MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น จำแนกตาม เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างคือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 291 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .975 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น จำแนกตามเพศ อายุ ประการณ์การทำงานในภาพรวมไม่แตกต่างกัน วุฒิการศึกษาในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และขนาดสถานศึกษาในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3) ผู้บริหารควรเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวยการการเรียนรู้ สนับสนุนครูในการวัดและประเมินผลอย่างมีระบบ ร่วมมือกับบุคลากรในสถานศึกษาในการวางแผนและสร้างหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน สนับสนุนครูให้ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ให้ความสำคัญกับการนิเทศภายใน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา
This research aims to 1) study the role of school administrators in promoting learning management through the use of local wisdom in schools and 2) compare the role of school administrators in promoting learning management through the use of local wisdom in schools categorized by age, education level, work experience, and school size; and 3) explore ways to develop the role of school administrators in promoting learning management through the use of local wisdom in schools. The sample group comprised 291 teachers from schools under the Songkhla Primary Education Service Area Office 1 in the 2024 academic year. A stratified random sampling method was used based on school size, followed by simple random sampling using a lottery method. The research instrument was a five-point Likert scale questionnaire with a reliability coefficient 0.975. The statistical analyses included percentage, mean, standard deviation, t-test, and ANOVA.
The research findings indicated that 1) The study on the role of school administrators in enhancing learning management through local wisdom, both generally and in specific aspects, was rated highly 2) The comparative analysis of school administrators' involvement in enhancing learning management through local wisdom, categorized by gender, age, and overall work experience, revealed no significant differences. The total educational qualifications showed a statistically significant difference at the .01 level, while the overall school size demonstrated a statistically significant difference at the .05 level; and 3) The school administrators ought to transition into facilitators of learning, assist teachers in systematic assessment and evaluation, collaborate with staff in the schools to design curricula that address learners' needs, aid teachers in conducting classroom research to enhance teaching and learning, prioritize internal supervision, and encourage community involvement in educational governance.
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น จำแนกตามเพศ อายุ ประการณ์การทำงานในภาพรวมไม่แตกต่างกัน วุฒิการศึกษาในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และขนาดสถานศึกษาในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3) ผู้บริหารควรเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวยการการเรียนรู้ สนับสนุนครูในการวัดและประเมินผลอย่างมีระบบ ร่วมมือกับบุคลากรในสถานศึกษาในการวางแผนและสร้างหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน สนับสนุนครูให้ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ให้ความสำคัญกับการนิเทศภายใน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษ
การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบิดา-มารดากับบุตร-ธิดา ตามหลักคำสอนของทิศ 6 ในพระพุทธศาสนา
การสร้างความสัมพันธ์เพื่อปิดป้องช่องว่างระหว่างบิดามารดากับบุตรธิดา ตามหลักคำสอนของทิศ 6 ในพระพุทธศาสนาอันเป็นการกระทำหน้าที่ต่อกันระหว่างทิศ ดังนี้ ทิศเบื้องหน้า มารดา-บิดา กระทำหน้าที่ต่อบุตรผู้เป็นทิศเบื้องหลังในฐานะของผู้สร้าง คือ สร้างทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่วนบุตรกระทำหน้าที่ต่อมารดา-บิดาในฐานะผู้เติมเต็มความเป็นมารดา-บิดา คือ ทำให้มารดา-บิดาได้กระทำหน้าที่ของตนในฐานะมารดา-บิดา ถ้าไม่มีบุตร ชาย-หญิงทั้งคู่ย่อมไม่ได้กระทำหน้าของมารดา-บิดา สังคมในยุคการเกษตรนั้นเป็นสังคมที่มารดาบิดาสามารถกระทำหน้าที่สร้างบุตรธิดาของตนตามแนวคิดเรื่องหน้าที่ในทิศ 6 ได้เป็นอย่างดี ส่วนในยุคข้อมูลข่าวสารหรือสมัยปัจจุบันนั้น มารดาบิดาไม่สามารถที่จะกระทำหน้าที่ของตนตามหลักทิศ 6 ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปลี่ยนมาพัฒนาทางด้านวัตถุมากขึ้นตามกระแสสังคมโลก มารดาบิดาในยุคนี้แทบไม่มีเวลาจะอยู่ดูแล อบรมสั่งสอนบุตรธิดาของตนเลย ทำให้ทั้งสองยุคนี้ มารดาบิดาส่วนมากจะเน้นไปที่การสร้างบุตรธิดาทางร่างกายมากกว่า เพื่อเป็นการทดแทนความอบอุ่นทางใจที่ขาดหายไป ซึ่งเป็นการทดแทนที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนเรานั้นประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจ จึงควรที่จะพัฒนาเลี้ยงดูไปพร้อมๆกัน ฉะนั้นมารดาบิดาควรที่จะให้เวลากับบุตรธิดามากขึ้น ควรจะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากเวลาทำงาน เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ที่ไม่จำเป็นจริงๆ ออกไป เพื่อให้เวลากับบุตรธิดาของตนในการอบรมสั่งสอนและเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ครอบครัวมากขึ้น เพราะหน้าที่มารดาบิดาที่ตามหลักทิศ 6 ทั้ง 5 ข้อนั้น รวมลงที่ห้ามไม่ให้บุตรธิดาทำชั่วและให้บุตรธิดาทำแด่ความดี มารดาบิดาใดทำได้เช่นนี้ ถือว่าได้ทำหน้าที่ที่ดีของตนที่ควรกระทำต่อบุตรของตนได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เป็นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อปิดป้องช่องว่างระหว่างบิดามารดากับบุตรธิดาตาหลักของทิศ 6 ในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริ
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครูในศตวรรษที่ 21
