UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    การศึกษาและกําหนดส่วนประสมทางการตลาดเพื่อพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่า ให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) กรณีศึกษา ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย อําเภอปง จังหวัดพะเยา

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาและกำหนดส่วนประสมทางการตลาดเพื่อพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่าให้เป็น Smart Farmer กรณีศึกษา ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย อำเภอปง จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสาเหตุของเกษตรกรลูกค้าเงินกู้รายเก่าของ ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย ที่ไม่พัฒนาตนเองเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง 2. เพื่อกำหนดส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการพัฒนาเกษตรกรลูกค้าเงินกู้รายเก่า ของ ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย ให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง กลุ่มเป้าหมายเฉพาะเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายบุคคล ซึ่งเป็นผู้กู้รายเก่าของ ธ.ก.ส. สาขาดอนไชย ที่ยังไม่พัฒนาตนเองให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง โดยลูกค้าที่เป็นเกษตรกรผู้กู้รายบุคคลนั้น จะแบ่งตามพื้นที่ทั้งหมด 6 เขต มีพนักงานพัฒนาธุรกิจ ให้บริการจำนวน 4 คน โดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้กู้รายคน จำนวน 200 ราย ในพื้นที่ 3 ตำบล ประกอบด้วย ต.งิม ต.ออย และ ต.ผาช้างน้อย ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลช่วง สิงหาคม 2564 – ตุลาคม 2564 และสัมภาษณ์ ผู้นำชุมชน และ ผู้ประกอบการรับซื้อ รวบรวมผลผลิตในพื้นที่รวมไปถึงผู้ประกอบการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร จำนวน 20 ราย โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง มีสาเหตุจากลูกค้ายังคงยึดรูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิมไม่มีความรู้ทางตลาดเพียงพอ ไม่มีผู้แนะนำให้ความรู้ซึ่งทำให้ไม่มีการวางแผนในการผลิตที่ดี รวมไปถึงการเข้าถึงทุนในการผลิตค่อนข้างน้อย แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ แรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปที่รายจ่ายรวมในครัวเรือน ส่วนแรงจูงใจที่ส่งผลน้อยที่สุดคือ ด้านบุคคล และเมื่อมองในภาพรวมของปัจจัยแรงจูงใจทุกข้อ พบว่าลูกค้ามีแรงจูงใจด้านสังคมจากการเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงน้อยที่สุด ธนาคารควรใช้แรงจูงใจโดยการเพิ่มทุนให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเข้าไปให้ความรู้ อบรม อย่างต่อเนื่องทั้งด้านการผลิต และการตลาดแก่ลูกค้าร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการพัฒนาตนเองไปเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง ที่มีความความสำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าคือ ส่วนประสมทางการตลาดด้านราคาของผลผลิตประกอบกับด้านการส่งเสริมการตลาด ซึ่งหากมีการส่งเสริมทางการตลาดที่เหมาะสม และทั่วถึง จะสามารถผลักดันให้ เกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่ากลายเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องได้ง่ายขึ้น ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลน้อยที่สุดคือ การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และจากผลการสัมภาษณ์ พบว่าหากลูกค้า สามารถพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องได้ย่อมส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ ตามความต้องการของผู้รับซื้อยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิตมากขึ้น อาจมีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลายขึ้น ธนาคารควรเพิ่มการส่งเสริมการตลาด ด้านการประชาสัมพันธ์ทางช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรปกติทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการอื่นๆ นอกพื้นที่ได้รับรู้ด้วย ก็จะเป็นช่องทางที่ทำให้ลูกค้าอยากจะพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น แนวทางการสำหรับการพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้รายเก่าให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง 1. มุ่งเน้นพัฒนาเกษตรกรลูกค้าผู้กู้ที่มีความรู้และความเข้าใจในการเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง ก่อนให้บุคคลเหล่านี้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพ จนกระทั่งสามารถถ่ายทอด หรือเป็นต้นแบบแก่บุคคลอื่นในชุมชนและควรมีการประชาสัมพันธ์แบบเจาะลึกอย่างต่อเนื่อง 2. วางแผนพัฒนาร่วมกับหน่วยงานอื่น ธนาคารควรวางแผนร่วมกับหน่วยงานอื่นในการพัฒนาเกษตรกร ลูกค้าผู้กู้รายเก่าร่วมกับเกษตรกรกรรายอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อร่วมกันหาวิธีการที่บูรณาการ รวดเร็ว ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด และใช้ได้จริงกับสภาพพื้นที่ทำกินของเกษตรกร 3. พัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน ธ.ก.ส. ให้เชี่ยวชาญ และเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อที่จะสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำลูกค้าได้ตลอดเวลา นอกจากความรู้ด้านสินเชื่อและการเงินแล้ว ควรพัฒนาความรู้ด้านการเกษตร เช่น เทคโนโลยีทางการเกษตร เป็นต้น และ พนักงานควรต้องได้ทดลองและปฏิบัติจริงด้ว

