ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
Attitudes of Chiang Mai Rajabhat University Students towards Images of Lanna Studies Institute
The objectives of this research were to study the perception and expectation for the image of the Lanna Studies Institute of Chiang Mai Rajabhat University students. It will present the management model of Lanna Studies Institute as a cultural learning center of Chiang Mai Rajabhat University.
The study indicated that
1. Chiang Mai Rajabhat University’s students recognize in all part of the image of the Lanna Academy (public relations, administration, exhibition showing and architecture appearance of the building), the overall indicate that the evaluation result in high level.
2. The expectations of the Chiang Mai Rajabhat University’s student in all part of the image of Lanna Studies Institute of Chiang Mai Rajabhat University (public relations, administration, exhibition showing and architecture appearance of the building) indicate that the evaluation result in high level.
3. The management model of Lanna Studies Institute as a cultural learning center of Chiang Mai Rajabhat University. It should be a management of all university’s participatory sectors. The exhibition is to create a theme with the continued story for attractively visiting, which from a variety of media and the cultural nice photo-shooting screen. It will lead to promote the Lanna Studies Institute through the online selfie-photos of customer that will share in social media that reach people widely. Moreover, it is a way of low-cost but high effective.
In addition, the Lanna Studies Institute could improve more efficiency with raise knowledge activities. It is an important activity to promote and support learning of the local historical and cultural heritage. This will lead to preserve the cultural heritage and sustainable local history.การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ในภาพลักษณ์ และความคาดหวังต่อภาพลักษณ์สถาบันล้านนาศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารจัดการสถาบันล้านนาศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ผลการศึกษาพบว่า
1. นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่รับรู้ภาพลักษณ์สถาบันล้านนาศึกษา ในทุก ๆ ด้าน (การประชาสัมพันธ์ การบริหาร การจัดแสดงนิทรรศการ และด้านอาคารสถานที่) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
2. ความคาดหวังต่อภาพลักษณ์ของสถาบันล้านนาศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยภาพรวมในทุก ๆ ด้าน (การประชาสัมพันธ์ การบริหาร การจัดแสดงนิทรรศการ และด้านอาคารสถานที่) อยู่ในระดับมาก
3. รูปแบบบริหารจัดการสถาบันล้านนาศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ควรเป็นการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในมหาวิทยาลัย โดยจัดนิทรรศการด้วยการคิดหัวเรื่อง (Theme) เรียงร้อยเรื่องราวเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อสร้างความต่อเนื่อง และอรรถรสในการชมนิทรรศการ ด้วยสื่อที่หลากหลาย รวมถึงการจัดภูมิทัศน์ มุมถ่ายภาพ อันจะนำไปสู่การประชาสัมพันธ์สถาบันล้านนาศึกษา ผ่านการเซลฟี่ (Selfy) ของผู้มาใช้บริการที่เผยแพร่ผ่าน Social Media ที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างกว้างขวาง และเป็นการประชาสัมพันธ์ ที่เสียค่าใช้น้อย แต่ได้ผลมาก
นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสถาบันล้านนาศึกษา ด้วยการจัดกิจกรรมเสริมความรู้ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันจะนำพาไปสู่การรักษาไว้ซึ่งมรดกวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นอย่างยั่งยืนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Development of Knowledge on Kiln Control and Firing of Wood Ceramic Kiln for Pottery Learning Course in School: Intakhil Kiln Model in T. Intakhil A. Maetaeng Chiang Mai Province.
