ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
Not a member yet
    1393 research outputs found

    STRATEGY OF THAI TEAM ABOUT TRADE AND INVESTMENT BETWEEN THAI AND LAOS READINESS FOR AEC: A CASE STUDY OF THAI TRADE CENTER, VIENTIANE OFFICE OF COMMERCIAL AFFAIRS, ROYAL THAI EMBASSY

    No full text
    The research is aimed to study strategic planning of Thai team or Thai Trade Center in Vientiane, Laos on trade and investment in order to prepare driving of economic cooperation between Thailand and Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR) under AEC regulations to see which direction Thailand and Lao PDR are tending to expand trade and investment in order to make stability and security under framework of bilateral relationship, and analyze if trade and investment opportunity of Thailand in Lao PDR is developed in positive way after Laos government has turned to take an interest in liberalization of trade and investment more. Research Methodology is to collect two kinds of data: collection of primary data via interview on related persons of both Thai government and private sectors in Lao PDR and collection of secondary data via study on related papers. The study result revealed that, in Thai’s view, Laos was just not an ASEAN member but also played a key role in giving cooperation to develop ASEAN together. Therefore, the main strategy to which Thai team gave precedence is to take pulse of Laos. This means trying to adjust itself to approach to and understand Laos. With similarity on culture, language, etc., so cooperation between Thailand and Lao PDR had to be carried out carefully with respect to each other more than that to other countries in order to strengthen their relationship and business partnership. For this reason, the relationship on trade and investment between Thailand and Lao PDR was carried out in win-win situation to integrate economic cooperation stably and prepare them before entering into ASEAN Economic Community in 2016.การวิจัยเรื่อง ยุทธศาสตรทีมประเทศไทยในการผลักดันการคา การลงทุน ระหวางไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวตอการเตรียมความพรอมสูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน: กรณีศึกษา สำนักงานสงเสริมการคาระหวางประเทศ ณ นครหลวงเวียงจันทน มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาการวางยุทธศาสตรของทีมประเทศไทยหรือสำนักงานสงเสริมการคาระหวาง ประเทศ ณ นครหลวงเวียงจันทน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ดานการคา การลงทุน เพื่อเตรียมความพรอม ผลักดันความรวมมือทางเศรษฐกิจของไทยและลาว ภายใตกฎระเบียบของ AEC ศึกษาทิศทางและแนวโนมการขยายตัว ดานการคาการลงทุนของไทยและลาวเพื่อสรางเสถียรภาพและความมั่นคง ภายใตกรอบความสัมพันธระดับทวิภาคี พรอมทั้ง วิเคราะหการพัฒนา รวมถึงโอกาสทางการคาการลงทุนหลังจากที่รัฐบาลลาวเริ่มหันมาสนใจนโยบายเปดเสรีดานการคา การลงทุนมากขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยเปนการเก็บรวบรวมขอมูล 2 แบบ คือ วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลแบบปฐมภูมิ ผานการสัมภาษณ ผูที่เกี่ยวของทั้งหนวยงานภาครัฐ เอกชนไทยในลาว และวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลแบบทุติยภูมิผานการศึกษาเอกสารที่มี ความเกี่ยวของ ผลการศึกษาพบวา ไทยมองวาลาวไมไดมีสถานะแคเปนสมาชิกอาเซียน แตยังมีบทบาทสำคัญในการใหความรวมมือ เพื่อพัฒนาอาเซียนรวมกัน ดังนั้นยุทธศาสตรหลักที่ทีมประเทศไทยใหความสำคัญ คือ การจับชีพจรลาว หมายถึงการพยายาม ปรับตัวเขาหาและเขาใจในความเปนลาวใหมากขึ้น ดวยความใกลเคียงกันมากทั้งวัฒนธรรม ภาษา ฯลฯ ทำใหความรวมมือ ของไทยและลาวตองมีการระมัดระวังและเคารพซึ่งกันและกันมากกวาประเทศอื่นๆ ดวยเหตุนี้ความสัมพันธทางการคา การลงทุนของไทยและลาวจึงดำเนินไปในลักษณะไดประโยชนรวมกันทั้งสองฝาย (win-win) เพื่อการบูรณาการทางเศรษฐกิจ รวมกันไดอยางมีเสถียรภาพพรอมเขาสูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเดียวกันในป 255

