UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    แนวทางการลดอัตราการลาออกของพนักงานธนาคารออมสินในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงสาเหตุของการตัดสินใจลาออกของพนักงานธนาคารออมสินในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด และหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพสามารถลดอัตราการลาออกของพนักงานธนาคาร ผู้ศึกษาได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานธนาคารออมสินสาขาที่ปฏิบัติงานในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด อายุงานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป โดยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 140 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงโดยสัมภาษณ์พนักงานที่ปฏิบัติงานในธนาคารออมสินสาขาภายในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดที่ลาออกไป จำนวน 3 คน และสัมภาษณ์พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวัตถุประสงคของการศึกษา เพื่อศึกษาหาสาเหตุ แรงจูงใจ ในการตัดสินใจลาออกของพนักงานธนาคารออมสินในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กรต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานธนาคารออมสินในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด และเพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการลาออกของพนักงานธนาคารออมสินในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ปัจจัยในการตัดสินใจลาออกของพนักงานธนาคารออมสินในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมพบว่ามาจากสาเหตุจากด้านลักษณะของงาน และด้านความสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงาน เช่น การได้รับมอบหมายงานที่มากเกินไป ทำให้เกิดความเครียด เป็นสาเหตุที่อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ขาดการสนับสนุนให้ก้าวหน้าในตำแหน่งที่สูงกว่าปัจจุบัน เพื่อนร่วมงานขาดความรับผิดชอบ มีความขัดแย้งกันเสมอ แนวทางแก้ไขปัญหา คือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม ส่งเสริมการปฏิบัติงานที่โปร่งใส เป็นธรรม สนับสนุนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรและอยู่ร่วมกันที่ดีและการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในองค์กรส่งเสริมความก้าวหน้าของผู้ที่มีศักยภาพสูงให้ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตนเองและองค์กรต่อไ

    ปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้นอุตสาหกรรม S-Curve ที่มีการทำธุรกิจและการลงทุนในจีน

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มที่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve ที่มีการทำธุรกิจและการลงทุนในประเทศจีน ปัจจัยที่เลือกในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน (Shanghai Composite (SSEC)) และ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ในภาคการผลิตและมีความเชื่อมโยงกับจีน ทั้งที่มีรายได้จากจีน และการลงทุนในจีน โดยการเลือก 3 บริษัท คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบอนุกรมเวลา (Secondary Time Series Data) เป็นรายเดือนตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2559 – 31 พฤษภาคม 2564 รวมระยะเวลา 5 ปีย้อนหลัง สถิติในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้นอุตสาหกรรม S-Curve ที่มีการทำธุรกิจและการลงทุนในจีน ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าที่ระดับนัยสำคัญร้อยละ 95 ตัวแปรที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) อย่างมีนัยสำคัญมี 1 ตัวแปร คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ตัวแปรที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA) โดยมีตัวแปรที่มีนัยสำคัญทั้งหมด 3 ตัว คือ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน (CNY_THB) มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน (Shanghai Composite (SSEC)) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีน มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ตัวแปรที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของ พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) โดยมีตัวแปรที่มีนัยสำคัญทั้งหมด 2 ตัว คือ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน (CNY_THB) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกั

    การวิเคราะห์การจัดทำและบริหารงบประมาณการลงทุนด้านการก่อสร้างอาคาร กรณีศึกษาสำนักงานในส่วนงานภูมิภาคของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดทําและการบริหารงบประมาณการลงทุนก่อสร้างสาขา ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งแต่กระบวนการเสนอขอสร้างสาขา กระบวนการพิจารณาอนุมัติการก่อสร้างและกระบวนการจัดสร้างสาขา ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดทํางบประมาณและการบริหารงบประมาณการลงทุนก่อสร้างสาขาของ ธ.ก.ส. เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการวางแผนจัดทํางบประมาณและการบริหารงบประมาณการลงทุนก่อสร้างสาขาของ ธ.ก.ส. โดยทําการเก็บข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก ในส่วนงานสํานักงานใหญ่ และส่วนงานภูมิภาค รวมทั้งหมด 44 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร จํานวน 22 คน และพนักงาน จํานวน 22 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแผนผังก้างปลา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้มุมมองการเกิดปัญหา ดังนี้ 1. ด้านนโยบาย พบว่า มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย โดยการกระจายอํานาจให้สาขาดําเนินการแทนส่วนกลาง และชะลอการก่อสร้างสาขาที่เป็นสาขาตําบล 2. ด้านงบประมาณ พบว่า ขาดการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลัง ของแผนงานให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากร และการประมาณการงบประมาณไว้สูงเกินไป 3. ด้านกระบวนการ พบว่า มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กรอบระยะเวลาไม่เพียงพอ การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ผู้รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับธนาคารมีน้อยราย และราคากลางต่ำเกินไป 4. ด้านบุคลากร พบว่า บุคลากรของส่วนกลางไม่เพียงพอ การโยกย้ายสับเปลี่ยนพนักงาน และพนักงานขาดประสบการณ์และไม่มีความรู้ ทางผู้ศึกษาได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง ดังนี้ 1. นโยบายการปรับลดจํานวนสาขาหรือปรับขนาดสาขาให้เล็กลง และลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น 2. นโยบายให้ส่วนกลางดําเนินการโดยตรง หากพนักงานไม่เพียงพอให้จ้างบริษัทภายนอกและควบคุมโดยส่วนกลาง 3. นโยบายการกระจายอํานาจให้ส่วนภูมิภาคดําเนินการเอง ทางผู้ศึกษาขอเสนอแนวทางเลือกที่ 1 นโยบายการปรับลดจํานวนสาขา คือ การลงทุนด้านเทคโนโลยี ทําให้ธนาคารมีการปรับตัวโดยการนําเทคโนโลยีมาช่วยอํานวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงินแก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน แนวทางนี้จะช่วยลดปัญหาในด้านบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในส่วนงานภูมิภาค ที่มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนตําแหน่งภายในองค์กร พนักงานขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดําเนินงานก่อสร้างสาขา และสามารถบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรได

    การศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ต่อปัจจัยด้านความตั้งใจขอสินเชื่อ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว กรณีศึกษาธนาคารออมสิน สํานักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 9 จังหวัดเชียงราย

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดของสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว (2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความต้องการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว และ (3) เพื่อประเมินน้ำหนักความสัมพันธ์ของ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อปัจจัยด้านความต้องการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บแบบสอบถามกับลูกค้าและบุคคลที่สนใจขอสินเชื่อของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 9 ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 385 ราย มีสถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น แบบพหุ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.40 อายุ 21 – 30 ปี ร้อยละ 44.80 มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 85.70 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 35.50 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความต้องการต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ภาพรวมในระดับมากที่สุด โดยมีความต้องการด้านบุคลากร เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาคือ ลักษณะทางกายภาพ กระบวนการบริการ การส่งเสริมการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ และ ราคา มีความต้องการในระดับมากถึงมากที่สุด และมีความตั้งใจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว ในภาพรวมในระดับมากที่สุด ส่วนผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการบริการ และด้านลักษณะทางกายภาพส่งผลต่อความตั้งใจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 คำสำคั

