ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
1393 research outputs found
Sort by
เสาเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นหน้าตัดซีประกอบและหน้าตัดสี่เหลี่ยมภายใต้แรงอัดตามแนวแกน
This research has studied the C channel built up cold formed steel column and hollow square cold formed steel column under axial compression. To study the force behavior and compressive strength of columns. The cross-sectional area used in the study is the cross-sectional area commonly used in general construction work such as roof structures, building housings. The study was conducted on 6 steel columns, divided into 3 groups. Typical usage cases include: Example 1, the cross-section of the C-channel built up, welding by throughout of length. Example 2: the cross-section of the C-channel built up for spacing of 12.5 cm. and group 3 is the hollow square steel cross section. C-channel steel used for making the sample of C-channel size 75x45x1.5 mm, 1.8 mm thick. The welding process is throughout of length and spacing of 12.5 cm for steel hollow section. Size: 75x75 mm., Thickness: 1.8 mm. Test the compressive strength of the test specimen in the axial until the steel failure. The results showed that The three groups tested a similar failure, namely Local Buckling, on the thin sheet of the column. And short-form collapses. Columns are formed until the deformation. In group 2, the failure is caused by local buckling and the separation of the C-channel steel. The pattern of failure was more severe than the groups 1 and 2. Group 1 and 2, the only deflection on the flats, causes the columns to break down before the yield compressive strength is reached. The compressive strength obtained from the tests showed that the compressive strengths of groups 1 and 2 were higher than that of compressive strength and the spacing of 12.5 cm does not affect the compressive strength. The compressive strength obtained from the test was compared with the AISC (2005) design standard. It was found that the compressive strength obtained from the test was higher than that obtained from the standard calculation of 40-80%โครงการวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเสาเหล็กขึ้นรูปเย็นหน้าตัดซีประกอบและหน้าตัดสี่เหลี่ยมภายใต้แรงอัดตามแนวแกน เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงและกำลังการรับแรงอัดของเสา ขนาดหน้าตัดที่ใช้ในการศึกษาเป็นขนาดหน้าตัดที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น โครงสร้างหลังคาบ้านพักอาคาร หรือโครงสร้างอาคารขนาดเหล็ก เป็นต้น การศึกษาทำการทดสอบตัวอย่างเสาเหล็กจำนวน 6 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 3 กลุ่มตัวอย่าง ตามกรณีการใช้งานทั่วไป ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ 1 เสาเหล็กหน้าตัดซีประกอบเชื่อมติดตลอดความยาวเสา กลุ่มตัวอย่างที่ 2 เสาเหล็กหน้าตัดซีประกอบเชื่อมติดเว้นระยะห่าง 12.5 cm และกลุ่มที่ 3 เสาเหล็กหน้าตัดสี่เหลี่ยมกลวง เสาเหล็กหน้าตัดซีที่ใช้ในการทำตัวตัวอย่างเสาเหล็กซีขนาด 75x45x1.5 mm หนา 1.8 mm ทำการเชื่อมประกอบติดตลอดความยาวเสาจำนวน 2 ตัวอย่าง และเชื่อมเว้นระยะห่าง 12.5 cm จำนวน 2 ตัวอย่าง สำหรับเสาเหล็กหน้าตัดสี่เหลี่ยมกลวงขนาด 75x75 mm หนา 1.8 mm จำนวน 2 ตัวอย่าง ทดสอบให้แรงอัดสถิตกระทำกับเสาเหล็กตัวอย่างทดสอบตามแนวแกนจนกระทั้งเสาเหล็กตัวอย่างเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบพบว่า กลุ่มตัวอย่างทดสอบทั้ง 3 กลุ่มเกิดการวิบัติที่คล้ายกัน คือ การวิบัติเกิดจากการโก่งเดาะเฉพาะที่ (Local Buckling) บนแผ่นบางของเสา และการวิบัติเกิดรูปแบบเสาสั้น เสาเกิดการบัดอัดจนเสียรูป แต่ในกรณีกลุ่มตัวอย่างที่ 2 การวิบัตินั้นเกิดจากการโก่งเดาะเฉพาะที่บนแผ่นบางของเสา และการโก่งแยกออกจากกันของเสาเหล็กซีที่ประกอบกัน ทำให้รูปแบบการวิบัติมีความรุนแรงกว่ากลุ่มตัวอย่าง 1 และ 2 