MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    แนวคิดสังคมและการปกครองในอัคคัญญสูตร

    Get PDF
               การศึกษาแนวคิดสังคมและการปกครองในอัคคัญญสูตร ด้านการศึกษาแนวคิดสังคมใน  อัคคัญญสูตร แบ่งออกได้ 2 ยุค คือ 1) สังคมที่มีความเจริญด้านศีลธรรมซึ่งมนุษย์ให้ความสำคัญในด้านจิตใจมากกว่าวัตถุ และ 2) สังคมที่มนุษย์ให้ความสำคัญในด้านวัตถุมากกว่าด้านจิตใจซึ่งทำให้เกิดความไม่สงบสุขขึ้นในสังคม เช่นการขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน การโกหกและการหลอกลวง การทำร้ายกัน จนต้องมีการตั้งผู้นำขึ้นมาปกครองสังคม ส่วนด้านการปกครองสังคมที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร เป็นการปกครองที่ใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นกฎระเบียบในการปกครอง ซึ่งความเชื่อทางศาสนาแบงออกได้ 2 ยุค คือ 1) ยุคของศาสนาพราหมณ์ที่แบ่งประชาชนในสังคมออกเป็น 4 วรรณะ ผลที่เกิดจากการปกครองแบบนี้ เมื่อมองดูภายนอกทำให้สังคมสงบสุข แต่เมื่อมองสภาพภายในสังคมก็มีความเลื่อมล้ำกันของประชาชนและ 2) ยุคของพระพุทธศาสนา ใช้ศีลธรรมเป็นกฎระเบียบในการปกครอง สังคมในพระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 2 ประการ คือสังคมสงฆ์และสังคมของประชาชนทั่วไป ศีลธรรมที่ใช้ในการปกครองสังคมสงฆ์ คือศีลระดับสูงคือ ศีล 227 และศีล 311 ส่วนศีลของประชาชนทั่วไปคือ ศีล5 และศีล8 ผลที่เกิดจากการปกครองด้วยศีลธรรมจะไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ความสงบสุขของสังคมจึงขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหลักศีลธรรมได้มากหรือน้อยเท่านั้

    สุนทรียศาสตร์อุโบสถวัดร่องขุ่น

    Get PDF
            ในบทความนี้ผู้เขียนต้องการวิเคราะห์ให้เห็นถึงมุมมองทางด้านสุนทรียศาสตร์ว่าด้วยเกณฑ์ ตัดสินความงามในลัทธิจิตวิสัยหรืออัตนัยนิยม (Subjectivism) ลัทธิวัตถุวิสัยหรือปรนัยนิยม (Objectivism) และประโยชน์ ลักษณะของความงาม และมุมมองพุทธสุนทรียศาสตร์ที่มีต่ออุโบสถวัดร่องขุ่น แนวคิดทาง ตะวันตกได้สะท้อนและให้ความสำคัญในเชิงปรัชญาในข้อถกเถียงว่าความงามเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สามารถ ตรวจสอบหรือพิสูจน์ได้ และให้ความสำคัญกับประโยชน์ด้วย ส่วนพระพุทธศาสนาให้ค่าหรือน้ำหนักในแง่ ของประโยชน์และเป็นเครื่องมือในการสื่อธรรมหรือแสดงธรรมไปด้วย ดังนั้น ปรากฏได้ว่า อุโบสถวัดร่องขุ่น แสดงให้เห็นถึง ความดี ความงามและความจริงที่ปรากฏ ตามแนวคิดทางด้านสุนทรียศาสตร์ตะวันตก และยังมีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาที่สะท้อนให้เห็นในแง่มุมของประโยชน์ที่ไม่เพียงสะท้อนเพียง ความดี ความงามและความจริงเท่านั้น         This Article critical the point of view in the Criteria of Aesthetic; Subjectivism, Objectivism and Benefit. The Character of beauty and the point of Buddhist Aesthetic to Ubosoth of Wat Rong khun. In the point of views in western reflect and given the philosophical meanings of argument in beauty is the reality can prove and the benefit values too. In the rational of Buddhism given the values or the benefits and the implementation Dharmma too. So, Ubosoth of Wat Rong khun show the goodness, beauty and truth in the Aesthetic in the western and similar with Buddhism but the Buddhism will given benefits, goodness beauty and truth to

    ความเข้าใจหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 2 : ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนบ้านหนองเหล็กตำบลโพธิ์ชัย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
    สารนิพนธ์นี้ศึกษาเรื่อง  ความเข้าใจหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนในช่วง ชั้นที่ 2 : ศึกษาเฉพาะกรณี โรงเรียนบ้านหนองเหล็ก ตำบลโพธิ์ชัยอำเภอพนมไพร  จังหวัดร้อยเอ็ด   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาความรู้ความเข้าใจหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเหล็ก  ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด 2)  เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเหล็ก  ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6  จำนวน 65  คนเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นข้อสอบวัดความรู้ ความเข้าใจหลักการ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย จำนวน  21  ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับเท่ากับ  . 61  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย   ผลการวิจัย  พบว่า 1. นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเหล็ก  ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดมีความรู้ความเข้าใจหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นระดับชั้นทั้งสามชั้นพบว่า  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีความรู้ความเข้าใจในระดับปานกลาง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีความรู้ในระดับน้อย  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีความรู้ในระดับน้อย 2. ระดับค่าเฉลี่ยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีความรู้ความเข้าใจหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยมากกว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 5 โดยที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   มีความรู้ความเข้าใจมาก กว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่

    บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีต่อการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตา : ศึกษาเฉพาะกรณี หมู่บ้านผือ ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

    Get PDF
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีต่อการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตาบ้านผือ ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตาหมู่บ้านผือ ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล พนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลดู่ทุ่ง ที่มีต่อการอนุรักษ์ดอนปู่ตาหมู่บ้านผือ ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.27) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลดู่ทุ่งที่มีต่อการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตา มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 3 ด้านคือ การส่งเสริมประชาชนในการอนุรักษ์ป่าชุมชน (μ = 3.84) ด้านการป้องกันและปราบปราม (μ = 3.42) ด้านการบำรุงรักษาป่าชุมชน (μ = 3.40) และบทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลดู่ทุ่งที่มีต่อการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตาที่มีกี่ปฏิบัติอยู่ในระดับน้อยคือ ด้านการจัดการป่าชุมชน (μ = 2.42) สำหรับปัญหาและข้อเสนอแนะแนวทางการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตา ได้แก่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ของรัฐควรสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้ตระหนักถึงผลประโยชน์ของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาต

    บทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้านในการแก้ไขปัญหายาเสพติด : ศึกษาเฉพาะกรณี ตำบลไผ่ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร

    Get PDF
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับบทบาท และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการหมู่บ้านที่มีต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตำบลไผ่ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คณะกรรมการหมู่บ้าน ตำบลไผ่ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร จำนวน 99 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ จำนวน 17 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.53-0.86 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ผลการวิจัยพบว่า คณะกรรมการหมู่บ้านมีบทบาทในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตำบลไผ่ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร โดยรวมทั้งสามด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ลำดับตามค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ คือ ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ด้านการป้องกัน และด้านการปราบปราม คณะกรรมการหมู่บ้านได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตำบลไผ่ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร คือ ควรมีการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพให้ผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดที่ผ่านกระบวนการบำบัดรักษาให้สามารถดำรงชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพา และหวนกลับไปใช้ยาเสพติด ควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการดำเนินงานปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และควรมีวิทยากรมาให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด แก่คณะกรรมการหมู่บ้านเพราะบางคนยังขาดความรู้ ความเข้าใ

    A การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย)

