถึงตำราเล่มนี้มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
The Study of Academic Achievements by Research-based Learning Method for the Students Enrolling in CI 2301: Principle of Learning Management
The purposes of this research were to develop students’ academic achievement in
CI 2301 course (Principle of Learning Management) and to study students’ opinions towards the use of the research-based learning management. The sample was 78 students who enrolled in the CI 2301 course , provided by the Curriculum and Instruction program, Faculty of Education, Chiang Mai Rajabhat University. The total of 78 students studied in the first semester of 2013 academic year respectively. The instruments for data collection consisted of the tests and the students’ satisfaction evaluation form which administered to the students before, and after using the research-based learning management that assignments by using activities group work, questionnaire, students’ reflection, teacher’s handbook and students’ remedial record. Data were analyzed by using frequency count, percentage, mean, standard deviation and content analysis.
The research results were as follows:
1.The students have the learning achievement after using research-based learning
management in CI 2301 course found that scores were higher than before at statistical
signifcant .05 2. Most students were satisfed with the research-based learning management found that high satisfaction at 4.10การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความคิดเห็นของ
นักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน วิชาหลักการจัดการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม่ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำานวน 78 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน แบบสะท้อนคิดของนักศึกษา แบบบันทึก
การสอนซ่อมเสริม แบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน คู่มือการจัดการเรียนรู้ และ ชุดกิจกรรมฝึกปฏิบัติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้นักศึกษาทำาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน จากนั้น ให้เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกปฏิบัติ แล้วทำาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ตอบแบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน นำาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ยวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าทีกำาหนดระดับนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประมวลผลการตอบแบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาหลักการจัดการเรียนรู้โดย
ใช้การวิจัยเป็นฐาน พบว่า คะแนนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. นักศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานในเชิงบวกระดับ
มาก ( = 4.10, SD = 0.64 )มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม