ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
《根本说一切有部毗奈耶破僧事》中的 代词“其”与“之”对比研究
คัมภีร์พระวินัยปิฎก ว่าด้วยเรื่อง ความแยกแยกแห่งสงฆ์ เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมโดยพระอี้จิ้ง โดยท่านได้เดินทางทางเรือไปอัญเชิญพระไตรปิฎกมาที่ประเทศจีน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในยุคสมัยของราชวงศ์ถัง เนื้อหาในคัมภีร์เกี่ยวกับพุทธประวัติและสาเหตุของการเกิดความแตกแยกของคณะสงฆ์ ท่านได้แปลคัมภีร์เล่มนี้ขึ้นโดยใช้ภาษาที่เรียบง่าย สละสลวย
ในคัมภีร์จะมีการใช้คำ สรรพนามตัว Qi และ Zhi เป็นจำนวนมาก ในแต่ละประโยคมีการใช้ที่แตกต่างกัน ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ตัว Qi และตัว Zhi และเปรียบเทียบความแตกต่างการใช้สองคำนี้ จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า ตัว Qi และตัว Zhi เหมือนกันเพียงความหมายและชนิดของคำเท่านั้น เพราะมีความหมายว่า “เขา ของเขา ของพวกเขา”เหมือนกัน แต่การใช้ในประโยคแตกต่างกัน เพราะตัว Qi เป็นคำที่ใช้หน้าคำนามหรือคำคุณศัพท์ ทำหน้าที่เป็นคำขยายนาม ประธานและกรรมของประโยคได้ แต่ตัว Zhi ใช้เป็นคำขยายไม่ได้ ทำหน้าที่เป็นเพียงกรรมของประโยคเท่านั้น แต่ไวยากรณ์การใช้คำทั้งสอง มีความใกล้เคียงกับภาษาจีนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังทราบว่า ในอดีต การใช้คำส่วนใหญ่จะเป็นคำโดดซึ่งแตกต่างกับภาษาจีนปัจจุบันมา
Development of Teachers’ Instruction for Developing Language Skills of Students with Special Need by Using Folk Tales
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูผู้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้สามารถใช้นิทานพื้นบ้านในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยใช้นิทานพื้นบ้าน และเพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค การพัฒนาครูผู้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษจำนวน 5 คนและนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ จำนวน 20 คน โรงเรียนบ้าน ศรีบุญเรือง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในปีการศึกษา 2557 กระบวนการวิจัยเป็นแบบเชิงทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์สถานการณ์ แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนและนิทานพื้นบ้านเรื่อง ตำนานคำกลอน “โรงเรียนบ้านศรีบุญเรือง” สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลคือ โดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูผู้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษสามารถสร้างนิทานพื้นบ้านเรื่อง ตำนานคำกลอน “โรงเรียนบ้านศรีบุญเรือง” และนำมาประยุกต์ใช้กับแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 2) นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูโดยใช้นิทานพื้นบ้าน มีทักษะทางภาษาดีขึ้น 3) ปัญหา อุปสรรคในการพัฒนาครูผู้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษมีดังนี้ ครูผู้สอน ไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน มีภาระงานสอนมาก งบประมาณมีจำนวนจำกั
The Development of Thai Higher Education Teachers toward to the ASEAN Community
การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีของโลกในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องรวมตัวพัฒนาประเทศให้ก้าวไปพร้อมกันเพื่อความมั่นคงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยส่งเสริมสนับสนุนกันและกัน ผ่านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในชาติด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยให้การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างพลังประชาชนอาเซียนและเสริมสร้างความเข้มแข็งแห่งประชาคมอาเซียน ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน โดยทุกประเทศมีความมุ่งหวังว่าการให้การศึกษาที่เท่าเทียมกันและมีคุณภาพ จะช่วยพัฒนาคนในชาติให้มีคุณภาพ คือ เป็นทั้งคนดี คนเก่ง มีจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองของประเทศ พลอาเซียน และพลโลก จึงเป็นภาระหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องช่วยกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชาติ ซึ่งอุดมศึกษาไทยมีเป้าหมายการพัฒนาคนไทยให้ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในประชาคมอาเซียนและสังคมโลกได้อย่างสง่างาม โดยกระบวนการผลิตบัณฑิตนั้นจำเป็นต้องมีอาจารย์ที่เป็นมืออาชีพ รูปแบบการพัฒนาอาจารย์มืออาชีพ ควรพิจารณาจาก 2 ส่วน คือ การพัฒนาโดยอาศัยปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะรอบด้านอย่างเพียงพอ มีสมรรถนะครูแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้งวิชาการ และการอบรมบ่มนิสัยเพื่อให้บัณฑิตมีคุณภาพตามความคาดหวังของสังคม และส่งเสริมการศึกษาไทยให้ก้าวทันประชาคมอาเซียนได้ย่างสง่างา
Thai Language Proficiency Test for Foreign Students
