UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
8763 research outputs found
Sort by
อุปสงค์แรงงานของประเทศไทย
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอุปสงค์แรงงานของประเทศไทยกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาความต้องการแรงงานของประเทศไทย เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผสม (Panel data) รายปี ระหว่าง ปี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2563 รวมระยะเวลา 10 ปี และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางเศรษฐมิติ วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression analysis) ด้วยวิธีการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ (Coefficient) ของตัวแปรอิสระที่มีผลต่อตัวแปรตามในรูปแบบจำลอง lnLit= β0+β1lnGDPit+β2lnGDP_PCit+β3lnWageit+β4InCPIit+β5lnLPGit+β6lnGasohalit+ β7lnDieselit+ β8lnBenzineit + β9lnPPIit+ β10lnInterestit+ β11lnStockit+uit คำนวณหาสมการสุดท้ายที่ใช้เป็นแบบจำลองในการศึกษา โดยได้สมการแบบจำลองอุปสงค์แรงงานของประเทศไทย ดังนี้ lnLit=β0+β1lnGDPit+β2lnGDP_PCit+β3lnWage_CPIit+β4InBenzineit+ β5lnPPIit+β6lnStockit+uit เมื่อแทนค่าสัมประสิทธิ์ในแบบจำลอง ได้แบบจำลองอุปสงค์แรงงานสุดท้าย คือ lnLit = 1.5315 + 0.9115ln(GDP) - 0.9387ln(GDP_PC ) - 0.0237ln(Wage_CPI) + 0.0455ln(Benzine) + 1.6207ln(PPI) + 0.3868ln(Stock) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ พบว่า ตัวแปรมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ปริมาณการใช้พลังงานน้ำมันเบนซิน (Benzine Volume) และดัชนีราคาผู้ผลิตรวม (Producer Price Index : PPI) มีความสัมพันธ์กับอุปสงค์แรงงานของประเทศไทยในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สรุปได้ว่าหากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9155 ปริมาณการใช้พลังงานน้ำมันเบนซิน (Benzine Volume) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.0455 ดัชนีราคาผู้ผลิตรวม (Producer Price Index : PPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6207 และผลิตภัณฑ์ต่อหัวประชากร (GDP Per Capita) มีความสัมพันธ์กับอุปสงค์แรงงานของประเทศไทย ในทิศทางตรงกันข้ามกับอุปสงค์แรงงาน ของประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ หากผลิตภัณฑ์ต่อหัวประชากร (GDP Per Capita) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้การจ้างงานลดลงร้อยละ 0.9387 หมายความว่า เมื่อ GDP ต่อหัว เป็นตัวเลขที่บอกค่าเฉลี่ยของ GDP เมื่อเทียบกับประชากรในประเทศเพิ่มขึ้น ความต้องการแรงงานในประเทศจะลดลงเนื่องจาก อุปทานแรงงานในประเทศลดลง ผู้ผลิต (นายจ้าง) จึงหันมาใช้เครื่องมือ เครื่องจักรแทนการจ้างงา
การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวัฒนานคร.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางการเพิ่มยอดการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวัฒนานคร ผู้ศึกษาจึงได้ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืน และแนวทางในการเพิ่มการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเป็นการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกลุ่มลูกค้าที่เคยฝากสลากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาวัฒนานคร จำนวน 380 คน สัมภาษณ์ลูกค้าที่ไม่เคยฝากสลาก จำนวน 20 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานสาขาวัฒนานคร จำนวน 8 คน โดยใช้ทฤษฎีและเครื่องมือได้แก่ แรงจูงใจ ปัจจัยส่วนประสมการตลาด การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ผังก้างปลา และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มาใช้เป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับฝากสลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้า แรงจูงใจของจำนวนรางวัลไม่ดึงดูดใจ การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง พนักงานขาดทักษะนำเสนอ ขั้นตอนการรับฝากมีความซับซ้อน และลูกค้าไม่สะดวกทำธุรกรรมฝากต่อเนื่องทุกเดือน แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ได้จากการวิเคราะห์ SWOT และผังก้างปลา นำมากำหนดกลยุทธ์โดยใช้เครื่องมือ TOWS Matrix ได้จำนวน 4 กลยุทธ์ โดยกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาคือ การจัดทำการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพื่อสร้างการรับรู้ที่มีต่อผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการออมผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และนำเสนอผลการศึกษาต่อธนาคารเพื่อปรับปรุงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้มีจำนวนรางวัลมากขึ้น เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการฝากเงินและออมอย่างต่อเนื่องต่อไ
ศักยภาพการส่งออกข้าวไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเบนิน
ในปีพ.ศ. 2562- 2653 การส่งออกข้าวไทยมีมูลค่าลดลงเป็นอย่างมากเหตุเพราะเผชิญปัญหาจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศทั้งในเรื่องภัยธรรมชาติและการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของคู่แข่ง การแข็งขึ้นของค่าเงินบาท หรือแม้กระทั่งสถานการ์ณแพร่ระบาทของโควิด-19 ทำให้ปัจจุบันการส่งออกข้าวของไทยตกมาเป็นอันดับที่ 3 ของโลกจากอดีตเคยอยู่อันดับที่ 1-2 ในสถานการ์ณที่ประเทศไทยยังคงเผชิญวิกฤติใหญ่ในการแข่งขันที่มีการแข่งขันที่สูงและเสียเปรียบจึงควรส่งเสริมการส่งออกผู้จัดทำเล็งเห็นโอกาศของตลาดการส่งออกข้าวในทวีปแอฟริกาจึงจัดทำวิจัยนี้ขึ้นเพื่อประเมิณศักยภาพส่งออกข้าวไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเบนินประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าข้าวจากไทยสูงเป็นอันดับต้นๆในโลกติดต่อกันหลายช่วงปี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเบนินจึงถือเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้แบ่งการศึกษาออกเป็นสองช่วงปีคือปี พ.ศ. 2552-2554 และช่วงปี พ.ศ.2559 โดยใช้วิธีใช้ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (RCA) Boston Consulting Group (BCG Matrix) และการวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาดคงที่ (CMS) สรุปผลได้ว่า ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (RCA) พบว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอยู่ในระดับที่สูงในตลาดข้าวเบนินทั้งสองช่วงเวลาโดยมีคู่แข่งที่สำคัญคือ ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย และ ประเทศเวียดนาม จากการประเมิณศักยภาพข้าวไทยในตลาดเบนินโดยใช้ Boston Consulting Group (BCG Matrix) พบว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งโอกาส คงที่ได้เช่นเดียวกับประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญอย่าง ประเทศปากีสถานและ ประเทศเวียดนาม แต่ประเทศคู่แข่งที่สำคัญอย่างประเทศ อินเดียกลับมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งโอกาส เพิ่มขึ้น และจากการประเมิณศักยภาพข้าวไทยในตลาดเบนินโดยใช้การวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาดคงที่ (CMS) พบว่าประเทศไทยกลุ่มมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากปัจจัยอัตราการขยายตัวของโลก ผลจากปัจจัยองค์ประกอบของสินค้าส่งออก และผลปัจจัยจากการกระจายตลาดที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไรก็ตามกลุ่มประเทศดังกล่าวมีค่าผลปัจจัยจากการแข่งขันที่ลดล
ปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ครัวเรือนในสถานการณ์ COVID-19 กรณีศึกษาอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ปัจจัยส่วนบุคคล 2. ผลกระทบทั้งในด้านของรายได้ ค่าใช้จ่ายและปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ และ 3. ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการมีหนี้สินครัวเรือน และ 4. แนวทางการแก้ไขปัญหาการเป็นหนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาเป็นกลุ่มตัวอย่างในเขตอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน 400 คน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล และสร้างแบบสอบถามออนไลน์ หรือ Google From การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) บรรยายลักษณะข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในรูปของ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิธีการทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square Test) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในเขตอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน 400 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20 – 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีสถานภาพโสด และมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวจำนวน 3-4 คน ในส่วนของข้อมูลด้านรายได้และค่าใช้จ่าย มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เท่ากับ 10,000 – 20,000 บาท เป็นรายได้ประจำ (ค่าจ้าง/เงินเดือน) รองลงมา เป็นรายได้จากการขายหรือการให้บริการ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เท่ากับ 5,001-10,000 บาท เป็นการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและบริโภค รองลงมา ซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ตามลำดับ สะท้อนถึงกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีรายได้เพียงทางเดียวซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่อคนมีหลายช่องทาง ภาระหนี้สินก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 กลุ่มตัวอย่างมีภาระหนี้สินมากถึง 289 คน คิดเป็นร้อยละ 75.25 ของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ แยกตามประเภทของแหล่งกู้ยืม คือ ธนาคารพาณิชย์ รองลงมา สหกรณ์ออมทรัพย์/สวัสดิการของหน่วยงาน โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครอบครัว รองลงมา ลงทุนในธุรกิจ (ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพเสริม) และเช่า/ซื้อยานพาหนะ ตามลำดับ ในส่วนของผลกระทบทั้งใน ด้านของรายได้และค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มีผลกระทบน้อย (X̅ 3) โดยมีระดับความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่ใกล้เคียงกันหรือไม่แตกต่างกัน อาจเนื่องจากการประกอบอาชีพของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ หรืออาจได้รับผลกระทบในช่วงแรกและมีการปรับตัวต่อสถานการณ์ดังกล่าว ภาระหนี้สินหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 กลุ่มตัวอย่างมีการกู้ยืม จำนวน 219 คน คิดเป็นร้อยละ 54.25 ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ แยกตามประเภทของแหล่งกู้ยืม คือ ธนาคารพาณิชย์ รองลงมา สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธ.ออมสิน ธ.อาคารสงเคราะห์ ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น) โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครอบครัว รองลงมา ที่อยู่อาศัย (ที่ดิน/บ้าน) และเช่า/ซื้อยานพาหนะ ตามลำดับ ซึ่งลักษณะหรือปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ 1. เพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครอบครัว เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ/ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 2. เพื่อการศึกษาของตนเองหรือบุคคลภายในครอบครัว และ 3. เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจหรือการประกอบอาชีพ (ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพเสริม) และในส่วนของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ควรได้รับการแก้ไขจากตนเองเป็นหลักโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในตัวบุคคลและตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทางการเงิน ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งการออกนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้าถึงทุกกลุ่มคน ประชาชนควรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านของการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดสถานที่หรือกิจการต่างๆ หรือจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (เคอร์ฟิว) ในช่วงเวลา 21.00 - 04.00 น. ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกนโยบาย,มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหรือพักชำระหนี้ ปล่อยเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ย, ดอกเบี้ยต่ำเพื่อใช้สำหรับหมุนเวียนในธุรกิจหรือร้านค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว การลดภาระค่าใช้จ่าย (ค่าสาธารณูปโภค) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง, กลุ่มเสี่ยงอย่างทั่วถึงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน) โดยเป็นความร่วมมือของภาครัฐกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง ป้องกันการเกิดโรคอุบัติซ้ำ จัดหาวัคซีนให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็ว และเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไ
การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้แนวคิดการผลิตแบบลีนในกระบวนการขึ้นรูปแม่พิมพ์ขวดพลาสติก กรณีศึกษาบริษัท GP
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียในกระบวนการเป่าขึ้นรูป In Mold Labelling เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ และลดต้นทุนการผลิตของสินค้าที่เสียหายเพื่อเพิ่มศักยภาพของกระบวนการผลิต วิธีการดำเนินงานเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ Check Sheet และลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อดำเนินการแก้ไขโดยใช้กฎพาเรโต 80:20 และทำการแจกแจงสาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพสาเหตุและผล รวมถึงนำสาเหตุที่ได้ทำการวิเคราะห์สภาพของปัญหาโดยใช้เครื่องมือ FMEA และทำการประเมินโดยใช้ค่าความเสี่ยงชี้นำ RPN มากกว่า 100 คะแนน ทำการเสนอแนวทางในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและทำการประเมินอีกครั้งหลังการปรับปรุงเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซ้ำได้อีก ผลการดำเนินงานพบว่าปัญหาฉลากพองเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยดำเนินการแก้ไขทั้งหมด 3 สาเหตุ คือ 1.) อุณหภูมิในกระบอกสกรูและหัวไหลต่ำไป แก้ไขโดยปรับตั้งค่าอุณหภูมิกระบอกสกรูที่ 190°c, 195°c อุณภูมิหัวไหลปรับตั้งค่าที่ 215°c, 220°c 2.) รูดูดฉลากที่แม่พิมพ์ตันทำให้ระบายอากาศไม่ทัน แก้ไขโดยเพิ่มรูดูดฉลากเป็น 13 รู 3.) แรงลมเป่าไม่พอ แก้ไขโดยปรับตั้งค่าแรงลมเป่าอยู่ที่ 7-8 บาร์ โดยหลังการปรับปรุงพบว่าปริมาณของเสียสามารถลดลงได้ถึง 2,150 ชิ้นต่อเดือน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 91.88% สามารถลดมูลค่าความเสียหายต่อต้นทุนการผลิตได้ถึง 36,550 บาทต่อเดือน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 91.88% และหลังการปรับปรุงมีค่า RPN ลดลงถึง 271
คะแนน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 92.18
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สํานักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร
การศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร มุ่งศึกษาปัญหาการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทราบปัญหาการอ่านของนักเรียน สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป และเป็นการตอบสนองนโยบายด้านการศึกษาของชาติที่มุ่งให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีด้านทักษะการอ่านตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและยังช่วยส่งเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านแก่เด็ก เพื่อพัฒนาตนให้เจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาช่วยในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญ ความเท่าเทียมนานาประเทศ พร้อมความสามารถในด้านการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ ตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วัตถุประสงค์ของการศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อ 1. ศึกษาระดับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร 3. ศึกษาแนวทางในการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิเคราะห์ระดับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ระดับทักษะการอ่านด้านภาษาไทยพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยทักษะทุกด้าน 2.54 เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นักเรียนมีทักษะด้านการอ่านในระดับมากจำนวน 9 ข้อ และทักษะด้านการอ่านในระดับน้อยจำนวน 5 ข้อ โดยทักษะด้านการอ่านในระดับมากที่มีคะแนนสูงที่สุดได้แก่ นักเรียนอ่านคำที่มีอักษรนำได้ (X=2.67, S.D.=0.88) รองลงมาคือ นักเรียนอ่านคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ (ร ล และ ว) ได้ (X=2.66, S.D.=0.76) นักเรียนจำรูปพยัญชนะไทย สระ และวรรณยุกต์ได้ทุกตัว (X=2.63, S.D.=0.80) นักเรียนอ่านคำประสมได้ (X=2.61, S.D.=0.66) นักเรียนอ่านคำที่มีตัวการันต์ได้และนักเรียนอ่านออกเสียงพยัญชนะไทย สระ และวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน (X=2.60,S.D.=0.90) (X=2.60,S.D.=0.72) นักเรียนอ่านคำพ้องรูป พ้องเสียง ได้ (X=2.55,S.D.=0.72) นักเรียนอ่านคำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออกเสียงได้ (X=2.52,S.D.=0.73) และนักเรียนอ่านคำที่มี รร ได้ (X=2.51,S.D.=0.85) ตามลำดับ ทักษะด้านภาษาไทยที่มีคะแนนเฉลี่ยในระดับน้อยได้แก่ นักเรียนรู้จักประเภท หน้าที่ ตำแหน่งและการใช้คำอย่างถูกต้อง (X=2.39,S.D.=0.54) นักเรียนผันเสียงวรรณยุกต์ได้อย่างถูกต้อง (X=2.42,S.D.=0.72) นักเรียนเข้าใจและใช้โครงสร้างพื้นฐาน ประธาน กริยา กรรม ได้ (X=2.43,S.D.=0.84) นักเรียนอ่านคำที่ใช้สระอะ โดยที่คำนั้นไม่มีรูปสระอะให้เห็นได้ (X=2.48,S.D.=0.73) และนักเรียนอ่านคำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีวรรณยุกต์ได้ (X=2.49,S.D.=0.73) การวิเคราะห์ปัจจัยด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า สมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (มีค่าเฉลี่ยรวม X=3.15, S.D=0.76) และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่าพฤติกรรมการพูด (พูดชัด ไม่ติดอ่าง) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (X=3.39, S.D=1.03) รองลงมาคือความชัดเจนของการฟัง และการได้ยินของนักเรียน (X=3.15, S.D=1.13) และความจำของนักเรียน (X=2.93, S.D=0.94) ตามลำดับ การวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัว ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 2.53, S.D. = 0.77) และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีข้อที่อยู่ในระดับมากเพียง 2 ข้อ ได้แก่ ผู้ปกครองชอบอ่านจากโทรศัพท์มือถือ มากกว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่ม (X = 2.94, S.D. = 0.98) และผู้ปกครองอ่านหนังสือเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ (X = 2.52, S.D. = 0.67) ส่วนข้อที่อยู่ในระดับน้อย จำนวน 4 ข้อ เรียงตามลำดับจากน้อยที่สุดดังนี้ ผู้ปกครองซื้อหนังสือให้นักเรียนอ่านเป็นประจำ (X = 2.00, S.D. = 0.60) ผู้ปกครองสอนอ่านเมื่อนักเรียนอ่านไม่ได้ (X = 2.18, S.D. = 0.87) ผู้ปกครองสอนอ่านเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอและผู้ปกครองชอบดูทีวี มากกว่าการอ่านหนังสือ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน (X = 2.46, S.D. = 0.70) และ (X = 2.46, S.D. = 0.82) การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ปัจจัยด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวที่มีต่อความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของปัจจัยด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวที่มีต่อความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร อธิบายได้ว่า สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างน้อย ในขณะที่สมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียน ดังนั้นสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวจึงมีความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยเรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านของนักเรียน ใน 2 ด้าน คือ ด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่าน และ ด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัว และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน ปรากฏผลดังนี้ 1. นักเรียนบางคนเป็นเด็กเรียนร่วม จำเป็นต้องใช้เวลาในการอ่านออก เขียนได้ 2. ครูต้องทบทวนการอ่าน การเขียนให้กับเด็กที่อ่านไม่ออก และอ่านไม่คล่องเป็นประจำสม่ำเสมอ 3. ช่วงปิดเทอมผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการฝึกอ่านให้กับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ 4. ครูควรให้การบ้านเรื่องการอ่านให้นักเรียนฝึกหัดอ่านที่บ้าน โดยประสานให้ผู้ปกครองช่วยดูเรื่องการอ่าน 5. ผู้ปกครองควรช่วยทบทวนเรื่องการอ่านเป็นประจำ 6. ควรให้มีการฝึกอ่านรายบุคคลบ่อย ๆ ที่โรงเรียน เพราะผู้ปกครองไม่ค่อยมีเวลาให้กับนักเรียน 7. นักเรียนอ่านได้ดี แต่มีปัญหาด้านความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ยากขึ้นตามวัย ต้องการให้มีการสอนเพิ่มเติม จากผลการวิจัยเรื่องเรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่าปัญหาด้านสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่จะพบปัญหาในด้านพื้นฐานภาษาไทย (การอ่าน) และสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัว พบว่ามีบางข้อจากทั้ง 2 ด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย พื้นฐานภาษาไทย (การอ่าน) มี 5 ข้อซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าประโยคที่ใช้เป็นคำถามเป็นตัวชี้วัดที่เริ่มมาจากระดับการเรียนที่ต่ำว่าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนอาจจะมีปัญหาดังกล่าวมาจากระดับเริ่มต้น และอาจจะยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือมีการแก้ไขเป็น บางส่วนแล้ว แต่ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร จึงส่งผลมาถึงปัจจุบัน จากปัญหาที่พบ ทางโรงเรียนควรมีการประชุม ปรึกษา ร่วมกับครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย และคณะครูที่มีส่วนร่วม โดยนำปัญหาที่พบของแต่ละข้อ พูดคุยเพื่อช่วยกันหาวิธีการ แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น ทำการสอนเสริม พร้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านให้ดีขึ้น การส่งเสริมการอ่านในครอบครัวมีภาพรวมอยู่ในระดับมาก แต่มีบางข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อย เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยอยู่ในคำถามที่เกี่ยวกับการเป็นแบบอย่างในการอ่านหนังสือ โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองนักเรียนนิยมอ่าน หรือฟังจากเครื่องมือสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี ไม่นิยมการอ่านหนังสือเป็นเล่ม และอาจเป็นเหตุซื้อหนังสือให้เด็กอ่านน้อยลง เพราะในปัจจุบันการอ่านนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน เรียนรู้ จากหนังสือเพียงอย่างเดียว สามารถค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ ทีวี การอ่านในยุคดิจิทัลทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าการอ่านหนังสือถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากเป็นการอ่านหนังสือแบบในใจ ไม่มีการเปล่งเสียงออกมา ซึ่งการอ่านนี้จะส่งผลมาถึงเด็กเช่นกัน