ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
    1393 research outputs found

    แนวทางการสร้างเครือข่ายการให้บริการช่วยเหลือสนับสนุน นักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวมในระดับอุดมศึกษา

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดการสร้างเครือข่ายการให้บริการช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวมในระดับอุดมศึกษา 2) เพื่อศึกษาระบบการให้บริการช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวมในระดับอุดมศึกษา 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการสร้างเครือข่ายการให้บริการช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวมในระดับอุดมศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) มีการเก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานโยตรง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ นักศึกษาที่มีความพิการ ผู้อำนวยการ (หัวหน้า) ศูนย์ช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวม ผู้ให้การบริการช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการ และอาสาสมัครช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวม จำนวนทั้งสิ้น 64 คน จากมหาวิทยาลัยที่มีศูนย์บริการช่วยเหลือสนับสนุนนักศึกษาที่มีความพิการเรียนรวม จำนวน 16 แห่ง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจุบันได้เน้นการบริการระดับมหาวิทยาลัยเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ในศูนย์บริการระดับมหาวิทยาลัย มีแนวโน้มในด้านการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการดาเนินการจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มเงินบำรุงของศูนย์บริการระดับมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังพบว่าการจัดการสนับสนุนนี้ไม่สม่ำเสมอในแต่ละศูนย์บริการระดับมหาวิทยาลัย และแตกต่างกันในแต่ละศูนย์บริการระดับมหาวิทยาลัย 2) ระบบบริการเป็นระบบที่จัดบริการในด้านการส่งเสริม การช่วยเหลือ การสนับสนุน และการฟื้นฟูสภาพอย่างผสมผสานแก่นักศึกษาที่มีความพิการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษามีหน้าที่กำกับดูแลให้ระบบมีความเป็นธรรมทั่วถึง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งระบบบริการประกอบด้วยระบบย่อยต่าง ๆ ซึ่งแต่ละระบบมีความเกี่ยวเนื่อง และสัมพันธ์กัน การที่ภาครัฐจัดให้มีบริการหลายระดับ ทำให้โอกาสในการเข้าถึงบริการที่มีความซับซ้อนที่จัดโดยบริการในระดับที่สูงขึ้นลดลง ซึ่งข้อเท็จจริง คือ บริการแต่ละระดับเชื่อมโยงกันด้วยระบบส่งต่อ (Referral System) หากระบบส่งต่อมีประสิทธิภาพ ปัญหาการเข้าถึงบริการในระดับที่สูงขึ้นก็จะหมดไป ระบบบริการจึงสามารถจัดแบ่งได้หลายระดับ โดยในแต่ละระดับจะมีจำนวนบุคลากรที่รับผิดชอบแตกต่างกัน มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน และเชื่อมโยงกันด้วยระบบส่งต่อ เพื่อให้สามารถจัดบริการที่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 3) ปัจจุบันมีความจำเป็นในการพัฒนาการจัดระบบในรูปแบบเครือข่าย แทนการขยายศูนย์บริการนักศึกษาที่มีความพิการ โดยใช้หลักการที่สามารถเชื่อมโยงบริการเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามสภาพข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ และการคมนาคม โดยไม่มีเส้นแบ่งของการปกครอง หรือการแบ่งเขตบริการเป็นตัวขวางกั้น ทั้งนี้ในการพัฒนาศูนย์บริการนักศึกษาพิการต่าง ๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายบริการ เพื่อให้ศูนย์บริการนักศึกษาพิการแต่ละแห่งเติบโตอย่างมีทิศทาง มีภารกิจ หน้าที่ชัดเจน มีจังหวะก้าว และเกื้อหนุนซึ่งกันและกันภายในเครือข่าย ซึ่งศูนย์บริการนักศึกษาพิการแม่ข่าย ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด โรงเรียนการศึกษาพิเศษ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ร่วมทั้งเครือข่ายภาคีมีภาระในการพัฒนาการให้บริการร่วม คือ ด้านการส่งเสริม ด้านการช่วยเหลือ ด้านการสนับสนุน ด้านการฟื้นฟูสภาพมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการตามแผนปฏิบัติการ และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