ภาษาไทยนอกจากจะเป็นภาษาประจำชาติแล้ว ยังเป็นภาษาต่างประเทศสำหรับผู้ที่มีความสนใจและประสงค์ที่จะสื่อสารได้ ในปัจจุบันจึงมีการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากมีการเปิดเสรีในด้านต่าง ๆ ทำให้คนทั่วโลกมี การติดต่อ แลกเปลี่ยน และมีปฏิสัมพันธ์กันมาก ความสามารถในการใช้ภาษาไทยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ประกอบการในวงการธุรกิจการค้า การท่องเที่ยว และการเมืองระหว่างประเทศ จึงได้มีหลายหน่วยงานได้จัดสอบการวัดระดับภาษาไทยสำหรับ ชาวต่างประเทศขึ้น บทความนี้นำเสนอข้อมูลการทดสอบวัดระดับภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ พร้อมเกณฑ์ ตลอดจนประโยชน์ที่ได้จากการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาไท
วิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบสารสนเทศตลาดแรงงานเพื่อการปฏิรูปการศึกษา”
This research was funded with the office of the National Research Council of Thailand ( NRCT) of year 2016 with the purpose (1 ) To develop the labor market information system in education reform. (2) To mediate the labor market between entrepreneurs and job seekers. (3 to collect information for job applicants and entrepreneurs. This led to the development of software internationally. The result of
1) the use of teachers in each one of the five branches with a total average 1) Functional
Requirement Test with a total average ( X 4.88, 0.25) in a very good level 2) Functional Test with a total average ( X 4.90, 0.15) in a very good level 3) Usability Test with a total average ( X 4.80, 0.33) in a very good 4) the Security Test average total ( X 4.84, 0.21) is very good and the second evaluation. The performance of the students were active users. Students who use a total of 200 peoples have assessing four areas 1) Functional Requirement Test average total ( X 4.26, 0.68) was good, 2) Functional Test with a total average ( X 4.30, 0.69) in the class. 3) Usability Test with the total average ( X 4.23, 0.68) was good 4) the Security Test average total ( X 4.29, 0.67) was good. And the last part Performance Assessment of Threats. There are five aspects of the interpretation of the meaning risk. Overall, there is a risk of a low level risk. The reliability of the security system is moderate.รายงานผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศตลาดแรงงานเพื่อปฏิรูป การศึกษา งานวิจัยนี้ได้รับเงินสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2560 โดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศตลาดแรงงานในการ ปฏิรูปการศึกษา (2) เพื่อเป็นสื่อกลางตลาดแรงงานระหว่างผู้ประกอบการและผู้หางาน (3) เพื่อเก็บข้อมูลผู้สมัครงานและผปู้ ระกอบการภาครัฐและเอกชน โดยผลมีการประเมิน ผล การด าเนินงาน ส่วนที่ 1) ผปู้ ระกอบการ จ านวน 20 แหง่ โดยมีการประเมิน 4 ด้าน คือ 1) ด้าน Functional Requirement Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.88,SD0.25) อยู่ในระดับ ดีมาก
2) ด้าน Functional Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.90,SD0.15) อยู่ในระดับ ดีมาก 3) ด้าน Usability Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.80,SD0.33) อยู่ในระดับ ดีมาก 4) ด้าน Security Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.84,SD0.21) อยู่ในระดับ ดีมาก และส่วนที่ 2) ผลการประเมิน ประสิทธิภาพของผู้สมัครงาน กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานระบบ จ านวน 120 คน มีผลารประเมิน 4 ด้าน คือ 1) ด้าน Functional Requirement Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.26,SD0.68) อยู่ในระดับ ดี 2) ด้าน Functional Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.30,SD0.69) อยู่ในระดับ ดี 3) ด้าน Usability Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.23,SD0.68) อยู่ในระดับดี 4) ด้าน Security Test มีค่าเฉลี่ยรวม ( X 4.29,SD0.67) อยู่ในระดับ ดี และส่วนสุดท้ายคือ ผลการ ประเมินประสิทธิภาพความเสี่ยงภัยคุกคาม จากการแปลผลความหมายของความเสี่ยง จะมี ทั้งหมด 5 ด้าน โดยผลการประเมินภาพรวมมีโอกาศเกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยอยู่ใน ระดับต่ำ ทำให้มคี วามเชื่อมั่นต่อระบบความปลอดภัยในระดับปานกลางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำาแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
This research involved the Water Resource Management for Consumption and Water Supply by Participative Approach in Mae Tang Watershed, Chiang Mai Province. The main objective of this project was to study of the model and the pattern for rectifying water quality for consumption and regulation the proper pattern for this community also emphasizing to use the participatory action research. The result has shown that mostly water usage and consumption for people were from a local water supply without treated. The quantity of iron, manganese, hardness and suspended solids in water from water was higher from standard value brought water couldn’t be used for daily life.