    Analysis of Fingerprint Scanner System Applications in the Organizations

    No full text
    The purpose of this research study is to analyze the applications of fingerprint scanner systems in various organizations. The systems are now widely used in place of the conventional signature and card punch systems. Although currently, most organizations in Thailand employ their own internal computer networks and Information Technology to upgrade their operations and services, but the fingerprint scanner systems are not integrated into the organization computer networks. The results from this research show that in most organizations, workers have difficulties trying to access the only one scanner assigned to them. Moreover, there are errors in the processed data from the scanner, this happens because the recorded data are not transferred directly and in real time to the main computer but they have to be copied and transferred through another recording media. This leads to the problems of data loss, sometimes the scanner memory is full and the system fails to work. As the final part of this research, a new fingerprint scanner system has been designed and proposed with scanners distributed in various departments in the organization and connected through the switching devices to he administrator’s computer. The electricity for each scanner is supplied by an uninterruptible power supply to provide a backup electricity when the utility mains fail. With the application of this new proposed system, workers can conveniently use any scanners in the organization. Since all the scanners are connected to the same database, the time base for every scanners are the same, errors are eliminated, data securities are obtained and data are recorded in real time/ The system administrator gets instant access to current up-to-date data so that the data can be conveniently processed and presented.การวิจัยนี้เพื่อวิเคราะห์ระบบการใช้งานเครื่องตรวจลายนิ้วมือในองค์กร พบว่าองค์กรนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการทำงานที่ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ในหลายองค์กรมีการประยุกต์ใช้เครื่องตรวจลายนิ้วมือ ทดแทนการลงเวลาปฏิบัติงานด้วยลายมือชื่อ การตอกบัตร การวิจัยทำให้ทราบว่าเครื่องตรวจลายนิ้วมือมีปัญหาจากผู้ใช้งาน คือ ผู้ใช้งานไม่ได้รับความสะดวก เนืองจากถูกจำกัดสิทธิการใช้งานได้เพียงเครื่องเดียวจากจำนวนเครื่องที่มีอยู่หลายเครื่องในองค์กร ผลของการรายงานมีความคลาดเคลื่อนเพราะข้อมูลไม่ได้มีการบันทึกแบบทันที (Real Time) ในฐานข้อมูลเดียวกัน โดยบันทึกข้อมูลที่หน่วยความจำของเครื่องตรวจลายนิ้วมือและมีการโอนถ่ายข้อมูลผ่านอุปกรณ์สื่อบันทึกข้อมูล ทำให้เกิดความเสียงต่อการสูญหายของข้อมูล พบปัญหาข้อมูลเต็มบ่อยครั้งทำให้บุคลากรใช้เครื่องตรวจลายนิ้วมือไม่ได้ หลังจากทำการวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบระบบการใช้งานของเครื่องตรวจลายนิ้วมือแบบใหม่ โดยออกแบบให้มีการติดตั้งเครื่องตรวจลายนิ้วมือ ณ จุดต่างๆ ขององค์กร มีการเชื่อมต่อเครื่องตรวจลายนิ้วมือกับอุปกรณ์สำรองไฟฟ้าสำหรับสำรองกระแสไฟฟ้าหากเกิดกรณีไฟฟ้าดับและเชื่อมต่อเครือข่ายขององค์กรผ่านอุปกรณ์ Switch ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ดูแลระบบทำให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกจากการใช้งาน เพราะผู้ใช้สามารถใช้งานเครื่องตรวจลายนิ้วมือได้ทุกเครื่องในองค์กร จากการเชื่อมต่อกับฐานข้อมล สามารถกำหนดค่ามาตรฐานเวลาให้มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ฐานข้อมูลจะเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้นทำให้เกิดความซ้ำซ้อนน้อย กำหนดความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้ โดยผู้ดูแลฐานข้อมูลสามารถกำหนดระดับความสามารถในการเรียกข้อมูล ให้แตกต่างกันตามความรับผิดชอบได้ มีการบันทึกข้อมูลแบบทันที (Real Time) และมีประมวนผลทันที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ข้อมูลจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลสามารถนำเสนอได้ง่า

    An Assessment of a Program for Quantitative Data Analysis in Classroom Research on Internet Network

    No full text
    The purpose of this study is to develop and assess a program for quantitative data in classroom research on internet networks “Pakorn 1.0” for Educational Quality Development center of Maetha 1, 2. The system was developed by using the software development life cycle (SDLC) method. The samples were selected by a purposive sampling method for 15 teachers in Educational Quality Development center of Maetha 1. Experimental group were 40 teachers who were on process of academic standing. Then, divided into two groups. Group 1 were 20 teachers who could use SPSS, Excel for statistical analysis. Group 2 were 20 teachers who used the manual method or calculator for statistical analysis. The tool was a 5 level rating scale. The efficiency of the developed program was evaluated by experimental group. The results of Alpha coefficient with equal sample was 0.97. The effectiveness of the program was evaluated by the experimental group 1 and was found that they accepted at the excellence level. And the acceptable of the program from the experimental group 2 are as follow : the user interface, reducing the burden were at the excellence level too. Designing and output displaying were at the good level. The comparison of 2 groups were found that The group 1 and group 2 were at the excellence level performance with an average 4.51 and 4.60, respectively.การวิจัยเรื่องนี้ เป็นการสร้างและประเมินผลการใช้งานโปรแกรมเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณของการวิจัยในชั้นเรียน บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ‘ปกรณ์1.0’ โดยผู้วิจัย เลือกกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดสอบระบบ หาความเชื่อมั่นของแบบประเมิน หาประสิทธิภาพของโปรแกรมและประเมินหาประสิทธิภาพของระบบดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ความเชื่อมันของแบบประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม ได้แก่ ครูสังกัดเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแม่ทาที่ 2 ที่ทำผลงานเพื่อขอเลือนวิทยฐานะ จำนวน 15 คน 2. กลุ่มทดลองเพื่อทำการทดสอบระบบและประเมินหาประสิทธิภาพของระบบ ใช้ประชากร ครู สังกัดเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแม่ทาที่ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ที่ทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ครูที่คำนวณค่าสถิติโดยใช้โปรแกรม SPSS โปรแกรม Microsoft Excel และโปรแกรมวิเคราะห์สถิติอื่นๆ จำนวน 20 คน กลุ่มที่ 2 ครูที่คำนวณด้วยมือหรือใช้เครื่องคิดเลขในการคำนวณค่าสถิติ จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินผลการใช้งานโปรแกรมที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เป็นแบบประมาณค่า (rating scale) จาก 1-5 ผลการทดสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (alpha coefficient) กับกลุ่มตัวอย่างได้ค่าเท่ากับ 0.97 ประสิทธิภาพของโปรแกรมได้รับการประเมินจากกลุ่มทดลองโดยใช้แบบประเมินผลการใช้งานโปรแกรมที่ผู้วิจัย ได้พัฒนาขึ้น นำมาวิเคราะห์ข้อมลด้วยโปรแกรม SPSS จากผลการวิเคราะห์ข้อมลพบว่า ประสิทธิภาพของโปรแกรมจากการประเมินผลการทดลองใช้ของกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 ยอมรับประสิทธิภาพโปรแกรมทุกด้านในระดับดีมาก กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 2 ยอมรับประสิทธิภาพโปรแกรมด้านการติดต่อกับผู้ใช้และการลดภาระในระดับดีมาก ส่วนด้านการตอบสนองและการออกแบบส่วนแสดงผลอยู่ในระดับดี เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 2 กลุ่ม พบว่ามีความคิดเห็นสอดคล้องกันในผลการประเมินด้านการลดภาระ โดยกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพที่ดีมาก ด้วยค่าเฉลี่ย 4.51 และ 4.60 ตามลำดั

    ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2551

    No full text
    การวิจัยเพื่อศึกษาความพึ่งพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นกระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาวิธีหนึ่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นส่วนที่สำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย ตามแนวทางทสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่กำหนดให้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินความสำเร็จของการผลิตบัณฑิตเพื่อประเมินคุณภาพของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้นำผลการวิจัยมาใช้การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โดยการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ปี พ.ศ. 2551คณะกรรมการวิจัยได้มีพัฒนาแนวทางการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ในมิติที่ 3 ประเด็นการประเมินผลคุณภาพการให้บริการของสถาบันอุดมศึกษา ตัวชี้วัดที่ 6 ระดับความพี่พอใจต่อบัณฑิตและบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา การศึกษาความพึ่งพอใจของผู้ให้บัณฑิตต่อการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2551 ได้กำหนดวิธีการศึกษาเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาจากการประชุมเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) เรื่องการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาจากแบบสอบถามความพงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2551 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ทั้ง 2 ส่วน คือ กลุ่มผู้ใช้บัณฑิต การประชุมเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) เรื่องการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต/ผู้ประกอบการต่อการทำงานของบัณฑิต ศึกษาคุณลักษณะของบัณฑิตของผู้ใช้บัณฑิต/ ประกอบการต้องการ วิธการศึกษาใช้การระดมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกที่เป็นผู้ใช้บัณฑิตทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงคณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในฐานะผู้ผลิตบัณฑิต จำนวนทั้งสิน 86 คน ผลการศึกษาสรุปได้ว่าผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจต่อการทำงานของบัณฑิตในระดับปานกลาง คุณลักษณะบัณฑิตที่ผู้ใช้บัณฑิตต้องการ ด้านความรู้ความสามารถ ต้องการบัณฑิตที่มีความรู้เฉพาะทาง มีความเป็นนักวิชาการ ขยันหมั่นแสวงหาความรู้ มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ ด้านความความสมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ รวมถึงคุณธรรมจริยธรรม ต้องการบัณฑิตที่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา มีจรรยาบรรณ ทุ่มเทให้กับงาน กล้าแสดงออก รู้จักกาลเทศะ กระตือรือร้น ตัดสินใจเร็ว กริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย มีภาวะผู้นำ รู้จักการใช้อารมณ์ให้ถูกกาลเทศะ ส่วนที่ 2 วิธีการศึกษาใช้แบบสอบถาม ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2551 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต สำรวจความสอดคล้องของคุณลักษณะของบัณฑิตกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใช้บัณฑิต ประกอบด้วย นายจ้าง ผู้ประกอบการ ผู้ที่บัณฑิตทำงานเกี่ยวข้องด้วย หรือบัณฑิตที่ประกอบอาชีพอิสระ ที่ได้ข้อมูลจากการติดตามสภาพการมีงานทำของบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 จำนวนผู้ใช้บัณฑิตทั้งหมด 2.364 คน ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (www.job.mua.go.th) ตอบแบบสอบถามกลับมาทั้งสิ้น 1,230 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นระดับหัวหน้าหน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 82.6 และเป็นหน่วยงานเอกชน ร้อยละ 40.9 บัณฑิตส่วนใหญ่ทำงานตรง/สอดคล้องกับสาขาวิชาที่สำเร็จมา คิดเป็นร้อยละ 76.0และทำงานกับผู้ใช้บัณฑิตมาแล้วมากกว่า 6 เดือน ร้อยละ 85.8 ส่วนความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตพบว่า ผู้ใช้บัณฑิตมีความพงพอใจต่อการทำงานของบัณฑิตในระดับมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 3.89 และมีความพงพอใจในด้านความรู้ความสามารถพื้นฐานที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน ค่าเฉลี่ย 3.77 ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ ค่าเฉลี่ย 3.82 ด้านคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ ค่าเฉลี่ย 3.89 ด้านบุคลิกภาพและคุณลักษณะส่วนตัว ค่าเฉลี่ย 4.00 สำหรับข้อคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิตในส่วนที่เป็นความต้องการให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่พัฒนาคุณภาพบัณฑิตด้านความรู้ความสามารถ ในเรื่องการปฏิบัติงาน ด้านความรู้ความสามารถที่เรียนมากที่สุดรองมาคือ ความรู้ทางภาษาอังกฤษ/ภาษาต่างประเทศ การฝึกปฏิบัติ ส่วนด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ รวมถึงคุณธรรมจริยธรรม ต้องการให้พัฒนาคุณภาพด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณมากที่สด รองลงมาคือ กล้าคิด กล้าท้า กล้าแสดงออก รักกาลเทศะ มีความเป็นผู้นาและมีความกระตือรือร้น ผลการศึกษาทั้ง 2 ส่วน สรุปได้วามีความสอดคล้องกัน ทั้งในเรื่องความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบัณฑิตที่สำเร็จจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 255

    Quality of Pennywort Tea Dehydrated by Vacuum Infrared Dryer

    No full text
    The aims of this study was to assess the physical, chemical and microbiological properties of pennywort tea dehydrated by vacuum infrared. Three levels of temperature, 40 50 and 60oC were studied. To follow Thai product standard for tea, all pennywort tea samples were dehydrated to the moisture content less than 8%. The result showed that dehydration using vacuum infrared at 60oC, pressure 70 mbar for 1.40 hours was the optimum condition for processing tea because it displayed highest greeness. In addition, it comprised of high concentration of asiaticoside, carotenoid compound and phenolic compound compared to the others. The microbiological study showed that all tea samples had total micro organism, yeast & mold and E coli followed Thai product standard for tea.การวิจัยนี้เป็นการศึกษาคุณภาพทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา ของชาในบัวบกที่ผ่านการทำแห้งด้วยอินฟราเรดภายใต้สุญญากาศ โดยผันแปรอุณหภูมิการอบ 3 ระดับ คือ 40, 50 และ 60% ชาใบบัวบกทุกตัวอย่าง จะอบแห้งจนมีความชนไม่เกินร้อยละ 8 ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของชา พบว่าการทำแห้งด้วยอินฟราเรดภายใต้สุญญากาศที่อุณหภูมิ 60 °ซ ความดัน 70 มิลลิบาร์ นาน 1.40 ชั่วโมง เป็นสภาวะที่เหมาะสมที่สุด เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีเขียวเข้มกว่าหน่วยทดลองอื่น อีกทั้งมีปริมาณสารอะเซียติโคไซด์ สารประกอบ แคโรทีนอยด์ และสารประกอบฟีนอลทั้งหมดในปริมาณที่สูงกว่าหน่วยทดลองอื่นๆ ในส่วนของคุณภาพ ทางจุลชีววิทยาพบว่า ชาในบัวบกทุกตัวอย่างมีปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด ยีสต์รา และ E.coli เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของช

    The Result of Using a Case Study Approach in Training Techniques, within Techniques in Training and Conference Course