    No full text
    The objective of this study is 1) to analyze the value of the mission of Chiang Mai Rajabhat University. 2) to measure the success of the project in accordance with the action plan. 3) Develop a way to measure and evaluate the performance of strategic plans of Chiang Mai Rajabhat University. The results of the analysis of the value of the mission. Effectiveness The performance of graduates in social sciences is 75.55%. The graduates of science are 79.34% graduated from the target of 76%. Increased cost of social sciences. The actual yield compared with the plan is higher than the FY 2016. The success rate of the university project is 479 projects. There were 35 non-performing projects, accounting for 7.16 percent, 444 projects accounted for 92.69 percent, budgeting 85.97 percent. The strategic plan of the Rajabhat University Chiang Mai, 5 years (2556 - 2563), revised in 2016. 2560 indicators, 25 performance indicators according to the strategic plan. To achieve the goals set out in the strategic plan, the number of indicators is 76%, 76% of the operations fail to meet the target set of 6 indicators, accounting for 24%.การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 2) เพื่อวัดระดับความสำเร็จของโครงการตามแผนปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 3) พัฒนาวิธีการวัดและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจ มิติประสิทธิผล ผลการดำเนินการของผู้สำเร็จการศึกษาด้านสังคมศาสตร์มีผู้สำเร็จการศึกษาร้อยละ 75.55 ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์มีผู้สำเร็จการศึกษาร้อยละ 79.34 จากค่าเป้าหมายร้อยละ 76 มิติประสิทธิภาพ ต้นทุนผลิตด้านสังคมศาสตร์เพิ่มขึ้น ปริมาณผลผลิตที่ทำได้จริงเปรียบเทียบกับแผนมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 การวัตระดับความสำเร็จของโครงการ มหาวิทยาลัย มีโครงการทั้งหมด 479 โครงการ ประกอบด้วยโครงการที่ไม่ได้ดำเนินการ 35 โครงการ คิดเป็น ร้อยละ 7.16 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 444 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 92.69 ผลการเบิกจ่ายงบประมาณคิดเป็นร้อยละ 85.97 จากแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2559 – 2563) ฉบับปรับปรุง ปี 2559 2560 มีตัวชี้วัด จำนวน 25 ตัวชี้วัด ผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ จำนวน 19 ตัวชี้วัด คิดเป็นร้อยละ 76 การดำเนินงานที่ได้ผลไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด จำนวน 6 ตัวชี้วัด คิดเป็นร้อยละ 24มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    Strategic marketing alliance for self-reliance, sustainable for entrepreneurial community products in Muang district Mae Hong Son province

