UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
8763 research outputs found
Sort by
การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้แนวคิดการผลิตแบบลีนในกระบวนการขึ้นรูปแม่พิมพ์ขวดพลาสติก กรณีศึกษาบริษัท GP.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียในกระบวนการเป่าขึ้นรูป In Mold Labelling เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ และลดต้นทุนการผลิตของสินค้าที่เสียหายเพื่อเพิ่มศักยภาพของกระบวนการผลิต วิธีการดำเนินงานเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ Check Sheet และลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อดำเนินการแก้ไขโดยใช้กฎพาเรโต 80:20 และทำการแจกแจงสาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพสาเหตุและผล รวมถึงนำสาเหตุที่ได้ทำการวิเคราะห์สภาพของปัญหาโดยใช้เครื่องมือ FMEA และทำการประเมินโดยใช้ค่าความเสี่ยงชี้นำ RPN มากกว่า 100 คะแนน ทำการเสนอแนวทางในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและทำการประเมินอีกครั้งหลังการปรับปรุงเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซ้ำได้อีก ผลการดำเนินงานพบว่าปัญหาฉลากพองเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยดำเนินการแก้ไขทั้งหมด 3 สาเหตุ คือ 1.) อุณหภูมิในกระบอกสกรูและหัวไหลต่ำไป แก้ไขโดยปรับตั้งค่าอุณหภูมิกระบอกสกรูที่ 190°c, 195°c อุณภูมิหัวไหลปรับตั้งค่าที่ 215°c, 220°c 2.) รูดูดฉลากที่แม่พิมพ์ตันทำให้ระบายอากาศไม่ทัน แก้ไขโดยเพิ่มรูดูดฉลากเป็น 13 รู 3.) แรงลมเป่าไม่พอ แก้ไขโดยปรับตั้งค่าแรงลมเป่าอยู่ที่ 7-8 บาร์ โดยหลังการปรับปรุงพบว่าปริมาณของเสียสามารถลดลงได้ถึง 2,150 ชิ้นต่อเดือน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 91.88% สามารถลดมูลค่าความเสียหายต่อต้นทุนการผลิตได้ถึง 36,550 บาทต่อเดือน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 91.88% และหลังการปรับปรุงมีค่า RPN ลดลงถึง 271
คะแนน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 92.18
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้เข้ารับบริการของมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้น เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับบริการที่มารับบริการมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำ โดยใช้สูตรการคำนวณของยามาเน่ (Yamane, 1973) ความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้เข้ารับบริการของมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นเก็บรวบรวมข้อมูล โดยผู้วิจัยแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่าง และรอการตอบกลับ รวบรวมและแยกแบบสอบถามที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ออก นำแบบสอบถามที่สมบูรณ์มากรอกข้อมูลและตรวจให้ได้คะแนนตามที่กำหนด การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติในการใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่า t -test, F-test, multiple regression analysis ผลการศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มารับบริการมิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม สาขาสนามบินน้ำ พบว่าปัจจัยการพูดคุยปรึกษากับเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสุขภาพในสถานการณ์ Covid -19 และปัจจัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ท่านเลือกบริโภคมีราคาเหมาะสมกับคุณภาพส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสุขภาพในสถานการณ์ Covid -1
การแก้ไขปัญหาการลดลงของการต่ออายุกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธกส มอบรัก 1/1 ของ ธ.ก.ส. สาขาหนองวัวซอ จ.อุดรธานี.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสาเหตุการลดลงของการต่ออายุกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธกส มอบรัก 1/1 ของ ธ.ก.ส. สาขาหนองวัวซอ จ.อุดรธานี และหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าที่มีสถานะกรมธรรม์ขาดผลบังคับ ในระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาการลดลงของการต่ออายุกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธกส มอบรัก 1/1 ของ ธ.ก.ส. สาขาหนองวัวซอ จ.อุดรธานี เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล เกิดจากส่วนมากลูกค้าไม่ทราบวันครบกำหนดและค่าเบี้ยประกันที่ต้องชำระ รวมถึงไม่มีเงินเพียงพอชำระค่าเบี้ยประกัน 2) ปัจจัยการบริหารงานภายในองค์กร เกิดจากกระบวนการติดตามการต่ออายุกรมธรรม์ ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ และพนักงานไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอทำให้ลูกค้าไม่เข้าใจรูปแบบเงื่อนไขและผลประโยชน์ของกรมธรรม์ 3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เกิดจากต้นทุนการผลิตสินค้าทางการเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ภาวะเศรษฐกิจทำให้มีค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะเดียวกันได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลให้บุตรหลานตกงาน ทำให้มีรายได้ที่จะเข้ามาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวไม่แน่นอน แนวทางสำหรับแก้ไขปัญหาเสนอให้ใช้วิธีการกำหนดสายงานรับผิดชอบและกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนและมีการกำกับติดตามผลการดำเนินงานจากผู้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสม
พฤติกรรมการลงทุน และปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่
การศึกษาในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1) เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ของคนที่ต้องการเข้ามาลงทุนใน Crypto Currency 2) เพื่อต้องการทราบ พฤติกรรมการลงทุนที่ตัดสินใจเข้ามาอยู่ในตลาดของ Crypto Currency 3) แรงจูงใจที่มีผลทาให้เข้าร่วมเข้ามาอยู่ใน ตลาดของ Crypto Currency ผู้ทาการวิจัยได้เก็บแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบหาความแตกต่างค่าเอฟ (F-test) หรือการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance: One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทาการทดสอบด้วยการ เปรียบเทียบเป็นรายคู่ (Multiple Comparisons) ด้วยวิธีของ เชฟเฟ่ (Scheffe) และการวิเคราะห์ ทางสถิต ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นั้น เป็นเพศชาย และช่วงอายุที่เข้ามาลงทุนนั้น เป็นช่วงอายุ 20-29 ปี และรายได้ที่เข้ามาลงทุนนั้น จะอยู่ที่ 15000- 30000 บาท อาชีพที่เข้ามาลงทุน เป็นพนักงานบริษัท ประสบการณ์ลงทุน น้อยกว่า1ปี ด้านแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย และแรงจูงใจในการทางานมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างมีนัยยะสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0
การศึกษากลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานคร
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การศึกษากลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มคนวัยทำงานที่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้และไม่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ จำนวน 430 คน โดยใช้วิธีการสุ่มเก็บตัวอย่างโดยอาศัยความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 25 ถึง 33 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ 15,001 ถึง 25,000 บาท พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Colligi Collagen ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้เพื่อบำรุงสุขภาพ ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ 2 เดือนต่อครั้ง มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้ง 1,001 ถึง 1,500 บาท ซื้อจากช่องทางออนไลน์ ผู้ที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ ตนเอง และมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสินค้าจากรายการโทรทัศน์ สำหรับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผู้ที่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้และผู้ที่ไม่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงระดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ให้ระดับความสำคัญเหมือนกัน คือ ด้านราคา รองลงมา ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศและอายุที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ สินค้าผลิตจากธรรมชาติ 100% และสินค้ารสชาติดี ด้านราคา มีการแสดงราคาสินค้าระบุไว้ชัดเจน ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายและมีรูปแบบการชำระเงินได้หลายช่องทาง ด้านการส่งเสริมการตลาด มีการจัดโปรโมชั่นลดราคา แถมสินค้าและมีการจัดกิจกรรม Event ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ถึง 0.1
ความสามารถในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศไทยในตลาดญี่ปุ่น
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่องความสามารถในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศไทยในตลาดญี่ปุ่น ในช่วงปี พ.ศ.2554 – 2560 โดยการศึกษาสินค้าอุตสาหกรรม 13 หมวดสินค้า ได้แก่ 1. รถยนต์ปิกอัพ 2. รถยนต์นั่ง 3. ส่วนประกอบรถยนต์ 4. รถจักยานต์ยนต์ 5. ดิสก์ไดร์ฟ 6. แผงวงจรไฟฟ้า 7. อัญมณีและเครื่องประดับ 8. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 9. ทองคำ 10. เคมีภัณฑ์ 11. เม็ดพลาสติก 12. เครื่องนุ่งห่ม 13. รองเท้า โดยมีวัตถุประสงค์ศึกษาคือ 1. วิเคราะห์ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศไทยในตลาดญี่ปุ่น โดยศึกษาความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของสินค้าอุตสาหกรรม จำแนกตามรายกลุ่มสินค้า ด้วยดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA) 2. วิเคราะห์ตามแบบจำลองส่วนแบ่งตลาดคงที่ Constant Market Shares (CMS) จะศึกษาความสามารถในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทยไปตลาดญี่ปุ่น จำแนกตามรายกลุ่มสินค้า ในช่วงแรกปี 2554-2557 และ ช่วงหลังปี พ.ศ.2560 - 2563 ด้วยแบบจำลอง CMS ผลการศึกษา พบว่าผลการวิเคราะห์ความสามารถแข่งขันการส่งออกด้วยดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA) และปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันการส่งออกด้วยแบบจำลองส่วนแบ่งตลาดคงที่ (Constant Market Shares : CMS) พบว่าสินค้าที่มีค่า RCA มากกว่า 1 ได้แก่ หมวดเคมีภัณฑ์ หมวดเม็ดพลาสติก หมวดยางยานพาหนะ หมวดเครื่องนุ่งห่ม หมวดรองเท้า หมวดทองคำ หมวดอัญมณีและเครื่องประดับ หมวดเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ หมวดแผงวงจรไฟฟ้า หมวดรถยนต์นั่ง หมวดส่วนประกอบรถยนต์ หมวดรถจักรยานยนต์ และมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นที่สูงขึ้น หลังช่วงปี 2560 – 256
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย
การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยทางตรงและปัจจัยทางอ้อมที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัย และเพื่อศึกษาถึงความแตกต่างในการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบริษัทไทยและกลุ่มบริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบริษัทประกันวินาศภัยซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจำนวน 50 บริษัท โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึงปี พ.ศ. 2563 เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปีได้ขนาดของกลุ่มข้อมูลจำนวน 200 ตัวอย่างเป็นข้อมูลแผง ผ่านการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยวิธีการ Fixed Effect Model และ Random Effect Model และสรุปผลการเลือกเทคนิคการวิเคราะห์ที่เหมาะสมในแต่ละแบบจำลองด้วยวิธีการทดสอบแบบ Hausman ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ สำหรับสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานโดยภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และ อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน สำหรับสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัย และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติเฉพาะอเมริกันและญี่ปุ่นพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิรายได้อื่นจากการดำเนินงาน อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัยและท้ายที่สุดของงานศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยและกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติมีปัจจัยหรือตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเปรียบเทียบแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมีตัวแปรอิสระที่ส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญที่ 0.05 จำนวน 3 ตัวแปร อันได้แก่ จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน ทว่ากลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติมีตัวแปรอิสระที่ส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญที่ 0.05 จำนวน 3 ตัวแปรอันได้แก่ จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัย และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเท
The Feasibility study of Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตลอดจน ศึกษาต้นทุนและอัตราผลตอบแทนของโครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลโครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีกิจการอยู่ในจังหวัดลำพูนและจังหวัดใกล้เคียง จำนวน 2 ท่าน และการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย จำนวน 442 ตัวอย่าง 2) การวิเคราะห์โครงการลงทุน ประกอบด้วย มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ระยะเวลาคืนทุน (Internal Rate of Return : IRR) และอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (Internal Rate of Return : IRR) ผลการวิจัยสามารถสรุปตามหัวข้อ ความเป็นไปได้โครงการ ดังนี้ 1) ด้านการตลาด พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกพักโครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มากที่สุดคือ ด้านกระบวนการ รองลงมาคือ ด้านลักษณะทางกายภาพ ส่วนด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีระดับความคิดเห็น อยู่ในระดับต่ำสุด ในด้านของสภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน (Five Forces) อยู่ในระดับต่ำ ในด้านของ สภาพแวดล้อมปัจจุบันขององค์กร โดยการวิเคราะห์ TOWS Matrix พบว่า โครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สามารถใช้กลยุทธ์ทางการตลาด คือ กลยุทธ์การเจาะตลาด กลยุทธ์การพัฒนาตลาด กลยุทธ์การกระจายธุรกิจศูนย์กลาง กลยุทธ์การร่วมลงทุน และกลยุทธ์การตัดทอน 2) ด้านเทคนิค พบว่า โครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน มีเนื้อที่ รวม 389-0-92.5 ไร่ (155,692.5 ตารางวา) ได้รับการออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชั้นนำของประเทศไทย เป็นไปตามมาตรฐานบ้านพักผู้สูงอายุที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้กำหนดไว้ภายใต้แนวคิดข้อบัญญัติของการออกแบบ LEED & WELL 3) ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พบว่า โครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีการจัดจ้างบริษัทที่รับจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) เพื่อความถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ 4) ด้านกฎหมาย พบว่า โครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายต่างๆ คือ (ก) กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดลำพูน กระทรวงพาณิชย์ (ข) สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวและการกีฬา (ค) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (ง) สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (จ) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดลำพูน 5) ด้านการเงิน พบว่า มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 6,213,384,232 บาท โดยมีต้นทุนเงินทุน ร้อยละ 10 การคำนวณหาค่าอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR) เท่ากับร้อยละ 33.27 และระยะเวลาคืนทุนของโครงการ (PP) เท่ากับ 2.4 ปี สะท้อนให้เห็นว่า โครงการบ้านและการบริบาลสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีความเป็นไปได้ในการลงทุนThis research aimed to study marketing mix factor that affected target group of customers. And studied the possibility of investing in Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province. As well as the costs and the rate of return-oninvestment Nakayama Wellness Center. Consist of 2 steps were 1) Studied to data of the project investment’s Nakayama Wellness Center by in-depth interviews from 2 key informants who related to the project in Lamphune and near by. And the 442 sample were elderly Japanese people who live in Thailand. 2) Investment projects analysis include the Net Present Value : NPV, Payback Period : PP and Internal Rate of Return : IRR The result of this research has been concluded by each comprisal of project feasibility study as 1) Marketing, the marketing mix factor that most affected the decision to stay in Nakayama Wellness Center is the process; the next on they focused on the physical evidence and the least affected factor is the place. Project’s competitive environment (Five Forces) was in low-level and Project’s present environment was analyzed by TOW Matrix found that Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province can use the marketing strategies such as market penetration, marketing development, diversification strategies, joint venture and retrenchment. 2) Technique, Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province is located on Pasak-Tawangpraw Road Tumbon Pasak Amphoe Mueng, Lamphun Province with 153.85 Acres. The project’s building and areas have designed by major Architectural firm in Thailand and also followed the standard of almshouse by Ministry of Social Development and Human Security under the concept design of LEED and WELL. 3) Social and environment, Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province outsource on environment impact assessment (EIA) for absolutely correct, complete and accuracy. 4) Legal, Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province has involved with (a) Department of Business Development of Lamphune under Minstry of Commerce. (b) Ministry of Tourism and Sports (c) The Revenue Department under Minstry of Finance (d) Lamphune Provincial Adminstrative Organization and (e) Immigration Bureau of Lamphune. 5) Feasibility of investment found that net present value is equal 6,213,384,232 Baht with cost of capital 10 percent, internal rate of return is equal 33.27 percent and payback period is equal 2.4 years which reflect that the project of Nakayama Wellness Center Amphoe Mueng, Lamphun Province has possibility on investment
การเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานด้วยการพัฒนาขั้นตอนการดําเนินงานและการจัด Layout กรณีศึกษาแผนก Operation บริษัท FLS1993 (Thailand) Co., Ltd.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ พบปัญหาจากการศึกษาขั้นตอนการดำเนินงาน พบว่า แต่ละฝ่ายต้องมีการติดต่อสื่อสารกันภายใน เพื่อให้งานแต่ละชิ้นเสร็จสิ้นไปด้วยดีแต่การวาง Layout ของแผนก ทำให้ฝ่ายที่มีการติดต่อสื่อสารมากอยู่ไกลกัน ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างแผนก การส่งเอกสารต้องใช้ระยะทางและเวลามากขึ้น และยังพบว่า ขั้นตอนการดำเนินงานบางส่วนมีการซ้ำซ้อนกันของแต่ละฝ่าย กล่าวคือ งานที่ควรเป็นของฝ่ายที่ 1 แต่ฝ่ายที่ 2 กลับมาทำงานนี้ด้วย ทำให้เกิดการซ้ำซ้อนในการทำงาน จากปัญหาที่กล่าวมา ถือเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับพนักงานโดยไม่จำเป็น ทำให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น และเป็นการใช้เวลาในการทำงานมากเกินไป โดยการศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานโดยการลดระยะเวลาในการทำงาน และขั้นตอนของการปฏิบัติงาน และเพื่อศึกษาปรับปรุงและพัฒนาขั้นตอนการทำงานและการจัดวาง Layout ภายในสำนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านระยะเวลาการปฏิบัติงานของพนักงาน จากการศึกษาความรู้เรื่องทฤษฎี Load-distance Technique, ทฤษฎี ECRS, Lean Office และการจัดวาง Layout สำนักงาน เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากที่ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานและปรับปรุง Layout ของสำนักงานใหม่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อขั้นตอนการนำเข้า ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนการทำงานของ CS ลดลงจาก 5 ขั้นตอน เหลือ 2 ขั้นตอน เวลาในการทำงานรวมลดลง 1 ชั่วโมง จากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน คิดเป็น 19.34% เวลาในการติดต่อสื่อสารลดลง 15 นาที คิดเป็น 42.85% ระยะทางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและส่งเอกสาร ลดลง 20 เมตร คิดเป็น 33.89% เส้นทางการติดต่อสื่อสารและการส่งต่อเอกสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การทำงานไหลลื่นมากขึ้น หลังจากปรับปรุงกระบวนการทำงานและการจัด Layout ใหม่ช่วยให้เวลาและระยะทางในการทำงานลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในด้านระยะเวลาในการทำงาน และขั้นตอนของการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา นอกจากนี้การปรับปรุงที่เกิดขึ้นยังช่วยให้เส้นทางการติดต่อสื่อสารและการส่งต่อเอกสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การทำงานไหลลื่นเป็นขั้นตอนมากขึ้
แนวทางการลดหนี้ค้างชําระสินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID-19 (PSA) ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.ตามที่ธนาคารได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้ปล่อยสินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID - 19 (PSA) เพื่อ ช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เมื่อติดตามผลการดำเนินงานของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าสินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID - 19 (PSA) มีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูง ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการหนี้ค้างชำระและเงินกันสำรองหนี้ของธนาคารสูงขึ้นด้วยเช่นกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขหนี้ให้สู่สถานะปกติ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและมูลเหตุสำคัญของลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ สินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID - 19 (PSA) ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำมากำหนดแนวทางเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาชำระให้แก่ธนาคารได้และมีแนวทางลดหนี้ค้างชำระให้แก่ธนาคาร ผู้ศึกษาได้เก็บตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) กลุ่มตัวอย่างลูกหนี้สินเชื่อผู้มีอาชีพอสิระ COVID - 19 (PSA) ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 100 ราย โดยลงพื้นที่ตาม แหล่งการค้าและชุมชน เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด และ 2) กลุ่มตัวอย่าง พนักงานธนาคารออมสินที่สังกัดกลุ่มบริหารหนี้และกฎหมาย จำนวน 103 ราย เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ โดยส่งไปยังช่องทางการสื่อสารของหน่วยงาน ผลการศึกษา พบว่า ลักษณะข้อมูลทั่วไปของลูกหนี้และของพนักงานที่แตกต่างกัน มีการเลือกสาเหตุปัญหาที่ทำให้เกิดหนี้ค้างชำระที่แตกต่างกัน สรุปสาเหตุได้ 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และเศรษฐกิจซบเซา 2) ปัจจัยที่เกิดจากตัวลูกหนี้ ได้แก่ ลูกหนี้มี รายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อพนักงานติดตามลูกหนี้แล้วพบว่าไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ และ 3) ปัจจัยภายในธนาคาร ได้แก่ จำนวนพนักงานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาตรการแก้ไขหนี้ค้างชำระและมีความต้องการให้มาตรการแก้ไขหนี้ค้างชำระมีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้, มีสิทธิประโยชน์ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ หรือค่าบริการในการเข้าแก้ไขหนี้ค้างชำระ และเงื่อนไขข้อตกลง ระหว่างธนาคารกับลูกหนี้ที่เหมาะสม ทั้งนี้ พนักงานที่ปฏิบัติงานควรมีแผนการติดตามแก้ไขหนี้ค้างชำระ ที่ชัดเจน มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ สามารถสื่อสารถึงเงื่อนไขและ ประโยชน์ในการชำระหนี้ให้ลูกหนี้เข้าใจ มีหลักการวิเคราะห์แก้ไขหนี้ให้ลูกหนี้อย่างเที่ยงตรง ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเสนอแนวทางการลดหนี้ค้างชำระที่ควรดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ให้มีความสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ก่อน ดังนี้ 1) แนวทางการโปรโมชั่นช่วยลูกหนี้ เช่น ลดเงินต้น ลดเบี้ย ปรับ ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ และปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน, 2) แนวทางการจัดไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และ 3) แนวทางสร้างช่องทางการขายสร้างรายได้ให้แก่ลูกหนี้ ส่วนแนวทางที่ควร ดำเนินการในระยะต่อไปเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานติดตามและแก้ไขหนี้ให้แก่ธนาคารในระยะยาว ดังนี้ 1) แนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการหนี้ (Debt Management System) และ 2) แนวทางการ ยกระดับความรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรด้านบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ทั้งนี้แนวทางทั้งหมดมุ่งเน้นให้ เกิดการบูรณาการการแก้ไขหนี้ค้างชำระ ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ และปรับปรุงระบบการบริหาร หนี้ให้ดียิ่งขึ้นและ สามารถนำแนวทางที่ได้จากการศึกษาไปพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการของธนาคารสามารถรองรับสถานการณ์ในระยะยาวได้อีกด้วย ทั้งการพัฒนา กระบวนการดำเนินงาน บุคลากร และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงการบริการของธนาคารกับลูกค้าทุกประเภทได้สะดวกและรวดเร็วขึ้