The research aim is to study on the development of knowledge on kiln controlling and firing of firewood ceramic kiln for pottery learning course in school. The target of research to conserve the wisdom of using Intakhil kiln and making ceramics in sub-district of Intakhil, Maetaeng district, Chiang Mai Province, going to be an identity of the community and developing the career. The knowledge on Intakhil kiln was used to design and build the firewood kiln for making ceramics. Factors of firing and controlling included firewood content, firing time and firing temperature. However, the quality of firing depends on the quality of ceramic products with low losses and defects. Understanding the ceramic body transformation between firing was important. The knowledge on firing and controlling was created for learning of students in the junior high school of Pajeewangdaengwittaya school, locating in this area. Learning outcome included knowledge, skill, and attitude obtained at the good.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดความรู้เกี่ยวกับการควบคุมเตาเผาและการเผาของเตาเผาเซรามิกที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพิง เพื่อใช้ในกิจกรรมเสริมหลักสูตรในโรงเรียน : กรณีศึกษา เตาเผาอินทขิล ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์เตาอินทขิลและการผลิตเซรามิกของชุมชม และส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน จนนำมาซึ่งโอกาสในอาชีพ ในมิติของชุมชนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยการนำแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเตาอินทขิลซึ่งเป็นเตาโบราณของชุมชน มาสร้างเตาเผาเซรามิกที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง และทำการศึกษาพฤติกรรมการการเผาไหม้ของเตา หาความสัมพันธ์ของปริมาณเชื้อเพลิง อุณหภูมิ และเวลา รวมถึงวิธีการเผาให้ได้ผลิตภัณฑ์เซรามิกที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องเข้าใจธรรมชาติของเนื้อดินเมื่อผ่านการเผา จนเกิดเป็นชุดความรู้เกี่ยวกับการควบคุมเตาเผาเพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน ชุดความรู้ที่สร้างขึ้น ประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับเนื้อดินในการนำมาผลิตเซรามิก และการควบคุมเตาเผา มีการทำกิจกรรมผ่านใบความรู้และใบกิจกรรม จนนำไปสู่การเรียนรู้ของผู้ร่วมกิจกรรม จากการทดลองนำชุดความรู้มาใช้ในการจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านป่าจี้วังแดงวิทยา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า นักเรียนมีความสนใจและตั้งใจทำกิจกรรม ทำให้เกิดผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
The Study of Format To Do basketry Product Design Development Saraphee District Chiangmai Province.
The purposes of this research were to the study local wisdoms data in local basketry work saraphee district Chiangmai province. To the study manufacturing processes and basket work type leads to conceptualization to product design, the benefits of commercial and to satisfaction assessment in type of basketry work product from product development design.
From the study local wisdoms data in local basketry work saraphee district Chiangmai province, it was found that still lack of development in basketry product design.
From the manufacturing processes and basket work type leads to conceptualization to product design, the benefits of commercial, it was found that representative sample at the moderate level.
From the satisfaction assessment in type of basketry work product from product development design, it was found that in using and product model, designed and developed basketry product at the good level.การศึกษารูปแบบ และการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทงานจักสาน อ.สารภี
จังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ เพื่อศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านเครื่องจักสานของชุมชน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาข้อมูลของวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต และรูปแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานนำไปสู่การสร้างแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ มุ่งประโยชน์เชิงพาณิชย์ และเพื่อประเมินความพึงพอใจรูปแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานที่เกิดจากการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์
จากการศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านเครื่องจักสานของชุมชน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ายังขาดการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์งานจักสาน
จากการศึกษาข้อมูลของวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต และรูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานนำไปสู่การสร้างแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ มุ่งประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง
จากการประเมินความพึงพอใจรูปแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานที่เกิดจากการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ พบว่าในด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์และการใช้งาน ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบและพัฒนาแล้ว ผลิตภัณฑ์งานจักสาน อยู่ในระดับดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยง โดยใช้เทคโนโลยีสะอาดบนฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
Research and development processing of tea leaf products by clean technology base on sufficiency economy. The major objective of this research is to construct a model for clean technology base on sufficiency economy, which self-done by the local people with continuously and long lasting. The result found that :
The main environmental problem was initiated from the business community entrepreneurs. The high level in pollution problem was on water pollution which produced from the ferment tea leaf products, the air pollution problem from the ferment tea leaf and powdered tea products. The condition to succeed in the application of a economic sufficient philosophy to solving all of the environment problem which occurred in the community must containing of the non-complicated technology. In solving the problem must getting more in the knowledge or made in the form of the best practice model or in the form of the study instruction and could be applied and use in the real life and could run continuously.