    No full text
    This study aims to 1) study self-reliance conditions and its related factors of entrepreneurial community products in Muang district 2) analyze impacts to self-reliance sustainability between elements of entrepreneurial community products and strategic marketing alliance and 3) look for model of strategic marketing alliance for self-reliance, sustainable for entrepreneurial community products in Muang district Mae Hong Son province. The population of this study includes 500 registered community product enterprises in Muang district Mae Hong Son province. Research instruments are descriptive statistics, Chi-square analysis through AMOS, and content analysis from the interview. The results reveal that 1) community product enterprises in Muang district Mae Hong Son province can manually operate their businesses successfully in the aspects of mentality, production pattern, environmental balance, economy, society, and culture. The factors related to self-reliance are natural resources, social and economic capital, local wisdoms, management system, external support, and personal conditions 2) the characteristics of strategic marketing alliance affect the sustainable self-reliance at .42 which is higher than the characteristics of community product enterprises at .24 and 3) the results for model of strategic marketing alliance for self-reliance, sustainable for entrepreneurial community products indicate the followings figures; Chi-square = 23.579, Chi-square/df = 1.474, df = 16, p = .099, GFI = .992, CFI = .998, RMR = .010, RMSEA = .031, NFI = .994การวิจัยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพการพึ่งพาตนเองและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อ การพึ่งพาตนเองของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอำเภอเมือง (2) เพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน และกลยุทธ์ตลาดเชิงพันธมิตร องค์ประกอบใดส่งผลต่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนมากน้อยกว่ากัน และ (3) เพื่อค้นหาแบบจำลองกลยุทธ์การตลาดเชิงพันธมิตรเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนที่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จำนวน 500 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา วิเคราะห์องค์ประกอบและความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาด้วยโปรแกรม AMOS และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ด้วยเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า (1) สภาพการพึ่งพาตนเองและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการพึ่งพาตนเอง ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่สามารถดำเนินการด้วยตนเองอย่างอิสระมั่นคงสมบูรณ์ทางด้านจิตใจ ด้านแบบแผนการผลิต ด้านความสมดุลของธรรมชาติแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยพบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการพึ่งพาตนเองประกอบด้วย ปัจจัยทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยทุนทางสังคมและทุนทางเศรษฐกิจ ปัจจัยภูมิปัญญาและองค์ความรู้ ปัจจัยระบบการจัดการ ปัจจัยการสนับสนุนจากภายนอกองค์กร และเงื่อนไขปัจจัยที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเอง (2) ผลการวิเคราะห์หาองค์ประกอบผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน และกลยุทธ์ตลาดเชิงพันธมิตร พบว่า องค์ประกอบกลยุทธ์การตลาดเชิงพันธมิตรส่งผลต่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนที่ระดับ .42 มากกว่าองค์ประกอบผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ส่งผลต่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนที่ระดับ .24 และ (3) ผลการค้นหาแบบจำลองกลยุทธ์การตลาดเชิงพันธมิตรเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน พบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ Chi-square = 23.579, Chi-square/df = 1.474, df = 16, p = .099, GFI = .992, CFI = .998, RMR = .010, RMSEA = .031, NFI = .994มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    Development of Self-Access Learning Package to Develop Communicative English Skills of Restaurant Workers in Doisaket Hot Spring Area, Chiang Mai

    No full text
    The research has its objectives as to 1) to construct a self- access learning package and 2) to study the opinions/satisfactions of restaurant workers in Doi Saket Hot Spring Area, Chiang Mai towards the self- access learning package. The samples of the study are 35 restaurant workers. The research instruments consist of 1) the questionnaire for collecting general data, surveying needs in developing restaurant workers’ communicative English skills 2) the self- access learning package 3) pretest and posttest and 4) the form for evaluating restaurant workers’ opinion and satisfaction towards self- access learning package. The research results were found as follows. 1) the self-estimate of English communicative skills of the restaurant workers was found at lowest and low levels, not sufficient with needs in working in a restaurant, and they studied to improve their skills mainly through booklet and textbook as a self-directed learning method. 2) The self- access learning package designed according to restaurant workers’ needs analysis consists of (1) Welcoming Customers (2) Taking an Order and Food Recommendation (3) Dishes and Ingredients (4) Cooking and (5) Receiving Money. Followed by pretest and posttest before and after learning by using the self- access learning package, the results were found that the restaurant workers have their communicative English skills after learning higher than before learning with statistical significant point at .01. 3) The results show that the opinion and satisfaction of restaurant workers toward the self-access learning package were at high level ( x =3.82).การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างชุดสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้วยตนเองสำหรับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ในพื้นที่น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็น/ความพึงพอใจของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ในพื้นที่น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารในเขตน้ำพุร้อน ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป การสำรวจความต้องการพัฒนาด้านทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกลุ่มตัวอย่าง 2) ชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) แบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังเรียนชุดสื่อการเรียนรู้ และ 4) แบบประเมินความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดสื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารอยู่ในระดับควรปรับปรุงและพอใช้ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการในการประกอบอาชีพ และผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารศึกษาภาษาอังกฤษหรือค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเองจากตำรา/คู่มือเป็นหลัก 2) ชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองได้รับการออกแบบตามการวิเคราะห์ความต้องการนของกลุ่มตัวออย่างมีขอบเขตด้านเนื้อหาเนื้อหา 5 หน่วย ดังนี้ (1) การต้อนรับลูกค้าเบื้องต้น (2) การรับรายการอาหาร (3) รายละเอียดเกี่ยวกับรายการอาหาร/ส่วนประกอบอาหาร (4) การปรุงอาหาร/ประกอบอาหาร และ (5) การรับเงิน ผลการทดสอบความรู้ก่อนและหลังเรียนด้วยการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3) ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ในระดับมาก มาก ( x =3.82)มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว ในพื้นที่เทศบาลเมือง เมืองแกนพัฒนา อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