The pattern and way to improve the water quality which proper for water consumption of the people in this area consist of raising awareness and educating the community, A survey of water resources for the consumer together, analysis of water quality in water used for consumption in the community, organizing a workshop about improving water quality and the community plans to improve water systems for the consumption and water supply.การวิจัยการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภคโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดประสงค์หลัก เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภคโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษา พบว่า
โดยภาพรวมของการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตง ในเขตเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา ประกอบด้วย ประปาหมู่บ้าน 7 แห่ง และแหล่งน้ำตามธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ แม่น้ำปิงและแม่น้ำแม่งัด คุณภาพน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ในพื้นที่สามารถนำมาใช้เป็นน้ำในการอุปโภคได้แต่ไม่สามารถน้ำใช้ในการบริโภคได้ ซึ่งหากต้องการนำมาบริโภคต้องผ่านกระบวนการบำบัดเบื้องต้นก่อนเพื่อกำจัดสนิมเหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง และของแข็งละลายน้ำซึ่งมีค่าเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแหล่งน้ำ โดยพารามิเตอร์ที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ การมีเหล็กละลาย อยู่ในน้ำมากเกินเกณฑ์มาตรฐาน รองลงมา คือ ความกระด้าง และของแข็งละลายน้ำ ตามลำดับ
ในส่วนของรูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เหมาะสมกับชุมชนที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย การเพิ่มความตระหนักและความรู้ให้กับชุมชนทำการวิเคราะห์ปัญหา สำรวจแหล่งทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของหมู่บ้านร่วมกัน การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในชุมชนจากแหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคในชุมชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง และการเขียนแผนชุมชนในการปรับปรุงระบบน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคที่มีปัญหาเรียงตามลำดับความรุนแรงของปัญหา และผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาของท้องถิ่นมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Development of a Training Course on Lanna Folk Toys
The development of a training course on Lanna folk toys was aimed to develop a training course and evaluate the outcomes of the course with the primary school students. The researcher collected the body of knowledge about 6 types of Lanna folk toys, namely, bakhangwo, doenkala, maikongkeng, coptermaiphai, chakchan, and kongtop, from local scholars and knowledgeable people in communities.The local scholars and educators were the ones who developed the training course on Lanna folk toys for primary school students, and did the course with the fourth-year primary school students at Thaluksansai School between August 2017 and September 2017. The research results were as follows:
1. The training course on Lanna folk toys for primary school students was developed with an aim to make the participants know how to produce and play Lanna folk toys and also ensure that they could play the toys. This study was a way to preserve and pass local wisdom and cultural heritages for the next generations. The participants were primary students and young people who were interested. The training course consisted of 6 topics such as bakhangwo, doenkala, maikongkeng, coptermaiphai, chakchan, and kongtop. It lasted for 15 hours and the course was conducted through lecturing, demonstrating, practicing and arranging a competition.
The learning level of the participants was evaluated through a pre-test, a post-test, an observation form on the behaviors of participants during the training, and a questionnaire after the training. Teaching materials used in the course were the comic about Lanna folk toys in the past, the recording about Lanna folk toys and the handout containing the contents of the training course on the Lanna folk toys for primary school students.