    บทบาทของแรงงานต่างชาติต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

    No full text
    การศึกษาบทบาทของแรงงานต่างชาติต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของแรงงานต่างชาติทั้งแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือ (Skilled Labor) และแรงงานต่างชาติทั่วไป (Unskilled Labor) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย เก็บรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) สำหรับข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และสถิติของแรงงานต่างชาติเป็นการอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว โดยใช้ข้อมูลเป็นรายไตรมาสตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 – 2562 รวมทั้งหมด 40 ไตรมาส วิเคราะห์ข้อมูล โดยการทดสอบความนิ่งของข้อมูล (Unit Root Test) ด้วยวิธี Phillips-Perron test และทดสอบความเป็นเหตุเป็นผล (Granger Causality) ประมวลผลข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ จากการทดสอบ Unit Root ของข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของข้อมูลว่าข้อมูลมีลักษณะนิ่ง หรือข้อมูลมีลักษณะไม่นิ่ง โดยวิธีการทดสอบ Phillips-Perron test พบว่า ตัวแปรที่นำศึกษา ได้แก่ GDP, Skill และ Unskill ข้อมูลจะมีลักษณะไม่นิ่ง และมี order of integrated ที่อันดับเดียวกัน คือ อันดับที่หนึ่ง และการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี Granger causality พบว่า GDP และ Skill ไม่ได้เป็นสาเหตุซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันกับ Skill และ GDP อีกทั้ง Unskill และ GDP ก็ไม่มีความสัมพันธ์เหตุผลเช่นกัน ในขณะที่ GDP และ Unskill มีความสัมพันธ์เชิงสาเหต

    บทบาทของแรงงานต่างชาติต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

    No full text
    การศึกษาบทบาทของแรงงานต่างชาติต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของแรงงานต่างชาติทั้งแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือ (Skilled Labor) และแรงงานต่างชาติทั่วไป (Unskilled Labor) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย เก็บรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) สำหรับข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และสถิติของแรงงานต่างชาติเป็นการอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว โดยใช้ข้อมูลเป็นรายไตรมาสตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 – 2562 รวมทั้งหมด 40 ไตรมาส วิเคราะห์ข้อมูล โดยการทดสอบความนิ่งของข้อมูล (Unit Root Test) ด้วยวิธี Phillips-Perron test และทดสอบความเป็นเหตุเป็นผล (Granger Causality) ประมวลผลข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ จากการทดสอบ Unit Root ของข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของข้อมูลว่าข้อมูลมีลักษณะนิ่ง หรือข้อมูลมีลักษณะไม่นิ่ง โดยวิธีการทดสอบ Phillips-Perron test พบว่า ตัวแปรที่นำศึกษา ได้แก่ GDP, Skill และ Unskill ข้อมูลจะมีลักษณะไม่นิ่ง และมี order of integrated ที่อันดับเดียวกัน คือ อันดับที่หนึ่ง และการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี Granger causality พบว่า GDP และ Skill ไม่ได้เป็นสาเหตุซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันกับ Skill และ GDP อีกทั้ง Unskill และ GDP ก็ไม่มีความสัมพันธ์เหตุผลเช่นกัน ในขณะที่ GDP และ Unskill มีความสัมพันธ์เชิงสาเหต

    แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการเงินของบุคลากร สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง)

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานตรวจสอบการเงิน 2) เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางการแก้ไขและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตรวจสอบการเงินของบุคลากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง) โดยการใช้วิธีการสัมภาษณ์ (Interview) กลุ่มตัวอย่างจากผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการเงินของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จำนวน 10 ท่าน และใช้แบบสอบถามตามแนวคิดมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert Rating Scales) ประกอบด้วยปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนงานด้านการตรวจสอบการเงิน จำนวน 5 ปัจจัย และปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบการเงินเพิ่มขึ้น จำนวน 4 ปัจจัย โดยใช้สูตรคำนวณหาขนาดตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้จำนวน 278 คน การวิจัย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนงานด้านการตรวจสอบการเงินโดยภาพรวม มีระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 4.00 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.88 โดยมีปัจจัยด้านการบริหารงานและบุคลากรของหน่วยรับตรวจ ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.23 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.77 เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนงานด้านการตรวจสอบการเงินสูงที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านการบริหารงานภายในองค์กรระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 4.14 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.79 ปัจจัยด้านผู้บังคับบัญชา ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 3.96 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.87 ปัจจัยด้านลักษณะของงาน ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 3.84 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.97 และปัจจัยด้านบุคคลของผู้ปฏิบัติงาน ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 3.83 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.93 ตามลำดับ ปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบการเงินเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมมีระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.26 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.77 โดยมีปัจจัยด้านความมั่นคงและก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.37 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบการเงินเพิ่มขึ้นสูงสุด รองลงมาคือปัจจัยด้านการบริหารงานภายในองค์กร ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.34 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.74 ปัจจัยด้านผู้บังคับบัญชา ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.22 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 และปัจจัยด้านลักษณะของการทำงาน ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 4.09 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.81 จากผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการตรวจสอบการเงินของบุคลากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง) โดยเฉพาะปัจจัยด้านการบริหารงานและบุคลากรของหน่วยรับตรวจ และจากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านการตรวจสอบการเงินของบุคลากรนั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัยเช่นกัน โดยเฉพาะปัจจัยด้านความมั่นคงและก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ดังนั้นควรมีข้อกำหนดที่ชัดเจนในการชี้แจงเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานของหน่วยรับตรวจ พร้อมสื่อสารข้อกำหนดดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้องค์กรควรส่งเสริมด้านฝึกอบรม พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมให้แก่บุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการเงินของบุคลากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้

    แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการเงินของบุคลากร สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง)

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานตรวจสอบการเงิน 2) เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางการแก้ไขและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตรวจสอบการเงินของบุคลากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง) โดยการใช้วิธีการสัมภาษณ์ (Interview) กลุ่มตัวอย่างจากผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการเงินของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จำนวน 10 ท่าน และใช้แบบสอบถามตามแนวคิดมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert Rating Scales) ประกอบด้วยปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนงานด้านการตรวจสอบการเงิน จำนวน 5 ปัจจัย และปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบการเงินเพิ่มขึ้น จำนวน 4 ปัจจัย โดยใช้สูตรคำนวณหาขนาดตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้จำนวน 278 คน การวิจัย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนงานด้านการตรวจสอบการเงินโดยภาพรวม มีระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 4.00 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.88 โดยมีปัจจัยด้านการบริหารงานและบุคลากรของหน่วยรับตรวจ ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.23 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.77 เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนงานด้านการตรวจสอบการเงินสูงที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านการบริหารงานภายในองค์กรระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 4.14 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.79 ปัจจัยด้านผู้บังคับบัญชา ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 3.96 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.87 ปัจจัยด้านลักษณะของงาน ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 3.84 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.97 และปัจจัยด้านบุคคลของผู้ปฏิบัติงาน ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 3.83 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.93 ตามลำดับ ปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบการเงินเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมมีระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.26 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.77 โดยมีปัจจัยด้านความมั่นคงและก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.37 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 เป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบการเงินเพิ่มขึ้นสูงสุด รองลงมาคือปัจจัยด้านการบริหารงานภายในองค์กร ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.34 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.74 ปัจจัยด้านผู้บังคับบัญชา ระดับความสำคัญมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.22 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 และปัจจัยด้านลักษณะของการทำงาน ระดับความสำคัญมาก ค่าเฉลี่ย 4.09 (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.81 จากผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการตรวจสอบการเงินของบุคลากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง) โดยเฉพาะปัจจัยด้านการบริหารงานและบุคลากรของหน่วยรับตรวจ และจากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านการตรวจสอบการเงินของบุคลากรนั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัยเช่นกัน โดยเฉพาะปัจจัยด้านความมั่นคงและก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ดังนั้นควรมีข้อกำหนดที่ชัดเจนในการชี้แจงเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานของหน่วยรับตรวจ พร้อมสื่อสารข้อกำหนดดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้องค์กรควรส่งเสริมด้านฝึกอบรม พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมให้แก่บุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการเงินของบุคลากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ส่วนกลาง) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้

    การประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    No full text
    การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เทคนิคสมมติเหตุการณ์ให้ประเมินค่า (Contingent Valuation Method) และ (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้แบบจำลอง Censored Regression Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 549 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Mean Willingness To Pay) ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 2,390.66 บาทต่อคนต่อปี โดยเป็นความเต็มใจจ่ายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และระบบการบริหารจัดการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกโจรกรรมหรือส่งต่อ และไม่ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ให้เกิดความเสียหายหรือความรำคาญใจจากการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบจำลอง Censored Regression Model พบว่า อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายค่าบริการด้านการติดต่อสื่อสาร ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ประสบการณ์การถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความสำคัญกับข้อมูลสำคัญประจำตัวประชาชน การให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้ความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และราคาที่เสนอครั้งแรก มีความสัมพันธ์กับความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต

    การลดความสูญเสียจากการคิดค่ารักษาทางกายภาพบําบัดคลาดเคลื่อน กรณีศึกษาศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความ คลาดเคลื่อนในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดและหาแนวทางแก้ไขเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในเชิงระบบของศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากข้อร้องเรียนในเรื่อง ความคลาดเคลื่อนในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดจากผู้ป่วย ส่งผลให้เกิดการสูญเสียรายได้หรือ มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาล การศึกษานี้ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล จากพนักงานศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 37 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติแบบร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านปัจจัยการทำงานของบุคลากรโดยรวม มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัยคือ ความรู้ความเข้าใจในการทำงานอยู่ในระดับมากที่สุด ความสัมพันธ์กับบุคคลในที่ทำงานอยู่ในระดับมาก สภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในระดับมาก ขวัญและกำลังใจในการทำงานอยู่ในระดับมาก 2. ด้านวิธีปฏิบัติงาน โดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3. ด้านวัสดุและอุปกรณ์โดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 4. ด้านคอมพิวเตอร์และโปรแกรมโดยรวมระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานส่วนใหญ่ เห็นว่าความคลาดเคลื่อนจากการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดจะพบในขั้นตอนการบันทึกค่ารักษา ลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยการแก้ไขควรเน้นการทวนสอบการทำงานเพื่อลดข้อผิดพลาด และเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อน ควรกล่าวคำขอโทษต่อผู้รับบริการ โดยแจ้งหัวหน้ารวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อร่วมกันพิจารณาหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไข ซึ่งผู้ทำการศึกษาได้เสนอแนวทางแก้ไข 3 ทางเลือก คือ 1. การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ ในการคิดค่ารักษา 2. การปรับปรุงกระบวนการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการคิดค่ารักษาตามหลัก 4M และ 3. การสร้างแรงจูงใจและบทลงโทษในการทำงาน โดยใช้แบบประเมินกลยุทธ์ของ Richard Rumelt เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับองค์กรนี้ คือ แนวทางที่ 2 การปรับปรุงกระบวนการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการคิดค่ารักษาทางกายภาพบำบัดตามหลัก 4M ในด้านปัจจัยการทำงานของบุคลากร, วิธีปฏิบัติงาน, วัสดุและอุปกรณ์ และคอมพิวเตอร์และโปรแกรม เนื่องจากต้นทุนในการจัดการตามแนวทางนี้ค่อนข้างต่ำ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลามาก และพนักงานในหน่วยงานสามารถปรับตัวต่อแนวทางนี้ได้ง่า

    แนวทางการแก้ปัญหาการยกเลิกบัตรและการค้างค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการยกเลิกบัตรและการค้างค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการผลิตภัณฑ์บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ ธ.ก.ส. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีเงินฝากและบัญชีเงินกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง จำนวน 388 ราย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา และหัวหน้าการเงินประจำสาขา จำนวน 3 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามและบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ด้านประชากรศาสตร์ ร้อยละ 54.90 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศหญิง อายุตัวเฉลี่ย 20 -30 ปี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 30,001 – 60,000 บาท เป็นกลุ่มลูกค้าประเภทเงินฝาก ร้อยละ 52.58 และมีการใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ของธนาคารถึง ร้อยละ 57.22 ส่วนกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ร้อยละ 42.78 สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากมีการใช้บริการบัตรของธนาคารอื่นอยู่แล้ว 2. ด้านพฤติกรรมการใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้บริการบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตประเภทบัตรธรรมดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53.75 ความถี่ในการใช้บริการอยู่ที่นาน ๆ ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 48.45 ประเภทของธุรกรรมที่ใช้บริการ คือการถอนเงินสด และสอบถามยอดเงินคงเหลือ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 77.10 มีการสมัครใช้บริการ A-Mobile ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วในอนาคต ถึงร้อยละ 61.95 เนื่องจากไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้บริการบัตรเล็กทรอนิกส์แล้ว 3. การศึกษาความพึงพอใจต่อส่วนประสมทางการตลาดการบริการภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.57 แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัญหาที่ควรนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจที่ลูกค้าได้รับจากการบริการเพิ่มมากขึ้น คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและด้านกระบวนการ โดยผู้ศึกษาได้สร้างแนวทางการแก้ไขไว้ 2 แนวทาง คือ 1) การนำเสนอแผนการขายที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มยอดใช้บริการผลิตภัณฑ์ของธนาคาร และเพิ่มจำนวนรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคาร 2) เจาะกลุ่มลูกค้าบริเวณใกล้เคียงสาขา เพื่อสร้างโอกาสใน การเพิ่มฐานลูกค้า และสร้างแรงจูงใจในการใช้บริการ ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ ผู้ใช้บริการจะได้รับความพึงพอใจมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของปริมาณลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งด้านการเงินและสินเชื่

    COVID-19 crisis management and reslience : wellness SMEs

    No full text
    The research aims to explain how COVID-19 has affected wellness business SMEs in Bangkok. It also uses political and management theories namely, developmental state theory, social capital theory, diffusion of innovation theory, resource-based theory, and image theory. The research is qualitative research by nature as it uses snowball sampling and non-random sampling methods to gather the information through semi-structure in-depth interviews and focus groups. The main finding of this research is that, though the Thai government has set “Medical and Wellness Tourism” as the country’s development strategy to make Thailand a hub for medical and wellness tourism since 2002, the country has failed to manage COVID-19 crisis, and to provide appropriate risk management and suitable compensation to wellness business SMEs, both entrepreneurs and employees. As well, the government has high hope for the future of the wellness business as it believes that the sector, combined with medical and leisure tourism, will still be the engine of economic growth for Thailand while the business sector has not yet seen the bright future for wellness business in the post pandemic world. The conclusion of the research is that the state ineffectively implements risk management measures makes the wellness SMEs in Bangkok suffer the effects of the COVID-19 pandemic. The research suggests that crisis communication and crisis management plan of the country shall be improved in order to better relieve like situations if ever occurs again. As well, the limitation of this research, apart from the pandemic itself, is that it is mainly conducted in Bangkok, especially in the city center. Therefore, the research suggests that other researchers who are interested in this topic conduct research in more thorough areas of the city and even nationwide to fill the knowledge gap

    พฤติกรรมการคิดลดแบบไฮเปอร์โบลิกและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตรวจสุขภาพประจําปีของผู้มีสิทธิบริการที่มิตรไมตรีคลินิกสาขาสนามบินน้ำ

    No full text
    การศึกษานี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้ใช้บริการที่มีสิทธิการรักษาในมิตรไมตรีคลินิกสาขาสนามบินน้ำ รวมทั้งศึกษาว่าพฤติกรรมการคิดลดแบบไฮเปอร์โบลิกมีผลต่อการตรวจสุขภาพอย่างไร โดยทำการศึกษาทั้งสิ้น 399 ราย โดยใช้การคำนวณทางสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยแบบโพบิท ที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตรวจสุขภาพประจำปีในเชิงบวก คือ เพศหญิง อายุ ดัชนีมวลกายที่มาก ระดับรายได้สูง ระดับการศึกษาสูง การออกกำลังกาย การไม่สูบบุหรี่ การได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ความรู้ทางสุขภาพที่สูง ความกังวลทางสุขภาพที่มาก การเป็นพนักงานประจำ การเป็นคนที่ไม่มีพฤติกรรมการคิดลดแบบไฮเปอร์โบลิก โดยตัวแปรดังกล่าวเป็นตัวแปรที่มีระดับนัยสำคัญที่ 0.0

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