ถ้าผู้ปกครองอ่านไม่ถูกต้องหรืออ่านไม่คล่อง เมื่อสอนเด็กอ่าน เด็กก็จะอ่านไม่คล่องเหมือนกัน ฉะนั้นในการส่งเสริมการอ่านในบ้านให้กับนักเรียน ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมอ่านกับนักเรียนเพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนเกิดการอ่านเช่นกัน จากผลการสรุปหาค่าความสัมพันธ์ทำให้พบว่าด้านสรรถนะเกี่ยวกับการอ่านของนักเรียนไม่มีผลกระทบกับด้านอื่น ๆ แต่ปัจจัยที่มีผลสัมพันธ์กันคือทักษะภาษาไทยพื้นฐานและการส่งเสริมการอ่านของครอบ แปลความได้ว่า การส่งเสริมการอ่านในครอบครัวมีผลต่อทักษะภาษาไทยพื้นฐานของนักเรียน ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความรู้ระดับมัธยมศึกษา บางส่วนมีความรู้ระดับปริญญาตรีถึงขั้นสูงกว่าปริญญาตรี การที่เข้ามาดูแลเรื่องการอ่าน ให้ให้กับนักเรียน อาจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องมาจากต้องประกอบอาชีพการงาน ในขณะที่เด็กกำลังอ่าน เป็นการแสดงออกให้เด็กรู้คุณค่าการอ่าน การเอาใจใส่ หรือเป็นกำลังใจ และอาจสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ไปพร้อม ๆ กับความต้องการอ่านมากขึ้น ส่วนทางโรงเรียนควรแนะนำวิธีการดูแลนักเรียนในเรื่องการอ่านให้ผู้ปกครองทราบแนวทางการปฏิบัติเมื่อมีการประชุมผู้ปกครองของแต่ละภาคเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนาเรื่องการอ่านให้กับนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้ของผู้ปกครองมาช่วยในการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน เป็นการทำงานแบบบูรณาการ แบบที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ผลของการอ่านออก เข้าใจเนื้อหาการเรียนจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีการพัฒนาเช่นกั
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สํานักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร
การศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร มุ่งศึกษาปัญหาการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทราบปัญหาการอ่านของนักเรียน สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป และเป็นการตอบสนองนโยบายด้านการศึกษาของชาติที่มุ่งให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีด้านทักษะการอ่านตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและยังช่วยส่งเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านแก่เด็ก เพื่อพัฒนาตนให้เจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาช่วยในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญ ความเท่าเทียมนานาประเทศ พร้อมความสามารถในด้านการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ ตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วัตถุประสงค์ของการศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อ 1. ศึกษาระดับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร 3. ศึกษาแนวทางในการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิเคราะห์ระดับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ระดับทักษะการอ่านด้านภาษาไทยพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยทักษะทุกด้าน 2.54 เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นักเรียนมีทักษะด้านการอ่านในระดับมากจำนวน 9 ข้อ และทักษะด้านการอ่านในระดับน้อยจำนวน 5 ข้อ โดยทักษะด้านการอ่านในระดับมากที่มีคะแนนสูงที่สุดได้แก่ นักเรียนอ่านคำที่มีอักษรนำได้ (X=2.67, S.D.=0.88) รองลงมาคือ นักเรียนอ่านคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ (ร ล และ ว) ได้ (X=2.66, S.D.=0.76) นักเรียนจำรูปพยัญชนะไทย สระ และวรรณยุกต์ได้ทุกตัว (X=2.63, S.D.=0.80) นักเรียนอ่านคำประสมได้ (X=2.61, S.D.=0.66) นักเรียนอ่านคำที่มีตัวการันต์ได้และนักเรียนอ่านออกเสียงพยัญชนะไทย สระ และวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน (X=2.60,S.D.=0.90) (X=2.60,S.D.=0.72) นักเรียนอ่านคำพ้องรูป พ้องเสียง ได้ (X=2.55,S.D.=0.72) นักเรียนอ่านคำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออกเสียงได้ (X=2.52,S.D.=0.73) และนักเรียนอ่านคำที่มี รร ได้ (X=2.51,S.D.=0.85) ตามลำดับ ทักษะด้านภาษาไทยที่มีคะแนนเฉลี่ยในระดับน้อยได้แก่ นักเรียนรู้จักประเภท หน้าที่ ตำแหน่งและการใช้คำอย่างถูกต้อง (X=2.39,S.D.=0.54) นักเรียนผันเสียงวรรณยุกต์ได้อย่างถูกต้อง (X=2.42,S.D.=0.72) นักเรียนเข้าใจและใช้โครงสร้างพื้นฐาน ประธาน กริยา กรรม ได้ (X=2.43,S.D.=0.84) นักเรียนอ่านคำที่ใช้สระอะ โดยที่คำนั้นไม่มีรูปสระอะให้เห็นได้ (X=2.48,S.D.=0.73) และนักเรียนอ่านคำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีวรรณยุกต์ได้ (X=2.49,S.D.=0.73) การวิเคราะห์ปัจจัยด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า สมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (มีค่าเฉลี่ยรวม X=3.15, S.D=0.76) และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่าพฤติกรรมการพูด (พูดชัด ไม่ติดอ่าง) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (X=3.39, S.D=1.03) รองลงมาคือความชัดเจนของการฟัง และการได้ยินของนักเรียน (X=3.15, S.D=1.13) และความจำของนักเรียน (X=2.93, S.D=0.94) ตามลำดับ การวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัว ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 2.53, S.D. = 0.77) และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีข้อที่อยู่ในระดับมากเพียง 2 ข้อ ได้แก่ ผู้ปกครองชอบอ่านจากโทรศัพท์มือถือ มากกว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่ม (X = 2.94, S.D. = 0.98) และผู้ปกครองอ่านหนังสือเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ (X = 2.52, S.D. = 0.67) ส่วนข้อที่อยู่ในระดับน้อย จำนวน 4 ข้อ เรียงตามลำดับจากน้อยที่สุดดังนี้ ผู้ปกครองซื้อหนังสือให้นักเรียนอ่านเป็นประจำ (X = 2.00, S.D. = 0.60) ผู้ปกครองสอนอ่านเมื่อนักเรียนอ่านไม่ได้ (X = 2.18, S.D. = 0.87) ผู้ปกครองสอนอ่านเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอและผู้ปกครองชอบดูทีวี มากกว่าการอ่านหนังสือ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน (X = 2.46, S.D. = 0.70) และ (X = 2.46, S.D. = 0.82) การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ปัจจัยด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวที่มีต่อความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของปัจจัยด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวที่มีต่อความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร อธิบายได้ว่า สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างน้อย ในขณะที่สมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียน ดังนั้นสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัวจึงมีความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยเรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านของนักเรียน ใน 2 ด้าน คือ ด้านสมรรถนะเกี่ยวข้องกับการอ่าน และ ด้านสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัว และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน ปรากฏผลดังนี้ 1. นักเรียนบางคนเป็นเด็กเรียนร่วม จำเป็นต้องใช้เวลาในการอ่านออก เขียนได้ 2. ครูต้องทบทวนการอ่าน การเขียนให้กับเด็กที่อ่านไม่ออก และอ่านไม่คล่องเป็นประจำสม่ำเสมอ 3. ช่วงปิดเทอมผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการฝึกอ่านให้กับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ 4. ครูควรให้การบ้านเรื่องการอ่านให้นักเรียนฝึกหัดอ่านที่บ้าน โดยประสานให้ผู้ปกครองช่วยดูเรื่องการอ่าน 5. ผู้ปกครองควรช่วยทบทวนเรื่องการอ่านเป็นประจำ 6. ควรให้มีการฝึกอ่านรายบุคคลบ่อย ๆ ที่โรงเรียน เพราะผู้ปกครองไม่ค่อยมีเวลาให้กับนักเรียน 7. นักเรียนอ่านได้ดี แต่มีปัญหาด้านความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ยากขึ้นตามวัย ต้องการให้มีการสอนเพิ่มเติม จากผลการวิจัยเรื่องเรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะการอ่านของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) สำนักงานเขตดินแดง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่าปัญหาด้านสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่จะพบปัญหาในด้านพื้นฐานภาษาไทย (การอ่าน) และสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านของครอบครัว พบว่ามีบางข้อจากทั้ง 2 ด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย พื้นฐานภาษาไทย (การอ่าน) มี 5 ข้อซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าประโยคที่ใช้เป็นคำถามเป็นตัวชี้วัดที่เริ่มมาจากระดับการเรียนที่ต่ำว่าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนอาจจะมีปัญหาดังกล่าวมาจากระดับเริ่มต้น และอาจจะยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือมีการแก้ไขเป็น บางส่วนแล้ว แต่ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร จึงส่งผลมาถึงปัจจุบัน จากปัญหาที่พบ ทางโรงเรียนควรมีการประชุม ปรึกษา ร่วมกับครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย และคณะครูที่มีส่วนร่วม โดยนำปัญหาที่พบของแต่ละข้อ พูดคุยเพื่อช่วยกันหาวิธีการ แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น ทำการสอนเสริม พร้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านให้ดีขึ้น การส่งเสริมการอ่านในครอบครัวมีภาพรวมอยู่ในระดับมาก แต่มีบางข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อย เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยอยู่ในคำถามที่เกี่ยวกับการเป็นแบบอย่างในการอ่านหนังสือ โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองนักเรียนนิยมอ่าน หรือฟังจากเครื่องมือสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี ไม่นิยมการอ่านหนังสือเป็นเล่ม และอาจเป็นเหตุซื้อหนังสือให้เด็กอ่านน้อยลง เพราะในปัจจุบันการอ่านนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน เรียนรู้ จากหนังสือเพียงอย่างเดียว สามารถค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ ทีวี การอ่านในยุคดิจิทัลทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าการอ่านหนังสือถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากเป็นการอ่านหนังสือแบบในใจ ไม่มีการเปล่งเสียงออกมา ซึ่งการอ่านนี้จะส่งผลมาถึงเด็กเช่นกัน ถ้าผู้ปกครองอ่านไม่ถูกต้องหรืออ่านไม่คล่อง เมื่อสอนเด็กอ่าน เด็กก็จะอ่านไม่คล่องเหมือนกัน ฉะนั้นในการส่งเสริมการอ่านในบ้านให้กับนักเรียน ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมอ่านกับนักเรียนเพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนเกิดการอ่านเช่นกัน จากผลการสรุปหาค่าความสัมพันธ์ทำให้พบว่าด้านสรรถนะเกี่ยวกับการอ่านของนักเรียนไม่มีผลกระทบกับด้านอื่น ๆ แต่ปัจจัยที่มีผลสัมพันธ์กันคือทักษะภาษาไทยพื้นฐานและการส่งเสริมการอ่านของครอบ แปลความได้ว่า การส่งเสริมการอ่านในครอบครัวมีผลต่อทักษะภาษาไทยพื้นฐานของนักเรียน ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความรู้ระดับมัธยมศึกษา บางส่วนมีความรู้ระดับปริญญาตรีถึงขั้นสูงกว่าปริญญาตรี การที่เข้ามาดูแลเรื่องการอ่าน ให้ให้กับนักเรียน อาจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องมาจากต้องประกอบอาชีพการงาน ในขณะที่เด็กกำลังอ่าน เป็นการแสดงออกให้เด็กรู้คุณค่าการอ่าน การเอาใจใส่ หรือเป็นกำลังใจ และอาจสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ไปพร้อม ๆ กับความต้องการอ่านมากขึ้น ส่วนทางโรงเรียนควรแนะนำวิธีการดูแลนักเรียนในเรื่องการอ่านให้ผู้ปกครองทราบแนวทางการปฏิบัติเมื่อมีการประชุมผู้ปกครองของแต่ละภาคเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนาเรื่องการอ่านให้กับนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้ของผู้ปกครองมาช่วยในการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน เป็นการทำงานแบบบูรณาการ แบบที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ผลของการอ่านออก เข้าใจเนื้อหาการเรียนจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีการพัฒนาเช่นกั