2. The comparation of the scores of the participants between pre-test and post-test (a 25 multi-choice test) showed that the average scores of pre-test and post-test were 7.33 and 19.07, respectively. The research found that every participant had a higher score after attending the training course. The average learning progress of the participants was 46.93%. After doing the paired sample t-test, the research found that the participants had a higher score after undertaking the training course at the level of 0.01, which was statistically significant.
3. The observations of the behaviors of the participants during the training recorded in the observation form showed that every participant performed expected behaviors while attending the course. Every participant was eager to take opportunity to play with the toys. They had fun while playing and wanted to learn how to produce the toys and to play them. The participants tried to play the toys properly and they, eventually, could do that. They were enthusiastic to learn how to produce the toys. Moreover, the majority of participants participated in producing toys. They were able to guide other people how to play and to produce toys.
4. The majority of participants were female with the average age of 10.50. Their grade point average was 3.5-4.00. The attitude of the participants towards the level of understanding and skills before the training course was low. The attitude of the participants towards the level of understanding and skills after the training course was high. The attitudes of the participants towards the lecturers’ knowledge and teaching skills were at the highest level. The participants thoroughly approved of the lecturers’ abilities to conduct the training course. The satisfaction of the participants towards the training course was at the highest level.การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมของเล่นพื้นบ้านล้านนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม และ เพื่อประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมของเล่นพื้นบ้านล้านนาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับของเล่นพื้นบ้านล้านนา 6 ชนิด ได้แก่ บะข่างโว่ เดินกะลา ไม้โก๋งเก๋ง คอปเตอร์ไม้ไผ่ จั๊กจั่น และ ก้องท้อป จากปราชญ์ชาวบ้านและผู้รู้ในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ปราชญ์ชาวบ้านและบุคลากรทางการศึกษาได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมของเล่นพื้นบ้านล้านนาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา นำไปใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านท่าหลุกสันทรายในระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงเดือน กันยายน พ.ศ. 2560 สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
1. หลักสูตรฝึกอบรมของเล่นพื้นบ้านล้านนาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการทำและวิธีการเล่น ตลอดจนสามารถเล่นของเล่นพื้นบ้านล้านนาได้ ถือเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป คุณสมบัติของผู้เข้าอบรม คือ นักเรียนระดับประถมศึกษา และเยาวชนที่สนใจ โครงสร้างหลักสูตร ประกอบไปด้วย 6 หัวข้อ ได้แก่ บะข่างโว่ เดินกะลา ไม้โก๋งเก๋ง คอปเตอร์ไม้ไผ่ จั๊กจั่น ก้องท้อป รวมทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง โดยใช้เทคนิคการบรรยาย การสาธิต การฝึกปฏิบัติ และเกมการแข่งขัน
ประเมินการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรมโดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าอบรมระหว่างการฝึกอบรม และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เข้าอบรมหลังการฝึกอบรม สำหรับสื่อการสอน ประกอบด้วย หนังสือการ์ตูน เรื่อง ของเล่นพื้นบ้านล้านนา..ย้อนอดีต.. วีดิทัศน์เกี่ยวกับของเล่นพื้นบ้านล้านนา และเอกสารประกอบการฝึกอบรมจากเนื้อหาในเล่มหลักสูตรฝึกอบรมของเล่นพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังอบรมของผู้เข้าอบรม โดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม ซึ่งเป็นข้อสอบปรนัยจำนวน 25 ข้อ พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนอบรมเท่ากับ 7.33 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังอบรมเท่ากับ 19.07 คะแนน เมื่อพิจารณา เป็นรายบุคคล พบว่าผู้เข้าอบรมทุกคนมีคะแนนหลังอบรมเพิ่มขึ้นทุกคน สามารถคำนวณหา ค่าร้อยละความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้เฉลี่ยได้ร้อยละ 46.93 ซึ่งเมื่อนำไปทดสอบทางสถิติโดยใช้ค่าที (Paired Sample t-test) พบว่า ผู้เข้าอบรมมีคะแนนหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. ผลการสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าอบรมระหว่างการฝึกอบรม โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าอบรมระหว่างการฝึกอบรม พบว่าโดยภาพรวมผู้เข้าอบรมทุกคนแสดงพฤติกรรมที่คาดหวังในระหว่างการฝึกอบรม ทั้งนี้ผู้เข้าอบรมทุกคนแสดงพฤติกรรมดังนี้ กระตือรือร้นที่จะเล่นของเล่น เกิดความสนุกสนานในขณะที่กำลังเล่นของเล่น ตั้งใจเรียนรู้ขั้นตอนการทำของเล่น ได้ฝึกเล่นของเล่น พยายามที่จะเล่นของเล่นให้เป็น สามารถเล่นของเล่นได้ และสนใจเรียนรู้ขั้นตอนการทำของเล่น นอกจากนั้นผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ยังแสดงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ มีส่วนร่วมในขั้นตอนการทำของเล่น สามารถบอกวิธีการเล่นของเล่นให้ผู้อื่นได้ และสามารถบอกวิธีการทำของเล่นให้ผู้อื่นได้
4. ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 10.50 ปี มีเกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ระหว่าง 3.50 – 4.00 ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรมที่มีต่อระดับความรู้และทักษะก่อนเข้ารับการอบรม โดยภาพรวมจัดอยู่ในระดับน้อย ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรมที่มีต่อระดับความรู้และทักษะหลังเข้ารับการอบรมโดยภาพรวมจัดอยู่ในระดับมาก ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรมที่มีต่อวิทยากรด้านความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของวิทยากรจัดอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้เข้าอบรมเห็นด้วยอย่างยิ่งสำหรับความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่วิทยากร สำหรับผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมโดยภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Study an existing accounting of Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทการทำบัญชีต้นทุนและบัญชีครัวเรือนของกลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อพัฒนารูปแบบการทำบัญชีต้นทุนและบัญชีครัวเรือนของกลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม 2560 ถึง เดือนมิถุนายน 2560 ผู้เข้าร่วมโครงการคือ กลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการจัดเวทีชุมชน บันทึกภาคสนาม และการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และโครงการย่อยต่าง ๆ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ เคยเข้าร่วมจัดทำบัญชีครัวเรือนกับพัฒนาชุมชน แต่ไม่ได้มีการบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพราะรู้สึกใจหายเมื่อได้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เมื่อทีมวิจัยได้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้กับการบันทึกบัญชีครัวเรือน ทำให้แม่บ้านฯ ส่วนใหญ่เห็นว่าการบันทึกบัญชีครัวเรือนช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และช่วยเพิ่มเงินออม เช่น เมื่อวันนี้เราเห็นว่าซื้อเยอะ วันต่อไปก็ลดซื้อบ้าง นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านฯ ได้พัฒนารูปแบบการจัดทำบัญชีครัวเรือนโดยเพิ่มช่องรวมรายรับและรวมรายจ่ายประจำวัน และเพิ่มใบปะหน้าสรุปรายรับและรวมรายจ่ายประจำเดือน สำหรับการบันทึกบัญชีต้นทุนประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียนได้มีการบันทึกบัญชีต้นทุนเพื่อรายงานให้กรรมการของกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียนเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียนได้ร่วมมือกับทีมวิจัยในการพัฒนาปรับปรุงสมุดบัญชีต้นทุนจนได้สมุดบัญชีที่กำหนดช่องที่จำเป็นไว้ล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการบันทึกรายการและมีรูปแบบที่แสดงข้อมูลต้นทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ที่ชัดเจนThis action research aimed to study an existing accounting of Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai and to regulate the existing accounting making them more suitable. This study was conducted between January to June 2017. The key participants were the members of Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai. The study instrument for data collection were questionnaire and the four sub-projects. Statistical analysis were frequency, percentage, and means.
The result showed that this group has known accounting from Community Development Department. Many people of this group did not record their transactions. Because they felt distressed about their highly expenses. However, this group reveals that integrate household accounting with economic efficient concept reduce their expenses and increase their saving. The new accounting of the Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai include adding of daily summary revenue and summary expense and adding of monthly summary revenue and summary expense.