    Essays on Labor Issues : Performance and Efficiency

    No full text
    This thesis consists of two essays which focus on labor issues. They are (1) job performance and (2) labor efficiency. In an attempt to understand which factors determine working people’s job performance, the first essay aims to examine the importance of locus of control to job performance. We draw Australian panel data and utilize the fixed effects model to estimate the causal effect of locus of control on working people’s job performance. Our findings reveal that locus of control positively affects the adaptive performance dimension of job performance. This implies that employees with more internal locus of control tend to be more adaptive to conditions and happenings in the workplace, leading to better performance on their job. The positive effect of locus of control on adaptability still holds when we address the endogeneity of locus of control by applying Lewbel’s identification method (Lewbel, 2012) and control for attrition bias driven by panel survey. Our finding also suggests that gender and job complexity matter in how locus of control influences job performance. Particularly, locus of control drives adaptive performance, especially among males with high complexity jobs. The second essay investigates the labor-use efficiency in the context of ASEAN countries using the balanced panel data of the six largest ASEAN economies (Singapore, Malaysia, Thailand, Vietnam, Indonesia, and the Philippines) from 1990-2018. We use a flexible translog functional form to specify the labor demand, which is defined as a function of output (real GDP), average wage, capital stock, country-specific variables, and time effects. We generalize the model by incorporating a variance function, which accommodates marginal effects. The parameters of the demand and variance functions are estimated through a multi-step procedure using generalized least squares and a nonlinear method, respectively. The empirical results show that the average labor-use efficiency among ASEAN countries is about 96.3%, implying that the six ASEAN countries are very efficient in labor use relative to the country with the best labor-use practice in our sample which is Singapore. The two-sample t-test results show that the labor-use efficiency is significantly different between countries

    Integrated Marketing Communication Strategies and Confidence Affecting Participants Willingness to Attend Online Events in Bangkok

    No full text
    การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่มีผลกับความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) ของผู้เข้าร่วมงาน 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นของผู้เข้าร่วมงานที่มีผลกับความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบวิจัยแบบผสม (Mix Method) คือการใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก พบว่า 1) รูปแบบการจัดงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) ส่วนใหญ่ยังเป็นทั้งในรูปแบบ ออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online) แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงส่งผลให้รูปแบบการจัดอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) เป็นที่นิยมมากเพิ่มขึ้น 2) เครื่องมือการสื่อสารการตลาดบูรณาการ โดยทำการประชาสัมพันธ์ผ่านในลักษณะของวิดีโอไวรัล (Viral Video) และการถ่ายทอดสดในระบบออนไลน์ (Live Stream) เน้นการสร้างภาพเคลื่อนไหว เสียง ภาพนิ่ง เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ผ่านเฟซบุ๊กก่อนในช่วงแรก และสื่อสารผ่านช่องทางอื่น ๆ อาทิ โฆษณาทีวี และการเช่าป้ายโฆษณา เพื่อเน้นสร้างการจดจำ และความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน 3) ด้านความเชื่อมั่น ผู้จัดงานเน้นกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีที่สร้างความรู้สึกให้เกิดความเชื่อที่ใกล้เคียงกับการเข้าร่วมงานอีเว้นท์แบบออฟไลน์ (Offline) ให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการมีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในด้านการสื่อสารแบบปากต่อปากมีผลสูงสุด รองลงมาการตลาดเชิงกิจกรรมและประสบการณ์ การส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ และการโฆษณา ตามลำดับ ในส่วนปัจจัยด้านความเชื่อมั่นมีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความเชื่อมั่นในการนำเสนอมีผลสูงสุด รองลงมาความเชื่อมั่นจากความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า ตามลำดับ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะต่อผู้จัดงาน ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบการจัดงานที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นระบบสารสนเทศที่ผู้เข้าร่วมรู้สึกใกล้เคียงกับการเข้าร่วมแบบออฟไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ รวมถึงการสร้างการรับรู้โดยการโฆษณาลงช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อดูความคิดเห็นและผลตอบรับเบื้องต้น ก่อนขยายไปยังช่องทางอื่น ๆ อาทิ โทรทัศน์ เพื่อสร้างการจดจำให้กับกลุ่มเป้าหมายในการกระตุ้นให้เกิดความตั้งใจเข้าร่วมงานThis research aimed at 1) to study the relationship between integrated marketing communications and the intention of attendees to attend Virtual Event and 2) to study the relationship between attendee confidence and intention to attend Virtual Event. This research was carried out using a mixed-method which employs both qualitative and quantitative research. The qualitative research was performed by the interview with 3 key informants and the quantitative research uses a questionnaire as a tool for data collection which was comprised of a total of 400 respondents. The results of qualitative research are divided into 3 major issues as follows: 1) Virtual Event take place in the format of both offline and online events. With the COVID-19 pandemic situation, hosting a virtual event has become increasingly popular. 2) The tools of integrated marketing communication include viral videos and live stream focusing on creating animations, sounds, and still images to communicate with the target audience through Facebook in the beginning and through other channels such as TV advertisements and billboard rentals to increase event attendees’ attention and memory. 3) In terms of attendee confidence, the event organizers highlight strategies used during. events with technology to create the most engaging feeling and atmosphere possible close to offline event attendance in order to build confidence among event attendees. The results of the quantitative research found that there is a statistically significant relationship between the integrated marketing communication factors and intention of attendees to attend Virtual Event. The word-of-mouth communication had the highest effect followed by event and experiential marketing, promotion, public relations, and advertising respectively. The factor of confidence has statistically significant effect on the intention to attend virtual events. The confidence in presentation has the greatest effect, followed by confidence from credibility and confidence in product quality respectively. Nevertheless, event organizers should consider the format of hosting events consistent with the target audience by emphasizing on information system to help attendees feel like they are engaging in offline events and give them the confidence as well as building awareness by social media advertising to read comments and preliminary feedback before expanding to other channels like television in order to create recognition for the target audience and stimulate willingness to a virtual event

    แนวทางการแก้ปัญหาลูกหนี้ค้างชําระสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สําหรับผู้มีอาชีพอิสระ/ผู้มีรายได้ประจํา ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19)

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาเรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาลูกหนี้ค้างชำระสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับผู้มี อาชีพอิสระ/ผู้มีรายได้ประจำ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อ ศึกษาสาเหตุการค้างชำระสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ/ผู้มีรายได้ประจำ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) (2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาลูกหนี้ค้างชำระสินเชื่อ เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ/ผู้มีรายได้ประจำ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ของธนาคารออมสินสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ เป็นการวิจัยผสมผสานระหว่าง งานวิจัยเชิงปริมาณ เก็บแบบสอบถามกับ ลูกหนี้ค้างชำระสินเชื่อ จำนวน 83 ราย และงานวิจัยเชิง คุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับลูกหนี้ค้าง ชำระของธนาคารออมสินสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ จำนวน 5 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุการค้างชำระ คือ 1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจใน ปัจจุบันที่มีภาวะถดถอย สถานการณ์ด้านการเมืองมีความไม่แน่นอน การจ้างงานลดลง 2. ปัญหา เกี่ยวกับพนักงานติดตามหนี้ การให้ความสำคัญในการติดตามหนี้ของพนักงาน พนักงานขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ในการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่ทำให้ลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการ ชำระหนี้ และจำนวนพนักงานไม่เพียงพอต่อการติดตามหนี้ 3. ปัญหาจากลูกหนี้ รายได้ลดลง ถูกลด เงินเดือนหรือให้ออกจากงาน มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน การไปกู้ให้ผู้อื่น การมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ การนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน 4. ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ การเลิกกิจการ การขาด ความรู้ความเข้าใจ ขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจ การประกาศให้หยุดกิจการจากภาวะโควิด และมี แนวทางเลือกในการแก้ปัญหา คือ แนวทางเชิงรุก ธนาคารออกมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้มี ความหลากหลาย สอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน และความต้องการของลูกหนี้ แนวทางเชิงแก้ไข การพัฒนาพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญในการติดตามหนี้ไกล่เกลี่ยลูกหนี้ และเพิ่มจำนวนพนักงานให้เพียงพอต่อปริมาณลูกหนี้ของธนาคารออมสิน แนวทางเชิงรับ การทำโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ อย่างการสร้างอาชีพ การจัดโครงการสอนการบริหารจัดการรายได้ให้กับลูกหนี้ธนาคารออมสิน และ แนวทางเชิงป้องกัน การจัดทำรูปแบบการติดตามหนี้ที่เป็นรูปธรรมให้พนักงานนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกั

    ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กรณีศึกษาในจังหวัดนนทบุรี

    No full text
    การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กรณีศึกษาในจังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี 2) ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2564 ในจังหวัดนนทบุรี จำนวนทั้งสิ้น 554 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา และส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเรียนต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อคำนวณค่าสถิติ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (̄ ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และการวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติสัมประสิทธิ์สัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง จำนวน 419 คน (ร้อยละ 75.63) อายุ 17 ปี จำนวน 211 คน (ร้อยละ 38.09) เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีที่ 6 จำนวน 221 คน (ร้อยละ 39.89) แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ (วิทย์ - คณิต) จำนวน 293 คน (ร้อยละ 52.89) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 386 คน (ร้อยละ 69.68) การศึกษาของบิดา มารดา และผู้ปกครอง ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี จำนวน 206 คน (ร้อยละ 37.18) บิดา มารดา และผู้ปกครอง มีอาชีพเป็นพนักงานจ้างทั่วไป จำนวน 155 คน (ร้อยละ 27.98) สถานะครอบครัวอยู่ด้วยกัน จำนวน 370 คน (ร้อยละ 66.79) โดยรายได้ครอบครัวไม่เกิน 20,000 บาท จำนวน 155 คน (ร้อยละ 27.98) มีความสามารถในการจ่ายค่าเรียน ไม่เกิน 20,000 บาท จำนวน 299 คน (ร้อยละ 53.97) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความสนใจกลุ่มอาชีพบริการทางการแพทย์และสุขภาพ เช่น พยาบาล แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ และงานบริการด้านสุขภาพ จำนวน 157 คน (ร้อยละ 28.34) สถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการศึกษาอันดับแรก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 129 คน (ร้อยละ 23.29) คณะวิชาที่ต้องการศึกษาอันดับแรก ได้แก่ คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ จำนวน 71 คน (ร้อยละ 12.82) และสาขาวิชาที่ต้องการศึกษาอันดับแรก ได้แก่ แพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จำนวน 37 คน (ร้อยละ 6.68) 2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก มีเพียงปัจจัยด้านค่านิยม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปรารถนาที่จะเรียนสาขาในสถาบันอุดมศึกษาที่พ่อ แม่ และผู้ปกครอง จบจากสถาบันนี้ หรือเพื่อนๆ ชักชวนอยู่ในระดับปานกลาง 3. การวิเคราะห์ปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษามีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี พบว่าในภาพรวม ปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษามีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี ในระดับมาก (̅ = 4.13, S.D. = .891) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ค่านิยม เป็นปัจจัยเพียงข้อเดียวที่มีผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษา ในระดับปานกลาง (̅ = 3.30, S.D. = 1.387) โดยปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษาที่ผลต่อความต้องการเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนนทบุรี 3 อันดับแรก ได้แก่ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อม (̅ = 4.36, S.D. = .754) สวัสดิการและการบริการ (̅ = 4.32, S.D. = .777) และหลักสูตร (̅ = 4.31, S.D. = .732) ตามลำดับ 4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา ในบางประเด็น สามารถสรุปได้ว่าผลการทดสอบยอมรับสมมติฐานทั้ง 5 คู่ ได้แก่ คู่ที่ 1 รายได้ครอบครัวและปัจจัยด้านสถาบันอุดมศึกษา คู่ที่ 2 สถาบันที่ต้องการศึกษา และภาพลักษณ์ของสถาบัน คู่ที่ 3 ความสนใจกลุ่มอาชีพ และทักษะ ความรู้และความสามารถของนักศึกษา คู่ที่ 4 คณะวิชาที่ต้องการศึกษา และหลักสูตร และคู่ที่ 5 สาขาวิชาที่ต้องการศึกษา และหลักสูตร มีความสัมพันธ์กันในทิศทางบว

    การศึกษาแนวทางการลดอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของ ธ.ก.ส. สาขาสามง่าม

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่เกษตรกรลูกค้าไม่สามารถส่งชำระต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามกำหนด และเพื่อศึกษาแนวทางเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้า กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสามง่าม จังหวัด พิจิตร จากการสอบถามเกษตรกรลูกค้า จำนวน 286 คน และพนักงาน ธ.ก.ส. จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสอบถาม พบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. มากที่สุด คือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจซบเซา สินค้าอุปโภค บริโภคราคาสูงขึ้น ราคา ผลผลิตตกต่ำ และเกิดภัยธรรมชาติ ปัจจัยด้านตัวผู้กู้ ได้แก่ รายได้ลดลง มีภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้น มีหนี้สินนอกระบบหรือมีหนี้สินมากกว่า 1 แห่ง ข้อเสนอแนะของเกษตรกรลูกค้า และพนักงาน ธ.ก.ส. 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1) จัดทำประกันภัยพืชผล 2) จัดหาปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เพื่อลดต้นทุนในการผลิต และ 3) ประกันราคาผลผลิต สำหรับแนวทางเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้า มีทั้งหมด 2 แนวทาง คือ 1) ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยขยายระยะเวลาชำระหนี้ และกำหนดงวดชำระใหม่ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดและแหล่งที่มาของรายได้ และ 2) รับทายาทเกษตรกรเข้ามาเป็นลูกค้าเพื่อทดแทนลูกค้าเดิมที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยวิธีการรับใช้หนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้This independent study it aims to analyze why customer cannot submit principal and interest payments in due course and study ways to increase the ability to pay their debts. A case study of the Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives, Sam Ngam Branch, Phichit Province. A questionnaire was used as a study 286 of customers who have NPLs and 10 of BAAC officers. The result of the study shown that the factors influencing NPLs the most is environmental factors: sluggish economic conditions, higher consumer goods, depressed productivity prices and natural disasters. Debtor factors: low income, high expense and have debt more than 1 bank. Suggestions from questionnaire responders are 1) Providing crop insurance 2) Providing inputs at cheaper prices in the market to reduce production costs and 3) Insure productivity prices. The guideline to increase farmers' ability to pay off debt. There are two approaches: 1) Improving the debt structure by extending the repayment period and rescheming the period in accordance with the borrower's cash flow and source of income and 2) Accepting farmer heirs as borrower customers to replace existing borrower customers over 60 years of age by means of debt service or replacement of debtors

    การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดขายสลากออมทรัพย์ ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดขายสลากออมทรัพย์ ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เกิดจากปัญหาการชะลอการซื้อสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ของประชากรในจังหวัดเชียงราย จึงมีการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อหาแนวในการเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 2. ธนาคารจะสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มประชากรในจังหวัดเชียงราย จำนวน 400 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิธีมาตราส่วนประมาณค่า ผลการศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ พบว่า จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง ส่วนมากเป็นเพศหญิง โดยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 21-40 ปี มีสถานภาพโสด การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รายได้ต่อเดือน 30,001-50,000 บาท โดยส่วนมากรู้จักสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยมีช่องทางการรับรู้ผ่านทางออนไลน์ อินเตอร์เน็ต Facebook เป็นต้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมาก สนใจในสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการออม ปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ คือ รางวัลพิเศษ งบประมาณการซื้อสลากออมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ต่อครั้งอยู่ที่จำนวน 5,001 – 10,000 บาท ส่วนสาเหตุของผู้ที่ไม่สนใจซื้อส่วนใหญ่ คือ ราคาของสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และโดยส่วนมากจะออมเงินไว้กับบัญชีธนาคาร ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดเกี่ยวกับสลากออมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยในภาพรวมและรายด้านมีค่าอยู่ในระดับมาก พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากให้ความสำคัญ โดยมีการจัดลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปค่าเฉลี่ยน้อย ได้ดังนี้ อันดับที่ 1 ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย อันดับที่ 2 ด้านกระบวนการให้บริการ อันดับที่ 3 ด้านบุคลากร อันดับที่ 4 ด้านราคา อันดับที่ 5 ด้านลักษณะทางกายภาพ อันดับที่ 6 ด้านผลิตภัณฑ์ อันดับที่ 7 ด้านการส่งเสริมการตลาด จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่า อันดับที่ 1 ด้านราคา มีส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์มากที่สุ

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