Online marketing communication strategies to promote tourism in Thailand for LGBT+ foreign tourist group
การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT+) ชาวต่างชาติ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ (2) เพื่อเสนอแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mix Method Research) ระหว่างวิธีวิจัยเชิงปริมาณและวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์การใช้เนื้อหาบนสื่อออนไลน์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวประเทศไทย (SWOT Analysis) แล้วกำหนดแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยด้วย TOWS Matrix Analysis และการอภิปรายกลุ่ม (Focus Group) โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ ผู้วิจัยสร้างแบบวัดรูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการท่องเที่ยว โดยข้อคำถามได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมเรื่องรูปแบบการดำเนินชีวิต AIOs (กิจกรรม, ความสนใจ, ความคิดเห็น) และพฤติกรรมการท่องเที่ยวในกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยว (Tourism behavior in the purchasing decision process) ซึ่งประกอบด้วยคำถาม 197 ข้อ ทำการลดข้อคำถามโดยพิจารณาจากค่า Cronbach’s alpha if item deleted โดยจะต้องมีค่าไม่เกินค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคและค่า Corrected Item-Total Correlation มากกว่า 0.3 ทำให้เหลือข้อคำถามจำนวน 70 ข้อ นำมาวิเคราะห์โดยการหมุนแกนด้วยวิธีเวอริแมก (Varimax) ได้องค์ประกอบด้านการท่องเที่ยว 5 ประการ ได้แก่ (1) องค์ประกอบด้านข่าวสารและข้อมูลด้านการท่องเที่ยว (2) องค์ประกอบด้านแรงบันดาลใจในการเดินทาง (3) องค์ประกอบความชอบด้านการท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทาง (4) องค์ประกอบด้านความต้องการเดินทางท่องเที่ยว และ (5) องค์ประกอบด้านประเภทของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกและการเลือกเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศมีการหาข้อมูลด้านสถานที่ท่องเที่ยวผ่านสื่อประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์มากที่สุด ข้อมูลที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คาดหวังมากที่สุด คือ เรื่องการยอมรับอย่างจริงใจของคนในท้องถิ่นและความปลอดภัยสำหรับคนกลุ่มนี้ 2) กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นคือ “SHOE-Flower Model” ซึ่ง SHOE ซึ่งแสดงถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่ม Safe & Chill 2. กลุ่ม Hits 3. กลุ่ม Option และ 4. กลุ่ม Exploit โดย FLOWER จะแสดงถึงกลยุทธ์ประกอบด้วย กลยุทธ์ 1 ช่วยเหลือ (Favored) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและจัดอบรมเพื่อพัฒนาคนให้พร้อมที่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยว กลยุทธ์ที่ 2 ชัดเจน (Lucid) เพิ่มเนื้อหาในการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเป็นมิตรกับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ กลยุทธ์ที่ 3 ชูโรง (Outstanding) โดยเน้นการพัฒนาเนื้อหาที่สามารถแสดงให้เห็นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวและสามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ กลยุทธ์ที่ 4 ชักจูง (Welcome) พัฒนาช่องทางการสื่อสารและวิธีการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างสะดวก กลยุทธ์ที่ 5 เชื่อมั่น (Exact) จัดตั้งหน่วยงานกลางที่ใช้ในการสื่อสารและให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะและกลยุทธ์ที่ 6 เชื่อมโยง (Related) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนThe research topic: Online marketing communication strategies to promote tourism in Thailand for LGBT+ foreign tourist group has aims to (1) To study the tourism lifestyle of LGBT+ foreign tourist group (2) To present online marketing communication strategies to promote tourism in Thailand for LGBT+ foreign tourist group, this is a Mix Method Research between the quantitative research method and the qualitative research method, by using data to analyze the use of content on the online media of the people who involved with Thailand tourism (SWOT Analysis). And then set the online marketing communication strategies to promote tourism in Thailand by using TOWS Matrix Analysis and focus group by an expert to review the online marketing communication strategies to promote tourism in Thailand for LGBT+ foreign tourist group. The research found that 1) The travel lifestyle pattern of LGBT+ foreign tourist group, the researcher has created the travel lifestyle evaluation pattern by the questions from a review of the AIOs (Activity, Interest, Opinion) lifestyle literature and tourism behavior in the purchasing decision process, which consisted 197 questions. The number of questions was reduced to 70 based on the Cronbach's alpha coefficient, by considering Cronbach's alpha if item is deleted, and the corrected item-total correlation higher than 0.30. The 70 questions were used to survey a sample group of 300 respondents. Their responses were analyzed by turning the varimax axis, five elements of tourism were obtained such as (1) Travel news and information component (2) Travel inspiration component (3) Tourism and destination preferences component (4) Traveling need component (5) Types of tourism , which is an important element that affects the mood, feeling, and choices to travel to each places, this LGBT+ tourist group has searched tourist attraction mostly via social media. The information that this group of tourists most expected is the acceptation from people in each area and the safety for this group of people. 