Nevertheless, the chief of Wax hand draw Products Group consistently records the transactions and reports the financial statement to the board of Wax hand draw Products Group. The innovative of the cost accounting book and the financial statement provide more comfortable and clear information.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การพัฒนาระบบบัญชีผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทการทำบัญชีต้นทุนและบัญชีครัวเรือนของกลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อพัฒนารูปแบบการทำบัญชีต้นทุนและบัญชีครัวเรือนของกลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม 2560 ถึง เดือนมิถุนายน 2560 ผู้เข้าร่วมโครงการคือ กลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการจัดเวทีชุมชน บันทึกภาคสนาม และการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และโครงการย่อยต่าง ๆ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียน บ้านแม่สาน้อย จังหวัดเชียงใหม่ เคยเข้าร่วมจัดทำบัญชีครัวเรือนกับพัฒนาชุมชน แต่ไม่ได้มีการบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพราะรู้สึกใจหายเมื่อได้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เมื่อทีมวิจัยได้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้กับการบันทึกบัญชีครัวเรือน ทำให้แม่บ้านฯ ส่วนใหญ่เห็นว่าการบันทึกบัญชีครัวเรือนช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และช่วยเพิ่มเงินออม เช่น เมื่อวันนี้เราเห็นว่าซื้อเยอะ วันต่อไปก็ลดซื้อบ้าง นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านฯ ได้พัฒนารูปแบบการจัดทำบัญชีครัวเรือนโดยเพิ่มช่องรวมรายรับและรวมรายจ่ายประจำวัน และเพิ่มใบปะหน้าสรุปรายรับและรวมรายจ่ายประจำเดือน สำหรับการบันทึกบัญชีต้นทุนประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียนได้มีการบันทึกบัญชีต้นทุนเพื่อรายงานให้กรรมการของกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียนเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าลายเขียนเทียนได้ร่วมมือกับทีมวิจัยในการพัฒนาปรับปรุงสมุดบัญชีต้นทุนจนได้สมุดบัญชีที่กำหนดช่องที่จำเป็นไว้ล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการบันทึกรายการและมีรูปแบบที่แสดงข้อมูลต้นทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ที่ชัดเจนThis action research aimed to study an existing accounting of Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai and to regulate the existing accounting making them more suitable. This study was conducted between January to June 2017. The key participants were the members of Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai. The study instrument for data collection were questionnaire and the four sub-projects. Statistical analysis were frequency, percentage, and means.
The result showed that this group has known accounting from Community Development Department. Many people of this group did not record their transactions. Because they felt distressed about their highly expenses. However, this group reveals that integrate household accounting with economic efficient concept reduce their expenses and increase their saving. The new accounting of the Wax hand draw Products Group at Ban Mae Sa Noi Mae Rim District Chiang Mai include adding of daily summary revenue and summary expense and adding of monthly summary revenue and summary expense.
Nevertheless, the chief of Wax hand draw Products Group consistently records the transactions and reports the financial statement to the board of Wax hand draw Products Group. The innovative of the cost accounting book and the financial statement provide more comfortable and clear information.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Assistive Technology and Educational Services Provision for Hearing Disability Students in Higher Education in the Northern Part of Thailand
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการจัดบริการทางการศึกษาและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยภาคเหนือที่มีศูนย์บริการนักศึกษาพิการ (DSS Centre) จำนวน 6 แห่ง กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ผ่านคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 58.43 ของประชากรทั้งหมด และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากศูนย์ DSS จำนวน 6 ศูนย์ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มผู้บริหารศูนย์บริการนักศึกษาพิการ จำนวน 6 คน และกลุ่มเจ้าหน้าที่บริการนักศึกษาพิการ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจการจัดบริการทางการศึกษาและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก และแบบสัมภาษณ์แนวการจัดบริการทางการศึกษาและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ผลการวิจัยพบว่าการจัดบริการทางการศึกษาและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกร้อยละ 80 ถูกจัดสรรให้กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างได้รับการจัดบริการทางการศึกษาด้านสภาพแวดล้อมระดับมากที่สุด มีการส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างอิสระ ณ สถานที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาได้รับความสะดวกด้านการประสานงานระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับศูนย์บริการนักศึกษาพิการ และด้านการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่านักศึกษามีความต้องการใช้เทคโนโลยีร้อยละ 80 ปัญหาและอุปสรรคที่ค้นพบในงานวิจัยนี้ได้แก่ ปัญหาด้านนโยบาย ด้านงบประมาณ ข้อจำกัดด้านบุคลากร ความรู้สึกไม่สะดวกใจในการยืมและดูแลอุปกรณ์ส่วนกลาง ความหลากหลายของความต้องการ ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่มีอยู่ และปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและล่ามภาษามื