การโก่งเดาะเฉพาะที่บนแผ่นบางขอเสาทำให้เสาเกิดการวิบัติก่อนที่กำลังรับแรงอัดของเสาจะที่จุดคราก ค่ากำลังรับแรงอัดที่ได้จากการทดสอบ พบว่า ค่ากำลังรับแรงอัดของกลุ่มตัวอย่างที่ 1 และ 2 จะมากกว่าค่ากำลังรับแรงอัดกลุ่มตัวอย่างที่ 3 เมื่อเปรียบเทียบผลของการเชื่อมพบว่ารูปแบบของการเชื่อมกลุ่มตัวอย่างที่ 2 คือเชื่อมเว้นระยะห่าง 12.5 cm ไม่มีผลทำให้ค่ากำลังรับแรงอัดลดลง ค่ากำลังรับแรงอัดที่ได้จากการทดสอบนำไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานการออกแบบ AISC (2005) พบว่าค่ากำลังรับแรงอัดที่ได้จากการทดสอบมากกว่าค่าที่ได้จากการคำนวณตามมาตรฐาน 40-80%มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ศักยภาพการให้ผลผลิตและลักษณะการเจริญเติบโตของชาเมี่ยง ในตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
This research was study on Yield potential and growth performance of Meang Tea (camellia sinensis var. assamica) in Tambon Phapae MaeTang District Chiang Mai Provience. The objective of this research was study on Yield potential and growth performance of Meang Tea under a natural condition during December 2017 to September 2018. The study was used the participatory action research by surveying and collecting the Natural Meang Tea cultivation method in the demonstration fileds selected from potential farmer in Meang Tea genetic conservation that started planting in August until September 2018. The study on the potential growth of Meang Tea was found that 1) The average height of the Meang Tea increased by 1.3 cm. in a month, 2) The number of average new shoots increased by 2 leaves and 3) The length of average new shoots increased by 0.7 cm. The yield potential analysis of the Meang Tea that grows over 10 years in the demonstration field was found that the average shrub size (width length) was (70 80) cm. The average height was 180 cm. and the average number of branches was 13 branches per tree. The yield average was 1.2 Kg./tree/time. It depend on the season, which affects the young leaves of Meang Tea. The Meang Tea cultivation of farmers that located on Moo 2, PhangMaKluay Village, Tambon Phapae, MaeTang District, Chiang Mai Provience was a way of life since the ancestors. They learn how to plant, maintain, harvest and process throughout the year. Therefore, this research aims to achieve the goal of Meang Tea genetic conservation that remain in their community.โครงการวิจัยศักยภาพการให้ผลผลิตและลักษณะการเจริญเติบโตของชาเมี่ยง (camellia sinensis var. assamica) ในตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงลักษณะการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของต้นชาเมี่ยงในสภาพธรรมชาติ ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึง กันยายน 2561 ใช้วิธีการสำรวจและเก็บข้อมูลวิธีการเขตกรรมชาเมี่ยงของเกษตรกรโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตและผลผลิตของชาเมี่ยงในสภาพธรรมชาติ จากแปลงสาธิตที่คัดเลือกจากเกษตรกรที่มีศักยภาพเพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมชาเมี่ยง ซึ่งเริ่มปลูกในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน 2561 จากการศึกษาศักยภาพในการเจริญเติบโตของต้นชาเมี่ยง พบว่า 1) ความสูงของต้นชาเมี่ยงมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นในระยะเวลา 1 เดือน โดยเฉลี่ย 1.3 เซนติเมตร 2) มีจำนวนใบที่แตกใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2 ใบ และ 3) ความยาวของใบที่แตกใหม่โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.7 เซนติเมตร สำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพในการให้ผลผลิตของต้นชาเมี่ยงในแปลงสาธิตที่มีอายุมากกว่า 10 ปี พบว่า มีขนาดทรงพุ่ม (กว้าง ยาว) โดยเฉลี่ยเท่ากับ (70 80) เซนติเมตร มีความสูงของต้นโดยเฉลี่ย เท่ากับ 180 เซนติเมตร และมีจำนวนกิ่งแขนงหลักที่ให้ผลผลิตได้โดยเฉลี่ย 13 กิ่งต่อต้น สำหรับผลผลิตของใบเมี่ยงสดโดยเฉลี่ยครั้งละ 1.2 กิโลกรัมต่อต้น ขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่มีผลต่อการแตกใบอ่อนของต้นชาเมี่ยง การเขตกรรมชาเมี่ยงของเกษตรกรหมู่ที่ 2 บ้านปางมะกล้วย ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวิถีชีวิตของชุมชนมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ทำให้รู้ถึงวิธีการปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว และแปรรูป ทำได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้บรรลุเป้าหมายที่นำไปสู่การอนุรักษ์พันธุกรรมชาเมี่ยงให้คงอยู่ในชุมชนต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
An Economic Valuation Assessment of the Operational Process of Meang Tea producer group in Tambon Pa Pae, Mae Taeng District, Chiang Mai Province
This research aims to (1) investigate the impact of the use of Chiang Mai Rajabhat University's study on the development of Assam tea producer in Pa Pae Sub-district through the index of economic, social, and environmental aspects (2) evaluate the assessment of economic value of the study on the development of Assam tea producer in Pa Pae Sub-district which focuses on the target group of Assam tea farmers in Pa Pae Sub-district by the evaluation of the use of the study using KPI of economic, social, and environment aspects with assessment of economic value.
The result of this research found that the overall index of the assessment of the use of the study in terms of economic, social, and environmental aspects on the Assam tea farmers in Pa Pae Sub-district is in the average level. In addition, the assessment of economic value of the use of the study in a community after passing on the knowledge has contributed to economic value. Moreover, the assessment of economic value from the value-added terms of money has shown the worthiness of value. Furthermore, in terms of social aspect, there are cooperations among the community. There are also the reduction in household expenditure with the solution of the environmental issue via the decline in using the resource in the community, which reflects that knowledge transfer to the group of Assam tea farmers in Pa Pae Sub-district could contribute to developed and appeared to be the great choice for the community to expand the boundary for the investment in economic value.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในการพัฒนากลุ่มผู้ผลิตชาเมี่ยงในตำบลป่าแป๋ ผ่านตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ2) ประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์และความคุ้มค่าจากผลงานวิจัยการพัฒนากลุ่มผู้ผลิตชาเมี่ยงในตำบลป่าแป๋ โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตชาเมี่ยงในพื้นที่ตำบลป่าแป๋ โดยการประเมินการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ผ่านตัวชี้วัด (KPI) ด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านสิ่งแวดล้อมและประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์และความคุ้มค่า
ผลการวิจัย พบว่า ภาพรวมดัชนีการประเมินผลกระทบจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตชาเมี่ยงในพื้นที่ตำบลป่าแป๋อยู่ในระดับปานกลาง และผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของผลผลิตทางการวิจัยที่ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ หลังจากการถ่ายทอดนั้นก่อให้เกิดความคุ้มค่า และการประเมินความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนที่เป็นตัวเงินก็สามารถชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า รวมถึงเกิดผลลัพธ์ในด้านสังคม คือ เกิดความร่วมมือในชุมชน อีกทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จากการลดใช้ทรัพยากรในชุมชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตชาเมี่ยงในพื้นที่ตำบลป่าแป๋ทำให้เกิดการพัฒนาต้นแบบและเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับชุมชนที่จะนำไปต่อยอดขยายผลเพราะมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Assessment of Wind Energy Potential in Future over Northern Thailand by High Resolution Climate Model
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาศักยภาพพลังงานลมบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยโดยเชื่อมโยงผลลัพธ์จากแบบจำลองภูมิอากาศโลก CCSM3 สำหรับเป็นเงื่อนไขขอบเขตและเงื่อนไขเริ่มต้น กับแบบจำลอง WRF ในช่วงปี ค.ศ.2000-2004 ผลการวิจัยพบว่า อัตราเร็วลมสูงสุดรายวันเฉลี่ยที่ได้จากแบบจำลองส่วนใหญ่มีค่ามากกว่าข้อมูลตรวจวัด ยกเว้นสถานีตรวจวัดจังหวัดเชียงใหม่ ลำปางและลำพูนที่มีค่าต่ำกว่าข้อมูลตรวจวัด โดยมีค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความผิดพลาดกำลังสองของทุกสถานีมีค่าอยู่ระหว่าง 0.96-2.07 m/s และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.51-0.69 อัตราเร็วลมสูงสุดรายวันเฉลี่ยทางตอนบนของภาคซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีค่าน้อยกว่าทางตอนล่างของภาคซึ่งเป็นพื้นที่ราบ และอัตราเร็วลมสูงสุดรายวันเฉลี่ยในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ และเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน มีค่าต่ำกว่าอัตราเร็วลมสูงสุดรายวันเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม และเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ผลกระทบของมลพิษในระบบนิเวศนาข้าวต่อสิ่งมีชีวิต ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
This study aims to explore and investigate the effects of pollution in rice field at Mae
Tang district, Chiang Mai province. The methods were separate in two sections, first
section was use questionnaire for investigate 50 farmers about pesticide used in rice
field by random during July to November 2017 which cover sever sub-district area in
Mae Tang. The second section was performed by analysis data from first section, the
Tier I Rice Model - Version 1.0 - Guidance for Estimating Pesticide Concentrations in
Rice Paddies from US EPA 2012 was used in this section. The results revealed that
farmers used pesticide 23 products. The majority was herbicides 53% followed by
insecticide and fungicide 32 % and 15% respectively. In addition, the most used and
applied on field was Hecdonan95 875 hectare. In term of estimate pesticide
concentration in rice field found that 2,4-D Sodium salts 27304.92 µg/L. This chemical
used for kill weed by root and leaf and it can be persistence in environment 1-4 weeks
and harmful for farmer which effect on digestive systems, heart muscle and nervous
system. However, 2,4-D sodium salt is not resistance in the environment and can be
degrade by microbial or environmental condition within 7 day. Therefore, it can be
said that this chemical has minor effects on organism in the environment.การศึกษาสำรวจและติดตามผลการใช้สารปราบศัตรูพืชในนาข้าวในพื้นที่อำเภอแม่แตง
จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษาผลกระทบของมลพิษในระบบนิเวศนาข้าวต่อสิ่งมีชีวิตในอำเภอแม่แตงนั้น
ทำการสำรวจประชากรแบบสุ่มสัมภาษณ์ทั้งหมด 50 ครัวเรือน ทำการข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม
ถึงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ในพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 7 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลอินทขิล
ต าบลบ้านเป้า ต าบลช่อแล ต าบลแม่หอพระ ต าบลสันมหาพน ต าบลแม่แตง และต าบลขี้เหล็ก ผล
การสำรวจและติดตามผลการใช้สารปราบศัตรูพืชในนาข้าวพบว่าประชากรมีการใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมี
ทั้งหมด 23 ชนิด พบว่ามีการใช้สารเคมีชนิด สารกำจัดวัชพืชมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53 มีการใช้
สารเคมีมากที่สุดในเดือนสิงหาคมจ านวน 12 ชนิด ในพื้นที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมี เอชโซนัช 95
มากที่สุด คือ 875 เฮกตาร์ หรือคิดเป็น 140 ไร่ เมื่อน ามาวิเคราะห์หาปริมาณสารตกค้างในพื้นที่ โดย
อ้างอิงการใช้ตาม Tier Rice model ของ US EPA, 2012 พบว่ามีปริมาณการสารตกค้างของกลุ่ม
สารออกฤทธิ์ 2,4-D Sodium salts ถึง 27304.92 µg/L ซึ่งเป็นสารที่มีความเสี่ยงในการตกค้างในดิน
ในนาข้าวมากที่สุด โดยสารกลุ่มนี้ มีฤทธิ์ในการท าลายวัชพืชได้ทางใบและรากใช้ควบคุมวัชพืชในนา
ข้าว มีความคงทนในดินนาน 1 - 4 สัปดาห์มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายเป็นฮอร์โมนพืชออกซิน และ
นอกจากนี้สารกลุ่มนี้ยังมีผลต่อเกษตรกรผู้ใช้ เช่นเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องจากการระคาย
เคืองที่มีต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และอาการทางระบบประสาท
ประกอบด้วย ชัก ซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง และรูม่านตาเล็ก อย่างไรก็ตามสารเคมีกลุ่มนี้มีความคงตัวใน
สิ่งแวดล้อมน้อยสามารถสลายตัวได้ในเวลา 7 วันจึงส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตเล็กน้อยเท่านั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Application Software Development to Evaluate Ischemic Stroke Patient for Thrombolytic Therapy in Case Study: Nakornping Hospital District Chiangmai Province
โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบในการให้ยาละลายลิ่มเลือด กรณีศึกษา: โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นประเมินคะแนนความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง บนระบบปฏิบัติการไอโอเอส เพื่อให้แพทย์ผู้ใช้งาน สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ และมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนในการประเมินและรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นกว่าการทำงานด้วยระบบเก่าที่ทำให้เกิดความล่าช้าจากเอกสาร และอาจทำให้ไม่สามารถทำการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะเฉียบพลันได้ทันท่วงที
จากผลการวิจัยในครั้งนี้ จึงได้แอพพลิเคชั่นที่ช่วยในการจัดการการส่งข้อมูลประวัติผู้ป่วยและผลการรักษาเบื้องต้นจากโรงพยาบาลต้นทางไปยังโรงพยาบาลปลายทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้แพทย์ได้ทำการวางแผนและเตรียมการรักษาให้ผู้ป่วยได้ทันท่วงที เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ออัตราการตายและพิการได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองควรได้รับการรักษาและให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง โดยแอพพลิเคชั่นแบบประเมินคะแนนความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองนี้ สามารถบันทึกข้อมูลประวัติผู้ป่วยได้ มีแบบประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองตามเกณฑ์ที่สถาบันอนามัยโลกได้จัดทำขึ้นเพื่อประเมินความรุนแรงโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยได้ สามารถค้นหาผู้ป่วยตามชื่อได้ สามารถคำนวณน้ำหนักของผู้ป่วยเพื่อบอกปริมาณการให้ยาละลายลิ่มเลือดของผู้ป่วยแต่ละรายได้ สามารถคำนวณระยะเวลาหรือระยะทางในการส่งตัวผู้ป่วยจากพิกัดตำแหน่งของผู้รับและผู้ส่งได้ สามารถกำหนดข้อห้ามของผู้ป่วยและสามารถออกรายงานแล้วส่งผ่านทางอีเมล์ เฟสบุ๊ค หรือไลน์ ไปยังปลายทางได้ แอพพลิเคชั่นแบบประเมินคะแนนความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองจึงเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
Potential tourism resources Chiangmai Province to promote sustainable tourism to support AEC : Case in the Museum of Wat Rong- Meng Tambon Nong Chaeng Amphoe Sansai
Potential tourism resources Chiangmai Province to promote sustainable tourism to support AEC : Case in the Museum of Wat Rong- Meng Tambon Nong Chaeng Amphoe Sansai , aims to 1) explore the potential of tourism resources 2) give the research process leads to the creation of an appropriate tourism resource management system and 3) To exchange learning between tourist researchers with the people involved. The research used mix methods , which using questionnaires to collect the data from 400 sampling groups of the tourist. The data was analyzed with the descriptive statistics and statistical inference .