2) Online marketing communication strategies to promote tourism in Thailand for LGBT+ foreign tourist group that the researcher has developed is “SHOE-Flower Model” The SHOE represents four groups of travelers with LGBT: 1. Safe & Chill, 2. Hits, 3. Option, and 4. Exploit. FLOWER represents a strategy consisting of 1 Favored: Promote cooperation and organize training to develop people to be ready to help tourists. Strategy 2 Ensure: Add the content showing a clear standpoint on being friendly with LGBT+ people. Strategy 3 Highlight: by focus on developing the content that will be able to show the potential of tourist attractions and meet the LGBT+ tourist group expectation. Strategy 4 Welcome: by develops the communication channels and methods to attract the tourist to reach the information source easily. Strategy 5 Exact: Establish a central agency dedicated to communicating and providing information to LGBT travelers. Strategy 6 Related: by support to make cooperation between the government, private, and public sectors
ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2563
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม และเพื่อค้นหาและศึกษาความสำคัญของปัจจัยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) กลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิงที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร อายุ18 ปี ขึ้นไป ที่เคยซื้อ หรือต้องการซื้อ หรือมีความสนใจจะซื้อคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 77% อายุช่วง 20-30 ปี คิดเป็น 95% สถานภาพโสด มีระดับการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท จากการทดสอบข้อมูลด้านประชากรศาสตร์เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ ที่มีความแตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจการเลือกซื้อคอนโดมิเนียม และกลุ่มลูกค้าเองให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดเกือบทุกตัว ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมทางการตลาด บุคคลากร ลักษณะทางกายภาพ กระบวนการ ซึ่งจากการทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่กับความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครพบว่ามีเพียง 3 ปัจจัยเท่านั้น คือ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านการส่งเสริมทางการตลาด และปัจจัยด้านบุคลากรที่ พื้นที่ลูกค้าให้ความสนใจเป็นแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นแหล่งที่เดินทางสะดวกและเป็นแหล่งพาณิชยกรรม อาทิเช่น แบริ่ง รัชดา พระราม 9 สายไหม และลุมพิน
การศึกษาหาสาเหตุและแนวทางการลดปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของลูกหนี้สินเชื่อธนาคารประชาชน ธนาคารออมสิน เขตลําปาง
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2563.การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสาเหตุและแนวทางการลดปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของลูกหนี้สินเชื่อธนาคารประชาชน ธนาคารออมสิน เขตลำปาง เพื่อนำผล ที่ได้มาใช้เป็นแนวทางในการลดปริมาณหนี้ NPLs และลดการกันสำรองของธนาคาร โดยทำการเก็บ รวมรวมข้อมูลแบบสอบถามจากลูกหนี้ NPLs สินเชื่อธนาคารประชาชน ธนาคารออมสิน เขตลำปาง จำนวน 300 คน โดยคำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากสูตร Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 และข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์พนักงาน จำนวน 10 คน จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีแผนผังก้างปลา ทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT ทฤษฎีการวิเคราะห์ TOWS Matrix แนวคิดเกี่ยวกับมูลเหตุของการค้าง ชำระหนี้ ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางประกอบในการศึกษาครั้งนี้ ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอก เรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ นโยบายรัฐบาล ภัยธรรมชาติ และโรคระบาด COVID-19 ตามลำดับ จากการประมวลผลและสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึก พบว่าแนวทางในการลดปริมาณหนี้ NPLs มีทางเลือก 2 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ 1 กลยุทธ์เชิงรุก (SO) การจัดประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ สื่อออนไลน์ แอปพลิเคชัน MyMo การโทรสอบถาม ทำหนังสือเชิญชวน และการลงพื้นที่เพื่อให้ คำแนะนำ ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนฟ้อง การเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของธนาคาร เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระและลดปริมาณหนี้ NPLs ของธนาคาร แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ (ST) ทีมงานศูนย์หนี้ฯ ได้จัดตารางลงพื้นที่ในการติดตามหนี้ ร่วมกับสาขาต่าง ๆ เนื่องจากสาขาที่ดูแลลูกค้าจะรู้จักลูกค้าในพื้นที่ดี มีข้อมูลลูกหนี้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกหนี้มีความรู้ ความเข้าใจการวางแผนการเงิน ลดโอกาสการค้างชำระ และลดปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคา