MBU e-journal (Mahamakut Buddhist University)
Not a member yet
1083 research outputs found
Sort by
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียน โครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) 2) เพื่อร่างรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) 3) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ จำนวน 492 คน จากประชากร 939 คน ประกอบไปด้วยผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองของนักเรียนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามสภาพการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) จากกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน เพื่อร่างคู่มือรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) แล้วนำคู่มือรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) ไปประเมินความเหมาะสม โดยผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 2) ร่างรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMTP) ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้ (1) ด้านการจัดหลักสูตรที่เป็นความสามารถพิเศษ (2) ด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (3) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนานักเรียน (4) ด้านการพัฒนาความสามารถเฉพาะทางของครู (5) ด้านการใช้สื่อในห้องเรียน และ (6) ด้านการคัดเลือกนักเรียนห้องเรียนพิเศษ 3) การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี(SMTP) จากผู้เชียวชาญทั้ง 9 คน ประกอบไปด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูที่เป็นหัวหน้างาน ซึ่งรูปแบบการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของการเปิดสอนห้องเรียนโครงการพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี(SMTP) มีความเหมาะตามองค์ประกอบทั้ง 10 ข้อ โดยภาพรวม มีค่าร้อยละ 98.89 การสร้างรูปแบบผู้วิจัยได้สร้างรูปแบบตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการ 2) ร่างรูปแบบการบริหารจัดการ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดกา
DEVELOPMENT OF AN EMPLOYABILITY MEASUREMENT SCALE FOR COOPERATIVE EDUCATION STUDENTS: EXPLORATORY FACTOR ANALYSIS
This study aimed 1) to developed and validated the Employability Measure Scale for Thai Undergraduates (EMS-TU), and 2) to identify the factors that influence co-op student employability. The sample consisted of 96 undergraduate students from public autonomous universities in Thailand selected through stratified random sampling technique. The research instrument used in this study was survey questionnaire. The statistics used for data analysis included 1) the Index of Item-Objective Congruence (IOC) to examine content validity of the scale, 2) Cronbach’s alpha was used to measure internal consistency reliability, and 3) Exploratory factor analysis (EFA) was employed to investigate the potential underlying factor structure of observed variables.
The results of this study were as followings: 1) IOC scores indicated strong content validity with the values ranging between 0.80 and 1.00, Cronbach’s alpha value 0.889 confirmed high reliability, EFA result demonstrated a five-factor version of 23 items with a range of factor loadings from 0.699 to 0.930. 2) The EMS-TU comprises five constructs: English language proficiency, career decision self-efficacy, university commitment, university support, and internship quality. The scale demonstrated strong construct validity and internal consistency, can be used to assess and monitor their students’ employability skills for students in higher education institutions in Thailand. The finding of this study informs curriculum development, guide skill enhancement initiatives, and ultimately support the alignment of graduate outcomes with labor market expectations
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 จำนวน 310 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 33 คน และครู จำนวน 277 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.872 และ 0.855 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 2) องค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 คือ ด้านการบริหารความเสี่ยง ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งองค์การนวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีมและด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง โดยตัวแปรทั้ง 4 ร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ได้ร้อยละ 88.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0
ผลการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ระหว่างก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบวิลคอกซัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 85.33/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเป็นไปตามสมมติฐานที่ฐานที่กำหนดไว้ และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่อง ชุมชนกู่กาสิงห์ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
This research aims to 1) develop a learning management of local history, the topic of Ku Ka Singh community, using historical methods combined with gamification to be effective according to the criteria of 80/80, 2) compare the learning achievement of local history, the topic of Ku Ka Singh community, of grade 2 students who learn using historical methods combined with gamification before and after learning, and 3) study the satisfaction of grade 2 students who learn local history, the topic of Ku Ka Singh community, using historical methods combined with gamification. The target group is 20 grade 2 students in the 2025 academic year, Ban Ku Ka Singh School, Roi Et Province. The research instruments are the learning management plan, the test, and the satisfaction questionnaire. The statistics used for data analysis are the mean, standard deviation, and the Wilcoxon signed-rank test.
The research results found that 1) the learning management of local history, the topic of Ku Ka Singh community, by historical methods combined with gamification of grade 2 students was effective (E1/E2) equal to 85.33/84.50, which was higher than the specified criteria. 2) The learning achievement of local history, the topic of Ku Ka Singh community, of grade 2 students who learned by historical methods combined with gamification had higher learning achievement after learning than before learning, with statistical significance at the .05 level and in accordance with the specified hypothesis. 3) The satisfaction of grade 2 students who learned local history, the topic of Ku Ka Singh community, by historical methods combined with gamification was at the highest level overall
โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น 2) เพื่อสร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยใช้วิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 จำนวน 300 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การสอนบูรณาการดิจิทัล ความร่วมมือทางดิจิทัล และการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ตามลำดับ 2) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมฯ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการพัฒนา และการวัดและประเมินผล ซึ่งเนื้อหาของโปรแกรม ประกอบด้วย 3 Module ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล การสอนบูรณาการดิจิทัล และความร่วมมือทางดิจิทัล ส่วนผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 รายการ
This research aimed to 1) study the current conditions, desired conditions, and needs for enhancing digital leadership among teachers under the Office of Kalasin Primary Educational Service Area 1 and 2) develop and evaluate a program to enhance teachers’ digital leadership. A mixed-methods research design was employed. The sample consisted of 300 teachers selected through stratified random sampling. The research instruments included a questionnaire, a semi-structured interview form, and an evaluation form assessing the appropriateness and feasibility of the program. Data were analyzed using mean, standard deviation, and the Priority Needs Index (PNImodified).