The results indicated that, Travel Resources in the Museum of Wat Rong- Meng Tambon Nong Chaeng Amphoe Sansai Chiangmai Province Have moderate readiness. The strength of the location in Chiang Mai. It has the potential to attract tourists and the unique cultural attractions are clear. Weakness, lack of management and set clear measures regarding the tourism of the area. The people in the community lack knowledge and understanding about good management. It can be summarized as a factor of success. Considering the potential for sustainable tourism of The museum of Wat Rong- Meng consists of Demographic characteristics , the importance of factors that tourists consider on travel and Value for money in travel. Guidelines for the establishment of appropriate tourism resource management systems should consider factors finance and internal processes consider the relevant agencies to increase the budget for tourism development. The customer consider surveyed by the number of tourists and Learning and development should include a policy and action plan for training and education. Technology transfer to the community.การศึกษา ศักยภาพทรัพยากรการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่เพื่อส่งเสริม
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน : กรณีพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจศักยภาพของทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้กระบวนการการวิจัยนำไปสู่การสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เหมาะสมในบริเวณพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัยด้านการท่องเที่ยว กับผู้ที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบต่อแหล่งท่องเที่ยวบริเวณพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน มีกลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวจำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน
ผลการศึกษาพบว่า ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณพิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดแข็งด้านทำเลอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และมีเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมที่ชัดเจน จุดอ่อน ขาดการบริหารจัดการและการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของพื้นที่ ซึ่งคนในชุมชนยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการที่ดี ซึ่งสามารถสรุปเป็นภาพรวมได้ว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จ ในการพิจารณาศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ประกอบด้วย ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยว ระดับความสำคัญของปัจจัยที่นักท่องเที่ยวพิจารณาในการเดินทาง และปัจจัยความคุ้มค่าในการเดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งแนวทางการสร้างระบบการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เหมาะสมควรพิจารณาปัจจัยในการวัดผลการปฏิบัติงานตามทฤษฎีการวัดผลดุลยภาพ ทั้งด้านการเงินและด้านกระบวนการภายใน ที่พิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ด้านลูกค้าพิจารณาโดยสำรวจจำนวนนักท่องเที่ยวและด้านการเรียนรู้และพัฒนาควรกำหนดให้มีนโยบายและแผนปฏิบัติการฝึกอบรมให้ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช กรณี เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ว่านสี่ทิศ สำหรับโรงเรียนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และ ลำพูน
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช กรณี เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ สำหรับโรงเรียนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และ ลำพูน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดทำสื่อในการนำเสนอเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ 2) ประเมินคุณภาพสื่อนำเสนอเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการใช้สื่อในการนำเสนอเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนในพื้นที่โรงเรียนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และ ลำพูน จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) สื่อในการนำเสนอเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ 2) แบบประเมินคุณภาพสื่อ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้สื่อ ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1) ได้สื่อนำเสนอเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ ซึ่งเป็นสื่อในรูปแบบสื่อประสมที่มีการนำตัวการ์ตูนเข้ามาเป็นตัวดำเนินเรื่องเพื่อโยงเข้าสู่เนื้อหาหลักของเรื่อง คือการเพาะเลี้ยงว่านสี่ทิศ สำหรับเทคนิคและวิธีการในการเพาะเลี้ยงว่านสี่ทิศนั้น เป็นการนำเสนอในรูปแบบของวิดีโอสาธิตการเพาะเลี้ยงว่านสี่ทิศโดยผู้เชี่ยวชาญ 2) คุณภาพสื่อนำเสนอเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านสี่ทิศ จากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3 ท่าน ได้ผลในการประเมินคุณภาพโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 4.40 แปรผลได้คือ สื่อมีคุณภาพอยู่ในระดับดี 3) ความพึงพอใจในการใช้สื่อจากผู้ใช้ จำนวน 341 คน ผลที่ได้จากการประเมินในภาพรวมโดยเฉลี่ยเท่ากับ 4.16 แปรผลได้คือ ผู้ตอบแบบประเมินมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับ มีความพึงพอใจมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
A Development of the English Course Using Assistive Technology to Enhance Students with ADHD’ English Reading Comprehension Ability, Creativity and Self-efficacy
This study was aimed to develop an English course using assistive technology for students with ADHD at Chiang Mai Rajabhat University Demonstration School. The course was designed based on a needs analysis and related literature. The objectives of the study were to identify the components of the course and to evaluate its effectiveness in enhancing learners’ English reading comprehension ability, creativity and self-efficacy. The two main phases in this study are the course development and the course effectiveness. For the development phase, a needs analysis was conducted and related literature were reviewed , analyzed and synthesized. The instruments for the needs analysis included a document study and semi-structured interviews with students with ADHD at Chiang Mai Rajabhat University Demonstration School, as well as with their parents and teachers. The course was then developed and was validated by 3 experts in the field, and was subsequently piloted in order to determine its effectiveness. The main study was then conducted with 5 fourth and fifth-grade students with ADHD, who studied at Chiang Mai Rajabhat University Demonstration School. Both quantitative and qualitative data were collected for the course evaluation. Instruments for the quantitative analysis were an English reading comprehension ability test, a visualize composition task and a student self-efficacy questionnaire. Instruments for the qualitative analysis included a teacher’s fieldnote. The quantitative data were analyzed by means of descriptive statistics and Paired-Samples t-tests using SPSS, while the qualitative data were analyzed by Content Analysis using Hyper Research Computer Program
The results of the study revealed that the course content consisted of interactive storytelling by the audio-visual applications. Task- based language learning with fun drawing applications was the main means for learning. Moreover, some key features of behavioral interventions and physical learning environment were applied. The results indicated that learners’ English reading comprehension ability improved significantly. It was also found that learners’ had higher scores of creativity in their visualize composition task performances at a significant level. Moreover, learners’ self-efficacy was much higher than the average. The outcomes of this study suggest the effectiveness of this course in serving the needs of the students with ADHD at Chiang Mai Rajabhat University Demonstration School. The guidelines and recommendations may deem effective and should be considered to assist ADHD students, their parents and respective teachers in similar context.งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะพัฒนารายวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นสื่อเพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ความคิดสร้างสรรค์ และความเชื่อมั่นในตัวเองของระดับประถมศึกษาโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยการพัฒนารายวิชาดังกล่าวมีฐานมาจากความต้องการที่แท้จริงตามบริบทของรายวิชาที่จะพัฒนา วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ เพื่อบ่งชี้องค์ประกอบที่ประเด็นของรายวิชาที่พัฒนา และเพื่อศึกษาว่ารายวิชาและบทเรียนที่ประกอบด้วยองค์ประกอบดังกล่าวที่สร้างขึ้นจากข้อมูลและความต้องการต่อรายวิชาสามารถเพิ่มพูน พัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ การวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การพัฒนารายวิชา และการประสิทธิภาพของรายวิชา โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการพัฒนารายวิชาประกอบด้วย การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบริบทของรายวิชา การสัมภาษณ์นักเรียนสมาธิสั้นโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ครูผู้สอนและผู้ปกครองของนักเรียนสมาธิสั้นโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาขาวิชา จำนวน 3 ท่านตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย และได้นำรายวิชาที่ได้รับการพัฒนาแล้วไปทดลองสอนกับนักเรียนที่มีสมาธิสั้นที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มผู้เรียนจริง งานวิจัยได้กระทำขึ้นโดยเก็บข้อมูลกับ นักเรียนสมาธิสั้นที่เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินรายวิชาประกอบไปด้วยเครื่องมือเพื่อการเก็บข้อมูลทางด้านปริมาณและคุณภาพ ข้อมูลทางด้านปริมาณเก็บรวบรวมจากทดสอบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ภาพที่สร้างขึ้นโดยการใช้แอปพลิเคชั่นพร้อมการเขียนบรรยายและแบบสอบถามในแง่ของการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้เรียน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านคุณภาพประกอบด้วย การบันทึกของครูผู้สอน ข้อมูลทางด้านปริมาณถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย และสถิติเพื่อการวิเคราะห์ด้วย Paired-Sample t-test โดยโปรแกรม SPSS ส่วนข้อมูลทางด้านคุณภาพถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยโปรแกรม Hyper Research
ผลการวิจัยปรากฏว่าองค์ประกอบที่ตรงประเด็นของรายวิชาที่พัฒนาประกอบไปด้วยเนื้อหาที่เป็นการเล่าเรื่องด้วยสื่อดิจิตอลแอปพลิเคชันที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม ตลอดจนการเรียนแบบการเน้นการปฏิบัติงานพร้อมด้วยสื่อดิจิตอลแอปพลิเคชันสำหรับการวาดภาพ นอกจากนี้ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแทรกแซงทางพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมทางการเรียนถือเป็นส่วนสำคัญ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบว่าความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนมีการพัฒนาการสูงขึ้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p=0.05 อีกทั้งยังพบว่าผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์มีการพัฒนาการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในส่วนของการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้เรียนพบว่าผู้เรียนแสดงการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ดังนั้นรายวิชาที่พัฒนานี้สามารถสนองตอบความต้องการของผู้เรียนสมาธิสั้น โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และโรงเรียนอื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกันได้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนต้นแบบจากการฟนื้ฟูป่าต้นน้ำ กรณีศึกษาบ้านแม่สาใหม่-แม่สาน้อย ต้าบลโป่งแยง อ้าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
This study aims to investigate success indicators for community development, based on the concept of sustainable development introduced by the United Nations Commission on Sustainable Development (UNCSD). Indicators allow us to assess the capacity to improve quality of life in the long run and find ways to develop integrated community in all aspects, including economic, social and environmental. The studied area is located in Ban Maesa Mai and Ban Maesa Noi, Chiangmai; it is composed of 201 households. We found that environmental indicators are low: there are risks in the activities of soil conservation and natural disasters due to drought. But in terms of economic and social dimensions, success indicators are high. The Income Diversity Index is very high: an average of 0.83 indicates that households have economic stability because of their multi-channel revenue, which reduces the investment risk. For the Social Security Index, the average was 0.70, which is high, although there is some disparity in household income, education and literacy. However, the severity of the problem is low and households have the opportunity to escape from poverty. So, educating households about the benefits of improving and rehabilitating the soil will improve productivity and the quality of agricultural products. Cultural, ecological and natural tourism in the area should be developed in connection with other attractions, thanks to Mae Rim Infrastructure improvement. This development will also contribute to generate community income and to expand the local economy.
Keywords: Income Diversity Index, Income distribution, Social Security Index, Environmental risk indexการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนตามกรอบ แนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยดัชนีชี้วัดต่างๆ จะสามารถน าไปใช้เป็นเคร่ืองมืออันเป็น ประโยชน์ต่อการสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว และหา แนวทางในการพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการในทุกด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความความสมดุลและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ พื้นที่ท าการศึกษาได้แก่ บ้านแม่สาใหม่-แม่สาน้อย ต าบลโป่งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัด เชียงใหม่ จ านวน 201 ครัวเรือน ภายใต้กรอบแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืนของ The United Nations Commission on Sustainable Development (UNCSD) พบว่า ในมิติด้าน สิ่งแวดล้อม ดัชนี/ตัวชีว้ัดความสำเร็จจะอยู่ในระดับต่่ำ มีความเสี่ยงอยู่ในเร่อืงของกิจกรรม การอนุรักษ์ดินและภัยธรรมชาติจากปัญหาความแห้งแล้ง แต่ในมิติด้านเศรษฐกิจและมิติ ด้านสังคม ดัชนี/ตัวชี้วัดความสำเร็จจะอยู่ในระดับที่สูง โดย Income Diversity Index (DI) อยู่ในระดับที่สูงมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.8289 แสดงว่าครัวเรือนมีความมั่นคงทาง เศรษฐกิจเนื่องจากมีช่องทางการสร้างรายได้หลายช่องทาง ช่วยกระจายความเสี่ยงจาก
ข
การลงทุนเพียงช่องทางใดทางหนึ่ง สำหรับ Social Security Index (SSI) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.7016 ซึ่งอยู่ในระดับสูง แม้ว่าครัวเรือนครัวเรือนจะมีความเหลื่อมล้ าและเกิดช่องว่าง ระหว่างรายได้ จากจุดอ่อนในตัวชี้วัดทางด้านสังคมในบางประเด็นโดยเฉพาะระดับ การศึกษาและการรับรู้หนังสือ แต่ความรุนแรงของปัญหาอยู่ในระดับที่ต่ าและครัวเรือนยัง มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากความยากจนนั้นได้ ดังนั้น การให้ความรู้ครัวเรือนเร่ืองประโยชน์องการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพดิน เพื่อพัฒนาคุณภาพและผลผลิตทางการเกษตรของครัวเรือน และการพัฒนาการท่องเที่ยว ในพืน้ที่ใหเ้ป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชิงอนุรักษ์ เชิงวัฒนธรรม และธรรมชาติ เช่อืมโยง กับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในอำเภอแม่ริม อีกทั้งพัฒนาปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐาน จะ ช่วยสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่งให้แก่ครัวเรือนและสามารถทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ขยายตัวได้
คำสำคัญ: ความหลากหลายของรายได้ การกระจายรายได้ ความมั่นคงทางสังคม ดัชนคีวาม เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมหาวทิยาลยัราชภัฏเชียงใหม