MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 ที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 420 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 และประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของแนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การตรวจสอบและถ่วงดุล สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การบริหารตนเอง 2. แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 มีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การกระจายอำนาจ 2)การบริหารตนเอง 3) การบริหารแบบมีส่วนร่วม และ 4) การตรวจและถ่วงดุ
ปัจจัยที่มีผลต่อความวิตกกังวลในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษา สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับความวิตกกังวลในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2)เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความวิตกกังวลในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3)เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักศึกษาจำนวน 30 คน อาจารย์ผู้สอน 8 คน ใช้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความวิตกกังวลในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัจจัยที่มีผลต่อความวิตกกังวลในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านผู้เรียน ด้านชั้นเรียน ตัวแปรอิสระทั้ง 2 ตัวมีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในคะแนนดิบเท่ากับ .205 และ .200 ตามลำดับ 3. แนวทางการพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเป็นต้องฝึกการเขียนภาษาอังกฤษโดยการจดบันทึกผ่านกิจวัตรประจำวันต่างๆ โดยทดลองฝึกบันทึกไดอารี่เพื่อความคุ้นชินกับการเขียนภาษา และวาดภาพและเขียนอธิบายเรื่องราวตามจินตนาการ และการสอดแทรกทางด้านการพูดให้สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านไวยากรณ์หรือโครงสร้างเพื่อให้รู้ด้านสังคม เช่นการใช้คำและการสร้างประโยค อีกทั้งรู้ในการใช้โครงสร่งเพื่อสื่อความหมาย ส่วนในการติดต่อสื่อสารจำเป็นอย่างมากในการใช้กลวิธีในการสื่อสารและต้องใช้ความพยายามที่จะเรียนรู้ฝึกฝนการติดต่อสื่อสารที่บ่งบอกถึงการนำไปสู่การพัฒนาทักษะการติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับความเป็นบัณฑิตในยุคปัจจุบั
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู 2)เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 346 คน ได้มาโดยวิธีการคำนวณหาจำนวนกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละชั้นภูมิแล้วสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นศึกษานิเทศก์ จำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้าน ได้แก่ ด้านการกำหนดจุดประสงค์การวัดและประเมินผล อยู่ในระดับมาก ด้านการกำหนดขอบเขตการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับมาก ด้านการเลือกใช้เทคนิคและเครื่องมือในการประเมิน อยู่ในระดับมาก ด้านการวิเคราะห์ผลและวิธีการจัดการข้อมูลการประเมิน อยู่ในระดับปานกลาง และด้านการกำหนดเกณฑ์ในการวัดและประเมินผลอยู่ในระดับมาก 2. โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ
แนวทางการพัฒนาปัจจัยองค์ประกอบความเป็นพลเมืองดี ให้มีผลต่อประชาสังคมแนวใหม่
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยองค์ประกอบแบบจำลองความเป็นพลเมืองดีที่มีผลต่อประชาสังคมแนวใหม่ รวมถึงนำเสนอแนวทางการพัฒนาตัวแปรทั้งสอง โดยใช้แบบสอบถามที่ได้รับการพัฒนาความตรงและความเชื่อมั่น จำนวน 44 ข้อ สำหรับใช้ในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนในเขตจังหวัดอุบลราชธานีและอำนาจเจริญ จำนวน 350 คน วิเคราะห์ปัจจัยองค์ประกอบด้วยสถิติ วิเคราะห์องค์ประกอบแบบ Generalized Least Square และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยองค์ประกอบแบบจำลองความเป็นพลเมืองดี ประกอบด้วย ความรู้ การเคารพกฎหมาย และทำงานสาธารณะ การมีส่วนร่วมและเคารพความแตกต่าง รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งมีอิทธิพลในการพยากรณ์ร่วมกันต่อประชาสังคมแนวใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 ส่วนการนำไปใช้ประโยชน์นั้น เน้นการพัฒนาความรู้ และความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลั
การจัดการความเสี่ยงด้านผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการความเสี่ยงด้านผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ทั้ง 3 หมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง และหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินที่มีผลต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนของหลักทรัพย์ ในการอธิบายปัจจัยทางฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของหลักทรัพย์ใน 4 ด้าน ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตรากำไรสุทธิ และอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมที่มีต่อผลตอบแทน ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินที่ได้จากงบการเงินของบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 3 หมวดอุตสาหกรรม ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 รวม 60 เดือน จำนวน 66 บริษัท โดยข้อมูลที่นำมาศึกษาเป็นข้อมูลทุติยภูมิ แบบอนุกรมเวลา เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ แล้วนำมาทำการทดสอบสมมติฐานด้วยเครื่องมือทางสถิติ ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
ผลการศึกษาพบว่า ในหมวดวัสดุก่อสร้าง อัตราส่วนทางการเงินที่มีผลต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนของหลักทรัพย์ มีจำนวน 13 หลักทรัพย์ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีผลมากที่สุดคือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน มีจำนวน 8 หลักทรัพย์ รองลงมาคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ ส่วนด้านที่มีผลต่ำสุดคือ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม มีจำนวน 1 หลักทรัพย์ ในหมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง อัตราส่วนทางการเงินที่มีผลต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนของหลักทรัพย์ มีจำนวน 17 หลักทรัพย์ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีผลมากที่สุดคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น มีจำนวน 11 หลักทรัพย์ รองลงมาคือ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม มีจำนวน 9 หลักทรัพย์ ส่วนด้านที่มีผลต่ำสุดคือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 5 หลักทรัพย์ และในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อัตราส่วนทางการเงินที่มีผลต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนของหลักทรัพย์ มีจำนวน 36 หลักทรัพย์ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีผลมากที่สุดคือ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม มีจำนวน 23 หลักทรัพย์ รองลงมาคือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน มีจำนวน 19 หลักทรัพย์ ส่วนด้านที่มีผลต่ำสุดคือ อัตรากำไรสุทธิ มีจำนวน 9 หลักทรัพย์ ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย คือ ในการจัดการความเสี่ยงด้านผลตอบแทนจากการลงทุนของหลักทรัพย์ กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างควรเลือกใช้ปัจจัยในการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับหลักทรัพย์และสอดคล้องกับหมวดอุตสาหกรร
การเมืองการปกครองท้องถิ่นไทยในศตวรรษที่ 21
การปกครองส่วนท้องถิ่นไทย หลังจากการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในด้านจัดการตามหลักของการกระจายอำนาจของรูปแบบปกครองการตามระบอบประชาธิปไตย การปกครองส่วนท้องถิ่นไทยในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาในทุกระดับต้องมีการเพิ่มทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุค เพื่อการให้บริการสาธารณะที่ดีกับประชาชนร่วมไปถึงความเป็นอยู่ของประชาชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน แต่ละท้องที่มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่โบรา
การพัฒนาแนวการสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 การดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่น ผู้บริหาร และครู โรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 จำนวน 152 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของแนวทางการสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย ด้านการตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ ด้านภาวะผู้นำของกรรมการเครือข่ายและ ด้านสมาชิกเครือข่าย และ 2. การสร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนขนาดเล็ก มี 4 ด้าน 39 แนวทาง ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย มี 12 แนวทาง ด้านการตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ มี 13 แนวทาง ด้านภาวะผู้นำของกรรมการเครือข่าย มี 8 แนวทางและ ด้านสมาชิกเครือข่าย มี 6 แนวทาง และผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางอยู่ในระดับมากที่สุ
การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุค NEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 3 เมืองศรีภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุค NEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษา 2)เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุค NEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะของครูผู้สอนต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุค NEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 3 เมืองศรีภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครูผู้สอน จำนวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบสมมติฐานงานวิจัยด้วยค่า t-test และ F–test
ผลการวิจัยพบว่า 1)การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุค NEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 3 เมืองศรีภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการคัดกรอง ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งเสริมและพัฒนาและด้านการส่งต่อ ตามลำดับ 2)การเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุค NEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษาจําแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ด้านการส่งเสริมและพัฒนา ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งต่อ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลและด้านการคัดกรองไม่แตกต่างกัน 3)ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคNEW NORMAL ของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 3 เมืองศรีภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 (1) ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ผู้บริหารควรส่งเสริมให้บุคลากรใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน (2) ด้านการคัดกรอง ผู้บริหารควรสนับสนุนและจัดอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรในการคัดกรอง (3) ด้านการส่งเสริมและพัฒนา ผู้บริหารควรจัดทำโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง (4) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ผู้บริหารควรดูแลความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในโรงเรียนให้มากขึ้น (5) ด้านการส่งต่อ ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำกับ ติดตาม และประเมินผล เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนต่อไ
การประเมินโครงการเสริมสร้างจิตอาสาเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียนโรงเรียน บ้านเมืองแก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ของโครงการเสริมสร้างจิตอาสาเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียนโรงเรียนบ้านเมืองแก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 2)ศึกษาผลกระทบ ประสิทธิผล ความยั่งยืน และการถ่ายโยงความรู้ 3)ประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งหมด 144 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินโครงการ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95 แบบสอบถามด้านผลผลิตมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95 แบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการประเมินประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2)ผลการศึกษาผลกระทบ ประสิทธิผล ความยั่งยืน และการถ่ายโยงความรู้ โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 3)ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการเสริมสร้างจิตอาสาเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียนโรงเรียนบ้านเมืองแก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุ
การพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนกลุ่มเมืองเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาและประเมินคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนกลุ่มเมืองเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2)เพื่อเป็นคู่มือสำหรับผู้บริหารศึกษา หัวหน้างานกิจกรรมนักเรียน และครูที่ปรึกษา ได้ศึกษาและใช้เป็นแนวทางในการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และผู้บริหารสถานศึกษาได้ใช้เป็นแนวทางในการดูแล กำกับ ติดตาม และนิเทศ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือเรียนของโรงเรียน ในการจัดทำคู่มือครั้งนี้ ผู้จัดทำได้ดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและรวบรวมข้อมูลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา การส่งต่อ กำหนดเกณฑ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณา และร่างคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ขั้นตอนที่ 2 จัดทำโครงร่างของคู่มือการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนกลุ่มเมืองเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กำหนดกรอบเนื้อหาระบบนักเรียนแลช่วยเหลือกำหนดเกณฑ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณา และร่างคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนผู้ทรงคุณวุฒิ9 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 3 คน หัวหน้างานกิจกรรมนักเรียน จำนวน 3 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือโดยผู้ประเมิน 30 คน ประกอบด้วย ครูผู้สอนหรือ หัวหน้างานกิจกรรมนักเรียน ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหาสาระของคู่มือ ขั้นตอนที่ 4 จัดทำคู่มือฉบับสมบูรณ์ ประกอบด้วย ประกอบด้วย ปก คำนำ สารบัญ คำแนะนำการใช้คู่มือ วัตถุประสงค์ ประโยชน์ ส่วนประกอบของคู่มือ และเนื้อหาการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนในกลุ่มเมืองเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือในการนำคู่มือไปใช้ ของครูผู้สอน หรือหัวหน้างานกิจกรรมนักเรียน มีความเห็นโดยรวม คู่มือมีความเหมาะสมในการนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุดและ 2)คู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนกลุ่มเมืองเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วย 4 ตอน คือ ตอนที่ 1 สถานการณ์ปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ตอนที่ 2 ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและแนวปฏิบัติของโรงเรียนในกลุ่มเมืองเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 เป็นการนำเสนอองค์ประกอบ กระบวนการในภาพรวมของระบบ ในรูปของผังแสดงโครงสร้างของระบบ วิธีดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของครูผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเคร่งครัด ตอนที่ 3 ได้ชี้แจงการใช้เอกสาร เครื่องมือ ระยะเวลาการจัดเก็บ ตลอดจนผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน อีกทั้งได้รวบรวมเครื่องมือ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่ครูผู้เกี่ยวข้องจะต้องใช้ในการดำเนินการเป็นมาตรฐาน เพื่อใช้เก็บข้อมูลตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 ขั้นตอน คือ 1)การรู้จักนักเรียนรายบุคคล 2)การคัดกรองนักเรียน 3)การป้องกันและแก้ไขปัญหา 4)การพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน 5)การส่งต่อ ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์อื่นๆ ได้นำเสนอหลักเกณฑ์ที่จำเป็นในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เช่น หลักการเยี่ยมบ้านนักเรียนหลักเกณฑ์ของบุคคลพิการ 9 ประเภ