ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
    1393 research outputs found

    The Restoration of Thai Lue the Ethnic Music Culture, Samoeng Tai Subdistrict, Samoeng District Chiang Mai Province

    No full text
    The research title of the restoration of Thai Lue the ethnic music culture, Samoeng District, Chiang Mai Province, is a qualitative research, using anthropological research methodology. The research aims 1) to study problems of Thai Lueethnic music culture,Samoeng District, Chiang Mai Province, 2) to study changes of Thai Lue ethnic music culture in Ban Mae Sab, 3) to study the ways of restoration of Thai Lue ethnic music culture in Ban Mae Sab. Research data were obtained by documents and 100 interviews questionnaires, interviewing 10 key informants, and 3 times focus group. Research data were presented as descriptive data following research objectives. Research findings of the 1st objective, problems of Thai Lue ethnic music culture, found that music culture (Lue singing)is disappearing due to domination of cross-national culture. The rank of related aspects of this problems were 1) no boarder of digital world in the globalisation, 2) acceptance of consumerism, and 3) wide spread of western culture. Research findings of the 2nd objective found that changes in tradition has effected music culture. Four most important changes were 1) changes in belief of culture and tradition, 2) changes in language speaking, 3) changes in costumes, and 4) changes in receptionsand welcoming. Research findings of the 3rd objective found that the ways to restore Thai Lue ethnic music culture through the committee of restoration of Thai Lue ethnic music culture should restore in the following 4 aspects: 1. adding values of Thai Lue ethnic music culture, 2. maintaining tradition for cultural tourism, 3. capacity building for musicians, singers and performers and 4. enhancing cooperation among all Thai Leu people.งานวิจัยเรื่อง แนวทางการฟื้นฟูวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธุ์ไทลื้อ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิจัยทางด้านมานุษยวิทยา (Anthropology) โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาทางวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาสภาพความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อบ้านแม่สาบ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการฟื้นฟูวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อบ้านแม่สาบ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาจากเอกสาร แบบสอบถามจำนวน 100 ชุด การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน การสนทนากลุ่ม 3 ครั้ง ทั้งนี้จะเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ที่ 1. สภาพปัญหาทางวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อ พบว่าวัฒนธรรมดนตรี (ขับลื้อ) กำลังจะสูญหายมีสาเหตุมาจากการครอบงำของวัฒนธรรมข้ามชาติ เมื่อพิจารณารายด้าน มีด้านที่เป็นสาเหตุของปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน เรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด จากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) การยึดถือวัฒนธรรมโลกไร้พรหมแดนทำให้วัฒนธรรมดนตรีไทลื้อสูญหาย รองลงมาคือ 2) การยอมรับวัฒนธรรมบริโภคนิยม 3) การแพร่กระจายของวัฒนธรรมตะวันตกทำให้วัฒนธรรมดนตรีไทลื้อสูญหาย วัตถุประสงค์ที่ 2. เพื่อศึกษาสภาพความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า การเปลี่ยนแปลงประเพณีมีผลกระทบกับวัฒนธรรมดนตรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 4 ประเพณี เมื่อพิจารณารายด้าน มีด้านที่มีสภาพการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน เรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด จากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) สภาพการเปลี่ยนแปลงบริบทของวัฒนธรรมประเพณีด้านความเชื่อจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่มีผลกระทบกับวัฒนธรรมดนตรีอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา 2) สภาพการเปลี่ยนแปลงบริบทของวัฒนธรรมประเพณีด้านภาษาพูด 3) สภาพการเปลี่ยนแปลงบริบทของวัฒนธรรมประเพณีด้านการแต่งกาย 4) สภาพการเปลี่ยนแปลงบริบทของวัฒนธรรมประเพณีด้านการต้อนรับจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีผลกระทบกับวัฒนธรรมดนตรีอยู่ในระดับมากที่สุด วัตถุประสงค์ที่ 3. ศึกษาแนวทางการฟื้นฟูวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อบ้านแม่สาบ พบว่า คณะกรรมการฟื้นฟูวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทลื้อ เสนอแนะว่าควรดำเนินการฟื้นฟู 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเพิ่มคุณค่าวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธ์ไทลื้อ 2) ด้านการรักษาประเพณีเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) ด้านการเพิ่มขีดสมรรถนะของนักดนตรี นักร้องและนักแสดง และ 4) ด้านการยกระดับความร่วมมือกันของคนไทลื้อทุกคนสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    การพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การแข่งขัน ในประชาคมอาเซียน

