MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
    1083 research outputs found

    การพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ โดยใช้ชุดฝึกการเขียนแผน การจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

    Get PDF
                บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ โดยใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด 2)เพื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอของนักศึกษาที่มีต่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ โดยใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จำนวน 14 คน ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อชุดฝึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for dependent Samples)            ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบคะแนนนักศึกษามีความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ โดยใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. การเปรียบเทียบคะแนนทดสอบความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์คิดเป็นค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานดังนี้ ก่อนการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 7.36 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.24 หลังการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 16.71 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.59 ซึ่งผลต่างของคะแนนก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ9.36ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.78 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลังจากการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ สูงขึ้นกว่าก่อนการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 3. ความพึงพอใจในภาพรวมของนักศึกษาที่มีต่อการใช้ชุดฝึกการเขียนแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.10 อยู่ในระดับดีมา

    แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้การมีส่วนร่วมสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3

    Get PDF
               การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้การมีส่วนร่วมสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนก 0.58-0.74 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 ระยะที่ 2 การประเมินแนวทาง โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินแนวทาง จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น            ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้การมีส่วนร่วมสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านการกำกับดูแลคุณภาพ มีความต้องการจำเป็นในการดำเนินการมากที่สุด 2. แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้การมีส่วนร่วมสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ จำนวน 4 ด้าน 39 แนวทาง โดยผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า แนวทางการพัฒนา มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุ

    EXPLORING AN INTEGRATED MULTI-LEVEL COLLABORATIVE EVALUATION MODEL FOR PRIMARY STUDENTS: THE CASE OF CHONGQING YUDAISHAN PRIMARY SCHOOL

    No full text
    The objectives of this research article were to resolve problems resulting from an education system where score is the only evaluation criterion in Chinese primary and secondary schools, we have constructed an integrated multi-level collaborative student evaluation model at Yudaishan Primary School in Jiangbei District, Chongqing, China through seven years of exploration. Based on this model, we evaluate students through a free combination of multi-situations, multi-cooperation, and multi-methods according to the needs of students’ academic evaluation and students’ comprehensive quality evaluation. The multiple combination evaluation breaks through the traditional Chinese student evaluation model of “score only”, and provides a reference path for the reform of student evaluation in primary and secondary schools.    The results of this research show that in the process of academic evaluation or comprehensive quality evaluation of students, the implementation of the integrated multi-level collaborative student evaluation model will benefit students’ physical and mental health, teachers’ “teaching” and students’ “learning”. In specific, the model emphasizes that student evaluation should be conducted in multiple life situations, achieved through the coordination of multiple subjects and realized via an integrated use of multiple methods. The overall development of students can be greatly guaranteed, and the research goal of improving the “score-based” student evaluation model can be achieved

    กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) 2) เพื่อออกแบบ สร้าง และประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูวิชาการ จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบตรวจสอบ ความเหมาะสมของกลยุทธ์ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้  การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา  การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  การวัดและประเมินผล การพัฒนากระบวนการเรียนรู้  และการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2) ออกแบบ สร้าง และประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ตามวงจรคุณภาพเดมมิ่ง PDCA ตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการทั้ง 5 องค์ประกอบ  พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  กระบวนการเรียนรู้  มีการวัดและประเมินผล การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา  นำไปสู่การวางแผนประชุมทางไกล ผ่านระบบออนไลน์ จัดทำแบ่งหน้าที่ดำเนินงานและประชุมรายงานทางออนไลน์ ตรวจสอบติดตามประเมินผลผ่านรูปแบบออนไลน์ และแก้ไข นำไปใช้ในการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID – 19) เพื่อบรรลุเป้าหมายของกลยุทธ์ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุ

    การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น คณะผู้วิจัยได้กำหนดใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1) การศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ทั้งสิ้น 12 แหล่ง และ 2) การสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่นที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการใช้เทคโนโลยีและได้รับรางวัลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ตรวจสอบคุณภาพของประเด็นการสัมภาษณ์ด้วยวิธีการตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับการใช้หลักการตีความ และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ประมวลผลข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า จากนั้นตรวจสอบยืนยันข้อมูล และปรับตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์ 2) การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัล 3) การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพ 4) การปรับปรุงอย่างเป็นระบบ และ 5) การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทั

    การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 2) ศึกษาสมรรถนะของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 และ 3) ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 329 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. พฤติกรรมผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ 2. สมรรถนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   3. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะของครู โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงมาก (r = 0.893) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าความสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.76 ถึง 0.99 ซึ่งด้านที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับสูงทุกด้าน โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ 1) ด้านการพัฒนานักเรียน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน 2) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน 3) ด้านการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนางาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการวิเคราะห์สังเคราะห์และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากันกับด้านภาวะผู้นำครู  4) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับด้านการพัฒนาตนเอง 5) ด้านการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนางาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับด้านการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการจัดการเรียนรู้ 6) ด้านการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนางาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารจัดการชั้นเรียน 7) ด้านการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน 8) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริการที่ดี 9) ด้านการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการทำงานเป็นทีม 10) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ โดยมีค่า r = 0.992,0.990,0.98,0.977,0.976,0.975,0.974,0.972,0.966 และ 0.965 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0

    ศึกษาแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระสงฆ์ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี

    Get PDF
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดการเผยแผ่ธรรมะตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาการเผยแผ่ธรรมะตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทในพื้นที่ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี 3) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้วิธีการและแนวการเผยแผ่ธรรมะตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทพื้นที่ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดการเผยแผ่ธรรมะตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่มีเทคนิค และวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสม แก่ชนทุกชั้นวรรณะ และกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ในสมัยพุทธกาล 2. การเผยแผ่ธรรมะตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทในพื้นที่ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี คือ การดำเนินงานการเผยแผ่พุทธธรรมตามคำสอนทางพระพุทธศาสนนา เป็นการทำหน้าที่สอนธรรม นำปฏิบัติธรรม ด้วยการเทศนาสั่งสอนประชาชนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมเป็นประจำทุกวันพระอุโบสถศีลเป็นผู้บรรยายธรรมทางสื่อออนไลน์ต่างๆ และตามสถาบันการศึกษา หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ปฏิบัติกิจของสงฆ์ด้วยการทำวัตรสวดมนต์เช้า เย็น เป็นประจำทุกวัน การลงอุโบสถสังฆกรรมเป็นประจำ นอกจากนั้นต้องเป็นนักเผยแผ่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพื่อที่จะบูรณาการกับเทคโนโลยีในปัจจุบันเพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ถึงประชาชนทุกเพศทุกวัยที่มากขึ้น 3. การประยุกต์ใช้วิธีการและแนวการเผยแผ่ธรรมะตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทพื้นที่ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี สามารถสรุปออกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) รูปแบบในการเผยแผ่ ได้แก่ เผยแผ่ธรรมะ 2) ส่วนแนวทางในการเผยแผ่ธรรมะของพระสงฆ์ในพื้นที่ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานีทั้งการเผยแผ่ในวัดและนอกวั

    ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

    Get PDF
    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  หลังเรียนโดยใช้เทคนิค KWDL กับเกณฑ์ ร้อยละ 75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียนโดยใช้เทคนิค KWDL  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL  กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสงเคราะห์ 4 อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน  25 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.33 – 0.50 และค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.27 – 0.67 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนโดยใช้เทคนิค KWDL สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์   โดยใช้เทคนิค KWDL อยู่ในระดับมาก The objectives of this research were to 1) compare mathematics achievement of grade 3 students after learning using the KWDL technique with the criteria of 75 percent 2) compare mathematics learning achievement of Grade 3 students between before and after learning using the KWDL technique 3) study the satisfaction of Grade 3 students toward mathematics learning using the KWDL technique. The Sample consisted of 25 students in the first semester of the academic year 2023 at Chom Chon Prachasongkror 4 School, Nong Khai Province, by cluster random sampling. The research instruments were 1) lesson plans 2) the mathematics achievement tests had difficulty values between 0.33 – 0.50, discrimination values between 0.27 – 0.67 and reliability value was 0.83 3) the satisfaction questionnaire. The statistics for data analysis comprised; mean, standard deviation, percentage, and t-test for dependent samples. The results of this research found that; 1) The mathematic achievement of Grade 3 students after learning using the KWDL technique was significantly higher than 75% at the .05 levels. 2) The mathematic achievement of grade 3 students after learning was significantly higher than before at the .05 levels. 3) The satisfaction of grade 3 students towards on the mathematics learning by using the KWDL technique at the high level

    การศึกษากลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียน : กรณีโรงเรียนดอนจานวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมองค์กรของโรงเรียน 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การพัฒนาองค์กรของโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอการนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติของโรงเรียนดอนจานวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ กลุ่มเป้าหมายที่ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือผู้มีส่วนได้เสียของโรงเรียนจำนวน 20 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ยืนยันผลการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้มีส่วนได้เสียของโรงเรียน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ สรุปกลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนโดยการสนทนากลุ่ม ยืนยันกลยุทธ์โดยแบบประชาพิจารณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านสภาพแวดล้อมองค์กรมีจุดแข็งดังนี้ 1) บุคลากรมีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาเอก 2) บุคลากรมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3) บุคลากรมีความมุ่งมั่น วิริยะ อุตสาหะ ในการปฏิบัติหน้าที่ 2. กลยุทธ์ที่มีระดับความสำเร็จสูงสุดได้แก่ กลยุทธ์พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร กลยุทธ์พัฒนาครูให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล และกลยุทธ์พัฒนาผู้เรียนให้มีสุขภาวะที่ดี และมีสุนทรียภาพ ซึ่งมีระดับความสำเร็จเป็น 4.75, 4.70 และ 4.65 ตามลำดับ 3. ได้กลยุทธ์ 12 กลยุทธ์ ดังนี้ 1) พัฒนาผู้เรียนให้มีสุขภาวะที่ดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ 2) พัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างมีสติ สมเหตุสมผล 3) พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีทักษะในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ 4) พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการอ่านและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมและศักยภาพของผู้เรียน 5) พัฒนาครู ผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองชุมชน ให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล 6) พัฒนาสถานศึกษาให้มีการจัดการหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน มีการจัดการสภาพแวดล้อมและการบริการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาเต็มศักยภาพ 7) จัดให้มีการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 8) พัฒนาระบบในสถานศึกษาให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว ตรวจสอบได้ ทันต่อเหตุการณ์ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียน 9) มีการสร้าง ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตามบริบทของสถานศึกษา และมีการเผยแพร่ 10) พัฒนาสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ ปรัชญา และจุดเน้นที่กำหนดให้ด้วยวิธีการที่หลากหลายและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 11) จัดกิจกรรมตามนโยบาย จุดเน้น แนวทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาและส่งเสริมสถานศึกษาให้ยกระดับคุณภาพสูงขึ้น 12) พัฒนาบรรยากาศห้องเรียน วัสดุ อุปกรณ์สนับสนุนการเรียนการสอนเพียงพอ The objectives of this research were: 1) To study the school organizational environment. 2) To study the school organizational development strategy. 3) To study the proposal for implementing the strategy into practice of Donchan Wittayakhom School. Under the Secondary Educational Service Area Office Kalasin. The target group that provided information in this research were 20 school stakeholders and the confirmed target group in this research were 30 school stakeholders. The research instrument was a questionnaire. Interview, Summarizing the school development strategy by focus group. Confirm strategy by public hearing. The results of the research revealed that: 1. The strengths of the organizational environment are as follows: 1) personnel with knowledge and competence in major fields. 2) Personnel capable of using technology. 3) Personnel with determination, perseverance and perseverance in performing their duties. 2. The strategy with highest level of success is strategies to develop learners, have necessary knowledge and skills according to the curriculum. Strategies to develop teachers to be able to perform their roles with efficiency and effectiveness. And strategies to develop students for good health and aesthetics which has success levels of 4.75, 4.70 and 4.65 respectively. 3. There are 12 strategies for school development as follows: 1) Develop learners to have good health, aesthetics, morality, ethics and desirable values. 2) Develop learners to have the ability to think systematically and creative thinking. 3) Develop learners to have necessary knowledge and skills according to the curriculum; have the skills to work and able to work with others. 4) Develop learners to have the skills and seek knowledge by themselves. 5) Develop teachers, administrators, school committees and community parents. 6) Develop educational institutes to have curriculum management, learning process. Developing the quality of learners in all aspects. 7) Managed environments and services that encourage learners to reach their full potential. 8) Arrange for internal quality assurance for educational institutions as stipulated in the ministerial regulations. 9) Educational institutions are created, promoted and supported to become learning societies according to the context of educational institutions, and published. 10) Develop educational institutions to achieve the goals according to the vision, philosophy, and emphasizing through a variety of methods and continuous practice. 12) Develop classroom atmosphere, materials, and equipment to support teaching and learning sufficiently

    การบริหารงานวิชาการตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1

    Get PDF
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 196 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ 5 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เอกสาร            ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การบริหารงานวิชาการตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) แนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ผู้บริหารสถานศึกษาให้ข้อคิดเห็น (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาควรมีการจัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา มีการวางแผน มีการร่วมมือกับทุกฝ่าย (2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน ส่งเสริมการจักการเรียนรู้ของผู้เรียนตามความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน จัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ให้เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ มีการนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขในการจัดกระบวนการเรียนรู้ (3) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนควรมีการวัดพัฒนาการต่าง ๆ ของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา มีการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครูได้เข้าใจ และสามารถนำวิธีการวัดผลประเมินผลมาใช้จริง (4) ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา สถานศึกษามีการจัดหาสื่อและเทคโนโลยีให้เพียงพอ และผู้บริหารสถานศึกษาควรสนับสนุนให้ครูจัดทำสื่อเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน มีการระดมทรัพยากรทางการศึกษาจาหผู้มีจิตศรัทธา (5) ด้านนิเทศการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาติดตามสนับสนุน ให้กำลังใจ ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของครูในด้านงานวิชาการ เช่น การเยี่ยมชั้นเรีย

    1,014

    full texts

    1,083

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