The research findings revealed that 1) the overall current state of digital leadership among teachers was at a moderate level, while the desired condition was at the highest level. The areas with the highest needs for development, ranked from highest to lowest, were digital-integrated teaching, digital collaboration, and digital vision, respectively. 2) The developed digital leadership enhancement program consisted of key components: principles, objectives, content, development processes, and evaluation methods. The program content was organized into three modules: Digital Vision, Digital-Integrated Teaching, and Digital Collaboration. The evaluation results indicated that both the appropriateness and feasibility of the program were rated at the highest level
จากปฐมบุคคลสู่รัฐ: พัฒนาการแห่งอำนาจตามแนวคิดศาสนา
This article aims to reflect on the concept of “power” in political science, arguing that it is not confined to state institutions, laws, or coercive instruments alone, but is deeply rooted in the spiritual, cultural, and linguistic development through which human beings construct shared meanings of good and evil, as well as the legitimacy of governance. In early societies, social coexistence relied on moral consciousness, fear of nature, sacredness, and the law of karma as mechanisms for regulating behavior. As societies became more complex, “religious authority” was institutionalized as a foundation that supported social and political power through rituals, teachings, and narratives that rendered the exercise of power acceptable as “legitimate authority,” producing consent alongside everyday self-discipline. Within the Buddhist framework, the formation of the state is explained through the notion of the “Mahasammata,” in which the state emerges from moral decline and harm inflicted upon one another. As selfishness expanded, the community collectively selected a virtuous leader to preserve social order. This reflects a Buddhist social-contract logic that prioritizes virtue over force and connects to the ideal of “Dhamma-based democracy” (dhammadhipateyya), which constrains the exercise of power through justice, compassion, and accountability toward those affected. In the modern world, where trust in the state is increasingly strained, applying principles such as the Four Bases of Success (iddhipada) and the Ten Royal Virtues (dasavidha-rajadhamma) to democratic thought can help cultivate a political culture grounded in transparency, accountability, and respect for human dignity. Nevertheless, virtue must operate alongside checks and balances, the rule of law, human rights, and an open public sphere that enables critique and scrutiny, so that legitimacy becomes a “public standard” rather than a personal attribute. Ultimately, power should be understood as an ethical responsibility and a process of cultivating the “civic spirit of the state” in order to sustain a balance among security, liberty, and justice.
Keywords: Dhammocracy, primordial individual, state, religion, powe
ปัญญาประดิษฐ์กับการบริหารการศึกษา : พลิกโฉมระบบการเรียนการสอนสู่อนาคต
ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการบริหารและการเรียนการสอนในระบบการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการบริหารจัดการสถาบัน ลดภาระงานของครู และปรับปรุงคุณภาพการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน โดยปัญญาประดิษฐ์สามารถสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล การประเมินผลแบบอัตโนมัติ และการใช้แชทบอทเพื่อช่วยเหลือนักเรียนในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถช่วยจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนและความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบการศึกษายังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ปัญหาความลำเอียงของอัลกอริทึม และการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถรองรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้นำเสนอแนวทางในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาในอนาคต โดยเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรมครู และการกำกับดูแลด้านจริยธรรมเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษาไม่เพียงช่วยเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความรู้ให้กับผู้เรียนในทุกระดับอีกด้ว
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับ สื่อดิจิทัลที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับสื่อดิจิทัลที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับสื่อดิจิทัลที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาพวนสร้างแซ่ง อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2567 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับสื่อดิจิทัล จำนวน 5 หน่วย 15 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 15 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test (Dependent Sample)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับสื่อดิจิทัลที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ มีประสิทธิภาพ () เท่ากับ 78.06/77.71 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 75/75 2) มีความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับสื่อดิจิทัลที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
This research aims to 1) develop a learning activity plan based on the English language teaching approach for communication with digital media that promotes English listening and speaking ability with an efficiency of 75/75 criteria; 2) compare English listening and speaking ability before and after learning; and 3) study students’ satisfaction with the learning activity organization based on the English language teaching approach for communication with digital media that promotes English listening and speaking ability for grade 5 students. The sample group consisted of grade 5 students at Ban Ta Phuan Sang Saeng School, Yang Sisurat District, Maha Sarakham Province, in the 2024 academic year, second semester, with 1 classroom and 16 students. The research instruments were: 5 units of 15 learning plans based on the English language teaching approach for communication with digital media, 1 hour per plan, totaling 15 hours; 30-item English listening and speaking ability test; and 15-item student satisfaction questionnaire on learning activities. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, and t-test (Dependent Sample).