    No full text
    This research aims to study and develop the potentiality of agriculture of Chiang Mai Communities to compete in ASEAN.. It is the qualitative research and supported by quantitative analysis from the primary data of 4 groups of agriculturists who have the potentialities to develop and were willing to attend the project. Participatory action research, SWOT analysis and Michael E Porter’s diamond model were used in this study. Descriptive statistics including 6 dimensions were also used to evaluate the achievement of development in this study. The study found that the strengths of these 4 groups were that members were specialized in production , marketing , planting , processing , public relations. They could transfer knowledge to other interested people. Products were needed by major customers. Their weaknesses were that they lack abilities to produce many products. Their opportunity was that markets are various and can support their products. However, there are a lot of competitors in markets. As a result, 9 items were created to be the guidelines to develop agricultural business groups. The most important issue was that it should develop agricultural business group base on sufficiency economy philosophy. It means that they have operational plans followed by the middle path so that they will make business to be sustainable. Thus agricultural business groups should continuously develop themselves both knowledge and innovative production in order to apply in their business (15.38%). Then leaders of agricultural business groups use the sufficiency economy philosophy as guidelines to develop groups and give knowledge concerning sufficiency economy to members in order to understand . They also have plans to develop the abilities of human resource and run their business moderately (11.54%). Next, they should have operational plans by rationality . Leaders including members of the groups should have morality to operate their work base on good governance. They should be honest to organizations and other people (7.69%). The last one was that they should cooperate to provide budgets from outside in order to develop their communities (3.85%). The next phase should study the impact of ASEAN toward agriculturist ‘groups concerning the development agricultural business groups of 207 communities in Chiang Mai . Then it should select potential agricultural communities to be the delegates and make plans to develop the agricultural business groups in Chiang Mai to compete in ASEAN. They shoud integrate to work with other communities to exted the research result to use and make plans to develop the agricultural business grous with other communities of 9 countris in ASEAN so that it can help to develop the agricultural products sustainably.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ และพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของ กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 4 ตำบล 4 กลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตร เมื่อเปรียบเทียบในระดับ ประชาคมอาเซียน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และ Diamond Model ของ Michael E. Porter อภิปรายผลด้วยข้อมูลสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยในลักษณะของสถิติเชิงพรรณนา และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาของโครงการด้วย 6 มิติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มเกษตรและสามารถหาแนวทางในการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 4 กลุ่มเกษตรกร ในส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมภายใน พบว่า มีจุดแข็งคือ กลุ่มเกษตรมีสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญ ในด้านการผลิต การตลาด การเพาะปลูก การแปรรูป และการประชาสัมพันธ์ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจได้ และสินค้าเกษตรมีความต้องการในระดับประเทศ (ลูกค้ารายใหญ่) แต่ยังคงมีจุดอ่อนคือ เกษตรกรยังขาดความสามารถในการผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณที่มาก ส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า มีโอกาสที่สำคัญคือ ตลาดสินค้ามีความหลากหลายและรองรับสินค้าเกษตรของกลุ่ม แต่อุปสรรคที่สำคัญคือ กลุ่มเกษตรกรมีคู่แข่งทางการตลาดมาก จากศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ ดังกล่าวสามารถนำมาสร้าง แนวทางการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ การแข่งขันในประชาคมอาเซียน ทั้งหมด 9 ประเด็น ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตร เป็นกระบวนการของการเคลื่อนไหวจากสภาพที่ไม่น่าพอใจไปสู่สภาพที่น่าพอใจ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การพัฒนาตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการวางแผนการดำเนินงานของกลุ่มในทางสายกลาง เพื่อให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืน ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจเกษตรควรมีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านความรู้และด้านนวัตกรรมการผลิต เพื่อนำมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ และการวางแผนการดำเนินงานให้มีภูมิคุ้มกันในกลุ่มที่ดีเพื่อความมั่นคง ในการทำธุรกิจ (ร้อยละ 15.38) รองลงมา คือ ผู้นำกลุ่มธุรกิจเกษตรใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางหรือเป้าหมายในการพัฒนาของกลุ่ม และให้ความรู้ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก่สมาชิกในกลุ่มให้มีความเข้าใจและพัฒนาร่วมกัน และการวางแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความสามารถตามเป้าหมายของกลุ่ม พร้อมทั้งดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจเกษตรให้มีความพอประมาณ (ร้อยละ 11.54) ประเด็นต่อมาคือ การวางแผนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจเกษตรด้วยความมีเหตุมีผล อีกทั้งผู้นำและสมาชิกทุกคนในกลุ่มธุรกิจเกษตรควรมีคุณธรรม ในการดำเนินงาน (ยึดหลักธรรมาภิบาล) สามารถตรวจสอบการทำงานได้ และมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อทั้งองค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้อง (ร้อยละ 7.69) และประเด็นสุดท้ายคือ การประสานงาน ความร่วมมือ และจัดหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกชุมชน เป็นทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าสู่ภายนอกชุมชนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือในการพัฒนากลุ่มและการจัดหาเงินทุน (ร้อยละ 3.85) ทั้งนี้การวิจัยในระยะต่อไปควรที่จะศึกษาผลกระทบของประชาคมอาเซียนที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรชุมชนท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรของทุกชุมชนทั้ง 207 ชุมชน ในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นทำการคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพ เพื่อนำมาเป็นตัวแทนของชุมชนในการวางแผนด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต่อจากนั้นการวิจัยควรบูรณาการการทำงานกับชุมชนนอกจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของการขยายผลการวิจัยให้เกิดประโยชน์ของการนำไปใช้ให้มากขึ้น รวมถึงการวางแผนด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตรร่วมกับชุมชน ในประเทศอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    The practical enforceability of law within the area where ethnic groups dwell : Case study of karen ethnic in Samoeng Tai , Samoeng District , Chiang Mai Province ,Thailand

    No full text
    The objectives of research “The practical enforceability of law within the area where ethnic groups dwell : Case study of karen ethnic in Samoeng Tai , Samoeng District , Chiang Mai Province ,Thailand” were 1) Studying customary Karen Rules Samoeng Tai Sub-district, Samoeng District, Chiang Mai Province 2) Study of Karen Laws Samoeng Tai Sub-district, Samoeng District, Chiang Mai Province 3) Study the guidelines for the application of the law to ethnic groups in practice. 4. Increase the knowledge of the laws related to the ethnic way of life such as the National Forest Act. This research use qualitative research methodology. By field data collection. Based on interviews with community leaders along with ethnic groups of karen ethnic in Samoeng Tai , Samoeng District , Chiang Mai Province ,Thailand. And descriptive data analysis. According to studies, it has been found that objective 1. Studying customary Karen Rules It has changed from traditional beliefs to mandated rules. But at present, the Karen people have made written regulations. However, it does not apply to traditional customary rules. With faith that changes according to social conditions. 2. Study of Karen Laws Most Karen have very little knowledge of Thai. As a result, legal knowledge related to life, such as the National Forest Act, is very limited. And can not legally act. 3. Study the guidelines for the application of the law to ethnic groups in practice. Ethnic groups have relatively little legal knowledge in relation to their lifestyle. As a result, the practice is not legal and when state officials enforce strict laws, it becomes a power to persecute the people. The law is in a relaxed manner. Ethnic groups are not aware of the importance of the law. This research It should be encouraged to provide legal education in relation to the ethnic way of life. As a Thai under Thai law It must be truly literate, not just an indication of how to be legal. It also means the right to manage resources. Participation in government And participation in the amendment of the law or the enactment of the law for the benefit of the community as a wholeงานวิจัยเรื่องการมีผลใช้บังคับในเชิงปฏิบัติของกฎหมายในพื้นที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ : กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาจารีตประเพณี กฎระเบียบชาวกะเหรี่ยง ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 2.ศึกษาความรู้เรื่องกฎหมายของชาวกะเหรี่ยง ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 3.ศึกษาแนวทางการใช้บังคับกฎหมายกับกลุ่มชาติพันธุ์ในทางปฏิบัติ 4. เพิ่มความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บข้อมูลภาคสนาม จากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนพร้อมกับประชากรกลุ่มชาติกะเหรี่ยง ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา จากการศึกษาพบว่า วัตถุประสงค์ที่ 1.ศึกษาจารีตประเพณี กฎระเบียบชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ใช้ความเชื่อผูกพันกับจารีตประเพณีจนกลายเป็นกฎระเบียบที่มีสภาพบังคับ แต่ในปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงมีการจัดทำระเบียบที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้น แต่กลับไม่ได้มีผลบังคับใช้ได้อย่างจารีตประเพณีกฎระเบียบดั้งเดิม ด้วยความเชื่อที่เปลี่ยนไปตามสภาพสังคม 2. ศึกษาความรู้เรื่องกฎหมายของชาวกะเหรี่ยง โดยส่วนใหญ่ชาวกะเหรี่ยงมีความรู้อ่านเขียนภาษาไทยได้น้อยมาก ส่งผลให้ความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต เช่น พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติมีความรู้น้อยมาก และไม่สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามกฎหมาย 3. ศึกษาแนวทางการใช้บังคับกฎหมายกับกลุ่มชาติพันธุ์ในทางปฏิบัติ เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์มีความรู้ในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตค่อนข้างน้อย ส่งผลให้การปฏิบัติย่อมไม่ถูกต้องตามกฎหมายและเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจึงกลายเป็นใช้อำนาจรังแกประชาชน การใช้บังคับกฎหมายจึงอยู่ในลักษณะผ่อนปรนมาตลอด ยิ่งทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายยิ่งไปกว่าเดิม งานวิจัยฉบับนี้ จึงเห็นควรให้สนับสนุนการให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะที่เป็นเป็นคนไทยอยู่ภายใต้กฎหมายไทย โดยต้องเป็นการให้ความรู้อย่างแท้จริงไม่ใช่เป็นเพียงการชี้ว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกกฎหมาย แต่ยังหมายถึงสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากร การมีส่วนร่วมในการปกครอง และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายหรือตรากฎหมายเพื่อประโยชน์ของชุมชนโดยรวมอย่างแท้จริงสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

    องค์ประกอบทางพฤกษเคมี ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดพืชสมุนไพรฮ่อสะพายควาย (Arnicratea grahamii) และหงอนไก่อู (Barleria strigosa)

    No full text
    ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นป่าที่มีความหลากหลายของพืชสมุนไพรมาก พืชสมุนไพรหลายชนิดเคยใช้เป็นยารักษาโรคตามภูมิปัญญาดั้งเดิม งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบของพืชสมุนไพร 2 ชนิด ได้แก่ ฮ่อสะพายควาย (Arnicratea grahamii) และหงอนไก่อู (Barleria strigosa) ทั้งแบบสดและนำมาแปรรูปเบื้องต้นโดยการผึ่งลมและอบแห้ง แล้วเปรียบเทียบปริมาณสารพฤกษเคมี ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ผลการทดลองพบว่า หงอนไก่อูมีสารพฤกษเคมี คือ สเตอรอยด์ เทอร์พีนอยด์ และแทนนิน และในฮ่อสะพายควายพบแอลคาลอยด์ แทนนิน สเตอรอยด์ ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ และ เทอร์พีนอยด์ จากผลการทดสอบหาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม ด้วยวิธี Folin-Ciocalteu colorimetric method หงอนไก่อูอบแห้ง ผึ่งลม และสด มีปริมาณ GAE เท่ากับ 71.8 26.5 และ 25.8 mg Gallic acid /g extract ตามลำดับ ส่วนสารสกัดตัวอย่างฮ่อสะพายควายอบแห้ง ผึ่งลม และสด มีปริมาณ GAE เท่ากับ 97.4 103.4 และ 88.9 mg Gallic acid /g extract ตามลำดับ จากการทดสอบปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม ด้วยวิธี Aluminium trichloride (AlCl3) colorimetric method พบว่าสารสกัดตัวอย่างหงอนไก่อู ในตัวอย่างอบแห้ง ผึ่งลม และสด มีปริมาณเท่ากับ 834.3 570.1 และ 478.5 mg Quercetin /g extract ตามลำดับ และตัวอย่างฮ่อสะพายควายผึ่งลม อบแห้ง และ สด มีปริมาณเท่ากับ 543.6 509.3 และ 312.2 mg Quercetin /g extract ตามลำดับ ผลการทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระโดยใช้วิธี DPPH Assay พบว่า สารสกัดของหงอนไก่อู และฮ่อสะพายควาย อบแห้ง ผึ่งลม และสด มีค่า Vitamin C Equivalent Antioxidant Capacity (VCEAC) เท่ากับ 103.7 47.5 และ 37.4 mg Vitamin C /g extract และ 252.4 306.7 และ 185.2 mg Vitamin C /g extract ตามลำดับ และ มีค่า Trolox equivalent antioxidant capacity (TEAC) เท่ากับ 118.5 47.5 และ 44.9 mg Trolox /g extract และ 441.6 490.8 และ 308.6 mg Trolox /g extract ตามลำดับ และผลการทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระโดยใช้วิธี ABTS Assay พบว่า หงอนไก่อูและฮ่อสะพายควาย อบแห้ง ผึ่งลม และสด มีค่า มีค่า Vitamin C Equivalent Antioxidant Capacity (VCEAC) เท่ากับ 97.6 25.7 และ 16.8 mg Vitamin C /g extract และ 425.5 331.5 และ 83.9 mg Vitamin C /g extract ตามลำดับ และมีค่า Trolox equivalent antioxidant capacity (TEAC) เท่ากับ 146.3 51.4 และ 33.6 mg Trolox /g extract และ 425.5 331.5 และ 83.9 mg Trolox /g extract ตามลำดับ สารสกัดจากพืชสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ใช้ทดสอบได้ทั้งแกรมบวกและแกรมลบ โดยสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Bacillus cereus, Staphylococcus aureus, Enterobacter aerogenes, และ Escherichia coli ได้ ผลการทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดหยาบจากพืชสมุนไพรหงอนไก่อูที่สกัดจากตัวอย่างสด ตัวอย่างผึ่งลมและตัวอย่างอบแห้งมีค่าเส้นผ่านศูนย์กลางวงใสอยู่ในช่วง 6.20-18.40 cm, 7.00-16.20 cm และ 6.40-14.60 cm ตามลำดับ ในขณะที่ผลการทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดหยาบจากพืชสมุนไพรฮ่อสะพายควายที่สกัดจากตัวอย่างสด ตัวอย่างผึ่งลมและตัวอย่างอบแห้งมีค่าเส้นผ่านศูนย์กลางวงใสอยู่ในช่วง 7.00-16.40 cm, 6.40-16.40 cm และ 6.40-16.00 cm ตามลำดับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    การวจิยัและพฒันาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการแข่งขันใน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง

    No full text
    This research aims to study and develop the potentiality of Chiang Mai agricultural communities to compete in ASEAN economic community’s competition base on sufficiency economy philosophy. Sample was the groups of agriculturists in Chiang Mai whose potentialities can compete in ASEAN economic community. 20 groups of agriculturists from 17 districts in Chiang Mai were interested and willing to attend in the project. Participatory action research (PAR), SWOT analysis and evaluation the achievement of the potentiality in production from 6 dimensions of Diamond Model belongs to Michael E. Porter were used in this study. Descriptive statistic such as percentage was used to discuss the result of this study. The study found that the strength of groups of agriculturists were that their products have good quality and have market support. The weakness was that they lack abilities to produce good quality products sufficiently in each production cycle. The opportunity was that a lot of organizations supported and assisted them both knowledge and budgets. They however confronted high competitions of agricultural products in the market both price and quantity. As a result, guidelines to develop these groups are as follow; increase the efficiency of the production by using of the resource efficiently according to sufficiency economy (88.87 % of increase) and after that agriculturists set the purpose to develop their potentiality by setting strategy related to structure and competition to ASEAN. Knowledge management from local wisdom was used to extend the value added and be used for commercial benefit (55.56%) In order to access the market., It should develop by making the integration with the government (44.44%) and develop their potentiality to access to industry and also promote as well as supports the agricultural community to compete in ASEAN (22.22%). This research project could enhance the potentiality of the groups of agriculturists as follow; developed the marketing of community’s agricultural products and the inspection as well as developed the standard of agricultural products (10.91% of increase); developed the agricultural products to be safety food (9.09% of increase); developed the groups of agricultural business base on sufficiency economy (7.27% of increase); promoted the production of organic agricultural products and extended the agriculture of communities to commercial and public benefits (5.45% of increase) including developed agricultural economy of communities (3.64% of increase). The next phase of study should develop the economy of agricultural community increasingly so that it can help to solve the agriculturists’ problems and be able to compete in ASEAN community . Keywords: Potentiality of agricultural community, ASEAN Economic Community, Sufficiency Economy Philosophyการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของชุมชนเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ และ เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนทั้งหมด 32 ตำบล และคัดกรองให้เหลือเพียง 17 ตำบล 20 ชุมชน ที่มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ศักยภาพด้วย SWOT analysis และ Diamond Model ของ Michael E. Porter อภิปรายผลด้วยข้อมูลสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยในลักษณะของสถิติเชิงพรรณนา และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาของโครงการด้วย 6 มิติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มเกษตรและสามารถหาแนวทางในการพัฒนาของชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และยังมีการใช้กระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอน เพื่อให้ได้องค์ความรู้ของกลุ่มเกษตรกรชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกิดผลของการนำไปใช้ต่อไป ผลการวิจัยพบว่าศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่มีจุดแข็ง คือ กลุ่มเกษตรกรทุกกลุ่มมีองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรจากปราชญ์เกษตรกรชุมชน นักวิจัยจึงได้ถอดบทเรียนโดยการจัดการความรู้ ได้ 6 ด้าน ได้แก่ (1) องค์ความรู้ในการจัดการปัจจัยการผลิต (2) องค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (3) องค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าปลอดภัย (4) องค์ความรู้ในการจัดการตลาด (5) องค์ความรู้ในการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดมูลค่า และ (6) องค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน (GAP) นอกจากนี้การวิเคราะห์ศักยภาพยังพบจุดอ่อนของเกษตรกรนักวิจัยจึงได้เพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มเกษตรกรผ่านกิจกรรมทั้ง 3 กิจกรรม คือ 1) “การพัฒนาแนวปฏิบัติมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย” 2) “การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตร” และ 3) “การพัฒนาแนวทาง การประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อการบริหารจัดการฟาร์มและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน” สามารถเพิ่มศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.63 ได้ผลลัพธ์ของการพัฒนา 9 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตรของชุมชน และด้านการตรวจสอบและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.36 รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมภาคการเกษตรขององค์กรภาครัฐในชุมชน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.91 ด้านการพัฒนาและต่อยอดสินค้าเกษตรในชุมชน สู่ระบบอาหารปลอดภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.09 ด้านการพัฒนากลุ่มธุรกิจเกษตร ด้วยปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.27 ด้านการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และ ด้านการต่อยอดภาคการเกษตรของชุมชนให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.45 สุดท้ายคือ ด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชน อย่างสร้างสรรค์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.64 แสดงให้เห็นว่าการวิจัยในระยะต่อไปควรที่จะให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเกษตรของชุมชนอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรให้สามารถเข้าแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    การวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มของโครงการแผนกลยุทธ์ การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในกรอบประชาคมอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปีที่ 3