    No full text
    การศึกษาผลการใช้กรณีศึกษาสอนเรื่องเทคนิคการฝึกอบรม ในรายวิชาเทคนิคการฝึกอบรมและการประชุม มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้กรณีศึกษา และสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้กรณีศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย (Population) คือ นักศึกษาภาคพิเศษ ระดับปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่เรียนรายวิชาเทคนิคการฝึกอบรมและการประชุม (MGT 2201) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวนทั้งสิ้น 168 คน จาก3 กลุ่มเรียน ได้แก่ กลุ่มเรียน 02 (เสาร์-อาทิตย์) กลุ่มเรียน 04 (เสาร์-อาทิตย์) และกลุ่มเรียน 02 (จันทร์-ศุกร์) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) เป็นนักศึกษาที่เข้าเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนในบทที่ 4 ครบทุกครั้งจำนวนทั้งสิน 104 คน คิดเป็นร้อยละ 62.0 ของนักศึกษาทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบทดสอบ (Test) และแบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนกับคะแนนสอบหลังเรียนของนักศึกษาจากคะแนนเต็ม 45 คะแนนพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.86 (คิดเป็นร้อยละ 35.24 ของคะแนนเต็ม) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 28.33 (คิดเป็นร้อยละ 62.96 ของคะแนนเต็ม) เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 12.47 คะแนน สามารถคำนวณหาค่าร้อยละความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้ได้ เท่ากับรอยละ 27.7 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (ทดสอบโดยใช้ค่าที่ (T-Test Sig-0.000) ผลการสำรวจความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพบว่า นักศึกษาเห็นด้วยกับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยใช้ในบทที่ 4 และมีความพึงพอใจในระดับมากต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอ

    Cost Management and Completely Production Value Evaluation of Bamboo Products to Bring Permanent Development to Tumbol Thasao Aumphor Sai-Yok Kanchanaburi

    No full text
    The objectives of the research were: to study the production costs; to problems of production cost management; to present the directions of production cost management; and to evaluate the complete production value of bamboo products. Sampling groups of this study were four bamboo product producers who produced widemounted bamboo basket, boiled bamboo shoot for a factory, boiled bamboo shoot contained in kerosene can, and streamed bamboo contained in plastic bag. The research instrument was the interview method. To analyze data, the research used descriptive analysis and quantitative method. The research results showed as follows. The production cost of each product as the following. At the total cost per unit of the widemounted bamboo basket was 37.69 Baht per piece. At the total cost per unit of the boiled bamboo shoot for a factory was 7.53 Baht per kilogram. At the total cost per unit of boiled bamboo shoot contained in a kerosene can was 190.55 Baht per kerosene can. At the total cost per unit of the streamed bamboo shoot contained in plastic bag was 8.26 Baht per bag. Production value of four bamboo products were 16,444,500 Baht per year. The problems of production cost management of the four bamboo products were from variable costs especially the direct material cost. The researcher presented the directions to manage the production cost of bamboo products as the following: Production cost reduction and increment in production.การบริหารตนทุนและการประเมินมูลคาการผลิตโดยรวมของผลิตภัณฑจากไผเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในตำบล ทาเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาขั้นตอนการผลิต ตนทุนการผลิต ประเมินมูลคาการผลิต โดยรวม ตลอดจนศึกษาปญหาการบริหารตนทุนการผลิต และเสนอแนะแนวทางการบริหารตนทุนการผลิตของผลิตภัณฑ จากไผ กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาไดแก ผูผลิตผลิตภัณฑจากไผเพื่อการคาจำนวน 4 ชนิด ไดแก ผูผลิตผลิตภัณฑเขง ผูผลิตผลิตภัณฑหนอไมตมสงโรงงาน ผูผลิตผลิตภัณฑหนอไมตมบรรจุปบ ผูผลิตผลิตภัณฑหนอไมนึ่งบรรจุถุงพลาสติก เครื่องมือการวิจัยใชแบบสัมภาษณ วิเคราะหขอมูลเชิงพรรณนา (Descriptive analysis) และเชิงปริมาณ (Quantitative method) ผลการวิจัย ตนทุนการผลิตผลิตภัณฑเขง มีตนทุนการผลิตตอหนวย 37.69 บาทตอใบ ผลิตภัณฑหนอไมตม สงโรงงานมีตนทุนการผลิตตอหนวย 7.5 บาทตอกิโลกรัม ผลิตภัณฑหนอไมตมบรรจุปบ มีตนทุนการผลิตตอหนวย 190.55 บาทตอปบ ผลิตภัณฑหนอไมนึ่งบรรจุถุงพลาสติก มีตนทุนการผลิตตอหนวย 8.26 บาทตอถุง มูลคาการผลิต โดยรวมของผลิตภัณฑจากไผเพื่อการคา ทั้ง 4 ชนิด เทากับ 16,444,500 บาท/ป ปญหาการบริหารตนทุนการผลิต ผลิตภัณฑจากไผทั้ง 4 ชนิด เกิดจากตนทุนการผลิตผันแปร โดยเฉพาะตนทุนวัตถุดิบ ทางผูวิจัยจึงเสนอแนะแนวทาง การบริหารตนทุนการผลิตผลิตภัณฑจากไผ โดยการลดตนทุนการผลิต และเพิ่มปริมาณการผลิ

    Learning Management to Integrate Local Communication by Participation for Chiang Mai Economic and Local Development

    No full text
    The objective of learning management for the participatory community’ communication to develop socio – economic of local communities in Chiang Mai was 1) to create and develop public relations for local communities in Chiang Mai by arranging learning management of mass communication and 2) to increase the potential capacity for people to use the principle of participatory communication in order to present the guidelines to develop socio-economic in their communities appropriately. The target group is 58 local administrative organizations of 19 districts in Chiang Mai. Participatory action research with the integration of local public relations, communities and local communities were conducted so that public relations media can present the guideline to develop socio-economic appropriately. The guideline for learning management is to develop 58 public relations of local communities to learn together with local people to create media of public relations for the strategic plan by presenting socio – economic project totaling 58 local administrative organizations. The result of the study was that local communities could learn with local organizations to produce 32 pieces of public relations media presented guidelines to develop economic and 26 pieces to develop societies. All of these mass media are broadcasted through the National Broadcasting Service of Thailand from September-December 2009. This public relations can make people know the direction how to develop the socio-economic of their own communities and motivate them to take part in the local communities’ development.การวิจัยเรื่อง “โครงการบูรณาการการจัดการเรียนรู้การสื่อสารชุมชนแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนานักประชาสัมพันธ์ชุมชนประจำท้องถิ่น ในจังหวัด เชียงใหม่ด้วยวิธีการจัดการการเรียนรู้ (LM) ด้านการสื่อสารและ 2) เพื่อเพิ่มศักยภาพของคนในชุมชนโดยการใช้หลักการ สื่อสารแบบมีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นของตนเองได้อย่างเหมาะสม กลุ่มเป้าหมายคือ เจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 58 แห่งใน 19 อำเภอ ของจังหวัด วิธีการศึกษาใช้วิธี การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ในการบูรณาการร่วมกันของนักประชาสัมพันธ์ประจำท้องถิ่น ชุมชน และ องค์กรในท้องถิ่น จนสามารถผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ที่นำเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นได้อย่าง เหมาะสม แนวทางในการจัดการการเรียนรู้ครั้งนี้เริ่มจากการพัฒนานักประชาสัมพันธ์ประจำท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น จำนวน 58 คน เพื่อสนับสนุนการเรียนรูร้ ว่ มกันกับในคนชุมชนใหส้ ามารถผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ แผนยุทธศาสตร์ของท้องถิ่น โดยการนำเสนอโครงการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นประจำตำบล ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสิ้น 58 ตำบล ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนในท้องถิ่นสามารถเรียนรู้ร่วมกันเชิงบูรณาการกับหน่วยงาน ในท้องถิ่นของตนเองในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ที่สามารถนำเสนอแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น คือ สื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นด้านเศรษฐกิจ จำนวน 32 ชิ้นงาน และสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นด้านสังคม จำนวน 26 ชิ้นงาน ผลงานสื่อประชาสัมพันธ์แผนยุทธศาสตร์ของ ท้องถิ่นที่ผลิตได้ของชุมชนถูกนำเสนอผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือน กันยายนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2552 การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวจะทำให้ชุมชนได้ทราบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมของท้องถิ่นของตนเองและยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นของ ตนเองมากขึ้

    Development of Self-access Learning Package to Enhance Communicative English Skills of Souvenir Merchants Doisaket Hot Spring Area Chiang Mai

    No full text
    This research has 2 objectives: 1)) to construct a self- access learning package and 3) to survey the opinions of souvenir merchant in Doisaket Hot Spring Chiang Mai towards the self- access learning package. The samples of the study are 32 souvenir merchants. The research instruments are 1) the souvenir merchants’ circumstances and expectations of their communicative English skills questionnaire, 2) the satisfaction evaluation of souvenir merchants towards self- access learning package The research results are as follows: 1) the self-estimate of English communicative skills were found at lowest and low levels with the high concern of improving English skill by self-directed learning methods, for instance, booklet and textbook. 2) The self- access learning package is conducted which consists of 1) welcoming and greetings, 2) asking about customers’ needs and recommendation 3) describing products, 4) pricing and bargaining and 5) thanking and leave taking. 3) The results show that the opinion and satisfaction of souvenir merchants toward the self-access learning package were at high level at 78.1%.การวิจัย เรื่อง “การพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึกในพื้นที่น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่” ครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยเพื่อ 1) สร้างชุดสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้วยตนเองสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึก ในพื้นที่น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึกในพื้นที่น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึก จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเพื่อสภาพปัจจุบันและความคาดหวังด้านทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกลุ่มตัวอย่าง 2) ชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) แบบประเมินความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดสื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1. ศักยภาพด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึก อยู่ในระดับควรปรับปรุงและพอใช้ และยังพบว่าประชากรมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการประกอบอาชีพ และผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึกส่วนใหญ่เล็งเห็นว่า แหล่งศึกษาภาษาอังกฤษหรือค้นคว้าเพิ่มเติมควรเป็นการศึกษาด้วยตนเอ ผ่านตำรา คู่มือเป็นหลัก เนื่องจากกล่มตัวอย่างมีช่วงเวลาการทำงานที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งไม่มีความสันทัดในการใช่สื่อ เทคโนโลยี เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 2. ผู้วิจัยออกแบบชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีขอบเขตด้านเนื้อหาเนื้อหา 5 หน่วย ดังนี้ 1) การต้อนรับและการทักทาย 2) การสอบถามความต้องการของลูกค้าและการแนะนำสินค้า 3) การอธิบายลักษณะสินค้า 4) การบอกราคาและการต่อรอง 5) การขอบคุณและการอำลา 3. ผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึกส่วนใหญ่มีความ ความคิดเห็นในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 78.1 ค่าเฉลี่ย 4.26 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าผู้ประกอบธุรกิจสินค้าและของที่ระลึกในพื้นที่น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เห็นว่า ชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองมีความเหมาะสมและความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดในประเด็นการใช้ประโยชน์และด้านภาษา ในประเด็นด้านภาษาที่ใช้ในชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความถูกต้องและสอดคล้องกับสถาณการณ์จริง และนอกจากนั้นมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

    The Royal Tourism for Sustainable Development

    No full text
    The objective of this article is to analyze the reasons for the royal journeys of King Rama IX (1927-2016), the problems the monarch had encountered, the royal initiatives, methods to overcome the poverty problem of his subjects as well as the results of his attempts to see whether they are in accordance with sustainable development and geo-social principles. The areas of this investigation covered Thai villages in San Kamphaeng and Mae On districts, a Hmong village in Mae Rim district, and a Karen village in Mae Wang district, Chiang Mai province. This investigation focuses on the events from 1969 to 2017. This qualitative research was based on a documentary research, interviews with key informants, and direct experiences of the researcher. The data were verified for their accuracy and the results are presented descriptively. The findings are summarized as follows. Royal tourism of Thai monarchs took place in the Ayuthaya Period. However, the concept was officially conceived in the reign of King Rama V (1853-1901) according to the name of the royal barge. M.C. Peesadet Ratchanee introduced the royal term to apply to the royal visits of the late King Rama IX to his subjects in mountainous areas in the north. The reasons for the royal visits stemmed from the status and roles of the kings who were obliged to observe the Ten Moral Codes and were concerned about the well being of their subjects. Their subjects and the country in those days were encountering the problems of communism (1965-1982), economy, poverty, transportation, destruction of natural resources due to the slash-and-burn farming practice and opium cultivation, and opportunity deprivation of minority ethnic groups. Solving the problems based on the Four Noble Truths, which include suffering, the cause of suffering, the cessation of suffering and the path leading to the cessation of suffering, enables residents to manage to solve their socio-economic and environmental problems. It is also in accordance with sustainable development and 17 items of the Global Sustainable Development Principle. Before 1977, the royal personal projects were used to solve the problems. After the initial stage, the royal and royally initiated projects had been implemented. Before 1977, the average annual income of Thai residents was about 20,000 baht. After the problems had been solved, their income increased to 100,000 or 200,000 baht or even more. For the Hmong ethnic group, their average annual income was not over 4,000 baht, but after the problems had been solved, it increased to 300,000 baht. Some might earn as much as a million baht a year. The average annual income of the Karen ethnic group was similar to that of the Hmong, but after the problems had been solved, it increased to between 100,000 and 300,000 baht, which was over thirty times higher than what they used to earn. In addition to better annual income, transportation, communication, education, and public health had improved significantly. However, public health and communication still required more improvement. The findings The cultivation of temperate fruits and vegetables as well as process and sales of these farming produce in addition to handicraft, tourism, and development of production factors had increased production yields and incomes. One positive result of these attempts was that opium cultivation was reduced and was completely eradicated in 1984. Leading their lives based on the royal and royally initiated projects had improved the quality of life of these marginalized ethnic groups. Nevertheless, it is inevitable that developments have brought about socio-cultural and environmental changes. For instance, bio-diversity has been reduced in the forest ecological system, and culture, such as traditional dress, has not been the same as before. However, conventional patterns have still been maintained The results of such developments were based on sustainable development. The best and most tangible change was economic, followed by social and environmental respectively. There have been some negative impacts from the developments, but they have been in an ongoing problem-solving process. Consequently, the results have been in accordance with the principle of sustainable development with successes varying according to geographical, social and ethnic differences. Economically, the Hmong were most successful, followed by Thais and the Karen respectively.งานวิจัยเรื่อง การเสด็จพระพาสต้นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Royal Tourism into Sustainable Development) มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์สาเหตุของการเสด็จประภาสต้นของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรหาภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2470-2559) ปัญหาที่ทรงประสบ แนวพระราชดำริ วิธีการในการแก้ปัญหาความแร้นแค้นของราษฎร ผลที่เกิดขึ้นว่าสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และตามหลักภูมิสังคมหรือไม่ ขอบเขตในการวิจัยอยู่ในพื้นที่บ้านคนไทย อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ออน ม้ง อำเภอแม่ริม และกะเหรี่ยง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์ระหว่างพ.ศ. 2512-2560 การวิจัยยึดรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์ผู้ใช้ข้อมูลสำคัญ และจากประสบการณ์ตรงของผู้วิจัย นำข้อมูลมาตรวจสอบ แล้วเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ การเสด็จประพาสต้นของพระมหากษัตริย์ไทย เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่คำว่าการเสด็จประพาสต้น เพิ่งเรียกขานตามเรือเครื่องต้น หรือเรือทรง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2396-2453) ม.จ. ภีศเดช รัชนี จึงได้ทรงนำราชาศัพท์ดังกล่าวมาทรงใช้กับการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภูเขาทางภาคเหนือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สาเหตุของการเสด็จประพาสต้น เกิดจากสถานภาพ และบทบาทของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงมีทศพิศราชธรรม รัก เป็นห่วงประชาชน ประชาชน และประเทศชาติประสบกับปัญหาเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2508-2525) ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความยากจน ขาดการคมนาคม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยการเผาป่า ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น และความยากจน แร้นแค้น ด้อยโอกาสของกลุ่มชาติพันธุ์ การแก้ปัญหาโดยหลักอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทำให้สามารถแก้ปัญหาแก่ราษฎรผู้ทุกข์ยากได้ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก 17 ข้อ การแก้ปัญหาเริ่มต้นใช้โครงการส่วนพระองค์ในระยะแรกก่อนพ.ศ. 2525 และหลังจากนั้นใช้โครงการหลวง และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการแก้ปัญหา ก่อนพ.ศ. 2520 คนไทยมีรายได้ปีละ 10,000-20,000 บาท แต่หลังจากการแก้ไขปัญหาแล้วมีรายได้ปีละ 100,000-200,000 บาท หรือมากกว่านั้น ม้งมีรายได้ปีละไม่เกิน 3,000-4,000 บาท แต่เมื่อแก้ปัญหาแล้วมีรายได้ปีละมากกว่า 300,000 บาท หรือบางครอบครัวปีละมากกว่า 1-2 ล้านบาท กะเหรี่ยงมีรายได้ปีละ 3,000-4,000 บาทเช่นเดียวกับม้ง แต่หลังจากแก้ปัญหาแล้วมีรายได้ปีละ 100,000-300,000 บาท อาจน้อยกว่าม้ง แต่ก็ดีกว่าเดิมมากกว่า 30 เท่า นอกจากรายได้แล้ว การคมนาคม การสื่อสาร การศึกษา สาธารณสุข ก็พัฒนาดีกว่าเดิม แต่ก็ยังต้องปรับปรุงให้ดีกว่านี้ ในด้านการสาธารณสุข และการสื่อสาร การค้นพบการปลูกพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว และการแปรรูปการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพอื่นนอกภาคเกษตร เช่น การหัตถกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งการพัฒนาส่งเสริมปัจจัยในการผลิต ทำให้ได้รับผลผลิตและรายได้มากขึ้น ทำให้การปลูกฝิ่นลดน้อยลง และหมดสิ้นในพ.ศ. 2527 ดำเนินชีวิตตามแนวทางโครงการหลวง และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คุณภาพชีวิตจึงดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทำให้สิ่งแวดล้อม และสังคม วัฒนธรรม ถูกกระทบเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ระบบนิเวศป่า ความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลง วัฒนธรรมเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เรื่องการแต่งกาย แต่ก็ยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้ได้ ผลของการพัฒนาดังกล่าวแล้ว ยังคงเป็นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีที่สุด รองลงมาคือ สังคม และสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าส่งผลกระทบทางลบบ้าง ก็แต่เพียงเล็กน้อย และกำลังแก้ไข ดังนั้นผลของการพัฒนา จึงเป็นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และภูมิสังคมแตกต่างกันบ้างตามภูมิประเทศ และกลุ่มคนไทย ม้ง และกะเหรี่ยง ม้งประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือคนไทย และกะเหรี่ยงมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม

    0

    full texts

    1,393

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    ChiangMai Rajabhat University Intellectual Repository
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