UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
8763 research outputs found
Sort by
ปัจจัยที่มีผลต่อการกําหนดอุปสงค์การนําเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทย
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนไปยังประเทศต่างๆเป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งรวมถึงการส่งออกมายังประเทศไทยด้วย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจของประไทยได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในแต่ละปีประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเฉลี่ยจากประเทศจีนมากถึง 9 ล้านตัน/ปีคิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาท จึงนำไปสู่ความสนใจในการศึกษาในครั้งนี้เกี่ยวกับ ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดอุปสงค์การนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทย โดยปัจจัยที่นำมาศึกษาทั้งหมด ได้แก่ ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีน (FOBC), ปริมาณการใช้เหล็กสำเร็จรูปภายในประเทศ (CFS), ปริมาณการผลิตเหล็กสำเร็จรูปภายในประเทศ (PFS), ดัชนีหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศ (SIN), และดัชนีราคานำเข้าของเหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ (SIIN) ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงซ้อน (Multi regression) โดยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (OLS) จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดอุปสงค์การนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณการบริโภคเหล็กสำเร็จรูปในประเทศไทย (CFS), ดัชนีราคานำเข้าของเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์(SIIN) และปริมาณการผลิตเหล็กสำเร็จรูปในประเทศไทย (PFS) ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการกำหนดอุปสงค์การนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทย ได้แก่ ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีน (FOBC) และดัชนีหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศ (SIN
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยประชากรศาสตร์ กับการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาด 7P’s กับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปโดยวิธีทางสถิติ SPSS ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิธี Chi-Square จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21-30 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพนักเรียน/นักศึกษา รายได้ต่อเดือน 10,000 - 20,000 บาท โดยส่วนใหญ่ซื้อสินค้าจากช่องทางแอพพลิเคชั่น 1 - 2 ครั้งต่อเดือน และเฉลี่ยนค่าใช้จ่ายต่อครั้ง 501 - 1,000 บาท ส่วนการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN ที่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยด้านอายุ สถานภาพ อาชีพ ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN ไม่แตกต่างกัน และส่วนของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN มี 7 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านการจัด จำหน่าย ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ปัจจัยด้านกระบวนการ และปัจจัยด้านลักษณะทางกายภา
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) กรณีศึกษา : ตัวแทนขายบริษัทไทยประกันชีวิตจำกัด (มหาชน)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) กรณีศึกษา ตัวแทนขายบริษัทไทยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) และศึกษาความแตกต่างของการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) กับการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ตัวแทนประกันชีวิต บริษัทไทยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา อาทิเช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent-samples T-Test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 โดยผลการทดสอบสมมติฐาน ที่เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ด้านเพศพบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในเพศชายและเพศหญิง ด้านอายุพบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในทุกช่วงอายุ ด้านสถานภาพครอบครัว พบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในทุกสถานภาพครอบครัว ด้านการศึกษา พบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิต ควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในทุกระดับการศึกษา และด้านจานวนปีที่เป็นตัวแทนขายประกันชีวิต พบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในแต่ละจานวนปีที่เป็นตัวแทนขายประกันชีวิต การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 อย่างมีนัยสาคัญ โดยเรียงลาดับค่าสัมประสิทธิ์ ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านพนักงานที่ทาหน้าที่สนับสนุนกระบวนการขาย 2.ปัจจัยด้านกองทุนรวมภายใต้แบบประกันยูนิตลิงค์ และ 3.ปัจจัยด้านเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการขาย และปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99อย่างมีนัยสาคัญ โดยเรียงลาดับค่าสัมประสิทธิ์ ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านพนักงานที่ทาหน้าที่สนับสนุนกระบวนการขาย 2.ปัจจัยด้านกองทุนรวมภายใต้แบบประกันยูนิตลิงค