    No full text
    This research aims to create value added of 9 strategic plans to increase the poetentiality of Chiang Mai communities under ASEAN communities. . It is the qualitative research and supported by quantitative research from primary data of 2,064 communities in Chaing Mai. Participatory action research including positive and negative analysis were used in this study. Descriptive analysis such as mean, percentage and standard deviation as well as content analysis were also used to fulfill the quantitative data. This study could create 32 strategic plans to increase the potentialities of community in Chiang Mai. 32 strategic plans consisted of 4 strategies; turn around , retrenchment, aggressive and stable strategies. Local administrative organizations attended in this development project could create 9 projects which helped them to increase the potentialities of communities. All of these 9 projects consisted of 1) community business; small and micro enterprise of Patan sculpture ; 2) agriculture; producing the fermentation from waste materials; 3) local administrative organizations; increasing the potentiality of communities; 4) health, hygiene and environment; one medical center project at Ontai; 5) natural resource management; project to enhance the productivities and improve agricultural standard to reach ASEAN organic agriculture; 6) children and youth; project to develop skill of youth in ASEAN; 7) elderly and disable people was happy elderly school at Huaysai district; 8) education was project to develop the potentiality of child care center towards best practice of ASEN study and 9) social and culture was project of Thai Khuen in the digital world. This research had adjusted 5 processes to be suitable with communities. All of these 5 process were as follow; 1) evaluated the internal and external environment; 2) made SWOT matrix to consider problems in order to identify both approach and aggressive strategies; 3) made the proposed which could be the choices for communities to select for operation regarding how to allocate resources and make plans; 4) develop the potentiality of community and 5) the result of developing the strengths of community was important because information would be used to adapt plans and strategies and be supported by local administrative organizations. This was consistent to Chaisit Chalermmepasert and John M Bryson (1995) explained that strategic management means the operation to attain the goal of organization by making relationship of organizations to be suitable with environment and stakeholders. The next phase of study should develop to operation staffs including follow up and make the evaluation for achievement as the best practice for other communities.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการแผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ในกรอบประชาคมอาเซียน ทั้ง 9 ด้าน คือ ด้านธุรกิจชุมชน ด้านเกษตร ด้านสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเด็กและเยาวชน ด้านผู้สูงอายุและผู้พิการ ด้านการศึกษา และด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น 2,064 ชุมชน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ข้อเสนอแนะ และแนวทางเตรียมความพร้อมของชุมชน กรณีวิเคราะห์เชิงปริมาณจะอภิปรายผลด้วยสถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา มาประมวลเพื่อยืนยันหรือเสริมข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความสมบูรณ์ขึ้น ผลการวิจัยพบว่า สามารถสร้างกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ได้จำนวน 32 กลยุทธ์ ประกอบไปด้วย 4 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์พลิกฟื้น กลยุทธ์ตัดทอน กลยุทธ์เชิงรุก และกลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะใช้กลยุทธ์ที่ได้ไปจัดทำแผนและโครงการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในแต่ละด้าน และยื่นขออนุมัติจากผู้บริหารและทีมสภาของเทศบาลตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อนำแผนไปสู่การดำเนินงาน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการได้สร้างโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มของการวิจัยครั้งนี้ให้บรรจุลงในแผนของอปท. โดยโครงการที่อปท.ได้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนสู่ประชาคมอาเซียน มีทั้งหมด 9 โครงการ โดยโครงการด้านธุรกิจชุมชน คือ โครงการวิสาหกิจชุมชนประติมากรรมดินเผาบ้านป่าตาล ด้านเกษตรชุมชน คือ โครงการผลิตปุ๋ยจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ โครงการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนทั้ง 8 ด้าน ด้านสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม คือ โครงการศูนย์สุขภาพหนึ่งเดียวตำบลออนใต้ร่วมกับแรงงานเพื่อนบ้าน ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ คือ โครงการการยกระดับผลผลิต และเพิ่มคุณภาพทางการเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์อาเซียน ด้านเด็กและเยาวชน คือ โครงการพัฒนาทักษะเยาวชนอาเซียน ด้านผู้สูงอายุและผู้พิการ คือ โครงการโรงเรียนผู้สูงอายุนิมิตรสุขตำบลห้วยทรายอยู่กับอาเซียนอย่างมีความสุข ในด้านการศึกษา คือ โครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่ต้นแบบอาเซียนศึกษา ส่วนด้านสังคมและวัฒนธรรม คือ โครงการไทเขินในโลกดิจิทัล การวิจัยครั้งนี้ได้ปรับให้เหมาะสมกับชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกและภายใน (2) ระบุประเด็นที่จะนำไปสู่การวางกลยุทธ์ เป็นการประมวล จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือ การทำ SWOT matrix เพื่อพิจารณา ปัญหา ช่องว่าง และประเด็น ที่ควรจะกำหนดกลยุทธ์ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก (3) การกำหนดกลยุทธ์ เป็นการจัดทำข้อเสนอในรูปของทางเลือกต่าง ๆ ที่ควรจะดำเนินงาน ทั้งในส่วนของงานประจำและงานโครงการ การศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ การจัดสรรทรัพยากร และการจัดทำเอกสารแผน (4) วิธีการพัฒนาศักยภาพของชุมชน และ (5) ผลการพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน เป็นขั้นตอนท้ายสุดที่มีความสำคัญ เพราะในการประเมินผลจะนำข้อมูลไปใช้สำหรับการปรับกลยุทธ์และแผนต่อไป โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงาน จนเกิดผลสัมฤทธิ์เชิงรูปธรรม สอดคล้องกับแนวคิดของชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ (2546) และ John M.Bryson (1995) ซึ่งอธิบายว่าการบริหารเชิงกลยุทธ์ หมายถึง การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป้าประสงค์ตามพันธกิจ (mission) หรือภารกิจขององค์กร โดยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากองค์กร (stakeholders) ซึ่งในระยะต่อไปของการวิจัยเรื่องแผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มธุรกิจชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ต้องพัฒนาไปให้ถึงระดับปฏิบัติการ มีการติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จนเป็นต้นแบบ (Best Practice) ให้กับชุมชนอื่นต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    แผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถ ของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน ปีที่ 3