The model for the clean technology base on sufficiency economy that initiated in the community which using the sufficient economy philosophy as the conceptual in solving the environment problem from the entrepreneurs brought two models to succeed in solving, one was the air pollution treatment from the stove was to increasing in the efficiency of the stove which use for boiling tea leaf. The second increasing the efficiency of the water supply for processing of tea leaf products in the community. After operating all of these activities, the benefit-cost ratio (B/C ratio) considering in all of activities found that their B/C ratio higher than 1.0 each. This was shown that all activities provide benefits more than their costs.การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงโดยใช้เทคโนโลยีสะอาดบนฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างรูปแบบกระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงโดยใช้เทคโนโลยีสะอาดบนแนวคิดเศรษฐกิจพอพียง โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการดำเนินการวิจัย พบว่า
ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ที่เกิดในพื้นที่เกิดจากการแปรรูปชาเมี่ยง ได้แก่ มลพิษทางน้ำที่เกิดจากการแปรรูปชาเมี่ยงแบบหมัก และแปรรูปในส่วนของผลิภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้แก่ เครื่องดื่มชาเมี่ยง สบู่ชาเมี่ยง เป็นต้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมประเภทขยะมูลฝอยเกิดจากการแปรรูปชาเมี่ยงแบบนำมาทำเป็นชาผง และปัญหาด้านมลพิษทางด้านอากาศที่เกิดจากการแปรรูปชาเมี่ยงทั้งแบบการหมักและการทำเป็นชาผง
ในส่วนของปัจจัย เงื่อนไขสู่ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดในชุมชนประกอบด้วย การแก้ปัญหาต้องใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนการแก้ปัญหาต้องได้องค์ความรู้เพิ่มเติมจากเดิมโดยทำเป็นต้นแบบหรือมีคู่มือในการศึกษาและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและต่อเนื่อง
ในส่วนของรูปแบบรูปแบบกระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ชาเมี่ยงโดยใช้เทคโนโลยีสะอาดบนแนวคิดเศรษฐกิจพอพียง มาเป็นกรอบแนวคิดในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการในชุมชนทำทำให้ได้ต้นแบบในการแก้ปัญหา 2 รูปแบบ คือ การปรับปรุงเตาสำหรับนึ่งเมี่ยงโดยใช้ไอน้ำ และการปรับปรุงระบบผลิตน้ำสะอาดสำหรับใช้ในการแปรรูปเมี่ยง ซึ่งได้ค่า B/C Ratio มากกว่า 1 แสดงว่า กิจกรรมการทำที่ดำเนินการแล้วเป็นมีผลประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าต้นทุนจึงเป็นโครงการที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้ในชุมชนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การวิจัยและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง
This research aims to study and develop the potentiality of Chiang Mai agricultural communities to compete in ASEAN economic community’s competition base on sufficiency economy philosophy. Sample was the groups of agriculturists in Chiang Mai whose potentialities can compete in ASEAN economic community. 20 groups of agriculturists from 17 districts in Chiang Mai were interested and willing to attend in the project. Participatory action research (PAR), SWOT analysis and evaluation the achievement of the potentiality in production from 6 dimensions of Diamond Model belongs to Michael E. Porter were used in this study. Descriptive statistic such as percentage was used to discuss the result of this study.
The study found that the strength of groups of agriculturists were that their products have good quality and have market support. The weakness was that they lack abilities to produce good quality products sufficiently in each production cycle. The opportunity was that a lot of organizations supported and assisted them both knowledge and budgets. They however confronted high competitions of agricultural products in the market both price and quantity. As a result, guidelines to develop these groups are as follow; increase the efficiency of the production by using of the resource efficiently according to sufficiency economy (88.87 % of increase) and after that agriculturists set the purpose to develop their potentiality by setting strategy related to structure and competition to ASEAN. Knowledge management from local wisdom was used to extend the value added and be used for commercial benefit (55.56%) In order to access the market., It should develop by making the integration with the government (44.44%) and develop their potentiality to access to industry and also promote as well as supports the agricultural community to compete in ASEAN (22.22%). This research project could enhance the potentiality of the groups of agriculturists as follow; developed the marketing of community’s agricultural products and the inspection as well as developed the standard of agricultural products (10.91% of increase); developed the agricultural products to be safety food (9.09% of increase); developed the groups of agricultural business base on sufficiency economy (7.27% of increase); promoted the production of organic agricultural products and extended the agriculture of communities to commercial and public benefits (5.45% of increase) including developed agricultural economy of communities (3.64% of increase). The next phase of study should develop the economy of agricultural community increasingly so that it can help to solve the agriculturists’ problems and be able to compete in ASEAN community .การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของชุมชนเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ และ
เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์
เพื่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนทั้งหมด
32 ตำบล และคัดกรองให้เหลือเพียง 17 ตำบล 20 ชุมชน ที่มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และ Diamond Model ของ Michael E. Porter อภิปรายผลด้วยข้อมูลสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยในลักษณะของสถิติเชิงพรรณนา และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาของโครงการด้วย 6 มิติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มเกษตรและสามารถหาแนวทางในการพัฒนาของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และยังมีการใช้กระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอน เพื่อให้ได้องค์ความรู้ของกลุ่มเกษตรกรชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกิดผลของการนำไปใช้ต่อไป
ผลการวิจัยพบว่าศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่มีจุดแข็ง คือ กลุ่มเกษตรกรทุกกลุ่มมีองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรจากปราชญ์เกษตรกรชุมชน นักวิจัยจึงได้ถอดบทเรียนโดยการจัดการความรู้ ได้ 6 ด้าน ได้แก่ (1) องค์ความรู้ในการจัดการปัจจัยการผลิต
(2) องค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (3) องค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าปลอดภัย (4) องค์ความรู้ในการจัดการตลาด (5) องค์ความรู้ในการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดมูลค่า และ (6) องค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน (GAP) นอกจากนี้การวิเคราะห์ศักยภาพยังพบจุดอ่อนของเกษตรกรนักวิจัยจึงได้เพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มเกษตรกรผ่านกิจกรรมทั้ง 3 กิจกรรม คือ 1) “การพัฒนาแนวปฏิบัติมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย”
2) “การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตร” และ 3) “การพัฒนาแนวทาง
การประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อการบริหารจัดการฟาร์มและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน” สามารถเพิ่มศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.63 ได้ผลลัพธ์ของการพัฒนา
9 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตรของชุมชน และด้านการตรวจสอบและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.36 รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมภาคการเกษตรขององค์กรภาครัฐในชุมชน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.91 ด้านการพัฒนาและต่อยอดสินค้าเกษตรในชุมชน
สู่ระบบอาหารปลอดภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.09 ด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตร ด้วยปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.27 ด้านการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และ
ด้านการต่อยอดภาคการเกษตรของชุมชนให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 5.45 สุดท้ายคือ ด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชน อย่างสร้างสรรค์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.64 แสดงให้เห็นว่าการวิจัยในระยะต่อไปควรที่จะให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรให้สามารถเข้าแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
การวิจัยเพื่อพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ให้มีศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน
This research aims to study and develop the potentiality in marketing of Chiang Mai agricultural communities to compete in ASEAN base on sufficiency economy philosophy. It is the qualitative research and supported by quantitative analysis from the primary data of 9 groups of agriculturists with potentiality in marketing and are willing to attend the project. Participatory action research, SWOT analysis and Michael E Porter’s diamond model were used in this study. Descriptive statistics including 6 dimensions were also used to evaluate the achievement of development in this study. The study found that the strengths of these 9 groups of agriculturists were that they have capable members in production and marketing as well as accounting and public relations. Their weaknesses were that they were not able to control the quantify of production continuously. They however were supported both knowledge and budgets from other organizations. The threats were that their products were needed only in communities and also confronted high competition both in price and quantity.