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้การวิจัยในรูปแบบของการสำรวจ (Survey Research) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม โดยประชากรที่ทำการวิจัยครังนี้ คือ คนที่มีความสนใจที่จะซื้อบ้านจัดสรรช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 30 – 39 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสดและสมรส การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี อาชีพส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ พนักงานบริษัทเอกชน ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ระดับ 10,000 – 20,000 บาท ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ที่ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรมากที่สุด คือ เพื่ออยู่อาศัยเอง และครอบครัว แหล่งข้อมูลของโครงการบ้านจัดสรรก่อนการตัดสินใจซื้อกลุ่มตัวอย่างทราบข้อมูลจาก แผ่นพับ/ใบปลิวมากที่สุด ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อบ้านจัดสรรที่ระดับราคา 3,000,000 – 5,000,000 บาท บุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่างคือ ตนเอง ช่องทางในการชมบ้านตัวอย่างในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ชมบ้านตัวอย่างผ่านการดูผ่านรูปถ่ายในเพจของโครงการ/อินเทอร์เน็ต ในภาวะวิกฤต Covid-19 ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างไม่พบปัญหาในการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรร เขตพื้นที่ที่กลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร ส่วนมากคือเขตพื้นที่บางแค ในส่วนของเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในภาวะการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อเพราะการออกแบบของบ้าน ผลการทดสอบสมมติฐานด้านปัจจัยทางประชากรศาสตร์พบว่า ปัจจัยด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ในส่วนของด้านส่วนประสมทางการตลาดพบว่า ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยด้านองค์ประกอบทางกายภาพส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.0
กลยุทธ์การเพิ่มจํานวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID –19” ของธนาคารออมสิน ในจังหวัดศรีสะเกษ
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาของการขอใช้บริการและหาแนวทางเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID - 19” ธนาคารออมสิน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการนิติบุคคลในจังหวัด ศรีสะเกษ ที่เข้ามาใช้บริการธนาคารออมสินในพื้นที่บริการ 9 สาขาและกลุ่มลูกค้านิติบุคคลในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวนรวม 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามผ่าน Google Form มีจำนวนแบบสอบถามที่สมบูรณ์จำนวน 352 ชุด และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ พนักงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีแผนผังก้างปลา ทฤษฎีด้านประชากรศาสตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT และทฤษฎีการวิเคราะห์ TOWS Matrix ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาประกอบการวิจัยในครั้งนี้ด้วย ผลการศึกษา พบว่าผู้ตอบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 41 – 50 ปี ประกอบธุรกิจ ค้าปลีก/ค้าส่ง และมียอดขายระหว่าง 300,000 บาท แต่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้จักผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด และส่วนใหญ่ไม่ได้ยื่นขอใช้บริการผลิตภัณฑ์เนื่องจากไม่ทราบเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ ว่าธุรกิจของตนเข้าเงื่อนไขการยื่นขอสินเชื่อหรือไม่ ในส่วนของระดับการมีอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจใช้บริการผลิตภัณฑ์แปลผลตาม Likert's scale ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความสำคัญได้แก่ 1) ราคา 2) องค์ประกอบทางกายภาพ 3) บุคลากร 4) ช่องทางการจัดจำหน่าย 5) ผลิตภัณฑ์ 6) การส่งเสริมการตลาด และ 7) การบริการ ตามลำดับ จากการสัมภาษณ์พนักงานเกี่ยวกับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ พบว่า 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ 2) ด้านราคา ผลิตภัณฑ์คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าได้ 3) ด้านช่องทางการบริการ พบว่า สถานการณ์ COVID –19 เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการลูกค้า 4) ด้านส่งเสริมการตลาด มีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดค่อนข้างน้อย 5) ด้านการบริการ ยังขาดการเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 6) ด้านบุคลากร พนักงานในสาขายังรู้จักรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สินเชื่อนโยบาย ฯ ค่อนข้างน้อย 7) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ ยังขาดเครื่องมือที่ทันสมัยในการให้บริการลูกค้า ความคิดเห็นของพนักงานเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการให้บริการ พบว่าปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาใหม่มากราย มีการแข่งขันกันสูง การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งผลให้คู่แข่งขันพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการให้บริการลูกค้า และข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อนโยบายฯ ในระดับต่าง ๆ ดังนี้ 1) ระดับองค์กร ควรมีการผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ มีกลยุทธ์โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น พัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยรองรับการให้บริการลูกค้ามากขึ้น 2) ระดับธุรกิจหรือทีมงาน ควรมีการจัดประชุม ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ธนาคารและหาแนวทางหาลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย มีรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ครบถ้วน 3) ระดับปฏิบัติการ (พนักงาน) พนักงานควรมีบริการหลังการใช้บริการ กระตือรือร้นที่จะให้บริการและเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการและหากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ ออกมาเป็น 4 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 กลยุทธ์เชิงรุก - จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ แนวทางที่ 2 กลยุทธ์เชิงแก้ไข - จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนรู้ E-learning ของธนาคารให้กับพนักงานเมื่อมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน - ทีมงานศูนย์สินเชื่อ ฯ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กับพนักงานสาขาให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดคือ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน – ทีมงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้เข้ารับบริการของมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้น เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับบริการที่มารับบริการมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำ โดยใช้สูตรการคำนวณของยามาเน่ (Yamane, 1973) ความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้เข้ารับบริการของมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นเก็บรวบรวมข้อมูล โดยผู้วิจัยแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่าง และรอการตอบกลับ รวบรวมและแยกแบบสอบถามที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ออก นำแบบสอบถามที่สมบูรณ์มากรอกข้อมูลและตรวจให้ได้คะแนนตามที่กำหนด การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติในการใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่า t -test, F-test, multiple regression analysis ผลการศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มารับบริการมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำ พบว่าปัจจัยการพูดคุยปรึกษากับเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสุขภาพในสถานการณ์ Covid -19 และปัจจัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ท่านเลือกบริโภคมีราคาเหมาะสมกับคุณภาพส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสุขภาพในสถานการณ์ Covid -1
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยประชากรศาสตร์ กับการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาด 7P’s กับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปโดยวิธีทางสถิติ SPSS ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิธี Chi-Square จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21-30 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพนักเรียน/นักศึกษา รายได้ต่อเดือน 10,000 - 20,000 บาท โดยส่วนใหญ่ซื้อสินค้าจากช่องทางแอพพลิเคชั่น 1 - 2 ครั้งต่อเดือน และเฉลี่ยนค่าใช้จ่ายต่อครั้ง 501 - 1,000 บาท ส่วนการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN ที่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยด้านอายุ สถานภาพ อาชีพ ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN ไม่แตกต่างกัน และส่วนของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น SHEIN มี 7 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านการจัด จำหน่าย ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ปัจจัยด้านกระบวนการ และปัจจัยด้านลักษณะทางกายภา
ปัจจัยในการเลือกใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G (Fifth Generation) ในเขตกรุงเทพมหานคร
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปัจจัยในการเลือกใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G (Fifth Generation) ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาความแตกต่างของปัจจัยในการเลือกใช้งาน เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G ในแต่ละด้านของปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ของผู้บริโภคในเขต กรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps กับการเลือกใช้ งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G โดยกลุ่มตัวอย่าง คือประชากรที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร 402 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent-samples T-Test การวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการทดสอบสมมติฐาน ที่เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของปัจจัย ในการเลือกใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G ผลการวิจัย ปัจจัยประชากรศาสตร์ พบว่า พบว่าผู้บริโภคที่มีอายุ รายได้ และระดับการศึกษา ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการเลือกใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G (Fifth Generation) ที่แตกต่างกัน และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps กับการเลือกใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ และปัจจัยด้านช่องทางจัดจำหน่าย มีอิทธิพลทางบวกต่อการเลือกใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G (Fifth Generation
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระ กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระ กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อธนาคารในระยะสั้นและระยะยาว วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อหาสาเหตุของปัญหาลูกหนี้ค้างชำระที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น กรณีศึกษา ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการใช้บริการด้านสินเชื่อของลูกค้าเงินกู้ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระเพื่อลดและป้องกันการเกิดหนี้ค้างชำระ กลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าเงินกู้ธนาคารประเภทสินเชื่อเกษตรกร ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย ที่มีหนี้ค้างชำระ จำนวน 213 ราย และทำการสัมภาษณ์ลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด จำนวน 10 ราย รวมถึงสัมภาษณ์พนักงานที่เกี่ยวข้องทางด้านสินเชื่อโดยตรง จำนวน 3 รายคือ ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา หัวหน้าหน่วยอำเภอ และพนักงานพัฒนาธุรกิจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาสาเหตุของปัญหาลูกหนี้ค้างชำระที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น พบว่าสาเหตุที่ส่งผลต่อการค้างชำระหนี้ มาจากปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายนอก และปัจจัยจากภายในธนาคาร โดยปัจจัยส่วนบุคคล ที่ส่งผลต่อการค้างชำระหนี้มากที่สุด คือ รายได้ลดลง ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการค้างชำระหนี้มากที่สุด คือ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัจจัยภายในธนาคารที่ส่งผลต่อการค้างชำระมากที่สุด คือ จำนวนการส่งชำระต่องวดสูงเกินไป และจากผลการสัมภาษณ์ลูกค้าและพนักงานทำให้ได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันส่งผลต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของลูกค้า พนักงานกำหนดงวดชำระไม่สอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่ส่งผลต่อการใช้บริการสินเชื่อของลูกค้าผู้กู้ ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการใช้บริการสินเชื่อมากที่สุดคือ ลูกค้าให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน พนักงานบริการ รองลงมาคือ ด้านกระบวนการบริการ ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านราคา ตามลำดับ แนวทางแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดของลูกหนี้ค้างชำระ ธ.ก.ส. สาขาบางสะพานน้อย เลือกใช้ 2 แนวทางเลือก คือแนวทางเลือก กลยุทธ์เชิงรุก เพิ่มความถี่ในการติดตามหนี้ มีการติดตามหนี้อย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนการดำเนินงาน กำหนดเป้าหมายของทีมงาน หัวหน้างานมอบหมายให้พนักงานแต่ละคนรับผิดชอบ มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน และควรมีการสร้างแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ผลการปฏิบัติงานดีขึ้น และแนวทางเลือกกลยุทธ์เชิงแก้ไข มีการจัดอบรมให้ความรู้พนักงาน ด้านกระบวนการให้สินเชื่อ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการบริหารจัดการหนี้ ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานมีศักยภาพในการปฏิบัติงานสูงขึ้น เกิดความรู้ความเข้าใจและความชำนาญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อของธนาคาร สามารถวิเคราะห์สินเชื่อได้อย่างมีคุณภาพเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง กำหนดงวดชำระได้ตรงกับที่มาของรายได้ลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระหนี้ของลูกค้า และเมื่อลูกค้ามีปัญหาในการชำระหนี้ พนักงานสามารถเลือกใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการหนี้ได้ถูกต้องตรงจุด เพื่อลดและป้องกันการเกิดหนี้ค้างชำร
ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กรณีศึกษาในจังหวัดนนทบุรี
การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กรณีศึกษาในจังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี 2) ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2564 ในจังหวัดนนทบุรี จำนวนทั้งสิ้น 554 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา และส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเรียนต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อคำนวณค่าสถิติ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (̄ ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และการวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติสัมประสิทธิ์สัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง จำนวน 419 คน (ร้อยละ 75.63) อายุ 17 ปี จำนวน 211 คน (ร้อยละ 38.09) เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีที่ 6 จำนวน 221 คน (ร้อยละ 39.89) แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ (วิทย์ - คณิต) จำนวน 293 คน (ร้อยละ 52.89) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 386 คน (ร้อยละ 69.68) การศึกษาของบิดา มารดา และผู้ปกครอง ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี จำนวน 206 คน (ร้อยละ 37.18) บิดา มารดา และผู้ปกครอง มีอาชีพเป็นพนักงานจ้างทั่วไป จำนวน 155 คน (ร้อยละ 27.98) สถานะครอบครัวอยู่ด้วยกัน จำนวน 370 คน (ร้อยละ 66.79) โดยรายได้ครอบครัวไม่เกิน 20,000 บาท จำนวน 155 คน (ร้อยละ 27.98) มีความสามารถในการจ่ายค่าเรียน ไม่เกิน 20,000 บาท จำนวน 299 คน (ร้อยละ 53.97) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความสนใจกลุ่มอาชีพบริการทางการแพทย์และสุขภาพ เช่น พยาบาล แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ และงานบริการด้านสุขภาพ จำนวน 157 คน (ร้อยละ 28.34) สถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการศึกษาอันดับแรก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 129 คน (ร้อยละ 23.29) คณะวิชาที่ต้องการศึกษาอันดับแรก ได้แก่ คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ จำนวน 71 คน (ร้อยละ 12.82) และสาขาวิชาที่ต้องการศึกษาอันดับแรก ได้แก่ แพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จำนวน 37 คน (ร้อยละ 6.68) 2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก มีเพียงปัจจัยด้านค่านิยม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปรารถนาที่จะเรียนสาขาในสถาบันอุดมศึกษาที่พ่อ แม่ และผู้ปกครอง จบจากสถาบันนี้ หรือเพื่อนๆ ชักชวนอยู่ในระดับปานกลาง 3. การวิเคราะห์ปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษามีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี พบว่าในภาพรวม ปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษามีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี ในระดับมาก (̅ = 4.13, S.D. = .891) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ค่านิยม เป็นปัจจัยเพียงข้อเดียวที่มีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษา ในระดับปานกลาง (̅ = 3.30, S.D. = 1.387) โดยปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษาที่ผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี 3 อันดับแรก ได้แก่ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อม (̅ = 4.36, S.D. = .754) สวัสดิการและการบริการ (̅ = 4.32, S.D. = .777) และหลักสูตร (̅ = 4.31, S.D. = .732) ตามลำดับ 4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา ในบางประเด็น สามารถสรุปได้ว่าผลการทดสอบยอมรับสมมติฐานทั้ง 5 คู่ ได้แก่ คู่ที่ 1 รายได้ครอบครัวและปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา คู่ที่ 2 สถาบันที่ต้องการศึกษา และภาพลักษณ์ของสถาบัน คู่ที่ 3 ความสนใจกลุ่มอาชีพ และทักษะ ความรู้และความสามารถของนักศึกษา คู่ที่ 4 คณะวิชาที่ต้องการศึกษา และหลักสูตร และคู่ที่ 5 สาขาวิชาที่ต้องการศึกษา และหลักสูตร มีความสัมพันธ์กันในทิศทางบว