This article reflects the context of information technology playing a crucial role in education and learning. However, using technology effectively and responsibly requires good morals and ethics, especially in the role of teachers who are educational leaders and role models for students. Using teaching materials with integrity is essential in developing students to possess both knowledge and moral values. Here are methods teachers can employ to use teaching materials ethically to develop their students. Utilizing teaching materials with integrity is something teachers should prioritize to develop students into individuals who possess both knowledge and moral values. Selecting appropriate materials, respecting copyrights, creating innovative content, and promoting ethical values through teaching are methods teachers can adopt to cultivate well-rounded students
พระสงฆ์ในกระแสของโลกยุคใหม่: พฤติกรรมอันเป็นที่ถกเถียงและบทบาท ที่เปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21
This article aims to analyze the roles and behaviors of Thai Buddhist monks in the rapidly evolving context of the modern global society. It focuses on examining the changing roles, duties, and lifestyles of monks as they navigate challenges posed by modern technology, digital communication, and diverse public expectations of religious institutions in the 21st century. Key issues explored include the use of social media, public expression, and participation in social activities that may conflict with traditional Buddhist monastic codes. This in-depth analysis seeks to understand factors influencing monks’ adaptation to contemporary society, as well as the impact of these changes on the public perception of the monastic institution in Thailand. Additionally, the article investigates the evolving role of monks as spiritual leaders and religious teachers, examining how they must adapt to a modern society driven by globalization, consumerism, and the younger generation's desire for individuality. Emphasis is placed on the necessity for monks to maintain a balance between adapting to contemporary life and upholding the traditional values of Buddhism. The study also assesses the challenges these shifts may pose to the credibility and spiritual authority of monks in the future. Finally, this article presents policy-oriented recommendations and suggestions for enhancing the role of monks in the 21st century to align with the lifestyles of modern society while preserving the sanctity and enduring values of Buddhism
การพัฒนาทักษะการเขียนคำสะกดคำยากโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านโนนประทาย อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร
This research aims to study the level of difficult word spelling skills, create practice exercises for spelling difficult words, and compare the learning achievement of elementary school students at Nonprathai school before and after using these exercises in the academic year 2022, based on the 80/80 criterion. A sample group of 28 students was randomly selected. The research instruments included difficult word spelling exercises, a Thai language knowledge management plan, and an achievement test. The data were analyzed using percentage, mean, standard deviation, and hypothesis testing with a t-test. The research findings indicated that the students' difficult word spelling skills were at a moderate level. The difficult word spelling exercises showed an efficiency of 81.20/82.05, meeting the set criteria. Furthermore, the students’ learning achievement after using the exercises showed a statistically significant improvement at the .05 level
การมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา วัดบูรพาภิราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา ตามความคิดเห็นของประชาชน จำแนกตามเพศ อายุ อาชีพ และระดับการศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา วัดบูรพาภิราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จำนวน 394 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ค่า F–test
ผลการวิจัยพบว่า ะดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพางกัน มีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา วัดบูรพาภิราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา วัดบูรพาภิราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ภาครัฐ/หน่วยงานต่างๆ หรือผู้นำชุมชน ควรให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เสนอความคิดเห็นร่วมกับชุมชน เพื่อหาวิธีการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และควรได้เข้าร่วมลงมติหรือลงความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพราะคนในชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะฉะนั้นควรให้ร่วมในการลงมติต่างๆ ร่วมกั
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการอ่านเชิงวิเคราะห์ ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบหมวกหกใบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3 เพื่อเปรียบเทียบการอ่านเชิงวิเคราะห์ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบ ก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/4 จำนวน 43 คน โรงเรียนข้านสี่แยกสมเด็จ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ตามรูปแบบหมวกหกใบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ขั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 15 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง ใช้เวลา 15 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ แบบวัดแรงจูงใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สูตร t-test (Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบ ตามเกณฑ์ 80/80 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.00/83.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. การอ่านเชิงวิเคราะห์ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. แรงจูงใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบหมวกหกใบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 8
ประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง ตำบลทรายมูล อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง ตำบลทรายมูล อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จากประชากรกลุ่มตัวอย่างในชุมชนป่าไม้บ้านหัวบึง 210 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ตามแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเจาะลึก จากผู้นำชุมชน จำนวน 10 คน ใช้วิธีคัดเลือกประชากรกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีเจาะจงกระจายตามความเหมาะสมของสถานการณ์ การวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่อเดือน โดยภาพรวม 4 ด้าน มีเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ผลการวิจัยเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง จำนวน 210 คน โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้าน เฉลี่ยอยู่ในระดับมากและมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3. ผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินงาน ต้องการให้หน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกับประชาชนในพื้นที่ เข้ามาช่วยเหลือจัดทำแผนวางแผนการดำเนินการบริหารจัดการป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึง 2) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติ/ดำเนินการบริหารจัดการป่าไม้ชุมชน ต้องการให้มีการส่งเสริมให้หน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ เข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูปลูกป่าไม้ชุมชนบ้านหัวบึงเพิ่มเติมให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นป่าโปร่ง เหมาะสมกับการอนุรักษ์ และเพื่อการท่องเที่ยว 3) ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์ ควรมีหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ เข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมในการกส่งเสริม อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ชุมชน ให้การช่วยเหลือ ดูแล และช่วยกันอนุรักษ์ รักษาป่าไม้อันเป็นสมบัติที่หวงแหนของชุมชน และ 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล ต้องการให้หน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ จัดระบบการติดตามประเมินผลการดำเนินงานบริหารจัดการป่าไม้ชุมชน ให้เป็นไปตามแผนงานโครงการและให้เป็นไปตามข้อเสนแนะตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบ
การส่งเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพโดยใช้กิจกรรมการออกกำลังกาย แบบประยุกต์ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านของผู้สูงอายุในตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี วิธีดำเนินการวิจัยนำโปรแกรมกิจกรรมการออกกำลังกายแบบประยุกต์ มาศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอาสาสมัครผู้สูงอายุจำนวน 30 คน อายุ 60 - 69 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบประยุกต์ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้เวลาครั้งละ 30 - 45 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ออกกำลังกายแบบปกติ ทำการทดสอบสมรรถภาพทางกายผู้สูงอายุ 5 รายการ ได้แก่ ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง หาค่าดัชนีมวลกาย แตะมือด้านหลัง ยืน-นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที เดินเร็วอ้อมหลัก และยืนยกเข่าขึ้นลง 2 นาที เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย โปรแกรมการออกกำลังกายแบบประยุกต์ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยอันดับ (Mean Rank) สถิติทดสอบ (Wilcoxon Matched-pairs Signed-ranks Test) และสถิติทดสอบ (Mann Whitney U Test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มการออกกำลังกายแบบประยุกต์ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ดีขึ้นจากก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายการทดสอบเดินเร็วอ้อมหลัก เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่า รายการทดสอบดัชนีมวลกาย, แตะมือด้านหลัง, ยืน-นั่งบนเก้าอี้30 วินาที และยืนยกเข่าขึ้นลง 2 นาที ก่อนและหลังการทดลอง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการออกกำลังกายแบบประยุกต์ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีประสิทธิผลต่อสมรรถภาพทางกายผู้สูงอายุ ด้านความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการทรงตัวแบบเคลื่อนที่ ดังนั้น กิจกรรมการออกกำลังกายแบบประยุกต์ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพ และสมรรถภาพทางกายผู้สูงอายุ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
The objectives of this research are 1) to study the level of physical fitness for health; of the elderly living in Mai Dat Subdistrict Bang Rachan District Singburi Province 2) Comparative study of physical fitness for health of the elderly living in Mai Dat Subdistrict Bang Rachan District Singburi Province. how to conduct research Bring a program of applied exercise activities. The study was conducted with a sample group of 30 elderly volunteers aged 60-69 years old, divided into 2 groups, one group that applied exercise. according to folk wisdom It took 30 - 45 minutes at a time, 3 days a week for a period of 12 weeks and a control group that exercised normally. Performed 5 physical fitness tests for the elderly, namely weight and height measurement. find your body mass index touch the back of the hand Stand-sit on a chair for 30 seconds. Walk around the main brisk pace. and stand and lift the knee up and down for 2 minutes. according to folk wisdom and a physical fitness test for the elderly Data were analyzed in the research, including mean, standard deviation, mean rank (Mean Rank), test statistics (Wilcoxon Matched-pairs Signed-ranks Test) and test statistics (Mann Whitney U Test) at the significance level. Statistically significant at the .05 level.