As a result, 5 items of guidelines were created to develop the marketing of agricultural products so that they can compete in ASEAN. The most important item was how they can move products from producers to consumers by buying and selling which can make profits for them as well as attain the goal’s groups (26.92%). Agriculturists should look for channel of distribution , delivery products and give service for consumers (23.08%) . In addition, agriculturists should make satisfaction for consumers by emphasizing on setting appropirated price base on quality, quantity and packaging of products (19.23%). The last one was that placement of products and place of distribution should be clean with orderliness as well as orderly arrange groups of produts in order to attract customers (11.54%). The next phase should study the impact of ASEAN community to groups of agriculturists regarding in agricultural marketing of 207 communiits. It should select communities with high potentiality as delegates to make plan to develop agricultural marketing base on sufficiency economy philosophy as wll as integrate to work with other communities and develop marketing of agricultural products with other communities in 9 countries of ASEAN.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ และพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในประเด็นการตลาดสินค้าเกษตรของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีศักยภาพการแข่งขันในอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น จำนวน 9 ตำบล 9 กลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตร เมื่อเปรียบเทียบในระดับประชาคมอาเซียน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และ Diamond Model ของ Michael E. Porter อภิปรายผลด้วยข้อมูลสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยในลักษณะของสถิติเชิงพรรณนา และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาของโครงการด้วย 6 มิติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มเกษตรและสามารถหาแนวทางการพัฒนา
การตลาดสินค้าเกษตรของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ให้มีศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 9 กลุ่มเกษตรกร
ในส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมภายใน พบว่า มีจุดแข็งคือ กลุ่มเกษตรกรมีสมาชิกกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิต การตลาด การจัดการบัญชี และการประชาสัมพันธ์ แต่ยังคงมีจุดอ่อนคือ กลุ่มยังไม่มีความสามารถในการควบคุมปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า มีโอกาสที่สำคัญคือ กลุ่มเกษตรกรมีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านความรู้และเงินทุน ส่วนอุปสรรคที่สำคัญคือ ได้แก่ สินค้าเกษตรของกลุ่มมีความต้องการในระดับชุมชนเท่านั้น และการตลาดมีการแข่งขันกันในพื้นที่สูง ทั้งด้านราคาและปริมาณ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
จากศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ ดังกล่าวสามารถนำมาสร้างแนวทางในการพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ให้มีศักยภาพการแข่งขันในประชาคมอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งหมด 5 ประเด็น ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การตลาดสินค้าเกษตรของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ เป็น
การเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค โดยการแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้าเกษตรของกลุ่มผ่านเครื่องมือทางการตลาดที่จะทำให้สินค้าเกษตรนั้นไปถึงมือของผู้บริโภค และกลุ่มเกษตรกรยังคงต้องมีเป้าหมายของกลุ่มเพื่อสร้างกำไรและในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มนั้นด้วย (ร้อยละ 26.92) รองลงมา คือ การหาช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเกษตร การส่งมอบสินค้า หรือการบริการสู่กลุ่มลูกค้า โดยกลุ่มเกษตรกรจำเป็นต้องศึกษาหาช่องทางการตลาดให้มากขึ้น (ร้อยละ 23.08) ต่อมาคือ ประเด็นการกำหนดราคาสินค้าเกษตร จะเป็นไปตามกลไกราคาท้องตลาดหรือตามความพึงพอใจของผู้ซื้อ ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรต้องสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งเน้นคุณภาพและปริมาณและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับราคาสินค้านั้น ๆ (ร้อยละ 19.23) และในประเด็นสุดท้ายคือ การจัดวางสินค้าเกษตรและสถานที่ในการขายสินค้าเกษตร ควรเน้นความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย จัดกลุ่มสินค้าให้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน เพื่อสร้างความน่าสนใจในการดึงดูดลูกค้า (ร้อยละ 11.54) ทั้งนี้การวิจัยในระยะต่อไปควรที่จะศึกษาผลกระทบของประชาคมอาเซียนที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรชุมชนท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านการตลาดสินค้าเกษตรของทุกชุมชนทั้ง 207 ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นทำการคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพในการแข่งขันประชาคมอาเซียนด้านการตลาดของสินค้าเกษตร เพื่อนำมาเป็นตัวแทนของชุมชนในการวางแผนการพัฒนาการเกษตรด้านการตลาดสินค้าเกษตร บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในจังหวัดเชียงใหม่ และในระยะต่อไป
การวิจัยควรบูรณาการการทำงานกับชุมชนนอกจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของการขยายผลการวิจัยให้เกิดประโยชน์ของการนำไปใช้ให้มากขึ้น รวมถึงการวางแผนการพัฒนาการตลาดของสินค้าเกษตรร่วมกับชุมชนในประเทศอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
แผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน ปีที่ 3
This research aims to develop the potentiality in natural resource management of Chiang Mai communities under ASEAN community and propose guidelines to increase the potentialties to manage natural resources of communities in Chiang Mai under ASEAN community. It is the qualitative research and supported by quantitative research from primary data of 2,064 communities in Chaing Mai. Participatory action research including positive and negative analysis were used in this study. Descriptive analysis such as mean, percentage and standard deviation as well as content analysis were also used to fulfill the quantitative data.
