UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออมและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำนวน 350 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยสถิติเชิงพรรณาใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติเชิงอนุมานใช้การวิเคราะห์ความแตกต่างใช้ค่า t-test และค่า F-test (One-Way ANOVA) และสถิติสัมพันธ์ไคลสแควร์ (Chi-Square) ในการวิเคราะห์ข้อมูล จากผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 27 - 37 ปี สถานภาพโสด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นข้าราชการ อายุงาน 1 - 5 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 25,000 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน (ไม่รวมภาระหนี้สิน) 10,000 – 20,000 บาท และมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระต่อเดือน 5,000 – 10,000 บาท มีเงินออม 1,000 – 2,000 บาทต่อเดือน มีการออมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน มีการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนเมื่อเกษียณ 15,001 - 20,000 บาท มีรูปแบบการออมในบัญชีเงินฝากธนาคาร และมีวัตถุประสงค์ในการออมเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านประเภทบุคลากร และด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน จะส่งผลต่อพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่แตกต่างกัน และค่าใช้จ่ายต่อเดือนเมื่อเกษียณมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงา

    ปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ครัวเรือนในสถานการณ์ COVID-19 กรณีศึกษาอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ปัจจัยส่วนบุคคล 2. ผลกระทบทั้งในด้านของรายได้ ค่าใช้จ่ายและปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ และ 3. ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการมีหนี้สินครัวเรือน และ 4. แนวทางการแก้ไขปัญหาการเป็นหนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาเป็นกลุ่มตัวอย่างในเขตอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน 400 คน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล และสร้างแบบสอบถามออนไลน์ หรือ Google From การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) บรรยายลักษณะข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในรูปของ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิธีการทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square Test) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในเขตอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน 400 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20 – 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีสถานภาพโสด และมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวจำนวน 3-4 คน ในส่วนของข้อมูลด้านรายได้และค่าใช้จ่าย มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เท่ากับ 10,000 – 20,000 บาท เป็นรายได้ประจำ (ค่าจ้าง/เงินเดือน) รองลงมา เป็นรายได้จากการขายหรือการให้บริการ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เท่ากับ 5,001-10,000 บาท เป็นการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและบริโภค รองลงมา ซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ตามลำดับ สะท้อนถึงกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีรายได้เพียงทางเดียวซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่อคนมีหลายช่องทาง ภาระหนี้สินก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 กลุ่มตัวอย่างมีภาระหนี้สินมากถึง 289 คน คิดเป็นร้อยละ 75.25 ของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ แยกตามประเภทของแหล่งกู้ยืม คือ ธนาคารพาณิชย์ รองลงมา สหกรณ์ออมทรัพย์/สวัสดิการของหน่วยงาน โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครอบครัว รองลงมา ลงทุนในธุรกิจ (ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพเสริม) และเช่า/ซื้อยานพาหนะ ตามลำดับ ในส่วนของผลกระทบทั้งใน ด้านของรายได้และค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มีผลกระทบน้อย (X̅ 3) โดยมีระดับความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่ใกล้เคียงกันหรือไม่แตกต่างกัน อาจเนื่องจากการประกอบอาชีพของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ หรืออาจได้รับผลกระทบในช่วงแรกและมีการปรับตัวต่อสถานการณ์ดังกล่าว ภาระหนี้สินหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 กลุ่มตัวอย่างมีการกู้ยืม จำนวน 219 คน คิดเป็นร้อยละ 54.25 ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ แยกตามประเภทของแหล่งกู้ยืม คือ ธนาคารพาณิชย์ รองลงมา สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธ.ออมสิน ธ.อาคารสงเคราะห์ ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น) โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครอบครัว รองลงมา ที่อยู่อาศัย (ที่ดิน/บ้าน) และเช่า/ซื้อยานพาหนะ ตามลำดับ ซึ่งลักษณะหรือปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นหนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ 1. เพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครอบครัว เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ/ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 2. เพื่อการศึกษาของตนเองหรือบุคคลภายในครอบครัว และ 3. เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจหรือการประกอบอาชีพ (ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย/อาชีพเสริม) และในส่วนของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ควรได้รับการแก้ไขจากตนเองเป็นหลักโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในตัวบุคคลและตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทางการเงิน ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งการออกนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้าถึงทุกกลุ่มคน ประชาชนควรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านของการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดสถานที่หรือกิจการต่างๆ หรือจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (เคอร์ฟิว) ในช่วงเวลา 21.00 - 04.00 น. ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกนโยบาย,มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหรือพักชำระหนี้ ปล่อยเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ย, ดอกเบี้ยต่ำเพื่อใช้สำหรับหมุนเวียนในธุรกิจหรือร้านค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว การลดภาระค่าใช้จ่าย (ค่าสาธารณูปโภค) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง, กลุ่มเสี่ยงอย่างทั่วถึงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน) โดยเป็นความร่วมมือของภาครัฐกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง ป้องกันการเกิดโรคอุบัติซ้ำ จัดหาวัคซีนให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็ว และเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไ

    การวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ กลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 25 -50 ปี ในพื้นที่อําเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ เป็นการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไม่ลำบากหรือเตรียมความพร้อมเมื่อมีเหตุที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น และเพื่อศึกษาการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ ของกลุ่มประชากรที่มีอายุ 25 – 50 ปี ในพื้นที่อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงวัยทำงาน ที่มีอายุระหว่าง 25 – 50 ปี เป็นแรงงานคืนถิ่นจำนวนมาก เพื่อมาทำการเกษตรมากขึ้น อัตราการว่างงานในจังหวัดขอนแก่น ในปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 1.19 ซึ่งเพิ่มจากปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 0.52 และอัตราการจ้างงานในภาคเกษตร จังหวัดขอนแก่น ในปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 56.58 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 0.91 (สำนักงานสถิติจังหวัดขอนแก่น 2562) ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ สร้างแหล่งรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุ หรือเตรียมความพร้อมเมื่อมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น นอกจากการออมเงินในรูปแบบของเงินฝากธนาคารแล้ว ยังมีการลงทุนทางการเงินให้เลือกอีกมากมาย เช่น การลงทุนในกองทุนรวม กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินออมแห่งชาติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นสามัญ ประกันชีวิต เป็นต้น ที่ตรงกับความต้องการและจำนวนเงินที่สามารถออมได้ จากศึกษาใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบไควสแควร์ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 36 – 40 ปี มีสถานภาพโสด มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพเกษตรกร รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 15,001 – 30,000 บาท สามารถออมหรือลงทุนได้ 3,001 – 5,000 บาท ทุกเดือน ในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ต้องการผลตอบแทนต่ำกว่า 5% ศึกษาข้อมูลการวางแผนทางการเงินด้วยตนเอง โดยมีข้อจำกัด คือ ไม่มีความสนใจ ส่วนใหญ่เลือกการวางแผนทางการเงินที่คุ้มครองเงินต้น เช่น เงินฝากธนาคาร สลากออมทรัพย์ เพื่อทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อใช้ยามฉุกเฉิน/ค่ารักษาพยาบาล โดยข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ เพศ สถานภาพ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ และส่งผลต่อการให้ความสำคัญต่อคุณลักษณะเฉพาะส่วนบุคคลแตกต่างกัน โดยให้ความสำคัญต่อโปรโมชั่น คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ การนำเสนอและความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ ในระดับมีอิทธิพลน้อ

    แนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ของธนาคารออมสิน สาขาโคกอุดม ที่มีแนวโน้มลดลง

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.งานวิจัยนี้เกิดจากการให้บริการสินเชื่อธุรกิจของธนาคารออมสิน สาขาโคกอุดม ที่มีผลต่อการดำเนินงานสินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลกระทบต่อสินเชื่อรวมสุทธิ ทำให้ผลการประเมิน (KPIs) ของธนาคารไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้ศึกษาต้องการหาสาเหตุของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้แบบสอบถามลูกค้า 20 ตัวอย่าง การสัมภาษณ์เชิงลึกจากพนักงาน และผู้บริหารระดับสูง จำนวน 3 ตัวอย่าง โดยการออกแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่าสาเหตุที่สินเชื่อธุรกิจมีแนวโน้มลดลง ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา การบริหารจัดการของรัฐบาลกับโรคระบาด COVID-19 ทำให้ความสามารถในการทำกำไร สภาพคล่อง และผลประกอบการธุรกิจของลูกค้าลดลง นอกจากนี้ยังพบปัญหาในการให้บริการสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร ดังนี้ 1.ลูกค้าไม่มีความเข้าใจในการกำหนดวัตถุประสงค์ของการขอกู้ 2.สถาบันการเงินขาดความยืดหยุ่นในเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา 3.ลูกค้าเผชิญกับปัญหาบางประการ เช่น กิจการถูกปิด การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของภาครัฐ และหาแนวทางการแก้ไขออกมาเป็น 2 ทางเลือก คือ 1.การส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานสินเชื่อ 2.การปรับเปลี่ยนกระบวนการด้านสินเชื่อ และตัดสินใจใช้ทั้ง 2 ทางเลือก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในส่วนของพนักงานและกระบวนการสินเชื่

