ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
Improving critical thinking through questions: How to set the right questions?
ทักษะการคิดวิเคราะห์ เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญ 4 Cs เพื่อพัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ที่นักการศึกษาได้ให้ความสำคัญในทักษะด้านนี้มาเป็นระยะเวลาที่นานมากแล้ว มาร์ติน ลูเทอร์ คิง ได้กล่าวไว้ในปี 1947 ถึงความสำคัญของทักษะการคิดวิเคราะห์ว่า “หน้าที่ของการศึกษาคือเพื่อสอนให้คนคิดอย่างไตร่ตรอง คิดอย่างวิเคราะห์” (ฮอบบ์, 2010) งานวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า การคิดวิเคราะห์ที่ดี จะนำไปสู่การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยอมรับว่า เด็กไทยมีปัญหาด้านความสามารถด้านภาษาอังกฤษและความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ผลการสอบ PISA พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 55 จากทั้งสิ้น 72 ประเทศ ทักษะการคิดวิเคราะห์นั้นสามารถเรียนรู้ได้ เนื่องจากว่าทักษะนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเข้าสู่ในวัยผู้ใหญ่เท่านั้น บทความนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอแนวคิดการใช้คำถามแบบ Socratic Questioning และการเรียนรู้ของ Bloom Taxonomy เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างคำถามที่เหมาะสมเพื่อทักษะการคิดวิเคราะห์ในห้องเรีย
The Brand and Marketing Mix Building of One Tambon One Product (OTOP) at Mae Rim District, Chiang Mai
Branding and Marketing Mix of One Tambon One Product (OTOP) in Mae Rim District, Chiang Mai aims to create a brand and product container for embroidering and pattern design for Hmong embroidering in Maesa Mai, Chiang Mai. In addition, it aims to develop marketing mix for embroidering products and pattern design of the embroidering in Maesa Mai, Chiang Mai so that it can be used for commercial purposes. The research methods were in-depth interview, focus group, and workshop training. The findings based on the branding and product container for embroidering and patter design demonstrated that the Hmong should create their identity to correspond to their brand name known as “Doi Pha Klong”, a hill where the Hmong tribe has lived for a long time. The logo is a graphic picture of Hmong people embroidering. This conveyed the inheritance of embroidering. It was also related to branding position illustrating textile weaved from a type of non-psychotic variety cannabis with a unique Hmong pattern. For the development of marketing mix strategies, it has been found that in the aspect of product, they should present that the process to produce the textile was complicated and delicate that only Hmong can produce it. Spiritual marketing should be implemented as it reflects the local wisdom being inherited from generations to generations through culture, tradition, and believes. This can also add the value to the product under the brand “Doi Pha Klong.” In the aspect of price, the price should be high to correspond to the value and the identity of the product. For place strategy, members of the community should sell in the product in exhibition held by the government or other related departments in both provincial and national level. For promotion strategy, people in the community should wear the costume when attending an exhibition in order to well present their identity. They should also use website and social media such as Facebook, Line, and Instragram to promote and publicize their products. For people strategy, the community participation and awareness to inherit the community wisdom of embroidering should be enhanced. For process strategy, the story of embroidering should be presented as it is exquisite, beautiful, and unique. For Physical Evidence strategy, the location of the community should be used to attract tourists. Moreover, the new generation should be encouraged to participant in local wisdom inheritance and become young tour guide.การสร้างแบรนด์และส่วนประสมทางการตลาดผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ การตีเงินปักผ้า และเขียนลายผ้าของชนเผ่าม้ง บ้านแม่สาใหม่ จังหวัดเชียงใหม่และเพื่อพัฒนากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์การตีเงินปักผ้า และเขียนลายผ้าของชนเผ่าม้งบ้านแม่สาใหม่ จังหวัดเชียงใหม่เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ วิธีดำเนินการวิจัยใช้เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนากลุ่มย่อยและการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ด้านการสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์การตีเงินปักผ้า และเขียนลายผ้า พบว่า ชนเผ่าม้ง บ้านแม่สาใหม่ควรสร้างอัตลักษณ์สินค้าให้สัมพันธ์กับชื่อตราสินค้าว่า “ดอยผากลอง” ซึ่งเป็นดอยเก่าแก่เคียงคู่มากับชุมชนเผ่าม้งมายาวนาน โดยมีโลโก้เป็นภาพกราฟฟิคของชนเผ่าม้งกำลังทอผ้าที่สื่อถึง การสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้ามาอย่างยาวนาน และมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งแบรนด์ที่เป็นผ้าทอจากผ้าใยกัญชงที่เป็นลวดลายเฉพาะของชนเผ่าม้งเท่านั้น ด้านการพัฒนากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด พบว่า กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ควรนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนที่มีเฉพาะชนเผ่าม้งเท่านั้นที่สามารถผลิต และนำเอากลยุทธ์การตลาดเชิงจิตวิญญาณที่สะท้อนถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านจิตวิญญาณจากรุ่นสู่รุ่นที่ร้อยเรียงผ่านวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมมาเพิ่มมูลค่าทุนทางวัฒนธรรมภายใต้แบรนด์ “ดอยผากลอง” กลยุทธ์ราคา (Price) ควรตั้งราคาสูงให้สัมพันธ์กับคุณค่าและความเป็นอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) ควรใช้คนกลางหรือตัวแทนสมาชิกในชุมชนนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายตามคำเชิญของภาครัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำไปร่วมงานแสดงสินค้าในระดับจังหวัดและระดับประเทศ กลยุทธ์ส่งเสริมการตลาด (Promotion) ชุมชนควรสวมใส่ชุดชนเผ่าเมื่อร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์อย่างเด่นชัด พร้อมกับบูรณาการเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อส่งเสริมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ด้วยเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค ไลน์ และอินสตราแกรม เพื่อสร้างการรู้จักและ การรับรู้ในแบรนด์ กลยุทธ์บุคลากร (People) ควรสร้างความตระหนักและความมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการสืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาการทอผ้าจากรุ่นสู่รุ่น กลยุทธ์กระบวนการ (Process) ควรนำเสนอเรื่องราวการทอผ้าที่มีความประณีต สวยงาม แฝงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ลวดลายผ้าชนเผ่าม้ง กลยุทธ์สถาปัตยกรรม (Physical Evidence) ควรใช้สถานที่ตั้งชุมชนเพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อและนักท่องเที่ยวและอาศัยคนรุ่นใหม่ในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดภูมิปัญญาและเป็นมัคคุเทศก์ชุมชนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.
การจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพการบริหารการตลาดแบบมีส่วนร่วมของกลุ่ม ผู้ผลิตชาเมี่ยง ในตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตงจังหวัดเชียงใหม่
This research aims (1) to study the consumer behavior of of the Assam tea producer in Pa Pae Sub-district, (2) to analyze the marketing opportunity of the Assam tea producer in Pa Pae Sub-district, and (3) to examine the willingness to pay of the of the Assam tea producer among the Pa Pae Pa Pae community in Chiang Mai province, the accomplices, and the consumers of Assam tea in Thailand by applying the Purposive sampling with analysis of SWOT analysis and TOWS Matrix
The finding of the consumer behavior of Assam tea in Thailand suggests that the instant coffee focus nature and health of Assam tea product. In addition, the result of examining the adoption of the Assam tea in Thailand found that most of the consumers are not familiar with the Assam tea product of the Pa Pae Sub community due to its regularity and similarity with other's brands' design. All in all, there are consumers' adoptions of Assam tea product in Pa Pae Sub community ranking by the highest adoption of drink tea. For the analysis of the marketing opportunity of the Pa Pae community, the results suggest that the government should encourage the Assam tea market system domestically and internationally, building a network among Pa Pae Sub community, and develop the network of buyers.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสนองงานพระราชดำริในการอนุรักษ์ทรัพยากรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.) ในฐานทรัพยากรท้องถิ่นการใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนาตลาดชาเมี่ยงสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ 2) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคชาเมี่ยง และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงที่ตอบสนองความต้องการของตลาด 3) เพื่อวิเคราะห์ความยินดีที่จะจ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงรูปแบบใหม่ และปัจจัยที่มีผลต่อความยินดีที่จะจ่ายของผู้บริโภค และ 4) เพื่อจัดการความรู้ในการสร้างกลยุทธ์การบริหารทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงรูปแบบใหม่ สำหรับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ของกลุ่มผู้ผลิตชาเมี่ยง ตำบลป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้ผลิตชาเมี่ยง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้บริโภคชาในประเทศไทย ซึ่งการเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา 5) การวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาด และ SWOT Analysis ร่วมกับการวิเคราะห์ TOWS Matrix
ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคชาของผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงที่ตอบสนองความต้องการของตลาด คือ เครื่องดื่มเน้นในเรื่องของธรรมชาติ และเน้นในเรื่องการรักษาสุขภาพ สำหรับผลการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ชาของผู้บริโภคในประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริโภคไม่เคยเห็นและไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ชาของกลุ่มผู้ผลิตชาเมี่ยง เนื่องจากรูปแบบผลิตภัณฑ์มีลักษณะคล้ายกับผลิตภัณฑ์ทั่วไปในตลาด ทั้งนี้ โดยภาพรวมผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ชาและผลวิเคราะห์โอกาสทางการตลาดสินค้าชา พบว่า กลยุทธ์ที่หน่วยงานภาครัฐควรดำเนินการเร่งด่วนมากที่สุด คือ การส่งเสริมระบบตลาดภายในและต่างประเทศและการสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้แปรรูป พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพการแปรรูปและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้แปรรูปและผู้ซื้อมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Development of a School-Based Participatory Guidance Activity for Students in the Secondary School
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการจัดกิจกรรมแนะแนวในโรงเรียน 2) พัฒนากิจกรรมแนะแนวโดยยึดหลักปรัชญาการแนะแนวที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความสุข สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของนักเรียน 3) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมแนะแนวที่พัฒนาขึ้น 4) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมแนะแนวที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1-6 จำนวน 6 ห้องเรียน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม คำถามในการสัมภาษณ์ และกิจกรรมการแนะแนวที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพนั้นใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมุ่งหวังที่จะเรียนรู้ในรายวิชาแนะแนว คือ ต้องการเนื้อหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ สามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ในด้านการพัฒนากิจกรรมแนะแนว พิจารณาจากความเหมาะสมตามระดับชั้นเรียน ในด้านความพึงพอใจของนักเรียนพบว่า นักเรียนพอใจในบรรยากาศที่ผ่อนคลายสนุกสนาน นักเรียนมีความคิดแปลกใหม่ กล้าคิดและกล้าตัดสินใจ รู้จักรับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม สำหรับเนื้อหานั้นมีเหมาะสม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได
Feedback Revision for Misunderstanding on Summary and Discussion Writing of Science Experimental Report
This research is aimed to explore misunderstanding issues on summary and
discussion writing an experimental report and to investigate the development on this writing. Three sampling groups of the frst and second year’s students, studying on General Physics 1 Laboratory, Mechanics and Thermodynamics Laboratory and Physical Chemistry 1 Laboratory, were selected. Feedback and continuous repeating were touched in class rooms. Describing data, theory written, describing procedure of experiment, copying friend, and writing without unit were explored as misunderstanding issues. One-self and instruments were blamed as a source of experimented errors. Good development on writing skill was clearly seen as the average score of “important data” was higher than 80% in the last experiment.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจประเด็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและติดตามพัฒนาการของ
การเขียนบทสรุปและวิจารณ์ผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 และ 2 จำนวน 3 กลุ่ม ที่เรียนรายวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ทั่วไป 1 รายวิชาปฏิบัติการกลศาสตร์และอุณหภูมิพลศาสตร์ และรายวิชาเคมีเชิงฟิสิกส์ 1 ที่มีรูปแบบการสอนที่เน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับ การทำซ้า และการทำต่อเนื่อง พบว่า ประเด็นของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่ต่อการเขียนบทสรุปและวิจารณ์ผลการทดลองมีการนำข้อมูลการทดลองมาเขียนพรรณนา คัดลอกทฤษฎี อธิบายวิธีการทดลอง คัดลอกงานเพื่อนและเขียนแบบไม่ระบุหน่วยของปริมาณ ตลอดจนโทษอุปกรณ์การทดลองและตนเอง ปริมาณความคลาดเคลื่อนเหล่านี้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนไม่พบในครั้งสุดท้าย รวมทั้งรูปแบบการสอนดังกล่าวสามารถพัฒนาทักษะการเขียนบทสรุปและวิจารณ์ผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาทั้ง 3 กลุ่มได้สามารถให้กำหนดข้อมูลสำคัญได้มากกว่าร้อยละ 80 ในการทาซ้ำครั้งสุดท้ายได้มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
Tourism in the Sufficiency Economy Dimension
“เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นพื้นฐานที่มั่นคงของบุคคลและประเทศชาติที่สำคัญอย่างยิ่ง “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไข 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม คุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการสำหรับการดำเนินชีวิต และสามารถใช้ประโยชน์ในด้านการบริหาร การจัดการทั้งภาครัฐและภาคเอกช
Developing of Information Factor Supporting for Health Promotion and Disease Prevention of Cycling Club’S Members in Chiang Mai
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการสารสนเทศและพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของสมาชิกชมรมจักรยานในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนศึกษาสภาพปัญหาที่สมาชิกชมรมจักรยานในจังหวัดเชียงใหม่ประสบเพื่อนำมาพัฒนาและเสนอแนะปัจจัยสนับสนุนด้านสารสนเทศเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของสมาชิกชมรมจักรยานในเขตจังหวัดเชียงใหม่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกสมาชิกชมรมจักรยานในจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 25 ราย และข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 378 ชุด ผลการวิจัย พบว่า สมาชิกชมรมจักรยานในจังหวัดเชียงใหม่มีความต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้นเพราะร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว และสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยมักแสวงหาสารสนเทศด้านสุขภาพดังกล่าวจากแหล่งสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตและแหล่งสารสนเทศบุคคลมากที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกแสวงหาสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ นั้น ขึ้นอยู่กับช่วงวัยของบุคคลด้วย โดยผู้ที่มีอายุน้อยมีแนวโน้มในการแสวงหาสารสนเทศจากสื่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าผู้สูงอายุ และสมาชิกชมรมจักรยานเห็นว่าความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความทันสมัยของสารสนเทศด้านสุขภาพนั้นมีความสำคัญต่อการตัดสินใจอย่างมาก ดังนั้นสมาชิกชมรมจักรยานจึงมีวิธีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของสารสนเทศด้านสุขภาพที่ได้รับก่อนนำไปปฏิบัติ โดยส่วนใหญ่ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล คลินิก สถานีอนามัย เพื่อขอคำปรึกษาและยืนยันข้อมูลให้แน่ใจว่าสารสนเทศด้านสุขภาพที่ได้รับนั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และทันสมัย ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคในการแสวงหาสารสนเทศด้านสุขภาพนั้น สมาชิกชมรมจักรยานในจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาในการแสวงหาสารสนเทศด้านสุขภาพจากสื่อต่างๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ แหล่งสารสนเทศที่เป็นบุคคล แหล่งสารสนเทศสื่อมวลชน แหล่งสารสนเทศหน่วยงาน แหล่งสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนปัญหาในการแสวงหาสารสนเทศด้านสุขภาพที่เกิดจากตัวผู้สืบค้นเอง จากผลการวิจัยดังกล่าวแล้ว ผู้วิจัยได้นำมาพัฒนาและเสนอแนะปัจจัยสนับสนุนด้านสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา สื่อและวิธีการสื่อสารด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของสมาชิกชมรมจักรยานในเขตจังหวัดเชียงใหม่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ
Comparisons of Culture Media on Mixed Microalgae Culture from Anodat Pond, Chiang Mai Rajabhat University
งานวิจัยนี้ศึกษาการเจริญเติบโตของสาหร่ายขนาดเล็กสายพันธุ์จากสระอโนดาต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตสาหร่ายดังกล่าวจากการเพาะเลี้ยงด้วยอาหารต่างกัน 4 สูตร ได้แก่ 1) สูตรปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยนา อัตรา 0.005 และ 0.015 กรัมต่อลิตร 2) สูตรปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยนา อัตรา 0.15 และ 0.1 กรัมต่อลิตร 3) สูตร Algae Culture Broth M342 และ 4) สูตรปุ๋ยไฮโดรโพนิกส์ การศึกษาใช้เวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ภายใต้การให้แสงสว่างและเติมอากาศตลอด 24 ชั่วโมง การวิจัยมีการตรวจวัดปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ปริมาณน้ำหนักเซลล์แห้ง ชนิดและปริมาณของสาหร่ายขนาดเล็กทุกๆ 7 วัน ผลการวิจัยพบว่า ในสัปดาห์ที่ 3 ของการเพาะเลี้ยง สาหร่ายที่เพาะเลี้ยงด้วยอาหารสูตรที่ 4 มีปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ และปริมาณน้ำหนักเซลล์แห้งสูงที่สุด ด้วยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.44±1.52 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 0.61±0.11 กรัมต่อลิตร ตามลำดับ และสาหร่ายขนาดเล็กชนิดเด่นที่พบ ได้แก่ Chlorella sp., Monoraphidium sp., Pediastrum sp., Nitzschia sp. และ Scenedesmus sp. สาหร่ายเหล่านี้สามารถนำไปใช้เพื่อผลิตมวลชีวภาพที่มีประโยชน์ได
ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการ ของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
This research aims to 1) study the satisfaction of the users towards the service of the Dean Office of the Faculty of Humanities and Social Sciences Chiang Mai Rajabhat university; 2) find the relationship between the service factor and the satisfaction of the users towards the service of the Dean office of the Faculty of Humanities and Social Sciences, Chiang Mai Rajabhat university and 3) find the factors affecting the satisfaction of the users towards the services of the Dean Office of the Faculty of Humanities and Social Sciences, Chiang Mai Rajabhat university. The sample group consisted of 476 faculty members and students of the Faculty of Humanities and Social Sciences, Chiang Mai Rajabhat university. The questionnaire was utilized to collect the data. The statistics using for analyzing ware frequency, percentage, mean (¯X), standard deviation. The collected data were analyzed by using Pearson Product Moment Correlation Coefficient, and multiple regression analysis using Stepwise method.
The research findings that revealed the users were satisfied with the services of the Dean Office of the Faculty of Humanities and Social Sciences, Chiang Mai Rajabhat university. The overall level was very high. (¯X=4.04) Factors related to the services includeed : Service staff (X1) (r1 = .892 ), Service process (X2) (r2= .935), Quality of service (X3) (r3 = .941), and Office environment (X4) (r1 = .870). There was a positive correlation between the satisfaction of the users and the service of the Dean office of the Faculty of Humanities and Social Sciences, Chiang Mai Rajabhat university at the 0.01 level of significance. The correlation among four factors including the service officer (X1), the service process (X2), the quality of service (X3), and the office environment (X4) ware statistically significant at 0.01 level with correlation coefficients were 0.892, 0.972, 0.985 and 1.000, respectively.การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับของความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 2) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกี่ยวกับการให้บริการกับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 3) เพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเกี่ยวกับการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างคืออาจารย์ประจำสังกัดคณะมนุษยศาสตร์ และนักศึกษาสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 476 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) และอัตราส่วนร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ¯X ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson Product Moment Correlation Coefficient และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ตามวิธีของ Stepwise
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (¯X=4.04) ปัจจัยเกี่ยวกับการให้บริการ ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ (X1) (r1 = .892 ) ด้านขั้นตอนการให้บริการ (X2) (r2= .935) ด้านคุณภาพการให้บริการ (X3) (r3 = .941) และด้านสภาพแวดล้อมของสำนักงาน (X4) (r1 = .870) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ณ ระดับ 0.01 ตัวแปรที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พบว่าตัวแปรปัจจัยทั้ง 4 ด้านส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัยด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ (X1) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.892 ปัจจัยด้านขั้นตอนการให้บริการ (X2) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.972 ปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ (X3) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.985 และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของสำนักงาน (X4) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 1.000มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงให