UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์กรของบุคลากร บริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด

    No full text
    การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์กรของบุคลากร บริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันของบุคลากร และนำผลการวิจัยไปใช้บริหารบุคลากรของบริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในบริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด จำนวน 230 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นการใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับและปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์กรของบุคลากร บริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น ข้อมูลที่ได้นำมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติในการใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่า t-test, F-test, correlation analysis ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 66.09 อยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี คิดเป็นร้อยละ 35.22 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 53.04 ระยะเวลาในการปฏิบัติงานของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในบริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด ส่วนใหญ่อยู่ที่อายุงาน 1-3 ปี คิดเป็นร้อยละ 41.30 เงินเดือนส่วนใหญ่ น้อยกว่า 15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 51.30 การวิเคราะห์เกี่ยวกับระดับความผูกพันต่อองค์กร พบว่า ระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในบริษัท มิตรไมตรีการแพทย์ จำกัด ในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย มากที่สุด คือด้านบรรทัดฐานทางสังคม รองลงมาคือด้านความรู้สึก และความต่อเนื่อ

    The Impact of the new financial reporting standard “Leases” on the value relevance of accounting information of companies listed on the Singapore Stock Exchange and the Malaysia Stock Exchange

    No full text
    วิทยานิพนธ์ (บช.ด.) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของข้อมูลทางบัญชีจากการปฏิบัติใช้มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า (IFRS 16) ของบริษัทจดทะเบียนในแต่ละประเทศ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียเมื่อต้องปฏิบัติตาม IFRS 16 เป็นครั้งแรก และเพื่อทดสอบความแตกต่างของความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ของบริษัทจดทะเบียนในแต่ละประเทศ รวมถึงศึกษาความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ส่วนเพิ่มของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ของบริษัทจดทะเบียนในแต่ละประเทศ โดยจะศึกษาข้อมูลจากงบการเงินและราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ช่วงเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ระหว่างไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2561 ถึงไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2562 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป็นกลุ่มตัวอย่างจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จำนวน 107 บริษัท และกลุ่มตัวอย่างจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียจำนวน 252 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่มีรายการสัญญาเช่าตาม IFRS 16 เท่านั้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ และการทดสอบสมการถดถอยด้วย Chow test จากการศึกษาพบว่า การปฏิบัติใช้ IFRS 16 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเกี่ยวข้องของมูลค่าตามบัญชีกำไรต่อหุ้น และกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ใช้ในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย แต่เมื่อพิจารณาสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าที่เป็นรายการที่รับรู้ขึ้นโดยตรงตาม IFRS 16 พบว่า สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่ามีความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนทั้งสองประเทศ และผลการศึกษายังพบว่าการจัดประเภทสัญญาเช่าใหม่ตาม IFRS 16 ส่งผลต่อความเกี่ยวข้องของสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย นอกจากนี้จากการทดสอบความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ส่วนเพิ่ม พบว่า ความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ส่วนเพิ่มของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ไม่มีความแตกต่างกัน และจากการทดสอบความแตกต่างของความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้น พบว่าความเกี่ยวข้องของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นที่ใช้ในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ไม่มีความแตกต่างกัน หรือกล่าวได้ว่าเมื่อ IFRS 16 มีผลบังคับใช้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้น ดังนั้นผลการศึกษาจึงสรุปได้ว่า IFRS 16 มีส่วนช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์จากข้อมูลทางบัญชีที่รับรู้ขึ้นโดยตรงจากการปฏิบัติตาม IFRS 16 ได้แก่ สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า ซึ่งเป็นการให้หลักฐานใหม่ว่าสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าเป็นข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียหรือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ถึงแม้ว่า IFRS 16 จะไม่ส่งผลต่อความเกี่ยวข้องระหว่างมูลค่าตามบัญชี กำไรต่อหุ้น และกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อหุ้นกับราคาหลักทรัพย์ของทั้งสองประเทศThis research aims to examine the value relevance of accounting information due to the initial application of International Financial Reporting Standard No. 16 Leases (IFRS 16) from listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange (Singapore Exchange and Bursa Malaysia), to test the difference in value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption of the listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange, and to study the incremental value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption of companies listed in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. This research uses financial information and stock prices of companies listed in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange from the first quarter of 2018 to the forth quarter of 2019. The samples were separated into two groups. The first group consists of 107 listed companies from Singapore Stock Exchange. The other group consists of 252 companies listed in Malaysia Stock Exchange. Only companies that have lease transactions in accordance with IFRS 16 Leases are selected for the samples. The statistics employed for this research are descriptive statistics, which are minimum, maximum, mean, and standard deviation, and inferential statistics, which are correlation analysis, multiple regression analysis, and chow test used for regression equation test. The results from this study reveal that adoption of IFRS 16 do not affect the value relevance of book value, earnings per share, earnings before interest, income tax expense, depreciation and amortization per share that used to explain the stock price of listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. However, consider the right-of-use assets and lease liabilities which are indicate in accordance with IFRS 16, the study found that both items from relationship with value relevance to explain the stock price of the listed companies. In both countries, the research also found that the lease reclassification from IFRS 16 application affects the value relevance of right-ofuse assets and lease liabilities from listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. Furthermore, the results from incremental value relevance test show that there is no difference in the incremental value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption. The value relevance test for book value and earnings per share reveal that there is no difference in the value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption. In other words, when IFRS 16 has adopted, it did not affect the value relevance of book value and earnings per share. In conclusion, this research found that, IFRS 16 increases the value relevance of accounting information that is directly recognized in accordance with IFRS 16, which is right-of-use assets and lease liabilities. This provides new evidence that right-of-use assets and lease liabilities are information that is relevant to the stock prices of companies listed on the Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange, or is useful information for investment decisions in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. Although IFRS 16 do not affect the value relevance of book value, earnings per share and earnings before interest, income tax, depreciation and amortization per share of the two countries

    ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรณีศึกษางานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ 2. ศึกษาแนวทางแก้ไขและ ควบคุมหนี้ค้างชำระเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ สำหรับวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ ร้อยละและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่า เนื้อหาจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ มากที่สุดคือ ปัจจัยภายนอก (̅ =4.10 SD= 0.654) สาเหตุจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค covid-19 แนวทางแก้ไขและควบคุมหนี้ค้างชำระเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คือการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจากธนาคาร เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระให้เป็นปกติ และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผู้ศึกษาได้เลือก คือ การเพิ่มมาตรการในการประนอมหนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี

    ศักยภาพการส่งออกของไทยไปยังประเทศเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

    No full text
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาถึงลักษณะการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการส่งออกของไทยในแต่ละรายการสินค้าในตลาดประเทศเอเชียตะวันออก เพื่อดูว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการส่งออกไปยังประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้หรือไม่ จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ทำการเปรียบเทียบการค้าระหว่างประเทศใน 2 ช่วงเวลาคือปี พ.ศ. 2559 (ก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19) และปี พ.ศ. 2563 (หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19) โดยใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายปีของ UN Comtrade Database ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายการสินค้าที่ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรกในแต่ละประเทศที่ศึกษา ในช่วงระหว่างปี 2559 – 2563 (HS 4 หลัก) พบว่า ลักษณะการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ส่วนใหญ่มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้น และส่วนใหญ่มีสัดส่วนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ นอกจากนี้ยังพบว่า มีบางรายการสินค้าที่ประเทศไทยเป็นผู้นำหลักในการส่งออกไปยังตลาดเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายการสินค้าที่ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรกในแต่ละประเทศที่ศึกษา (HS 4 หลัก) ด้วยแบบจำลองส่วนแบ่งตลาดคงที่ ทำให้ทราบว่าสินค้ารายการใดบ้างที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกในแต่ละประเทศของตลาดเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะรายการสินค้าส่งออกของไทยที่มีศักยภาพจากการที่การขยายตัวทางการค้าโดยรวมของโลกขยายตัวและประเทศไทยก็มีความสามารถในการแข่งขันที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้เป็นหลัก ผลจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสินค้าและแนวทางในการพัฒนาศักยภาพการส่งออกของประเทศไทยไปยังตลาดเอเชียตะวันออก เพื่อให้สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดของประเทศไทยในตลาดเอเชียตะวันออกได้อย่างต่อเนื่อ

    แนวทางการเพิ่มยอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสําหรับข้าราชการบํานาญและลูกจ้างประจํา กรณีศึกษาธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาสาเหตุของปัญหายอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอด เป็นหลักประกัน ของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ ที่มีจำนวนน้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด 2) หาแนวทาง แก้ไขปัญหาที่ยอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกัน ของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ มีจำนวนน้อย ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ข้าราชการและลูกจ้างประจำของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 185 ราย และทำการสัมภาษณ์ เชิงลึกแบบเจาะจงกลุ่มผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา พนักงานและลูกจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสินเชื่อ และกลุ่มข้าราชการและลูกจ้างประจำโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าที่เกษียณอายุราชการในปี 2564 รวมจำนวน 20 ราย หาสาเหตุจากทฤษฎีส่วนประสมทางการตลาดบริการ 7P's พฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจขอสินเชื่อของผู้ใช้บริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาแนวทางแก้ไขด้วย SWOT Analysis เขียน แผนผังก้างปลา และหาแนวทางเลือกด้วยตาราง TOWS Matrix ผลการศึกษาพบว่า 1) สาเหตุของปัญหายอดลูกค้าสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญ และลูกจ้างประจำ โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกัน ของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ มีจำนวนน้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด มาจากปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ 7P's ได้แก่ ด้านช่องทางการบริการ มีสาเหตุรองคือ สถานที่จอดรถของธนาคารออมสิน สาขาชัยสมรภูมิ มีไม่เพียงพอ และไม่มีช่องทางหรือป้ายให้คำแนะนำโปรโมชั่นสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อภายในสาขาให้ลูกค้าที่มาใช้บริการทราบ ด้านการส่งเสริมการตลาด มีสาเหตุรองคือ สาขาชัยสมรภูมิ ไม่ออกบูธให้บริการสินเชื่อนอกสถานที่ และการประชาสัมพันธ์ตามหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงหน่วยงาน (MOU) ด้านราคา มีสาเหตุรองคือ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญสูงกว่าธนาคารอื่น และการกำหนดวงเงินกู้ขั้นต่ำที่จะขอกู้เพิ่มเติมได้จากวงเงินกู้ครั้งแรกหลังผ่อนชำระมาแล้วสาขากำหนดไว้สูง และด้านบุคลากร มีสาเหตุรองคือ จำนวนพนักงาน ให้บริการสินเชื่อมีไม่เพียงพอ และความรู้ความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์สินเชื่อของพนักงาน 2) ได้แนวทางเลือกเพื่อแก้ไขสาเหตุของปัญหามี 4 แนวทาง คือ แนวทางด้านการส่งเสริมการตลาด แนวทางด้านบุคลากร แนวทางด้านช่องทางการบริการ และแนวทางด้านราคา ผู้ศึกษานำผลที่ได้ ข้อดีและข้อเสียของแต่ละแนวทาง รวมถึงงบประมาณและระยะเวลาที่ต้องใช้ดำเนินการ จัดทำเป็นหนังสือเสนอผู้อำนวยการเขต ผู้จัดการสาขา และคณะกรรมการสินเชื่อสาขา เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมและดีที่สุด ผลที่ได้ คือ แนวทางด้านการส่งเสริมการตลาด ด้วย เหตุผลที่ใช้ระยะเวลาสั้น งบประมาณน้อย สามารถดำเนินการได้ทันที ด้วยแผนการออกบูธให้บริการ สินเชื่อกับหน่วยงานราชการที่มีบันทึกข้อตกลงสินเชื่อ MOU กับสาขาชัยสมรภูมิ และเน้นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลสินเชื่อและสิทธิพิเศษให้ลูกค้าทราบผ่านเทคโนโลยีรูปแบบดิจิทัล ด้วยการสมัคร ใช้บริการโมบายแบงค์กิ้ง แอปพลิเคชัน MYMO ของธนาคารออมสินและช่องทางออนไลน์อื่น

    เทคโนโลยีการบริหารพื้นที่ทำงานแบบชีวิตวิถีใหม่

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประยุกต์เทคโนโลยีต่างๆ ในการบริหารจัดการพื้นที่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสำนักงานใหญ่ อาคารทาวเวอร์ เพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการบริการจัดการพื้นที่ และแสดงผลด้วยภาพ (data visualization) ด้วย Power BI 2. การออกแบบแปลนพื้นที่ใหม่ โดยใช้โปรแกรม AutoCAD และ 3. การเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ทำงานแบบชีวิตวิถีใหม่ ผลจากการศึกษา 1. ปัจจัยที่มีผลต่อการบริการจัดการพื้นที่ ได้แก่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า จำนวนพนักงานในแต่ละส่วนงาน พบว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วงก่อนและหลังโควิดไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากระบบไฟถูกจัดเป็นโซน ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์และลดจำนวนพนักงาน แต่มาทำงานกระจายทุกโซน ทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ลดลง 2. การออกแบบแปลนพื้นที่ใหม่ แบ่งโซนการทำงาน ทำให้ลดพื้นที่ทำงานลง 6 ชั้น และค่าไฟฟ้าลดลงร้อยละ 22.18 และ 3. แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ทำงานแบบชีวิตวิถีใหม่ มี 2 แนวทาง ได้แก่ 1. พื้นที่ที่ปิด ไม่นำไปใช้ประโยชน์ แต่ก็ต้องเสียค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้นร้อยละ 57.63 และ 2. พื้นที่ที่ปิด ปรับเป็น co-working space ให้เช่า เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการเงิน เสียค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้น ร้อยละ 147.64 แต่ได้ค่าเช่า ทั้งนี้แนวทางที่ 2 มีระยะเวลาคืนทุน 2.5 ปี และได้ผลตอบแทนมากกว่าแนวทางที่ 1 กล่าวโดยสรุป การบริหารจัดการพื้นที่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ อาคารทาวเวอร์ เพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีทำให้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร การศึกษาขั้นต่อไป คือ การขยายผลการศึกษาไปยังอาคารคอมพิวเตอร์ และอาคารโพเดีย

    การศึกษาแนวทางการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล กรณีศึกษา : ข้าราชการของศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลของข้าราชการ ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร (2) เพื่อศึกษาสาเหตุด้านการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลของข้าราชการ ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ข้าราชการศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร จำนวน 320 คน โดยใช้ แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square) ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 30 ปีหรือน้อยกว่า สถานภาพ สมรส ชั้นยศ (ส.ต. – ส.อ.) ซึ่งมีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีจำนวนคนที่อยู่ในความดูแล 1 – 2 คน รายได้รวมต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท และมีหนี้สิน มีพฤติกรรมการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลในด้านการบริหารรายได้ โดยส่วนใหญ่ไม่มี การหารายได้เสริม มีพฤติกรรมการออมเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน ในรูปแบบการออม (นิยมออมเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนการลงทุนในหุ้นสามัญ กองทุนรวม และพันธบัตรรัฐบาลได้รับความนิยมน้อย) ในแต่ละเดือนมีการกำหนดการออมไม่แน่นอน เป็นไปตามจำนวนเงินที่เหลือ มีพฤติกรรมด้านการลงทุน นิยมการฝากเงินออมทรัพย์ ส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ หุ้น และ กองทุนรวม ได้รับความนิยมน้อย และมีพฤติกรรมด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณอายุ โดยนิยมในรูปแบบหุ้นสหกรณ์ พบว่าพฤติกรรมการวางแผนการเงินของบุคคลที่ไม่มีการวางแผน คือ ด้านรายได้ ด้านค่าใช้จ่าย ด้านการออมและการลงทุน มีผลต่อสาเหตุของปัญหาด้านการจัดการทางเงินส่วนบุคคล ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการจัดการทางการเงิน ด้านการบริหารรายได้ ด้านการบริหารรายจ่ายด้านการออม ด้านการลงทุน และด้านการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ สาเหตุสำคัญในการตัดสินใจออมเงิน การบริหารรายได้ การจดบันทึกรายรับ - รายจ่าย และวางแผนการใช้จ่าย การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ลักษณะการออมหรือการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ 0.05 และปัจจัยด้านความรู้และความเข้าใจ วัตถุประสงค์ รูปแบบของการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการทางการเงินส่วนบุคคล ด้านการ บริหารรายได้ ด้านการออม ด้านการลงทุน ด้านการวางแผนเพื่อเกษียณอายุ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05The objectives of this study were (1) to study personal financial management behavior, of the civil servants of the Military Student Center, (2) to study the causes and find ways to prevent and solve problems of Personal financial management of civil servants at the Military Student Center, (3) to propose guidelines for personal financial management. The population used in the study was 320 civil servants of the Military Education Center. The questionnaire was used as a data collection tool. The statistics used in the analysis were frequency, percentage, mean and standard deviation. The hypothesis was tested using the Chi-Square test at the statistical significance level of 0.05. The results of the study found that Most of the respondents were male, aged between 30 years or less, marital status, rank of Pfc. - Sgt., with a bachelor's degree, There are a number of people in care of 1 - 2 people. total monthly income at 10,001 - 20,000 baht, total expenses per month 10,001 - 20,000 baht and have debts. They have personal financial management behavior in income management. Most of them do not earn extra income. They have a habit of saving for emergency spending. (It is popular for saving with cooperatives, Investing in common stocks, mutual funds, and government bonds is less popular.) Each month there is a unfixed savings schedule. (have investment behavior savings deposits are popular. Trading in securities (stocks, mutual funds) is less popular. and have behavior in financial planning for retirement popular in the form of cooperative stocks.) It was found that the financial planning behavior of the person who didn’t have a plan was the income aspect, the expense aspect. Savings and Investment Affects the cause of personal money management problems. The hypothesis testing results showed that Personal factors are related with financial management in income management, expense management for savings, investments, and retirement planning. The main reason for the decision for saving, management of income record. and planning expenses. Control unnecessary expenses. Saving or investment characteristics are significantly at 0.05. Knowledge and understanding factors, objectives, patterns of personal financial management were related to personal financial management behaviors. (They save the remaining amount. Saving deposit is popular. Trading in saverities (stock, mutual funds) is less popular. They have behavier in financial planning for retirement in the form of cooperative fund.

    COVID-19 crisis management and reslience : wellness SMEs

    No full text
    The research aims to explain how COVID-19 has affected wellness business SMEs in Bangkok. It also uses political and management theories namely, developmental state theory, social capital theory, diffusion of innovation theory, resource-based theory, and image theory. The research is qualitative research by nature as it uses snowball sampling and non-random sampling methods to gather the information through semi-structure in-depth interviews and focus groups. The main finding of this research is that, though the Thai government has set “Medical and Wellness Tourism” as the country’s development strategy to make Thailand a hub for medical and wellness tourism since 2002, the country has failed to manage COVID-19 crisis, and to provide appropriate risk management and suitable compensation to wellness business SMEs, both entrepreneurs and employees. As well, the government has high hope for the future of the wellness business as it believes that the sector, combined with medical and leisure tourism, will still be the engine of economic growth for Thailand while the business sector has not yet seen the bright future for wellness business in the post pandemic world. The conclusion of the research is that the state ineffectively implements risk management measures makes the wellness SMEs in Bangkok suffer the effects of the COVID-19 pandemic. The research suggests that crisis communication and crisis management plan of the country shall be improved in order to better relieve like situations if ever occurs again. As well, the limitation of this research, apart from the pandemic itself, is that it is mainly conducted in Bangkok, especially in the city center. Therefore, the research suggests that other researchers who are interested in this topic conduct research in more thorough areas of the city and even nationwide to fill the knowledge gap

    แนวทางการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มรายได้ของตลาดประชารัฐของดีวีถีชุมชน ธ.ก.ส. ภายใต้สถานการณ์โควิด กรณีศึกษา ธ.ก.ส. จังหวัดขอนแก่น.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มรายได้ของตลาดประชารัฐของดีวีถีชุมชน ธ.ก.ส. ภายใต้สถานการณ์โควิด กรณีศึกษาธ.ก.ส. จังหวัดขอนแกํน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคและความพึงพอใจในการใช้บริการตลาดประชารัฐ ปัจจัยสํวนประสมทางการตลาดที่สํงผลต่อการตัดสินใจใช้บริการตลาดประชารัฐ และเพื่อเสนอแนวทางในการเพิ่มรายได้ของตลาดประชารัฐของดีวีถีชุมชน ธ.ก.ส. ภายใต้สถานการณ์โควิด กรณีศึกษา ธ.ก.ส.จังหวัดขอนแกํน เนื่องจากปัญหาที่พบจากการเก็บข้อมูล ปริมาณการซื้อสินค้าในตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส. ขอนแก่น จำนวน 3 ปี บัญชีย้อนหลังพบวํา จำนวนผู้ประกอบการที่เข้ามาขายสินค้าที่ตลาดประชารัฐลดลงและปริมาณรายได้หรือยอดขายลดลง กลุํมตัวอยํางคือกลุํมลูกค้าผู้บริโภค ในเขตอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่ใช้บริการตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส.ขอนแก่น ทุกวันพฤหัสบดี โดยเฉลี่ยจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงชื่อในทะเบียนเข้าออก มาตรการป้องกันโควิด-19 กํอนเข้าบริเวณตลาดประชารัฐจำนวน 400 ราย คำนวณหาขนาดกลุํมตัวอยําง ตามสูตร Yamane ได้กลุํมตัวอยําง จำนวน 200 รายและกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าในตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส. จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งประโยชน์ที่คาดวําจะได้รับคือสร้างแผนกลยุทธ์การตลาด เพิ่มยอดรายได้ให้กับร้านค้าที่มาขายสินค้าในตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส.ขอนแกํน ภายใต้ สถานการณ์โควิดได้ ผลการศึกษาด้านความพึงพอใจและส่วนประสมทางการตลาดของตลาดประชารัฐในผลรวม ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (=4.43,S.D.=0.59) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบวํา ผู้ตอบแบบสอบถามสํวนมากมีความเห็นด้านบุคคลและการให้บริการมีพึงพอใจอยูํในระดับมากที่สุด (= 4.58,S.D.=0.52) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพสภาพแวดล้อมภายนอก มีความพึงพอใจอยูํในระดับมาก (=4.49,S.D.=0.59) ด้านชํองทางบริการและสถานที่ในการซื้อ มีความพึงพอใจอยูํในระดับมาก (=4.44, S.D.=0.55) ด้านสํงเสริมการตลาด มีความพึงพอใจอยูํในระดับมาก (=4.32, S.D.=0.68) ด้านผลิตภัณฑ์ มีความพึงพอใจอยูํในระดับมาก (=4.31,S.D.=0.60) ด้านราคา มีความพึงพอใจอยูํในระดับมาก (= 4.29 S.D.=0.66) แต่เนื่องจากตลาดขาดการประชาสัมพันธ์ผํานสื่อออนไลน์ และสื่อออฟไลน์ จึงได้กำหนดแนวทางในการเพิ่มรายได้ของตลาดประชารัฐของดีวีถีชุมชน ธ.ก.ส.ขอนแก่น เน้นการประชาสัมพันธ์เจาะกลุํมลูกค้าบริเวณใกล้เคียงและวางแผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชํองทางออนไลน์ เพิ่มวันเปิดตลาด ขยายเวลาขายสินค้า ผู้ขายและพนักงานผู้ดูแลตลาดประชารัฐต้องใสํใจเน้นการบริการและให้ความรํวมมือด้านมาตรการป้องกันสถานการณ์โควิดThe objectives of this study were to study consumer behavior and satisfaction in using the service of the Green market, marketing mix factors affecting the decision to use the service of the Green market, and to propose a way to increase the income of the Green market of the BAAC under the Covid situation: A case study of the BAAC. As the problems encountered from collecting data on purchase volumes in the Green market of the BAAC, KhonKaen Province for the past 3 years found that the number of entrepreneurs who came to sell products at the Green market decreased and the amount of income or sales decreased. The sample were consumers and customers in Mueang KhonKaen District, KhonKaen Province who used the service of the Green market of BAAC, KhonKaen every thursday. In average of the number of service users who signed in and out of the Covid-19 prevention measures before entering the Green Market area of 400 people, the sample size was calculated according to the Yamane formula, it obtained 200 samples. The informant group were 10 entrepreneurs who sold products in the Green Market of the BAAC. The instrument used in this study was a questionnaire, an interview form. The statistics were used for data analysis. The expected benefit was to create a marketing strategy plan to increase revenue for the stores who sold products in the Green market of the BAAC, KhonKaen under the Covid situation. The study results had shown that opinions on satisfied factors and marketing mixed were highly and statistically significant. The income expansion way of target group should focus on public relation nearly customers and plan to advertise online channels, extend market days, also opening hours of market. The sellers and market staffs should be concentrating in services and cooperation in Covid-19 protecting measures. The results showed that the opinions on the factors of satisfaction and marketing mix of the Green market as a whole were at a high level ( =4.43, S.D. =0.59) On a case-by-side basis, most respondents had the highest level of personal and service satisfaction ( 4.58,S.D.=0.52) On the physical component side, the external environment is very satisfied ( = 4.49,S.D.=0.59). The service channels and places of purchase are very satisfied ( =4.44, S.D.=0.55) The marketing promotion side is very satisfied ( =4.32, S.D.=0.68), the product side is very satisfied ( =4.31,S.D.=0.60). The price is very satisfied ( = 4.29 S.D.=0.66) But because the market lacked the publicity through online media and offline media. Therefore, the market has formulated the guidelines to increase the income of the Green market of the BAAC, Khon Kaen focusing on public relations, targeting nearby customers and planning the advertisement and public relations via online, increasing the opening date of the market, extend the time for selling products. The vendors and staff in charge of the Green market must pay attention on focusing the service and give cooperation in the aspect of measures to prevent the Covid situatio

    การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์)ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางเขนโดยใช้เทคนิคเหมืองข้อมูล.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางเขน อันเนื่องมาจากปริมาณยอดการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) ในปีบัญชี 2563 ลดลงจากปี 2561 – 2562 และมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการรวบรวมข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสลากออมทรัพย์และข้อมูลลูกค้าที่มียอดการเบิกสินเชื่อข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) ของสาขาบางเขน ในบัญชี 2563 ประกอบไปด้วยข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสลากออมทรัพย์ทั้งสิ้น 6,378 ราย และมีลูกค้าที่มี ยอดการเบิกสินเชื่อข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) จำนวน 802 ราย โดยมีแอทริบิวต์ที่จำเป็นต่อการศึกษาจำนวน 7 แอทริบิวต์ ได้แก่ อายุลูกค้า ระยะเวลาที่ติดต่อธนาคาร เพศ สถานะสมรส ยอดรวมเงินฝากประเภทสลาก ยอดรวมสินเชื่ออื่นๆ และลูกค้ามีการกู้สินเชื่อข้อบังคับฉบับ 35 แล้วนำข้อมูลมาทดสอบกับเทคนิคการจำแนกกลุ่มจำนวน 4 เทคนิค ได้แก่ เทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree) เทคนิคกฎการตัดสินใจ (Decision Rule) เทคนิคตัวจำแนกประเภทเบย์อย่างง่าย (Naïve-Bayes) และเทคนิคซัพพอร์ทเวกเตอร์แมชชีน (Support Vector Machine) จากการทดสอบ พบว่าเทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ Decision Tree: J48 ให้ผลลัพธ์ที่มีความถูกต้องมากที่สุด โดยมีผลลัพธ์ความถูกต้อง 87.50% และสามารถสรุปปัจจัยที่มีผลต่อการจ่ายสินเชื่อตามข้อบังคับฉบับที่ 35 (สลากออมทรัพย์) จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบ ได้แก่ ระยะเวลาที่ติดต่อธนาคาร ยอดรวมสินเชื่ออื่นๆ และยอดรวมเงินฝากประเภทสลา

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