    No full text
    This research aims to develop the strength of Chiang Mai agriculturist groups towards sharing and adaption under ASEAN community and also suggest the guidelines to increase the potentialtiy of Chiang Mai agriculturist groups . It is the qualitative research and supported by quantitative research from primary data of 2,064 communities in Chaing Mai. Participatory action research including positive and negative analysis were used in this study. Descriptive analysis such as mean, percentage and standard deviation as well as content analysis were also used to fulfill the quantitative data. The result was that there were 11 issues to prepare the readiness of agriculturist groups which belong to local administrative organizations when ASEAN community are opened and 8 issues that local administrative organizations should be prepared . 17 issues related to problems of local adminstrative organizations. 12 guidelines to solve problems of local adminstrative organizations. There were 13 issues as guidelines for agriculturist groups particularly promoting the potentility of people in agriculture such as provided the experts to give knowledge and promote the forming of agricultural groups and make the readiness for agricultural communities when ASEAN community opens and 20 issues for local agriculturist groups to prepare themselves when ASEAN community starts. There were 15 issues for agriculturists prepare themselves to access to ASEAN ,17 issues relate to problems and obstacles for the operation of agricultural communities. There were 10 guidelines for problem solving the operation of agriculturists of communities such as providing budgets from outside communities , training agriculturists relate to ASEAN, giving knowledge in language and the positive and negative impacts of ASEAN as well as the chance to develop communities after ASEAN was opened. In addition, 4 guidelines were also suggested to make the readiness of community business; 1) invite the experts to give knowledge in ASEAN , language and the impact for community both positive and negative towards community after ASEN community were opened as well as making the guidebooks relate to ASEAN and distributed to local people; 2) suggest local people how to make the readiness to confront the problems of alien labours, contagious diseases; 3) promote and motivate community tourism and 4) make the collaboration with leaders of communities and look for ways to solve problems . Concerning the environmental evaluation, the strength of community was that organic agriculture should be promoted. The weakness was that agriculturists lack knowledge in agriculture. The external factor; opportunity used to create the strategy was that training agriculturists concerning the fermentation from waste materials. The threats was that they lacked budgets to support. 4 strategies were created; 1) turn around strategy, local administrative organization should train agriculturist concerning organic agriculture, language, agricultural processed ; 2) retrenchment strategy; local administrative organization should support the budgets in training; 3)aggressive strategy ; agriculturists should be trained in doing organic agriculture and 4) stable strategy , local administrative organization should support budget to promote organic agriculture. This study could motivate local community to make the project namely producing the fermentation from waste materials . This project aims to make the readiness for people in community to access to ASEAN community. This project had provided knowledge and skill both in language and media of public relations and created network with local people to become ASEAN community. This project was supported by local administrative organization in 2018.The next phase of study will follow up and evaluate the result of study to fulfill the strategy to increase the potentiality of agriculturists under ASEAN community.การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการแบ่งปันและการปรับตัว ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน และเพื่อเสนอแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลปฐมภูมิของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสิ้น 2,064 ชุมชน อาศัยวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ข้อเสนอแนะ และแนวทางเตรียมความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรชุมชน กรณีวิเคราะห์เชิงปริมาณจะอภิปรายผลด้วยสถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา มาประมวลเพื่อยืนยันหรือเสริมข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความสมบูรณ์ขึ้น ผลการวิจัยพบว่า วิธีการเตรียมความพร้อมในองค์กร (อปท.) ของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน การวิจัยพบว่า มีทั้งหมด 11 ประเด็น สำหรับแนวทางรับมือการเตรียมความพร้อมในองค์กร (อปท.) ของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 8 ประเด็น ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในองค์กร (อปท.) ของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 17 ประเด็น และแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในองค์กร (อปท.) ของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 13 ประเด็น โดยเฉพาะการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านเกษตร โดยการจัดหาวิทยากรเข้ามาให้ความรู้ และการส่งเสริมการรวมกลุ่มทางการเกษตร และวิธีการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน การวิจัยพบว่า มีทั้งหมด 20 ประเด็น สำหรับแนวทางรับมือการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 15 ประเด็น ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานให้กับชุมชนของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 17 ประเด็น และสำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานให้กับชุมชน ของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 10 ประเด็น เช่น การจัดหางบประมาณสนับสนุนจากภายนอก และอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ความช่วยเหลือที่ต้องการและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการเตรียมความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ (1) เชิญวิทยากรเข้ามาให้ความรู้อาเซียน ความรู้ด้านภาษา และกระทบเชิงบวกเชิงลบ รวมถึงโอกาสในการพัฒนาชุมชนหลังเปิดประชาคมอาเซียนและจัดทำคู่มือเผยแพร่ในเรื่องของอาเซียน (2) แนะนำวิธีการเตรียมความพร้อมในการรับมือจากแรงงานต่างด้าว และปัญหาโรคติดต่อ (3) เข้ามาช่วยส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในชุมชน และ (4) ประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชนและร่วมหาวิธีแก้ไขร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่น การวิจัยเริ่มจากการประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในขององค์กร โดยปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน โดยรายละเอียดปัจจัยภายในด้านจุดแข็งที่ชุมชนพิจารณาเลือก คือ การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ และด้านจุดอ่อน คือ เกษตรกรขาดความรู้ทางการเกษตร ส่วนปัจจัยภายนอกที่จะนำมากำหนดกลยุทธ์นั้น ด้านโอกาสชุมชนได้พิจารณาเลือก คือ อบรมให้ความรู้เกษตรกร เช่น การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ และด้านอุปสรรค คือ ขาดงบประมาณสนับสนุน จากนั้นทำการกำหนดกลยุทธ์ได้ 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) กลยุทธ์พลิกฟื้น คือ อปท. อบรมให้ความรู้เกษตรกร เช่น เกษตรอินทรีย์/ภาษา/การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (2) กลยุทธ์ตัดทอน คือ อปท. ให้งบประมาณสนับสนุนการจัดการอบรมให้ความรู้เกษตรกร (3) กลยุทธ์เชิงรุก คือ อปท. อบรมให้ความรู้เกษตรกรในการทำเกษตรอินทรีย์ เช่น การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ และ (4) กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ คือ อปท. สนับสนุนด้านงบประมาณส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ จากกลยุทธ์ทั้ง 4 กลยุทธ์ข้างต้น ชุมชนได้นำไปจัดทำแผนการดำเนินงานแผนกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน โดยจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่ได้สร้างไว้ เป็นการนำแผนไปสู่การดำเนินงาน ซึ่งโครงการของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน ที่ให้ชุมชนเข้าร่วมงานวิจัยครั้งนี้ ได้จัดทำ “โครงการการผลิตปุ๋ยจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงาน/ชุมชนรับรู้และเข้าใจเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี พ.ศ. 2560 และเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ (ด้านภาษา ด้านสื่อเทคโนโลยี และสื่อประชาสัมพันธ์) ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของข้าราชการ รวมทั้งเพื่อสร้างเครือข่ายกับประชาชนในการขับเคลื่อนการเป็นประชาคมอาเซียน โดยโครงการดังกล่าวได้ผ่านการจัดทำแผนงานและโครงการผ่านเทศบัญญัติขององค์กรชุมชน และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งโครงการวิจัยในระยะต่อไปจะได้ดำเนินการปฏิบัติการและติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสมบูรณ์ของกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน ในกรอบประชาคมอาเซียน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    The Adoption and Marketing Opportunities in Arabica Coffee Products of Community Enterprises in Mae Hong Son Province