    No full text
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) 2) เพื่อสร้างรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) 3) เพื่อทดลองรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) 4) เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน  2)ครูผู้สอน จำนวน  17  คน โดยได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sample) ตัวแปรที่ใช้ในกาวิจัย 1)ตัวแปรต้น ได้แก่ รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) ตัวแปรตาม คือ  1) ศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่ได้รับการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาความต้องการรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย)ได้ประเด็นความต้องการหลัก 7 ด้าน ประเด็นย่อย 21 ประเด็น ผลการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย)ได้รูปแบบการนิเทศที่ประกอบด้วย ประเด็นหลัก 7 ด้าน และประเด็นย่อย 23 ประเด็น ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) พบว่า ผู้วิจัยร่วมกับโรงเรียนสามารถดำเนินตามกระบวนการในคู่มือรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) คือ ครูผู้สอนมีการประเมินตนเองเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนในโรงเรียนทุกคน ผลปรากฏว่าครูมีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( = 4.67) และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.42) แสดงว่ามีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ระดับมากที่สุด ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย) พบว่า ทั้งผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดบ้านอ้อย)ว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้มีประโยชน์และมีความถูกต้องในระดับมาก&nbsp

    พระอริยสงฆ์แห่งชาติพันธุ์ชนเผ่าภูไท

    Get PDF
    นับตั้งแต่อดีตถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวภูไทนั้น ได้ตั้งอยู่ที่บริเวณตอนกลางของมณฑลยูนานในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ต่อมาจึงได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า “แคว้นสิบสองจุไท” มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในเมืองแถน ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นจังหวัดเดี่ยนเบียนของประเทศเวียนนาม ชาวภูไทได้มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น การแต่งกาย ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และมีความเชื่อเรื่องภูตผีบรรพบุรุษ จึงพากันนับถือผี ต่อมาได้รับฟังคำสอนธรรมะจากพระอาจารย์หลายท่าน จึงพากันเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะแสดงให้เห็นเกี่ยวกับคนชาติพันธุ์ที่เป็นชาวภูไท ที่ได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้วได้สละเรือนออกบวช และปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยสงฆ์แห่งยุคปัจจุบันด้วยความเป็นคนชาติพันธุ์ของเชื้อสายชาวภูไท และมุ่งแสดงให้เห็นเกี่ยวกับความเป็นมาของชาวภูไทในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐาน รูปแบบวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ความเชื่อประเพณี และภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้ ผู้เขียนได้มาจากการศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการสังเคราะห์ วิเคราะห์เอกสาร และได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพสังคมในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจ สังคม และวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ชาวภูไทจำนวนไม่น้อยจึงละทิ้งวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาบางอย่างของตนไปบ้าง คำสำคัญ : พระอริยสงฆ์, ชาติพันธุ์ภูไท   Abstract Ever since the former original residence of the Phu Thai people It is located in the central area of ​​Yunnan Province in the People's Republic of China today. Later, he migrated to settle in the land known as "Twelve Chutai region" is centered on the town of Tan Which has now become the Dian Bien province of the country of circulation Phu Thai people have their own unique culture such as dress, wisdom, way of life and belief in ancestral spirits. Therefore led each other to respect ghosts Later he heard the teachings of Dhamma from many teachers Therefore led each other to stop worshiping ghosts Turned to respect the Rattanakrai relied on the Buddha, Dharma, monks and have a strong faith in Buddhism, therefore, this article aims to show about the ethnic people who are Phu Tai people Who has faith in Buddhism and has left the house to become a monk And practice Dhamma until he attained Dharma, is a Buddhist monk of the present era, with being ethnic of the Phu Thai descent And aimed to demonstrate the history of the Phu Thai people in various aspects such as migration Life style Living conditions Tradition And wisdom in various fields by these information The author is derived from the study using the synthetic method. Document analysis However, with the current social, economic, social and scientific conditions, Many Phu Thai people have abandoned some of their lifestyles, beliefs and wisdom. Keywords : Holy monk, Phu Thai Ethnicit

    การศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในอำเภอวิเศษชัยชาญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในอำเภอวิเศษชัยชาญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองใน 8 ด้านได้แก่ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้านซื่อสัตย์สุจริต ด้านมีวินัย ด้านใฝ่เรียนรู้ ด้านอยู่อย่างพอเพียง ด้านมุ่งมั่นในการทำงาน ด้านรักความเป็นไทย ด้านมีจิตสาธารณะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองในจำนวน 136 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตรส่วนประเมินค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one way ANOVA) ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทำการตรวจสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยใช้สูตรตามวิธี Least Significant Difference (LSD) ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในอำเภอวิเศษชัยชาญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.10) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือด้านมีวินัย ( = 4.25) รองลงมา คือ ด้านรักชาติศาสน์กษัตริย์ ( = 4.25) ด้านมุ่งมั่นในการทำงาน ( = 4.21) ด้านใฝ่เรียนรู้ ( = 4.21) ด้านซื่อสัตย์สุจริต ( = 4.16) ด้านมีจิตสาธารณะ ( = 4.04) ด้านอยู่อย่างพอเพียง ( = 3.90) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านรักความเป็นไทย ( = 3.85) อยู่ในระดับมาก ผลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จำนวน 5 คน พบว่า ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในแต่ละโรงเรียนจะมีการปลูกฝังคุณธรรมอันพึงประสงค์ด้านรักชาติศาสน์กษัตริย์แก่นักเรียนโดยการสอดแทรกในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งการเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติ การสวดมนต์แผ่เมตตาปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ ด้านความซื่อสัตย์สุจริต ผู้บริหาร คุณครู ผู้ปกครอง ช่วยกันอบรมสั่งสอนนักเรียนและแทรกคุณธรรมระหว่างสอน ปลูกฝังคุณธรรม ด้านความซื่อสัตย์สุจริตให้นักเรียนรู้จักและคำนึงถึงความถูกต้อง และ ไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่โกหก พูดแต่ความจริง สอนซ้ำ ๆ เน้นย้ำเสมอ ด้านมีวินัย เสริมสร้างวินัยแก่นักเรียน ปลูกฝังให้นักเรียนประพฤติตนตามระเบียบวินัยของโรงเรียนแต่งกายถูกระเบียบ ปฏิบัติตนตามกฎของห้องเรียน จัดกิจกรรมกลุ่มให้นักเรียนทำบ่อย ๆ ฝึกให้นักเรียนทำงานเป็นทีม เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ด้านใฝ่เรียนรู้ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นตรงกันว่าเราจะปลูกฝังคุณธรรมอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้โดยให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ มีการเชิญวิทยากรในชุมชนมาให้ความรู้แก่นักเรียน ด้านอยู่อย่างพอเพียง ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพอเพียง แก่นักเรียน จัดกิจกรรมออมเงิน สอนให้นักเรียนรู้คุณค่าของเงิน เน้นเรื่องความประหยัดใช้ของอย่างรู้คุณค่า ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ปิดน้ำไฟ ทุกครั้งหลังเลิกใช้ เน้นย้ำในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติจริง ด้านมุ่งมั่นในการทำงาน ฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบในการทำงาน เอาใจใส่ต่องานที่ได้รับมอบหมายตั้งใจทำงานจนเกิดความสำเร็จ มีความพยายามมีความคิดสร้างสรรค์ในผลงาน สามารถแก้ปัญหาจนงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มอบหมายงานให้นักเรียนทำบ่อย ๆ ฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ด้านรักความเป็นไทย ทางโรงเรียนมีการปลูกฝังจิตสำนึกให้นักเรียนรักความเป็นไทย รักประเพณีไทย กินของไทย ใช้ของไทย ใช้ภาษาไทย สื่อสารด้วยภาษาไทยที่ถูกต้องและชัดเจน มีมารยาทงามอย่างไทยมีการประกวดมารยาทงามแต่ละสายชั้นแต่งกายแบบไทยในการร่วมกิจกรรมของโรงเรียนเช่น กิจกรรมวันปีใหม่ วันลอยกระทง เน้นทุกสาระการเรียนรู้ ด้านมีจิตสาธารณะสอนให้นักเรียนรู้จักเสียสละรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น จัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อให้นักเรียนรู้จักการทำงานเพื่อสังคม ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสากับทางชุมชน ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถเป็นประโยชน์ต่อ ระดับชั้นประถมศึกษาในอำเภอวิเศษชัยชาญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารในด้านวิชาการและกิจกรรมตามหลักสูตรให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น     The objective of this study is to explore the eight fundamental moral characteristics of primary students in Wiset Chai Chan district, Angthong province in order to benefit instructional model development. The eight moral characteristics are Love of nation, Religion and king, Public-mindedness, Self-discipline, Cherishing Thai-ness, Avidity for learning, Honesty and integrity, Dedication and commitment to work,     The samples used in this study were 136 teachers under Angthong Primary Education Service Area Office. Then stratified random sampling was conducted, using school strata followed by simple random sampling. The instrument used for data collection was a 5-level rating scale questionnaire. The statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation, and in testing hypotheses were t - test, F – test and One - Way ANOVA. The research results found as follows. The morality and ethics according to students' desired characteristics in education opportunity extension schools under Angthong Primary Education Service Area Office in the opinions of the teachers as a whole was at the high level. When considered by individual aspects most of them were at the high level ( = 4.10); arranged in descending order of mean as follows: Self-discipline ( = 4.25 ), Religion and king ( = 4.25), Dedication and commitment to work ( = 4.21 ), Avidity for learning ( = 4.21), Honesty and integrity ( = 4.16 ), Public-mindedness ( = 4.04), Love of nation ( = 3.90), Cherishing Thai-ness ( = 3.85).     The result of the interview five school administrators, under the Office of Angthong Primary Educational Service Area, found that in each school will have its moral purpose. Respect for the national flag. Sing national song and kindness prayer practices of their religion, to profess Honesty and integrity, teacher, parents helping each other with training to teach students and teach moral virtue between the honest side, students know and observe the accuracy not of others. Do not lie. Self-discipline, encouraging students to behave according to the discipline of the school dress code is a mess. Behave according to the rules of the classroom of group events, students do often give students practice teamwork. Respect for the opinions of other. Avidity for learning management reviews directly to its moral purpose by pursuing learning, students participate in learning activities. Seek out learning both inside and outside the school regularly. Love of nation, invited lecturer in the community educating students is sufficiently. The school organized awareness activities with the philosophy of sufficiency economy enough money saving activities organized for students, teaching students to know the value of money. Focus on the use of savings with valuable water-saving energy. Turn off the water, electricity and every time after use. Emphasize in each group, the department of learning for students. Dedication and commitment to work, let the students are responsible for the work. Care assignments, work until success. An attempt was made to. Creative works: able to solve assigned tasks successfully delegated tasks, student’s frequently training staff responsibility is for Thailand. The school has an awareness of students. Cherishing Thai-ness, love the tradition of Thailand. Use Thai language in correct and clear. Participate in school events such as New Year's Day, Loy Krathong Day. Public-mindedness, teach students to recognize the sacrifice known share of things to others. Activity organize a community, student known to social work, students participate in volunteer activities with the community.     To the end, the results are useful to improve and develop management and academic activities according to the curriculum, there is a much more suitable. &nbsp

    The Main Factor in the Management of Private Enterprise Effectiveness

    Get PDF
    Currently, the system of companies and organizations are also rapidly changing. Several businesses are highly competitive to produce work piece or even the quality of service. They have knowledge in production, creation, moral of the manufacturer. The quality of the raw materials is in accordance with the price standards. The satisfaction of the clients is an important to consider in running on business. Consumers who are satisfied with the products and service will become permanent customers because they have confidence in products and services. Therefore, private companies should have the strategies for effective administration.This article is based on a review of literature, research, theories, and related theories from various scholars. Moreover, to recognize about the management of various private organizations are relevant factors to effectively administration. This article will be useful for the administrator and involved in the future.&nbsp

    Dependent Origination and its Corollaries

    Get PDF
    This research article concerns the Dependent Origination and Corollaries which are related to the Lord Buddha’s Teachings. It definitely concerns to the Law of Karma, the Law of Causation mentioned in the Buddhist Teachings. The four main theories related to the Dependent Origination and Corollaries are, 1) The Law of Karma which is the Law of causality.2. The theory of Momentariness which refers to the impermanence of every existence.3. The theory of ‘No-Ego’ which refers to the unimportance of any material substance’. 4. The theory of Causal Efficiency

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