The research results found that 1) The results of the development of learning activity plans based on the teaching approach for language communication with digital media that promotes English listening and speaking skills were effective () equal to 78.06/77.71, which was in accordance with the specified criteria of 75/75. 2) The listening and speaking skills of Grade 5 students after studying were significantly higher than before studying at a statistical level of .05. 3) The students were satisfied with the learning activities based on the teaching approach for language communication with digital media that promoted English listening and speaking skills that were developed at the highest level overall
การพัฒนาแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ความต้องการ จำเป็นและเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 การดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 40 คน และครู จำนวน 270 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์และแบบประเมินแนวทางเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ วิเคราะห์เนื้อหา และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 มีทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ 1) การนำองค์กร 2) การวางแผนอย่างเป็นระบบ 3) การมุ่งเน้นผู้เรียน 4) การมุ่งเน้นบุคลากร 5) กระบวนการดำเนินการ 6) การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ 7) ผลลัพธ์การดำเนินการ สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พิจารณาสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับได้ดังนี้ ด้านการวางแผนอย่างเป็นระบบ พิจารณาค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการวางแผนอย่างเป็นระบบ ด้านกระบวนการดำเนินการ ด้านการนำองค์กร ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร ด้านการวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ ด้านการมุ่งเน้นผู้เรียน ด้านผลลัพธ์การดำเนินการ ตามลำดับ 2. ผลการพัฒนาแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา ได้แนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 ทั้งหมด 7 ด้าน 28 แนวทางการปฏิบัติ ซึ่งการพัฒนาแนวทางการบริหารดำเนินงานตามหลักการบริหารโรงเรียนโดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
This research aimed to study the current conditions, desired conditions, and essential needs, as well as to development of guidelines management towards Excellence in primary schools under the MahaSarakham Primary Educational Service Area Office 2. The research was conducted in two phases. Phase 1 involved studying the current conditions, desired conditions, and essential needs of administrative excellence. The sample group consisted of 310 participants, including 40 school administrators and 270 teachers. The research instrument was a questionnaire with an item-objective congruence (IOC) value ranging from 0.80 to 1.00 and a reliability coefficient of 0.92. The statistical methods used for quantitative data analysis included frequency, percentage, mean, standard deviation, and the Modified Priority Needs Index (PNImodified). Phase 2 involved developing the administrative guidelines using a qualitative research approach, with interviews and guideline evaluation forms as research tools. Data were analyzed using content analysis, along with frequency, percentage, mean, and standard deviation for the quantitative evaluation.
The research findings revealed the following 1. The management towards Excellence in primary schools under the Mahasarakham Primary Educational Service Area Office 2 encompassed seven key dimensions: (1) organizational leadership, (2) systematic planning, (3) student focus, (4) personnel focus, (5) operational processes, (6) measurement, analysis, and knowledge management, and (7) performance results. The overall current condition was found to be at a moderate level, while the overall desired condition was at the highest level. Considering each aspect individually, the highest rated was systematic planning. According to the Modified Priority Needs Index (PNImodified), the areas were ranked in order of need from highest to lowest as follows: systematic planning, operational processes, organizational leadership, personnel focus, measurement and knowledge management, student focus, and performance results. 2. The development of the administrative guidelines toward excellence in primary schools under the Mahasarakham Primary Educational Service Area Office 2 resulted in 28 practical guidelines across seven dimensions.The development process was based on Deming’s quality management cycle (PDCA). The evaluation of the guidelines’ appropriateness and feasibility indicated that, overall, they were highly appropriate and feasible for practical implementation
การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ โดยการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H ก่อนเรียนและหลังเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านขี้เหล็กซ้ายดอนแตง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 17 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H แบบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน t-test (Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80.36/85.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 75/75 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H มีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5W1H อยู่ในระดับมาก
This research aimed to 1) Develop learning management using the 5w1h technique for grade 5 students to achieve the efficiency criterion of 75/75. 2) Compare the reading comprehension abilities of grade 5 students before and after learning through the 5W1H technique, and 3) Study the satisfaction of grade 5 students toward learning management using the 5W1H technique. The sample group consisted of 17 grade 5 students from Ban Khilek Sai Don Taeng School, Kaset Wisai District, Roi Et Province, selected through cluster sampling. the research instruments included a lesson plan on reading comprehension using the 5W1H technique, a reading comprehension test, and a satisfaction questionnaire. The statistical methods used for data analysis were mean, standard deviation, percentage, and the t-test (Dependent samples)
The research results revealed that: 1) The efficiency of the learning management using the 5W1H technique was 80.36/85.29, Which was higher than the set criterion of 75/75. 2) Grade 5 students who received learning through the 5W1H technique demonstrated significantly higher reading comprehension abilities after learning than before at the .05 level of statistical significance. 3) The satisfaction of grade 5 students toward the learning activities with the 5W1H technique was at a high level