    No full text
    This research aims (1) to study the consumer behavior of Arabica coffee in Thailand, (2) to analyze the marketing opportunity of the Arabica coffee in the Mae Hong Son province community enterprise, and (3) to examine the adoption of the Arabica among the Mae Hong Son province community enterprise especially the community enterprises in Mae Hong Son province, the accomplices, and the consumers of Arabica in Thailand by applying the Purposive sampling with analysis of SWOT analysis and TOWS Matrix The finding of the consumer behavior of Arabica coffee in Thailand suggests that the instant coffee is popular among coffee consumers. In addition, the result of examining the adoption of the Arabica in Thailand found that most of the consumers are not familiar with the Arabica coffee product of the Mae Hong Son community enterprise due to its regularity and similarity with other's brands' design. All in all, there are consumers' adoptions of Arabica coffee product in Mae Hong Son ranking by the highest adoption of roasted coffee, ground coffee, and instant coffee respectively. For the analysis of the marketing opportunity of the Mae Hong Son community enterprise Arabica coffee, the results suggest that the government should encourage the Arabica coffee market system domestically and internationally, building a network among Mae Hong Son community enterprises, and develop the network of buyers.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคกาแฟอาราบิก้าของผู้บริโภคในประเทศไทย 2) วิเคราะห์โอกาสทางการตลาดสินค้ากาแฟอาราบิก้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ3) ทดสอบการยอมรับสินค้ากาแฟอาราบิก้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้บริโภคกาแฟอาราบิก้าในประเทศไทย ซึ่งการเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหาและ SWOT Analysis ร่วมกับการวิเคราะห์ TOWS Matrix ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคกาแฟอาราบิก้าของผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า พบว่า รูปแบบกาแฟที่กลุ่มผู้บริโภคนิยมดื่ม คือ กาแฟสดพร้อมดื่ม สำหรับผลการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าของผู้บริโภคในประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริโภคไม่เคยเห็นและไม่รู้จักผลิตภัณฑ์กาแฟของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากรูปแบบผลิตภัณฑ์มีลักษณะคล้ายกับผลิตภัณฑ์ทั่วไปในตลาด ทั้งนี้ โดยภาพรวมผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยให้การยอมรับประเภทกาแฟคั่วมากที่สุด รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทกาแฟคั่วบด และผลิตภัณฑ์ประเภทกาแฟสำเร็จรูป และผลวิเคราะห์โอกาสทางการตลาดสินค้ากาแฟอาราบิก้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า กลยุทธ์ที่หน่วยงานภาครัฐควรดำเนินการเร่งด่วนมากที่สุด คือ การส่งเสริมระบบตลาดของกาแฟอาราบิก้าภายในและต่างประเทศและการสร้างเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและพัฒนาเครือข่ายกลุ่มรับซื้อมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    การขยายพันธุ์หญ้าหวานโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบแช่ชั่วคราว

    No full text
    The study of Stevia growth and development factors for micropropagation in Temporary Immersion bioreactor (TIB). First factor, Immersion frequency, was study by In vitro Stevia nodal explants (0.0187 g DW.) were cultured in TIB with liquid MS medium supplemented with Kinetin 3 mg/L. Media were fed with air flow regulated using automatic timer with immersion frequency of 3 minutes every 3, 4, 6, 8 and 12 hour period. Cultures were cultivated in 25°C, photoperiod of 16 h for 4 weeks. It was found that treatment of immersion frequency of 3 minutes every 3 hour period showed the highest average dry weight (0.0408 g DW.) and shoot production (3.6000 shoots per explant) with significantly. Then, immersion period was study by explants were cultured in TIB with immersion periods of 1, 3, 5, 7 and 10 minutes every 3 hour period. Cultures were cultivated in 25°C, photoperiod of 16 h for 4 weeks. The result also showed that immersion frequency of 3 minutes every 3 hour period produced the highest average dry weight (0.0405 g DW.) and shoot production (3.6000 shoots per explant) with significantly. Finally, culture condition was study by nodal explants were cultured in liquid MS medium supplemented with Kinetin 3 mg/L agitated at 110 rpm, ager MS medium supplemented with Kinetin 3 mg/L and TIB with immersion periods of 3 minutes every 3 hour period. All cultures were cultivated in 25°C, photoperiod of 16 h for 4 weeks. The was found that TIB showed the highest average dry weight (0.0405 g DW.) with significantly. However, TIB and agar media induced shoot production at 3.6000 and 3.1429 shoots per explant, respectively higher than liquid medium with significantly. The results indicated that TIB system can be used for Stevia micropropagation and this system can be used for plant industry.การศึกษาการขยายพันธุ์หญ้าหวานด้วยระบบจุ่มแช่ชั่วคราว (TIB) โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพืชได้แก่ ปัจจัยแรก คือ ความถี่ในการเติมอาหารโดยการนำชิ้นส่วนข้อของหญ้าหวานซึ่งมีน้ำหนักแห้งเฉลี่ยประมาณ 0.0187 g ไปเลี้ยงในระบบ TIB โดยเติมอาหารเหลวสูตร MS ร่วมกับ Kinetin 3 mg/L ครั้งละ 3 นาที ทุก ๆ 3, 4, 6. 8 และ 12 ชั่วโมง ทั้งหมด 5 ชุดการทดลอง ชุดการทดลองละ 45 ซ้ำ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นนำมาวัดจำนวนยอด และน้ำหนักแห้ง พบว่าชุดการทดลองที่เติมอาหารวันละ 8 ครั้ง หรือทุก ๆ 3 ชั่วโมง มีน้ำหนักแห้งเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 0.0408 g และให้จำนวนยอดเฉลี่ยมากที่สุด คือ 3.6000 ยอดต่อชิ้นเนื้อเยื่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 จากนั้นจึงศึกษาปัจจัยที่สอง คือ ระยะเวลาในการเติมอาหาร เนื่องจากการทดลองที่ 1 พบว่าชิ้นส่วนหญ้าหวานภายหลังการเพาะเลี้ยงในระบบ TIB โดยเติมอาหารครั้งละ 3 นาที ทุกๆ 3 ชั่วโมง สามารถชักนำให้ชิ้นส่วนมีน้ำหนักแห้ง และจำนวนยอดมากที่สุด ดังนั้นจึงกำหนดให้ความถี่ในการเติมอาหารเท่ากัน คือ เติมอาหารทุก ๆ 3 ชั่วโมง แต่ในแต่ละครั้งจะมีการเติมอาหารด้วยช่วงเวลาที่แตกต่างกัน คือ 1, 3, 5, 7 และ 10 นาทีต่อครั้ง ทุก ๆ 3 ชั่วโมง ทำการเพาะเลี้ยงในระบบ TIB เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าชุดการทดลองที่เติมอาหารครั้งละ 3 นาทีจะให้น้ำหนักแห้ง และจำนวนยอดสูงกว่าชุดการทดลองอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 คือ 0.0405 กรัม และ 3.6000 ยอดต่อชิ้นเนื้อเยื่อ ตามลำดับ และจากการทดลองที่ 1 และ 2 พบว่าชิ้นส่วนหญ้าหวานภายหลังการเพาะเลี้ยงในระบบ TIB โดยเติมอาหารครั้งละ 3 นาที ทุกๆ 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถชักนำให้ชิ้นส่วนมีน้ำหนักแห้ง และจำนวนยอดมากที่สุด ดังนั้นในการทดลองที่ 3 จึงได้นำชุดการทดลองดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับการเพาะเลี้ยงในอาหารเหลวบนเครื่องเขย่าความเร็ว 110 รอบต่อนาที และการเพาะเลี้ยงบนอาหารวุ้น โดยให้แสง 16 ชั่วโมงต่อวัน ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เพาะเลี้ยงเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เช่นเดียวกัน ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการเพาะเลี้ยงในระบบ TIB จะทำให้ได้น้ำหนักแห้งเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.0405 กรัม ซึ่งมากกว่าการเพาะเลี้ยงในอาหารเหลว และอาหารวุ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ในขณะที่การเพาะเลี้ยงในระบบ TIB และอาหารวุ้นให้จำนวนยอดเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติ คือ 3.6000 และ 3.1429 ยอดต่อชิ้นเนื้อเยื่อตามลำดับ และอาหารเหลวทำให้เกิดจำนวนยอดเฉลี่ยได้น้อยที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ดังนั้นการเพาะเลี้ยงชิ้นส่วนขอของหญ้าหวานในระบบ TIB โดยการเติมอาหารเหลวสูตร MS ร่วมกับ Kinetin ความเข้มข้น 3 mg/L น้ำตาล 30 กรัมต่อลิตร ปรับ pH เป็น 5.9 ครั้งละ 3 นาที ทุก ๆ 3 ชั่วโมง โดยนำไปเลี้ยงในสภาวะให้แสง 16 ชั่วโมงต่อวัน ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส จะสามารถชักนำให้ได้น้ำหนักแห้งมากกว่าการเพาะเลี้ยงในอาหารเหลว และบนอาหารวุ้น นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถชักนำให้เกิดจำนวนยอดเฉลี่ยได้มากกว่าการเพาะเลี้ยงในอาหารเหลวอีกด้วย การเพาะเลี้ยงด้วยระบบ TIB จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประยุกต์ใช้เพื่อการผลิตต้นอ่อนหญ้าหวานในระดับอุตสาหกรรมต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    The Bio-fertilizer from local Macro Algae and Mycorrhiza for using instated of Chemical fertilizer and enhanced the rice yield.

    No full text
    The main aim of the research is to study the application of bio-fertilizer from local Macro Algae and Mycorrhiza for using instated of Chemical fertilizer and enhanced the rice yield. The mycorrhiza and cyanophyta macroalgae strain were collected from Pharo and Mae Tang District. The media development and the methods to use the mycorrhiza were studied to produce an organic fertilizer by using mycorrhiza and Nostoc sp. The bio-fertilizer sample were tested by mixing with the non-chemicals from organic paddy field from Pharo and Mae Tang District. The major nutrient as nitrogen, potassium and phosphorus were investigated every consecutives 3 days for 6 weeks. The results shown that the nutrient were not significantly different between control and treatment before 3 weeks. However, after 3 weeks the nutrient concentration were raised up in every treatment. The nutritional enhances from mychorrhyza and blue green microalgae were depended on the ration of bio-fertilizer using. Moreover, the duration from the first inoculum was delayed because of the conversion from organic to inorganic.การผลิตปุ๋ยไมคอร์ไรซาสำหรับทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับนาข้าวอินทรีย์ และเพิ่มผลผลิต โดยแยกและคัดเลือกสายพันธุ์เชื้อราไมคอร์ไรซา และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินขนาดใหญ่จากนาข้าวในพื้นที่ อำเภอพร้าว และอำเภอจอมทอง และปลูกถ่ายลงในวัสดุที่เหมาะสมเพื่อขยายพันธุ์และพัฒนารูปแบบการใช้งานโดยหาวัสดุทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ทดลองสร้างปุ๋ยชีวภาพสามารถสร้างปุ๋ยชีวภาพ 2 ชนิดได้แก่ ปุ๋ยชีวภาพหัวเชื้อไมคอร์ไรซ่าและปุ๋ยชีวภาพหัวเชื้อ Nostoc sp. และเมื่อนำปุ๋ยชีวภาพทั้ง 2 ชนิดมาทำการผสมกับดินนาข้าวอินทรีย์ทั้ง 2 แหล่งคือ ดินนาข้าวอินทรีย์จากอำเภอพร้าวและดินนาข้าวอินทรีย์จากอำเภอจอมทองแบ่งชุดการทดลองได้ 22 ชุดการทดลอง เพื่อหาปริมาณของธาตุอาหารหลักในดินคือ ปริมาณของค่าไนโตรเจน ปริมาณของค่าฟอสฟอรัสและปริมาณของค่าโพแทสเซียมโดยทำการทดลอง 6 สัปดาห์และทำการซุ่มเก็บตัวอย่างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากการทดลองผสมปุ๋ยชีวภาพกับดินนาข้าวอินทรีย์แล้วผลปรากฏว่าในสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 3 ปุ๋ยชีวภาพทั้ง 2 ชนิดยังอยู่ในช่วงการปรับตัวของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งทำให้ค่าของธาตุอาหารหลักยังคงที่และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังจากผ่านช่วงสัปดาห์ที่ 3 แล้วประสิทธิภาพของปุ๋ยชีวภาพทั้ง 2 ชนิดในทุกชุดการทดลองได้เพิ่มปริมาณของธาตุอาหารหลักในดินทั้ง 2 แหล่งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับชุดควบคุมของดินนาข้าวอินทรีย์ทั้ง 2 แหล่ง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของธาตุอาหารหลักแปรผันกับปริมาณในการใช้ปุ๋ยชีวภาพ และระยะเวลาในการปล่อยให้เชื้อจุลินทรีย์ในปุ๋ยชีวภาพได้ทำการเปลี่ยนสารอินทรีย์ให้กลายเป็นสารอนินทรีย์ที่เหมาะสมกับการดูดซึมของข้าวมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    0

    full texts

    1,393

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