The study was that there were 18 issues for local administrative organizations to make the readiness for natural resource management and 12 issues as the guidelines to make the readiness for natural resource management. There were 15 problems of natural resource that local adminstrative organiations have to manage with 12 issues of guidelines to solve problems such as setting the regulations for natural resourcs use, for example, they do not give certificate ownership to foreigners, promote participation among communities to look after natural resources in communities. Concerning the ways to make the readiness for natural resources managment, there were 7 guidelines to make the readiness with 10 problems for communities to operate natural resource management. In addition, there were 4 guidelines for communities make the readiness for natural resource management. There were 10 problems for operation to manage natural resource management. There were 7 guidelines for communities to solve problems such as set the rules how to use natural resources usefully, how to manage garbage. As a result, communites asked for help to manage natural resources; 1) invite experts to give knowledge concerns ASEAN, language and make ASEAN manuscript; 2) suggest how to make the readiness for skill workers and contagious diseases; 3) promote and motivate community tourism ; 4) make the cooperation with community leaders and communities in order to make people understand.
The process of setting strategies to increase the potentialities in natural resource management was that the strength that community chose that they want to know how to use land and water efficiently. The weakness was degradation use of natural resouces . The opportuniyt that communities chose was to arrange activities to look after environment and natural resource conservation and obstacles was they used natural resources extravagantly. As a result, 4 strategies were set to increse the potentialities of communities . They consisted of 1) turn around strategy which local administrative organizations promote activities to look after environment and conserve to solve problems of forest degradation such as produce fermentation from waste materials of agriculture 2) retrenchment strategy was that local administrative orgnizations ask for pepole to realize how to use resourc maximization; 3) aggressive strategy was that local set the regulations concerning how to conserve community tourism and 4) stability strategy was that local administrative organization set the rules to control natural resource use in communities. As a result, communities who participated in the research had made the project namely “project to enhance the productivity and increase quality of agriculture to reach the standard of ASEAN organic agriculture.
This project had provided knowledge and skill both in language and media of public relations for civil servants and created network with local people to become ASEAN community. This project was supported by local administrative organization in 2018.The next phase of study will follow up and evaluate the result of study to fulfill the strategy to increase the potentiality of communities under ASEAN community.การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการแบ่งปันและการปรับตัว ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน และเพื่อเสนอแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น 2,064 ชุมชน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ข้อเสนอแนะ และแนวทางเตรียมความพร้อมของชุมชนในด้านทรัพยากรธรรมชาติ กรณีวิเคราะห์เชิงปริมาณจะอภิปรายผลด้วยสถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) มาประมวลเพื่อยืนยันหรือเสริมข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความสมบูรณ์ขึ้น
ผลการวิจัยพบว่า วิธีการเตรียมความพร้อมในองค์กร(อปท.)ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน การวิจัยพบว่า มีทั้งหมด 16 ประเด็น สำหรับแนวทางรับมือการเตรียมความพร้อมในองค์กร(อปท.)ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 12 ประเด็น ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในองค์กร (อปท.) ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 15 ประเด็น และสำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในองค์กร (อปท.) ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 12 ประเด็น เช่น การออกกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การไม่ออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่ชาวต่างชาติ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและปลูกจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ส่วนวิธีการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน การวิจัยพบว่า มีทั้งหมด 13 ประเด็น สำหรับแนวทางรับมือการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 7 ประเด็น ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานให้กับชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 10 ประเด็น และสำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานให้กับชุมชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 7 ประเด็น เช่น การออกกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การไม่ออกเอกสารสิทธิใน และการจัดการด้านขยะ/บ่อบำบัดน้ำเสีย ส่วนความช่วยเหลือที่ต้องการและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มีทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ (1) เชิญวิทยากรเข้ามาให้ความรู้อาเซียน ความรู้ด้านภาษา และกระทบเชิงบวกเชิงลบ รวมถึงโอกาสในการพัฒนาชุมชนหลังเปิดประชาคมอาเซียนและจัดทำคู่มือเผยแพร่ในเรื่องของอาเซียน (2) แนะนำวิธีการเตรียมความพร้อมในการรับมือจากแรงงานต่างด้าว และปัญหาโรคติดต่อ (3) เข้ามาช่วยส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในชุมชน และ (4) ประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชนและร่วมหาวิธีแก้ไขร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่น