    No full text
    โครงการวิจัยเรื่อง ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว ในพื้นที่เทศบาลเมือง เมืองแกนพัฒนา อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้าน การท่องเที่ยว เพื่อสร้างระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อจัดท าแผนที่แสดงข้อมูล ด้านการท่องเที่ยว และเพื่อประเมินความพึงพอใจการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างประเมินคุณภาพระบบ จ านวน 6 ท่าน ได้มาโดยการคัดเลือก แบบเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานระบบจ านวน 62 ท่าน ได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์ การสอบถาม แบบประเมินคุณภาพระบบ แบบประเมินความ พึงพอใจระบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่าในพื้นที่เทศบาลเมือง เมืองแกนพัฒนามีสถานที่ท่องเที่ยวจ านวน 64 สถานที่ สามารถจัดเส้นทางท่องเที่ยวตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจของเทศบาลได้ 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวทั้งหมดในเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติ (เทศกาลหนาวนี้ที่เมืองแกน) และเส้นทางท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และได้น าข้อมูล ดังกล่าวมาจัดท าแผนที่ด้วยเทคโนโลยี Google Map API มาประยุกต์ใช้ในการแสดงต าแหน่งของ สถานที่ และแสดงแผนที่ ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการ ท่องเที่ยวโดยผู้เชี่ยวชาญ มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินความพึงพอใจของ ระบบของผู้ใช้งานอยู่ในระดับพึงพอใจมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    ภูมิปัญญาเครื่องดนตรีล้านนาเพื่อสืบทอดการสร้างเครื่องดนตรีพื้นบ้านและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม

    No full text
    This research aims to study the development of Lanna music making knowledge transmission from Master Boonrat Tippayarat, Lanna musical instrument maker in Chiang Mai province and the process of making Lanna musical instrument. Ethnomusicological method used for this study. The result of this research shows the first standard Lanna musical instrument maker is Jao Suntorn Na Chiang Mai and transmit to Master Boonrat Tippayarat. The process of learning to make musical instrument by observation and practice by doing. Master Boonrat Tippayarat transmit the musical instrument making to Master Khamjorn Thevokut, specialize to make Salor and Sueng in present day. The process of Salor and Sueng making; small size, medium size and large size making is difference by nature of musical sound. Salor and Sueng is an Lanna musical instrument and popular to play in present day. The quality of musical instrument is depend on material for making and musical instrument maker skill.งานวิจัยฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติและกระบวนการสืบทอดการสร้างเครื่องดนตรีล้านนาจากนายบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ช่างสร้างเครื่องดนตรีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และศึกษากระบวนการสร้างเครื่องดนตรีล้านนาจากช่างทำเครื่องดนตรีล้านนาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาถึงประวัติการสืบทอดและกระบวนการสร้างเครื่องดนตรีล้านนาประเภทสะล้อและซึงโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และทฤษฎีการศึกษาทางมานุษยดนตรีวิทยา ในการศึกษาข้อมูลจากภาคเอกสารและภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการสืบทอดการสร้างเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาประเภทสะล้อและซึงนั้นริ่เริ่มมาจากเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ และได้ถ่ายทอดให้นายบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ผ่านกระบวนฝึกฝนทักษะทางช่างและได้ถ่ายทอดมาจนถึงนายกำจร เทโวขัติ์ ผู้เป็นช่างสร้างเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาประเภทสะล้อและซึงที่มีคุณภาพในปัจจุบัน กระบวนการสร้างสะล้อและซึงพบว่าการสร้างสะล้อและซึงทั้งสามขนาดคือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ มีกระบวนวิธีการสร้างที่เหมือนกันต่างกันที่ขนาดกับระดับเสียง สะล้อและซึงเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ประเภทเครื่องสีและดีด ปัจจุบันมีความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่คุณภาพของเครื่องดนตรีขึ้นอยู่กับวัสดุที่ผลิต คือ ไม้และช่างฝีมือผู้ผลิตเป็นสำคัญมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    Integrating Local Wisdom : Knowledge management on Local Wisdom in Doi Lo District, Chiangmai Province

    No full text
    The purpose of this research were to manage knowledge and local wisdom in Doi Lo district. Chiangmai Province and to create a database of local wisdom in Doi Lo district, Chiangmai Province. This research was a qualitative research. By using Participatory Action Research : PAR. There were 3 phases of implementation, monitoring and evaluation. Major participating agencies include: Agent Local, Subdistrict Administrative Organization (SAO). Administrative Officer and Schools. The content area includes 9 local wisdoms, Agriculture Industry and Handicrafts Thai Traditional, Medicine Natural Resources, Environment Management Funds, community businesses, fine arts, language and literature, philosophy, religion and tradition, and nutrition. By collecting local wisdom. In Doi Lo district. Chiangmai Province The district consists of 54 villages. The results were as follows: Local wisdom represented 23 different species of 9 types of wisdom. Each type has the knowledge of local knowledge. Provides detailed information on wisdom. By recording the details of wisdom and the local wisdom database is located in Doi Lo. In the video format published through www.doilowis.cmru.ac.th. This research has been well cooperated with all related sectors.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีขั้นตอนการดำเนินงาน 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการ ดำเนินการ และติดตามและประเมิผล หน่วยงานหลักที่มีส่วนร่วมได้แก่ ตัวแทนชาวบ้าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง และสถานศึกษา ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหมด 9 ประเภท ได้แก่ ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ด้านการแพทย์แผนไทย ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี และด้านโภชนาการ โดยทำการรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น ในเขตอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ตำบล 54 หมู่บ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและพรรณนาความ ผลการวิจัยพบว่า การรวบรวมภูมิปัญญาทั้ง 9 ประเภท ได้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนแต่ละประเภทรวม 23 ชนิด แต่ละชนิดมีผู้ทรงความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดภูมิปัญญา โดยทำการบันทึกรายละเอียดของภูมิปัญญาและจัดทำเป็นฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอดอยหล่อในรูปแบบวีดีทัศน์เผยแพร่ผ่าน www.doilowis.cmru.ac.th ซึ่งการดำเนินการวิจัยนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.

    Modification of Solid Sorbent with Reagent Extracted from Red Cabbage as the Simply Detection Kit for Determination of Metal Ion in Water Sample

    No full text
    A simple heavy metal test kit was developed in this work using a cheap and environmental-friendly solid support adsorbent modified with cyanidin extracted from red cabbage. The best solid support adsorbent was found to be a water filter cation-exchange resin because it could adsorb cyanidin without the dissolution in aqueous media. The optimum ratio of cyanidin : resin was 0.8 : 2 by weight, giving a clear naked-eye detection of interactive heavy metal. The detection of metal ions such as Fe3+, Al3+, Cu2+ and Pb2+ using a modified resin were examined. It was found that Cu2+ and Pb2+ could be able to change the color of cyanidin at their different concentrations. The lowest detection limit of Cu2+ was 0.74 ppm which was lower than the drinking water contaminant standards whereas the lowest detection limit of Pb2+ was high about 400 ppm and need to be further improved. The Cu2+ and Pb2+ test kits were fabricated by packing all solutions and modified resins in a portable box with user manual and standard color chart. These simple test kits were then used in real applications for preliminary screening and detecting the metal contamination. Moreover, our heavy metal test kit could be applied to determine the low levels of metal ions in water samples using an environmental-friendly simple solid support modified with natural extracts.การพัฒนาชุดตรวจวัดไอออนโลหะหนักอย่างง่ายในงานวิจัยนี้ ได้คัดเลือกตัวดูดซับของแข็งรองรับจากวัสดุที่หาได้ง่าย ราคาถูก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาเคลือบกับไซยานิดินที่สกัดได้จากกะหล่ำปลีม่วง วัสดุของแข็งรองรับที่ดีที่สุดในการทดลองนี้ได้แก่เรซินกรองน้ำชนิดแลกเปลี่ยนไอออนบวก เนื่องจากสามารถดูดซับไซยานิดินได้เป็นอย่างดีโดยไม่มีการละลายย้อนกลับสู่เฟสที่เป็นน้ำ การดัดแปรโดยใช้ไซยานิดิน 0.8 กรัมต่อเรซิน 2 กรัมเป็นสภาวะที่ดีที่สุด ทำให้สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงสีบนเรซินดัดแปรด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนเมื่อทดสอบกับไอออนโลหะที่เกิดอันตรกิริยา การตรวจวัดไอออนโลหะทั้ง 4 ชนิด คือ Fe3+, Al3+, Cu2+ และ Pb2+ พบว่ามีเพียง Cu2+ และ Pb2+ ที่เปลี่ยนแปลงสีไซยานิดินที่ความเข้มข้นแตกต่างกันได้ โดยวัดความเข้มข้นของ Cu2+ ได้ต่ำสุดที่ 0.74 พีพีเอ็ม ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับน้ำดื่ม ส่วน Pb2+ เกิดการเปลี่ยนแปลงสีที่ความเข้มข้นสูงประมาณ 400 พีพีเอ็ม ซึ่งยังคงต้องพัฒนาต่อไป การประดิษฐ์ชุดตรวจวัด Cu2+ และ Pb2+ โดยบรรจุสารละลายทั้งหมดและเรซินดัดแปรลงในกล่องที่สะดวกต่อการพกพาพร้อมคู่มือการใช้และแผ่นเทียบสีมาตรฐาน พบว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงในการติดตามหรือตรวจสอบโลหะเบื้องต้นในแหล่งที่มีการปนเปื้อน ชุดตรวจวัดที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ยังสามารถตรวจวัดไอออนโลหะหนักปริมาณน้อยในน้ำตัวอย่างด้วยการใช้สารสกัดจากธรรมชาติดัดแปรบนวัสดุของแข็งที่หาง่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    The Development of Quality of Life for the North Rural People by Using Local Organization Based

    No full text
    The purposes of this research were ; to study guidelines for improving the quality of life of the elderly in accordance with the northern rural context and to develop a model for improving the quality of life of the elderly by the participatory process of local organizations. Population used in the study is the elderly population aged 60 years or older who live in the local area, 11 villages in 92 villages in Mae Rim. The research team consists of: 1) The respondents in the questionnaire were 50 elderly people representing 11 Tumbon 2) The respondents in the interview were 10 elderly people representing 5 Tumbon 3) The respondents in the join activity were 70 elderly people representatives of the elderly living in the Rimnuar municipality, 5 villages (Moo 1 - 5) and The respondents in the questionnaire surveyed the feasibility of the local elderly development model according to the guideline for organizing the elderly development activities, focusing on the participation of all sectors in the local organizations, namely representatives of various organizations, representatives 10 elderly people. The instruments used in this research were questionnaires , interview, Elderly Development activity guidelines and Question of possibility of format. The statistics used in data analysis were basic statistics contains average And standard deviation. For qualitative data analysis use content analysis methods. The research found that 1. Guidelines for improving the quality of life of the elderly in accordance with the rural context in the north have 6 Dimensions as follows 1.1 Economic Dimension / Revenue should organize activities to promote the development of the elderly in various areas and improved their skills to work more. 1.2 Dimensions of living should organize community-based activities such as community development, doctors, nurses, public health officials to educate the elderly and apply philosophy of sufficiency economy in everyday life. 1.3 Health dimension should organize activities to promote the elderly to exercise to suit the age, do joint recreation and dopted principles to live. 1.4 Dimension of cohesion Family should be organized activities with families and traveled to different places with their families 1.5 Dimensions of participation in social activities should organize activities for the elderly to bring their talents and be a speaker for students in schools and people in the community. 1.6 Dimension of value should organize activities to prepare the elderly knowledge, self-understanding in various aspects including physical changes, unstable emotional, social change and express their special talents to the public. 2. The Model of the Development of the Quality of Life for the Elderly in the North Rural by Participatory of the Local Organization as follows 2.1 Relevant agencies have strengthened include management clear policy formulation In elderly care in the community, supported the budget for the establishment of the elderly school, there are activities that allow the elderly to come together for activities for once a month, has assigned to responsible personnel, elderly care coordinate with community leaders for example, the headman or representative to schedule meetings, news, and group meetings. 2.2 Collaboration with organizations to come to the knowledge and do activities for elderly according to the potential of the organization. 2.3 Selection of senior talented representatives in the field to provide knowledge to the elderly. 2.4 Organized the stage to allow the elderly to show their talents and achievements in the festival of the community and the province. Keywords: Quality of Life, the North Rural People, the Local Organization Basedการวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชนบทภาคเหนือ โดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชนบทภาคเหนือ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่นทุกภาคส่วน และเพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ในการคุณภาพชีวิตของคนในชนบทภาคเหนือ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่นทุกภาคส่วน กลุ่มเป้าหมายบุคคลในชุมชน กลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น และวัยสูงอายุที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น จำนวน 11 ตำบล 92 หมู่บ้าน ในอำเภอแม่ริม ปี พ.ศ. 2559 – 2560 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน ประกอบด้วยค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับบริบทชนบทภาคเหนือ มี 6 มิติ ดังนี้ 1.1 มิติด้านเศรษฐกิจ/รายได้ ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาตนเองในด้าน ต่าง ๆ และให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาทักษะในการทำงานของตนเองให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น 1.2 มิติด้านความเป็นอยู่ ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้บุคคลในชุมชน เช่น นักพัฒนา ชุมชน แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข มาให้ความรู้ให้กับผู้สูงอายุ และ ให้ผู้สูงอายุนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน 1.3 มิติด้านสุขภาวะ ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายให้เหมาะสมตามวัย ทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกัน และให้ผู้สูงอายุได้นำหลักธรรมมาใช้ในการดำรงชีวิต 1.4 มิติด้านความอบอุน สัมพันธภาพในครอบครัว ควรจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ให้ผู้สูงอายุได้ไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ร่วมกับครอบครัว และให้ผู้สูงอายุได้แสดงความสามารถพิเศษร่วมกับบุคคลในครอบครัว 1.5 มิติด้านการมีสวนรวมกิจกรรมในสังคม ควรจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้นำความสามารถพิเศษของตน มาเป็นวิทยากรให้กับนักเรียนในสถานศึกษาและคนในชุมชน 1.6 มิติด้านความมีคุณคา ควรจัดกิจกรรมเตรียมความให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจตนเองในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ความไม่คงที่ของอารมณ์-จิตใจ การเปลี่ยนแปลงของสังคม และให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้แสดงความสามารถพิเศษของตนเองต่อสาธารณชน 2. รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชนบทภาคเหนือ โดยการมีส่วนร่วมขององค์กร ท้องถิ่น มีดังนี้ 2.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้มแข็ง ได้แก่ ผู้บริหาร มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ในการดูแลสูงอายุในชุมชน ตลอดจนให้งบประมาณในการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ มีกิจกรรมที่ให้ผู้สูงอายุมารวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เดือนละ 1 ครั้ง และมีการมอบหมายให้บุคลากรที่รับผิดชอบ ดูแลผู้สูงอายุ ประสานงานกับผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้แทน เพื่อนัดประชุม แจ้งข่าวสาร และนัดรวมกลุ่มทำกิจกรรม 2.2 การประสานความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อมาให้ความรู้ และทำกิจกรรมให้กับ ผู้สูงอายุ ตามศักยภาพขององค์กรนั้น ๆ 2.3 การคัดเลือกตัวแทนผู้สูงอายุที่มีความสามารถในด้านต่าง ๆ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ กับกลุ่มผู้สูงอายุด้วยกัน 2.4 จัดเวทีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้แสดงความสามารถและผลงาน ตามเทศกาลต่าง ๆ ของชุมชนและของจังหวัดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    Changing and Reservation : Belief and Ritual of Karen, Samoeng Tai Subdistrict, Samoeng District Chiang Mai Province