    การศึกษาเพื่อพยากรณ์ลูกค้า NPL สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์และจัดกลุ่มการเข้าสู่สภาวะความเสี่ยง.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาเพื่อพยากรณ์ลูกค้า NPL สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และจัดกลุ่มการเข้าสู่สภาวะความเสี่ยง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดลูกค้า NPL เพื่อศึกษาพฤติกรรมที่มีผลก่อให้เกิดแนวโน้มลูกค้า NPL และแนวทางในการลดความเสี่ยง โดยใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่อง 3 แบบ (Decision Tree (J48), K-Nearest Neighbor และ Naïve Bayes) เพื่อพยากรณ์ลูกค้า NPL ผลการศึกษา คือ ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของโมเดล Decision Tree (J48) ได้ค่ามีความถูกต้องแม่นยำสูงสุดที่ 98.23% โมเดล K – Nearest Neighbor : KNN ได้ค่ามีความถูกต้องแม่นยำ 93.80% โมเดล Naive Bayes ได้ค่ามีความถูกต้องแม่นยำ 90.26% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบจากการศึกษาจะพบว่าลูกค้าทุกกลุ่มอาชีพ และมีเงินเดือน 10,000 – 20,000 บาท จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในด้าน NPL มากที่สุด ถ้าพิจารณาเจาะจงที่อาชีพพนักงานประจำมั่นคง ซึ่งเป็นตัวอย่างข้อมูลที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด พบว่าลูกค้ากลุ่มพนักงานธุรกิจเอกชน จดทะเบียน (>2 ปี/พนง.>20 คน) เป็นฐานที่มีความเสี่ยงด้าน NPL สูง และเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาทำสินเชื่อ ในการศึกษาครั้งต่อไป ธนาคารควรจะนำข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้มาทำการวิเคราะห์เพื่อลดความเสี่ยงด้าน NPL ที่สูงได้ดีขึ้น ประสิทธิภาพการพยากรณ์แล้ว พบว่าโมเดล Decision Tree (J48) มีประสิทธิภาพการพยากรณ์ดีที่สุด ได้ค่ามีความถูกต้องแม่นยำสูงที่สุ

    การตัดสินใจเลือกใช้บริการบัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ ธนาคารออมสินภาค 1 กรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการบัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ จากธนาคารออมสินภาค 1 กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ ธนาคารออมสิน และเพื่อกำหนดปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ มีการใช้บริการตามเป้าหมายของธนาคาร โดยกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่ของธนาคารออมสิน ภายในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล อันได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการในภาพรวม อยู่ในระดับมากและนำแต่ละด้านมาพิจารณาถึงปัญหาที่ควรนำมาปรับปรุง ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมบริการ โดยควรเพิ่มความสะดวกของพื้นที่ในการจอดรถโดยเฉพาะของลูกค้าที่มาใช้บริการ ในด้านผลิตภัณฑ์บริการ ควรมีรูปแบบภาพสีสัน ลวดลายสวยงามบนบัตร เพื่อเพิ่มสิ่งดึงดูดให้ลูกค้าลูกค้า มีความสนใจมากยิ่งขึ้น ในด้านราคา ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรค่อนข้างมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง จึงทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจสมัครบริการกับทางธนาคาร ในด้านกระบวนการให้บริการ การจัดเอกสารแนะนำ วิธีการใช้บริการและสถานที่ใช้บริการยังมีความซับซ้อนและไม่สะดวกพอสำหรับความต้องการของลูกค้า ในด้านบุคลากรผู้ให้บริการ พนักงานต้องมีการฝึกอบรมเรื่องการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางครั้งจะทำให้เกิดความไม่สะดวกใจได้ ส่วนในด้านช่องทางส่งเสริมการตลาดนั้น ควรเพิ่มความเข้าใจให้ลูกค้าในการเข้าถึงข้อมูลของผลิตภัณฑ์โดยมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์มากขึ้นThe study of the decision to use Smart Life Debit Card service from Government Savings Bank Region 1, Bangkok, aims to study the decision to use the Government Savings Bank's Smart Life Debit Card products and to determine the marketing mixed service factor that effect to using the Smart Life debit card products can reach to the target of bank. The tools used in this study are interview questionnaires and statistics to analyze data, including percentage, average, and standard deviation. According to the results of the study, respondents had a high level of opinion on the overall marketing mixed service factors and when taking each aspect to consider the issues that should be improved, including the term of service environment, which should increase the convenience of parking area, especially for customers who come to use the service. In terms of service products, there should be colorful and beautiful patterns on the card to increase the attracting attention of customers. In price, Annual fees for cards are higher than competitors. As a result, the customer has not yet decided to apply for the service with the bank. In terms of service process, the arrangement of documentation of service and the place are also complex and inconvenient to meet the needs of customers. In the field of service personnel, employees must have training on providing services to customers. In terms of marketing promotion channels, sometimes it makes customers feel uncomfortable about distributing products. In terms of marketing channels, customers should be increased in their understanding of access to product information by publicizing more product information. Keywords: Decision, Smart Life Debit Card, Government Savings Bank, Service Marketing Mi