ผลการวิเคราะห์ในกระบวนการกำหนดกลยุทธ์แผนเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เริ่มจากการประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในขององค์กร พบว่า ปัจจัยภายในด้านจุดแข็งที่ชุมชนพิจารณาเลือก คือ การให้ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดิน และน้ำ และด้านจุดอ่อน คือ ปัญหาความเสื่อมโทรมจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ส่วนปัจจัยภายนอกที่จะนำมากำหนดกลยุทธ์นั้น ด้านโอกาสชุมชนได้พิจารณาเลือก คือ จัดกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านอุปสรรค คือ การแย่งชิงด้านทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง จากนั้นทำการกำหนดกลยุทธ์ได้ 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) กลยุทธ์พลิกฟื้น (turn around strategies) คือ สถานการณ์ที่หน่วยงานมีปัจจัยภายในภายในด้อยแต่ปัจจัยภายนอกเอื้อ โดยสร้างกลยุทธ์จาก โอกาส (opportunity) และจุดอ่อน (weakness) ในลักษณะการใช้โอกาสจากภายนอกมาปิดจุดอ่อนภายใน ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนได้ใช้กลยุทธ์พลิกฟื้น คือ อปท. ส่งเสริมกิจกรรมในการดูแลสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์เพื่อแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำจากเศษของเหลือทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิต (2) กลยุทธ์ตัดทอน (retrenchment strategies) คือ สถานการณ์ที่หน่วยงานมีปัจจัยภายนอกฉุดและปัจจัยภายในด้อย โดยสร้างกลยุทธ์จาก อุปสรรค (threat) และจุดอ่อน (weakness) ในลักษณะการหลบหลีกอุปสรรคและปิดจุดอ่อนภายใน ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนได้ใช้กลยุทธ์ตัดทอน คือ อปท. ขอความร่วมมือจากประชาชนในการตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (3) กลยุทธ์เชิงรุก (aggressive strategies) คือ สภาวการณ์ที่หน่วยงานมีปัจจัยภายนอกเอื้อและปัจจัยภายในเด่น โดยสร้างกลยุทธ์จาก โอกาส (opportunity) และจุดแข็ง (strength) ในลักษณะการใช้โอกาสจากภายนอกประสานกับจุดแข็งภายใน ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนได้ใช้กลยุทธ์เชิงรุก คือ อปท. ออกกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและอปท. ออกกฎระเบียบในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในชุมชน และ (4) กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ (stability strategies) คือ สถานการณ์ที่หน่วยงานมีปัจจัยภายในดี แต่มีปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย โดยสร้างกลยุทธ์จาก อุปสรรค (threat) และจุดแข็ง (strength) ในลักษณะการหลบหลีกอุปสรรคและใช้จุดแข็งภายใน ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนได้ใช้กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ คือ อปท. ออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่ได้สร้างไว้ เป็นการนำแผนไปสู่การดำเนินงาน ซึ่งโครงการในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ที่ให้ชุมชนเข้าร่วมงานวิจัยครั้งนี้ ได้จัดทำ “โครงการยกระดับผลผลิต และเพิ่มคุณภาพทางการเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์อาเซียน” เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงาน/ชุมชนรับรู้และเข้าใจเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี พ.ศ. 2560 และเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ (ด้านภาษา ด้านสื่อเทคโนโลยี และสื่อประชาสัมพันธ์) ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของข้าราชการ รวมทั้งเพื่อสร้างเครือข่ายกับประชาชนในการขับเคลื่อนการเป็นประชาคมอาเซียน โดยโครงการดังกล่าวได้ผ่านการจัดทำแผนงานและโครงการผ่านเทศบัญญัติขององค์กรชุมชน และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งโครงการวิจัยในระยะต่อไปจะได้ดำเนินการปฏิบัติการและติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสมบูรณ์ของกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน ในกรอบประชาคมอาเซียน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Projectile motion of granular particle using for Physics learning in Chiang Mai Rajabhat University
Two main purposes of this research were (1) to improve the effectiveness of learning using activity-based tutorials (ABT) on projectile motion with high-speed video technique and (2) investigate the scientific understanding of Physics and General Science students, Chiang Mai Rajabaht University. Eighty students were divided into 2 groups of experimental and control groups using purposive sampling. Research tools consisted of scientific understanding subjective test on projectile motion, activity-based tutorials with high speed video technique for experimental group, and independent study for the control group. Mean, percentage, and normalized gain were used for statistical analysis. Higher normalized gain values, , ranging from 0.24 to 0.95 of the experimental group than those of the control group, ranging from 0.06 to 0.75 was found.