MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 2) เพื่อออกแบบ สร้าง และประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 624 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการวางแผนงานวิชาการ และด้านการวัดผลประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ และด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และลำดับความต้องการจำเป็น (PNImodified) ของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ด้านที่มีความจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (PNImodified = 0.166) 2. การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 35 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ 8 แนวทาง 2) ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา 10 แนวทาง 3) ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน 6 แนวทาง 4) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5 แนวทาง 5) ด้านการนิเทศการศึกษา 6 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 อยู่ในระดับมากที่สุด พบว่า แนวทางมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีความเหมาะสมมากที่สุด คือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา) ความเป็นไปได้ของแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน และด้านการนิเทศการศึกษา The present study aimed 1) to investigate the current situations, desirable situations, and needs of academic administration of schools under Kalasin primary educational service area office 2 in the digital era, 2) to design, to develop and to evaluate the guidelines of academic administration of schools under Kalasin primary educational service area office 2 in the digital era. The sample was 624 consisted of schools’ administrators and teachers. The informants were 5 of schools’ administrators and teachers. The instrument used was 5 rating scales questionnaire, structured interview form, appropriateness and feasibility evaluation form evaluated. The data were analyzed using mean, standard deviation, priority needs index (PNImodified). The results of the study revealed as follows; 1) The results of current situations revealed that overall rated in more level, when considered into each aspect pointed out that the highest mean were academic planning, educational evaluation and assessment, and credits transferring aspect. The results of desirable situations showed that overall rated in the most level, when considered into each aspect pointed out that the highest mean were academic planning and research for educational quality. The result of needs revealed that the most needed was research for educational quality (PNImodified = 0.166). 2) The results of developing guidelines of academic administration of schools under Kalasin primary educational service area office 2 in the digital era comprised of 5 elements 35 guidelines; 1) academic planning aspect consisted of 8 guidelines, 2) schools’ curriculum development aspect comprised of 10 guidelines, 3) educational evaluation and assessment, credits transferring aspect consisted of 6 guidelines, 4) research for educational quality aspect comprised of 5 guidelines and 5) educational supervision aspect consisted of 6 guidelines. The results of appropriateness and feasibility evaluation yielded that overall rated in the most level, when considered into each aspect found out that appropriateness of the guidelines rated in the most level, the highest mean was research for educational quality aspect, the feasibility of the guidelines rated in the most level, the highest mean was academic planning aspect, educational evaluation and assessment, credits transferring aspect and educational supervision aspect

    การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักคุณธรรมสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2)เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักคุณธรรมสังคหวัตถุ 4 3)เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักคุณธรรมสังคหวัตถุ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีความเที่ยงตรงของเนื้อหาเท่ากับ 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนี PNI            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน รองลงมา คือ ด้านหลักสูตรและนำหลักสูตรไปใช้ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักสูตรและนำหลักสูตรไปใช้ รองลงมา คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา 2. ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นดังนี้ 1) ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา 2) ด้านหลักสูตรและนำหลักสูตรไปใช้ 3) ด้านการจัดการเรียนการสอน 4) ด้านการวัดผลประเมินผลการเรียน 5) ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา 3. แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักคุณธรรมสังคหวัตถุ 4 จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา สรุปได้ดังนี้การวางแผนบริหารจัดการหลักสูตรสร้างเกณฑ์การประเมินความสำเร็จของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาประชุมจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามสาระและหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ จัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานวัดประเมินผลวางแผนการนิเทศและรับการนิเทศภายในสถานศึกษ

    การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2

    Get PDF
    การศึกษาครั้งนี้มีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินโปรแกรม 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านวิสัยทัศน์ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความเป็นมืออาชีพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับตามความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ความเป็นมืออาชีพ การสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมการเรียนรู้ และวิสัยทัศน์ 2. โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 ประกอบด้วย 3 Module ได้แก่ Module1 ความเป็นมืออาชีพ Module 2 การสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมการเรียนรู้ และ Module 3 วิสัยทัศน์ ซึ่งผลการประเมินโปรแกรมโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ

    การบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล  กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ  จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 175 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test) สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา   ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รองลงมาคือ ด้านการวัดผล ประเมินผล ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการนิเทศการศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล  กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ  ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่ 9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ  จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยรวมและด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการเชิงรุกในยุคดิจิทัล กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายที่9 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า สถานศึกษาควรมีการวางแผนการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาโดยเริ่มวางแผนตั้งแต่การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยการกำหนดโครงสร้างของหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง มีการประชุมพัฒนาหลักสูตรอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง โดยผู้มีส่วนร่วมในการใช้หลักสูตรร่วมกันประชุมวางแผนการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ครูควรพัฒนาตนเองในการจัดการเรียนการสอน โดยการออกแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีความเหมาะสมกับนักเรียน และประยุกต์ใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดความท้าทาย และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ โดยมีการออกแบบการวัด และประเมินผลที่มีความหลากหลายยืดหยุ่น เหมาะสำหรับนักเรียนแต่ละคน ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาในการวัดและประเมินผลและเก็บข้อมูลของนักเรียน The objectives of this research were 1) to study Proactive Academic Administration in the Digital Era for Regional Special Education Center, Network Group 9, under the Office of Special Education Administration 2) to compare Proactive Academic Administration in the Digital Era for Regional Special Education Center, Network Group 9, under the Office of Special Education Administration, classified by position, educational qualification, and work experience, and 3) to collect recommendations for Proactive Academic Administration in the Digital Era. The sample group consisted of 175 educational institution administrators and teachers. of Regional Special Education Center, Network Group 9, under the Office of Special Education Administration. The research instrument was a scaled questionnaire, estimated at 5 levels, with an IOC between 0.67 – 1.00, with a confidence value for the whole version equal to 0.97. Statistics used included frequency, percentage, mean, and standard deviation, t-test, one-way analysis of variance, F-test (One-Way ANOVA), and descriptive statistical analysis. The results showed that: 1.  Proactive Academic Administration in the Digital Era for Regional Special Education Center, Network Group 9, under the Office of Special Education Administration overall, it was at a high level, in order from the highest average to the lowest were educational curriculum development, followed by measurement, evaluation, teaching management, educational supervision. The aspect with the lowest average was development and use of technological media for education. 2.  Comparative results of the Proactive Academic Administration in the Digital Era for Regional Special Education Center, Network Group 9, under the Office of Special Education Administration, classified by position, educational qualification, and work experience, overall and aspects were no difference. 3.  Suggestions for Proactive Academic Administration in the Digital Era for Regional Special Education Center, Network Group 9, under the Office of Special Education Administration It found that educational institutions should plan the academic administration of the educational institutions, starting with planning from the preparation of the educational institution curriculum by determining the structure of the curriculum to be consistent with the core curriculum. There is a curriculum development conference at least once a year by participants in using the curriculum together in a meeting to plan the curriculum development in accordance with the abilities of the students and consistent  with the context of the educational institution, teachers should develop themselves by designing teaching and learning arrangements which were appropriate for students and apply modern technological media to participate in teaching and learning process to create a challenge for students and encourage the learning process with a measurement design and evaluate diverse suitable for each student together with the use of modern technology to measure, evaluate and student data collection

    การพัฒนาความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีโดยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดหมวก 6 ใบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

    Get PDF
                 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดหมวก 6 ใบ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เปรียบเทียบความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนกับหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 26 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยี เป็นแบบอัตนัยจำนวน 15 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบจำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน One Sample  t –test และ t-test (Dependent Sample)              ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานแนวคิดหมวก 6 ใบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 80.61/82.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดหมวก 6 ใบ มีความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดหมวก 6 ใบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05              The purposes of this research were: 1) to develop Problem-Based learning with the concept of six thinking hats to be effective according to the 75/75 criterion. Comparing with the development of media literacy abilities of students according to the criteria of 75%. And to compare the learning achievement before and after. The target group of this research consisted of the  grade students in Semester 1, Academic Year 2023, with 1 classroom of 26 people. The research tools were divided into three categories including a learning management plan with 6 plans. developing the ability to be literate in the technological media test was a write-up examination and 15 items.  And a test to measure learning achievement. The kind of test was objective, and 30 items. The statistics used in data analysis are Percentage Mean Standard Deviation One Sample t–test and t-test (Dependent Sample).            The results of the research found that: 1. Problem-Based learning and the concept of six thinking hats of the  grade students effective to 80.61/82.82 which is above the threshold 75/75. 2. A student who receives Problem-Based learning and the concept of six thinking hats has the development of media literacy abilities after learning was higher than the specified criteria at statistical significance at .05 level.  3. A student who receives Problem-Based learning and the concept of six thinking hats has the learning process. The learning achievement after learning management was significantly higher than before learning management at .05 level

    การบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น ในการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการบริหารงานการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 351 คน กลุ่มเป้าหมายเพื่อการสัมภาษณ์เป็นผู้บริหารและครู จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และประเมินความต้องการจำเป็นด้วยค่า PNImodified และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการนิเทศการศึกษา รองลงมาคือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ด้านสื่อนวัตกรรม เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และด้านการพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา สภาพที่พึงประสงค์การบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และด้านการพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา และความต้องการจำเป็น ได้แก่ (1) ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา (2) ด้านการวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ (3) ด้านการพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา (4) ด้านสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ (5) ด้านการนิเทศการศึกษา (6) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักปัญญา 3 ผู้บริหารควรสร้างบริบทความเป็นวิชาการที่เป็นเลิศในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เน้นการใช้สื่อการเรียนการสอน ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์รวมของมนุษย์ การเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษา มาตรการเหล่านี้รวมถึงการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ครูควรเข้าถึงสื่อการสอนและแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ The objectives of this research were 1) to study the current situation, desirable conditions, and necessity requirements for academic administration based on wisdom 3 of educational institution administrators under Roi-Et Primary Educational Service Area Office 2, and 2) to study practical guidelines for academic administration based on wisdom 3 of educational institution administrators under Roi-Et Primary Educational Service Area Office 2. The sample group consisted of 351 Educational institution administrators and teachers, and the target group of 5 people for interviewing educational institution administrators and teachers. The research instrument was questionnaire. Statistics used were frequency, percentage, mean, and standard deviation. the necessities were assessed by PNImodified and descriptive analysis. The results showed that: 1) The current state of academic administration based on the Wisdom 3 overall was at a moderate level. The aspects can be ranked from highest to lowest as follows: educational administration, research for educational quality improvement, measurement and evaluation of learning outcomes, management of teaching and learning in schools, media innovation, technology and learning resources, and curriculum development in educational institutions. As for the desired state of academic administration based on the Wisdom 3, when considering each aspect ordered from the highest to the lowest, they were educational supervision, followed by research to improve the quality of education, measurement, assessment for learning, teaching and learning management in educational institutions, innovative media, technology and learning resources, and curriculum development in educational institutions. Desirable conditions for academic administrations based on wisdom 3 overall was at a high level considering each aspect ordered from the highest to the lowest: teaching and learning management in educational institutions, assessment for learning, educational supervision, research to improve the quality of education, innovative media, technology and learning resources, curriculum development in educational institutions, and necessities included: 1. Teaching and learning management in educational institutions 2. Assessment and evaluation for learning 3. Curriculum development in educational institutions 4. innovative media, technology and learning resources 5. educational supervision 6. research to improve the quality of education. 2) Academic administration guidelines based on the Wisdom 3: educational institutions should create a concrete context of academic excellence in educational institutions, emphasized on the use of teaching materials, should focus on the holistic development of human being, proposed measures to solve education problems included giving stakeholders, teachers should have access to teaching materials and learning resources that were appropriated to the true potential of learners for improving the quality of learning

    ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ดกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 243 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test Independent) สถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ รองลงมาคือ ด้านความไว้วางใจ ด้านความซื่อสัตย์  ด้านความเคารพ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความยุติธรรม ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารในกลุ่มสหวิทยาเขตพัฒน์วิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะ ผู้บริหารควรตระหนักในหน้าที่และเต็มใจปฏิบัติงาน แสดงออกต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนด้วยความเสมอภาค เท่าเทียมกัน แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วยความสุภาพ เป็นกันเอง ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว The objectives of this thematic were 1) to study Ethical Leadership of school administrators in Patwit Consortium under Secondary Educational Service Area office Roi Et Province, 2) to compare Ethical Leadership of school administrators in Phatwit Campus under the Office of Roi Et Secondary Educational Service Area, classified by position, education level, and work experience 3) to suggest guidelines for developing ethical leadership of school administrators in Phatwit Campus under the Office of Roi Et Secondary Educational Service Area. The sample group consisted of 243 school administrators and teachers. Statistics used include frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test statistics (t-test Independent), One-way variance test statistics F-test (One-Way ANOVA). The results of this research found that: 1) Ethical Leadership of School Administrators in Phatwit Campus under the Office of Roi Et Secondary Educational Service Area overall, it was at a high level. The aspects with the highest average to the lowest were responsibility, followed by trust, honesty, and respect. The aspect with the lowest average was justice, respectively. 2) Comparison of opinion levels towards ethical leadership of school administrators in Phatwit Campus under the Office of Roi Et Secondary Educational Service Area, classified by position, education level, and work experience, overall was no difference. 3) Recommendations:  Administrators should be aware of their duties and be willing to perform, demonstrated equality to all subordinates, expressed to all subordinates with equality, equality, showed compassion for others in a polite, friendly without seeking personal gain

    บทบาทการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดร้อยเอ็ด

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบบทบาทการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตาม อายุ พรรษา และระดับการศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวการพัฒนาบทบาทเพื่อส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คณะสงฆ์ในเขตการปกครองของจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 364 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ (ทมะ) รองลงมา ด้านการปกครอง (ขันติ) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการศาสนศึกษา (ทมะ) 2. ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อระดับบทบาทการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามอายุ พรรษา ระดับการศึกษา โดยรวม ด้านการปกครอง (ขันติ) และด้านการศึกษาสงเคราะห์ (ทมะ) คณะสงฆ์ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีกับระดับปริญญาตรีและปริญญาโทมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดร้อยเอ็ด ควรมีการตรวจสอบประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบเกี่ยวกับปัญหา หรือจุดบกพร่อง เพื่อที่ในครั้งต่อไปจะได้ปรับปรุง พัฒนามากขึ้น ควรสนับสนุนรูปแบบการสอนและเผยแผ่หลักธรรมคำสอนด้วยวิธีการที่ทันสมัยโดยผ่านสื่อออนไลน์ ควรจัดให้มีกิจกรรมการส่งเสริมการศาสนศึกษา ทั้งแผนกบาลีแผนกธรรมและปริยัติสามัญ ตลอดการช่วยเหลือเกื้อกูลสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้มากขึ้น ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือผู้ยากไร้และประสบภัย ควรมีการจัดกิจกรรมรักษาความสะอาดภายในวัด จัดการงบประมาณไปสนับสนุนจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์การศึกษา ระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ นักเรียนที่เป็นคนดี และเรียนดี แต่ด้อยโอกาสในการศึกษา The objectives of this research article were 1) to study the level of promoting  Buddhist Affairs based  on 4 Virtues for  a Good Household Life  of Roi Et office of Buddhism  2)  to study and compare the roles for promoting Buddhist Affairs based on 4 Virtues  for a Good Household Life of Roi Et office of Buddhism, classified by age, years of ordination, education level 3) to study the recommendations for the development of roles for promoting Buddhist Affairs based on 4 Virtues for a Good Household Life of Roi Et office of Buddhism. It was a Descriptive Study. The population used in this research were 6,372 clergy in the administrative area of Roi Et province. Assigned the sample, using the Krejcie & Morgan formula, 364 samples were obtained. There were 364 samples. The instrument used for data collection was a questionnaire with a                     5-level estimation scale. The statistics used to analyze the data were percentage, mean, standard deviation, and One-way ANOVA analysis of variance (F-test).            The results showed that: 1. The role of promoting Buddhist affairs based on 4 Virtues for a Good Household Life of Roi Et office of Buddhism, overall and side was at a high level. When considering each aspect, sorted from the highest aspect to the lowest averages, namely: Social welfare education (Tama), followed by Administration (Khanti), and the side with the lowest mean was religious studies (Tama). 2. The results of the comparison of the level of opinions on the roles for promoting Buddhist Affairs based on 4 Virtues for a Good Household Life of Roi Et office of Buddhism, classified by age, years of ordination, education level. Overall, level of education, administrative (Khanti) and welfare education, (Tama), the clergy with an education level below bachelor’s degree and Bachelor’s and the Master degree had different opinions at the .05 level of significance 3. Suggestions on the roes in promoting in Buddhist affairs based on 4 Virtues for a Good Household Life of Roi Et office of Buddhism found that there should be an inspection and evaluation of the performance regularly for as to know about the problems or bugs in order to improve and develop more next time, teaching and dissemination of doctrines with modern methods through online media, Religious education promotion, Pali department, or Dharma should be organized, throughout helping to support various educational institutions to be more coordinating with relevant agencies, helping the poor and suffering, there should be activities to maintain cleanliness within the temple, manage the budget to support the establishment of an  education and fun at the primary, secondary, and higher education levels for the benefit of students who were good people and study well but were disadvantaged in  education

    ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรมสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น

    Get PDF
               การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงนโยบายมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและตรวจสอบข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรมสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น มีการดำเนินการวิจัย 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเพื่อสร้างนโยบายการพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรมสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยการศึกษาเอกสาร ศึกษาพหุกรณี และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ทำให้ได้ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรม และระยะที่ 2 เพื่อตรวจสอบข้อเสนอเชิงโยบายการพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรมสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น พิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและนักวิชาการ จำนวน 5 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ของข้อเสนอเชิงนโยบาย            ผลการวิจัยพบว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรมสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ในด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ และแนวปฏิบัติ ของกรอบการพัฒนา สู่ความเป็นองค์กรนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมา

    รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย

    Get PDF
               บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย สร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย และทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครู และพนักงานราชการ/ลูกจ้าง ผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน นักศึกษา นักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย แบบสอบถาม และแบบประเมินความสอดคล้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน             ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย ได้แก่ ด้านลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านสมรรถนะแกนกลาง ด้านสมรรถนะวิชาชีพ ด้านความร่วมมือภาคีเครือข่าย 2) รูปแบบที่ได้จากผลการวิจัย ข้อที่ 1 เอาปัจจัยตัวที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดมาพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายประกอบด้วยกิจกรรม 5 กิจกรรม 1) กิจกรรมการปฐมนิเทศ  2) การพัฒนาศักยภาพการทำงานเป็นทีม 3) การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลในยุควิถีใหม่ 4) การเสริมสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในระดับพื้นที่ 5) การปัจฉิมนิเทศ 3) การทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัย ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า โดยรวมทุกด้าน เพิ่มขึ้นจากก่อนรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value<0.001) สรุปได้ว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย วิทยาลัยเทคนิคเกษตรวิสัยที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบที่ผ่านการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ และสามารถพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพผู้เรียนได

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