    Comparative study of performances of Thai companies with sustainable business management policies in compliance with the United Nations Sustainable Development Goals 2015-2030

    No full text
    งานวิจัยนี้ ศึกษาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของบริษัทไทยที่มีนโยบายการจัดการธุรกิจยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ค.ศ. 2015-2030 โดยใช้แบบจำลอง Pooled OLS Regression และ Fixed Effect Model กลุ่มตัวอย่าง 123 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประมวลผลจากข้อมูลทางการเงินตั้งแต่ ค.ศ.2002-2020 ผลการศึกษาพบว่า บริษัทจดทะเบียนไทยที่มีนโยบายการจัดการธุรกิจยั่งยืนอยู่ในระดับสูง (Strong ESG Performance) มีผลการดำเนินงาน (Company Performance) ที่เติบโตความแตกต่างกับบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีการจัดการด้านธุรกิจยั่งยืนระดับตํ่า (Weak ESG Performance) อยู่ร้อยละ 1.5 นอกจากนั้น ยังพบว่าอัตราส่วนทางการเงินที่แสดงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ได้แก่ กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) อัตรากำไรสุทธิ (NPM) และ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของบริษัท ด้วยความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยและผลงานวิจัยในอดีตThis study aims to compare performances of Thai companies with sustainable business management policies in compliance with the United Nations Sustainable Development Goals 2015-2030. This study employs Pooled OLS Regression and Fixed Effect Model on 123 listed companies in the Stock Exchange of Thailand with their financial data from 2002-2020. The result shows that the Thai listed companies with high level of sustainable business management policy (or, strong ESG Performance) have different performances from those companies with low level of sustainable business management policy (or, weak ESG Performance) around 1.5%. In addition, financial ratios, which represents the company's profitability including earning per share; net profit margin; and return on equity, are key variables to determine average annual rate of return. There exists a positive relationship between financial ratios and average annual rate of return, that are consistent with hypothesis and previous studiesรายงานการวิจัยนี้ได้รับทุนส่งเสริมงานวิจัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พ.ศ. 256

    พฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนกับการรับฟังรายการวิทยุของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    No full text
    ปัจจุบันคนไทยมีทางเลือกในการรับฟังสื่อเสียงจากหลายช่องทาง เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนันสนุนการเข้าถึงข่าวสาร ความบันเทิง และการแลกเปลี่ยนความเห็นที่เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้ผู้คนหันมานิยมบริโภคสื่อทางเสียงผ่านสมาร์ทโฟน โดยอาศัยแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ เฟสบุ๊ก (FaceBook) ยูทูป (Youtube) ไลน์ (Line) ฯลฯ แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ช่วยสร้างโอกาศให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น หากเปรียบเทียบกับสื่อมวลดั้งเดิมกล่าวคือ วิทยุกระจายเสียง ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานโดยได้มอบข้อมูลข่าวสาร ความบันเทิง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านรายการวิทยุจากช่องสถานีในคลื่นความถี่ต่างๆ จะเห็นได้ว่าการเข้ามาทดแทนของสมาร์ทโฟนในฐานะสื่อมวลชน นั้นถือเป็นความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมทั้งสอง ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการส่งแบบสอบถามออนไลน์ (Google form) ให้กับกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 430 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีระดับทักษะในการใช้สมาร์ทโฟนด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi ต่างกัน มีพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 แต่ไม่แตกต่างกันในพฤติกรรมการรับฟังวิทยุด้านปริมาณการรับฟัง รวมถึงการรับฟังรายการวิทยุจากอินเตอร์เน็ตอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีระดับทักษะในการใช้สมาร์ทโฟน ด้านการติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ ลงในสมาร์ทโฟนต่างกัน มีพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 แต่ไม่แตกต่างกันในพฤติกรรมการรับฟังวิทยุด้านปริมาณการรับฟังรายการวิทยุโดยเฉลี่ยต่อวัน รวมถึงแพลตฟอร์มรับฟังวิทยุออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีระดับทักษะในการใช้สมาร์ทโฟนด้านการพบปัญหาเมื่อต้องเรียนรู้การใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ต่างกัน มีพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 แต่แตกต่างกันในพฤติกรรมการรับฟังวิทยุด้านแพลตฟอร์มรับฟังวิทยุออนไลน์ รวมถึงปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียโดยเฉลี่ยต่อวันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.0

    Mud cloth : from local wisdom to the national and international brands

    No full text
    การศึกษาเรื่อง ผ้าหมักโคลน: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แบรนด์ระดับชาติและนานาชาติ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ เพื่อศึกษาภูมิปัญญาในกระบวนการผลิตผ้าหมักโคลนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของชุมชนจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดระยอง และเพื่อศึกษาพัฒนาการกระบวนการผลิตผ้าหมักโคลนของแต่ละชุมชนที่ได้นำภูมิปัญญาไปพัฒนาต่อยอดจนนำไปสู่สินค้าระดับชาติและนานาชาติ การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการศึกษาผ้าหมักโคลนที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่ว่าด้วยเรื่องภูมิปัญญาเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตผ้าหมักโคลน ที่มีการนำภูมิปัญญามาพัฒนาต่อยอดจนไปสู่การเป็นสินค้าระดับชาติและนานาชาติ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผ้าหมักโคลนหนองสูง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร 1.1. ด้านภูมิปัญญา ผ้าหมักโคลนหนองสูงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ด้านภูมิปัญญา 3 ด้าน คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาด้านการประกอบอาชีพ และภูมิปัญญาสร้างสรรค์ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้ใหม่ ทั้งนี้เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ผ้าหมักโคลนหนองสูงจึงมีอัตลักษณ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอทอป และเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของอำเภอหนองสูง ส่งผลให้ชุมชนมีอาชีพเสริมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ นับว่าเป็นการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน 1.2. ด้านพัฒนากระบวนการผลิต ผ้าหมักโคลนหนองสูงมีกระบวนการพัฒนาด้านการผลิต 3 ด้าน คือ ด้านการผลิต ด้านผู้ผลิต และด้านการจำหน่าย ผู้ผลิตได้นำองค์ความรู้ใหม่มาพัฒนากระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ จึงทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น ส่งผลให้ชุมชนมีอาชีพเสริมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ นับว่าเป็นการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน 2. ผ้าหมักโคลนทะเล อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง 2.1 ด้านภูมิปัญญา ผ้าหมักโคลนทะเลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ด้านภูมิปัญญา 3 ด้าน คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาด้านการประกอบอาชีพ และภูมิปัญญาสร้างสรรค์ โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีอยู่ดั้งเดิมมาดัดแปลง เพื่อนำมาใช้กับทรัพยากรในท้องถิ่นทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ส่งผลให้ผ้าหมักโคลนทะลมีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญาสร้างสรรค์ที่นำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาต่อยอด ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็นสินค้าโอทอป และเครื่องหมายผลิตภัณฑ์ 4DNA อำเภอบ้านฉาง 2.2 ด้านพัฒนากระบวนการผลิต ผ้าหมักโคลนทะเลมีกระบวนการพัฒนาด้านการผลิต 3 ด้าน คือ ด้านการผลิต ด้านผู้ผลิต และด้านการจำหน่าย ผ้าหมักโคลนทะเล แบรนด์ลีลาฝ้าย เป็นผู้ผลิตรายแรกและรายเดียวในภูมิภาคตะวันออก โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาพัฒนา ต่อยอดกระบวนการผลิตเพื่อให้ผ้าหมักโคลนทะเลมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างไปจากผ้าหมักโคลนในภูมิภาคอื่น จนมีโอกาสไปร่วมแสดงสินค้าหลายประเทศ และทำให้มียอดการสั่งซื้อต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนเป็นอย่างมากThe study entitled Mud Cloth: from Local Wisdom to the National and International Brands has two objectives: to study the local wisdom in the mud cloth production process from past to present of communities in Mukdaharn and Rayong Provinces; and to study the development of the mud cloth production process of each community that develops and builds on the local wisdom until it becomes the national and international brands. In this study, the researcher sets the scope of study of the mud cloth at Nong Soong District, Mukdaharn Province and Ban Shang District, Rayong Province by studying and analyzing data that concerns the local wisdom in order to point out to changes in the mud cloth production process that builds on the local wisdom until it becomes the national and international brands. The research results can be summarized as follows : 1. The Mud Cloth of Nong Soong District, Mukdaharn Province 1.1 The Aspect of Local Wisdom, the mud cloth of Nong Soong is the product that has three unique wisdoms, i.e., local wisdom, occupational wisdom, and creative wisdom. It is the combination of the local wisdom and the new body of knowledge in order to develop the production process to produce the quality product with standard. The mud cloth of Nong Soong therefore has the outstanding local wisdom identity and is selected to be an OTOP product and Geographical Indication (GI) of Nong Soong District, resulting in the community has an extra job and can be self-reliance. It is regarded the construction of economic sustainability to the community. 1.2 The Aspect of the Development of Production Process, the mud cloth of Nong Soong has three production development processes, i.e., production, producer, and sale. The producers use the new body of knowledge to develop the production process to conform to changing social context. They also use technologies to manage and increase sale channels in the form of online sale, so it reaches to more consumers, resulting the community to have an extra job and can be self-reliance. It is regarded the construction of economic sustainability to the community. 2. The Sea Mud Cloth, Ban Shang District, Rayong Province 2.1 The Aspect of Local Wisdom, the sea mud cloth is the product that has three unique wisdoms, i.e., local wisdom, occupational wisdom, and creative wisdom. The original villager’s local wisdom is applied to use with the local resources to create the new body of knowledge, resulting the sea mud cloth having the outstanding creative wisdom that builds on the cultural capital, and being selected as an OTOP product and the 4DNA product sign of Ban Shang District. 2.2 The Aspect of the Development of Production Process, the mud cloth of Nong Soong has three production development processes, i.e., production, producer, and sale. The sea mud cloth of Leela Faai Brand is the first and only in the eastern part. The production process is built on the villager’s local wisdom for the sea mud cloth to have the outstanding identity that is different from the mud cloth in other parts until it has opportunities to participate in trade fair in many countries, resulting in the continuous buying orders, employment in the community, creating occupation, income, and economic strength to the community to a great extentรายงานการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประจำปีการศึกษา 256

    การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์)ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางเขนโดยใช้เทคนิคเหมืองข้อมูล

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางเขน อันเนื่องมาจากปริมาณยอดการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) ในปีบัญชี 2563 ลดลงจากปี 2561 – 2562 และมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการรวบรวมข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสลากออมทรัพย์และข้อมูลลูกค้าที่มียอดการเบิกสินเชื่อข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) ของสาขาบางเขน ในบัญชี 2563 ประกอบไปด้วยข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสลากออมทรัพย์ทั้งสิ้น 6,378 ราย และมีลูกค้าที่มี ยอดการเบิกสินเชื่อข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) จำนวน 802 ราย โดยมีแอทริบิวต์ที่จำเป็นต่อการศึกษาจำนวน 7 แอทริบิวต์ ได้แก่ อายุลูกค้า ระยะเวลาที่ติดต่อธนาคาร เพศ สถานะสมรส ยอดรวมเงินฝากประเภทสลาก ยอดรวมสินเชื่ออื่นๆ และลูกค้ามีการกู้สินเชื่อข้อบังคับฉบับ 35 แล้วนำข้อมูลมาทดสอบกับเทคนิคการจำแนกกลุ่มจำนวน 4 เทคนิค ได้แก่ เทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree) เทคนิคกฎการตัดสินใจ (Decision Rule) เทคนิคตัวจำแนกประเภทเบย์อย่างง่าย (Naïve-Bayes) และเทคนิคซัพพอร์ทเวกเตอร์แมชชีน (Support Vector Machine) จากการทดสอบ พบว่าเทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ Decision Tree: J48 ให้ผลลัพธ์ที่มีความถูกต้องมากที่สุด โดยมีผลลัพธ์ความถูกต้อง 87.50% และสามารถสรุปปัจจัยที่มีผลต่อการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบ ได้แก่ ระยะเวลาที่ติดต่อธนาคาร ยอดรวมสินเชื่ออื่นๆ และยอดรวมเงินฝากประเภทสลา

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