The results showed that applied exercise group according to folk wisdom improved from before the experiment Statistically significant were test items such as fast walking around the main, etc., compared to the control group. It was found that the test items for body mass index, back hand tapping, standing-sitting on a chair for 30 seconds and standing and lifting the knee up and down for 2 minutes before and after. test There was no statistically significant difference. The results of this research show that applied physical activity according to folk wisdom It is effective for physical performance in the elderly. in terms of agility and the ability to balance in motion Therefore, applied exercise activities according to folk wisdom It is an alternative way to promote health. and physical fitness of the elderly efficiently More about this source text Source text required for additional translation information Send feedback Side panels
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.82 และแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ เท่ากับ 0.75 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ การสร้างบรรยากาศองค์กร การมีวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ การสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ และการสื่อสารดิจิทัล ด้านที่อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัล 2. ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ และการวัดผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ด้านที่อยู่ในระดับมาก ได้แก่ หลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนาและใช้สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา และการนิเทศการศึกษา 3. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ (X3) ด้านการมีวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ (X1) ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กร (X2) ด้านการสื่อสารดิจิทัล (X5) ด้านความรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัล (X4) ตามลำดับร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 ได้ร้อยละ 42.90 เขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ
Y´ = 1.378 +.278 X3 +.181 X2 + .127 X1 +.093 X4
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน
Z´y = .364 ZX3 + .237 ZX2 +.182 ZX1 +.126 ZX4
This research aimed were to 1) study the digital leadership of school administrators under the Yasothon primary education service area office 2, 2) study the academic administrations effectiveness of schools under the Yasothon primary education service area office 2, 3) study the relationship of the digital leadership of school administrators and the academic administrations effectiveness of schools under the Yasothon primary education service area office 2; and 4) to create a digital leadership forecasting equation of digital leadership of school administrators affecting the academic administrations effectiveness of schools under the Yasothon primary education service area office 2. The samples of this research were 327 the school administrators and the teachers under the Yasothon primary education service area office 2. The research instrument was a 5-level rating scale questionnaire with reliability of digital leadership of school administrators is 0.82 and the efficiency of academic administration is 0.75. The statistics used for data analysis were mean, standard deviation, Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient and Stepwise Multiple Regression.
The research results were as follows: 1. The digital leadership of school administrators under the Yasothon primary education service area office 2 on overall was at the highest level. When considering each aspect, it was found that aspects were at the highest level. There are making the environment in the organization, having vision and leadership, to support and motivation and digital communication. The high level is digital technology knowledge. 2. The academic administrations effectiveness of schools under the Yasothon primary education service area office 2 on overall was at the high level. When considering each aspect, it was found that aspects were at the highest level. There are learning process, measurement, evaluation and transfer of academic results. The high level is school curriculum, development of using educational technology innovation media and educational supervision. 3. The relationship the digital leadership of school administrators and the academic administrations effectiveness of schools under the Yasothon primary education service area office 2 correlated positively in medium level with the statistically significant at .01 level. 4. The digital leadership of school administrators, to support and motivation (X3), having vision and leadership (X1), making the environment in the organization (X2), digital communication (X5), digital technology knowledge (X4) and together predicted the academic administrations effectiveness of schools under the Yasothon primary education service area office 2 at 42.90 percent. The forecasting equation can be written as follows:
A predictive equation in raw score
Y´ = 1.378 +.278 X3 +.181 X2 + .127 X1 +.093 X4
A predictive equation in standard score
Z´y = .364 ZX3 + .237 ZX2 +.182 ZX1 +.126 ZX