    No full text
    The research title of changes in belief and ritual of Karen, Samoeng Tai Sub-district, Samoeng District, Chaing Mai Province, is a qualitative research, using anthropological research methodology. This research aims 1) to study belief and ritual of Karen, and 2) to study changes and reservation of belief and ritual of Karen. Research data were obtained by documents and interviews, they were presented as descriptive data. Research findings of the 1st aim found that belief and ritual of Karen comprised of 2 patterns 1) Or-ba-ka, the closed ritual which outside people cannot access, including son-in-law and daughter-in-law, inherited by female side, 2) opened ritual, outside people could join activities such as wrist cuff, offering sacrifices to a weir spirit, offering sacrifices to a farm spirit. Main components of these belief and ritual were whisky, chicken, pork, which were used to offer sacrifices, except Or-ba-ka and offering sacrifices to a fire spirit (non-alcholic ritual). These beliefs are still with Karen's living, which they strongly belief in spirit. Research findings of the 2nd objective found that Karen who have changed their spiritual belief to religion such as Buddhism and Christianity, have abolished some rituals due to the conflicts between rituals and religious teachings, other factors such as education and work also may cause these disappeared changes. For the reservation, marriage has no change, female Karen will propose marriage, and the pig will be dowry. Thus, female Karen must feed pigs for her marriage. For cross-religious marriage, the pattern of marriage will be arranged accordingly.งานวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิจัยทางด้านมานุษยวิทยา(Anthropology) โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 2. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงและการคงอยู่ทางความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ ทั้งนี้จะเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ผลการศึกษา จุดประสงค์ที่ 1. ศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง พบว่า กลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยงมีความเชื่อและประกอบพิธีกรรมมี 2 รูปแบบ คือ 1) พิธีเอ๊าะบก๊ะเป็นพิธีกรรมปิดที่บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าร่วมได้รวมทั้งลูกเขยและสะใภ้ซึ่งเป็นการสืบทอดของฝ่ายหญิง 2) พิธีกรรมเปิดเป็นพิธีกรรมที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ เช่น พิธีผูกข้อมือ พิธีเลี้ยงผีฝาย พิธีเลี้ยงผีไร่ เป็นต้น ความเชื่อและพิธีกรรมมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เหล้า ไก่ หมู ที่ใช้ประกอบการเลี้ยงผีต่าง ๆ ยกเว้นพิธีเอ๊าะบก๊ะและเลี้ยงผีไฟที่ไม่มีเหล้า ความเชื่อเหล่านี้ยังคงดำเนินตามวิถีการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ยังนับถือผีอย่างเหนียวแน่น 2. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงและการคงอยู่ทางความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เปลี่ยนการนับถือศาสนาจากการนับถือผีเป็นการนับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ ทำให้พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ล้มเลิกไปบางพิธีเนื่องจากพิธีกรรมเหล่านี้ขัดกับคำสอนของศาสนารวมทั้งปัจจัยอย่างอื่น เช่น การศึกษา การทำงานที่อาจทำให้พิธีกรรมได้ค่อยสูญหายไป สำหรับการคงอยู่ทางความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคือการแต่งงาน การแต่งงาน ผู้หญิงกะเหรี่ยงจะต้องเป็นผู้ที่สู่ขอผู้ชาย ซึ่งสินสอดที่มาขอฝ่ายชายคือ หมู ดังนั้นผู้หญิงกะเหรี่ยงจึงต้องเลี้ยงหมูไว้เพื่องานแต่งงาน นอกจากนั้นการแต่งงานข้ามศาสนาขึ้นอยู่กับข้อตกลงเบื้องต้นว่าการจัดงานจะจัดแบบใดสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช

    0

    full texts

    1,393

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