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์ด้วยกิจกรรมเสริมการเรียนรู้เรื่องการเคลื่อนที่แบบโพรเจคไทล์ของวัตถุ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์วิดีโอความเร็วสูง และสำรวจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาฟิสิกส์และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบอัตนัยเพื่อวัดแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้เรื่องการเคลื่อนที่แบบโพรเจคไทล์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์วิดีโอความเร็วสูงสำหรับกลุ่มทดลอง และกิจกรรมการศึกษาอย่างอิสระสำหรับกลุ่มควบคุม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าความก้าวหน้าทางการเรียน (normalized gain, ) ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองที่เสริมแนวคิดวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์วิดีโอความเร็วสูงสามารถใช้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์อธิบายลักษณะการเคลื่อนที่แบบโพรเจคไทล์เพิ่มขึ้นจากจำนวนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 69 มีความก้าวหน้าทางการเรียนอยู่ระหว่าง 0.24-0.95 มากกว่ากลุ่มควบคุมที่ศึกษาอย่างอิสระนอกห้องเรียนที่พบความก้าวหน้าทางการเรียนอยู่ระหว่าง 0.06 – 0.75สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลยัราชภฏัเชยีงใหม
STUDENT-CENTERED LEARNING MANAGEMENT AND USING PORTFOLIO AS AUTHENTIC ASSESSMENT IN THE THAI LANGUAGE FOR ELEMENTARY TEACHERS 2 COURSE
The purposes of this research were 1) to study the second year program of elementary school students’ outcomes after learning via student-centered learning management and using portfolio as authentic assessment in the Thai language for elementary teachers 2 course compared with the threshold (70%). 2) to study the results of the qualitative portfolio self-assessment, peer assessment and teachers’ assessment after learning via student-centered learning management and using portfolio as authentic assessment, and 3) to study the students' opinions after learning via student-centered learning management and using portfolio as authentic assessment. The samples were 27 students in the second year elementary school program during the first semester academic year 2016 were used for the study. The research instruments consisted of achievement tests, the qualitative portfolio self-assessment; the questionnaires were used to collect students’ opinions after learning via student-centered learning management and using portfolio as authentic assessment. The data analysis was percentage, means, and standard deviation. The qualitative data was analyzed by the content analysis.
The research findings were as followed: 1) The students average score was at a very good level (83.07 %) and above the threshold (70%) of 13.07% after using portfolio as authentic assessment in the Thai language for elementary school teachers 2 course, 2) The overall quality of the students portfolio self-assessment, peer assessment and teachers’ assessment were very good ( = 4.51) and 3) the students’ opinions on the student-centered learning management and using portfolio as authentic assessment in the Thai language was positive.การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการประถมศึกษา หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานในรายวิชาภาษาไทยสำหรับครูประถมศึกษา 2 โดยเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 2)เพื่อศึกษาผลการประเมินระดับคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานของนักศึกษาที่ประเมินโดยตนเอง เพื่อนและครูผู้สอนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน และ3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและ การประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการประถมศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินระดับคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงาน แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาจากผลการแสดงความคิดเห็น
ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานในรายวิชาภาษาไทยสำหรับครูประถมศึกษา 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก(83.07) และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้(ร้อยละ70)ร้อยละ13.07 2) ระดับคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานของนักศึกษา ที่ประเมินโดยตนเอง เพื่อนและครูผู้สอนในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก( = 4.51) และ3) นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการประเมินผลตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานเป็นไปในเชิงบวกมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
Dance Creation by the Times
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของรูปแบบการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ ตามยุคสมัยผู้วิจัยใช้ระบบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ รวมถึงการศึกษาข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์มีหลายหลายรูปแบบผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์โดยมุ่งไปที่การมีส่วนร่วมของหน่วยงานซึ่งผู้วิจัยสามารถแบ่งยุคการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ได้ 3 ยุคดังนี้ 1) ยุคแรก เป็นยุคที่มีหน่วยงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง 2) ยุคที่การแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน 3) ยุคร่วมสมัยทั้ง 3 ยุคนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีความเกี่ยวข้องของระบบหน่วยงานทั้งสิ้น เพราะเมื่อมีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง การแสดงจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป การแสดงของแต่ละยุคนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นแนวการสร้างสรรค์ รูปแบบการแสดง ลักษณะการแต่งกายหรือแม้แต่ดนตรีที่ใช้ในการแสด