UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อ เพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มีความสนใจซื้อคอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมในเขต กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครสรุปได้ว่าส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักในชีวิตประจำวัน โดยสนใจคอนโดมีเนียมรูปแบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ระหว่าง 31 - 35 ตารางเมตร และมีงบประมาณในการซื้อคอนโดมีเนียม 1,000,001 - 2,000,000 บาท เน้นการตัดสินใจจากตนเองเป็นหลัก โดยมีการหาข้อมูลต่างๆ ผ่านทางช่องทางอินเตอร์เน็ต/เว็บไซต์ เนื่องจาก ต้องการความสะดวกในการเปรียบเทียบข้อมูลของโครงการต่างๆ โดยช่องทางออนไลน์ที่เลือกใช้ คือ สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นต่อปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการ ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับความสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย 2) ด้านการบริการ 3) ด้านราคา 4) ด้านผลิตภัณฑ์ 5) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ 6) ด้านบุคลากร และ 7) ด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับผลจากการสัมภาษณ์ โดยพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (ทำเลและที่ตั้ง) เป็นอันดับแรก และปัจจัยรองลงมา คือ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกันทั้ง 3 ท่าน โดยมีผู้ให้สัมภาษณ์บางท่านให้ความสำคัญ ในปัจจัยด้านองค์ประกอบทางกายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบของตัวอาคา

    ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกาแฟของประเทศไทย

    No full text
    การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อมูลค่าการส่งออกของไทยโดยวิธีการคำนวณด้วยกำลังสองน้อยที่สุด (OLS) การศึกษาในครั้งนี้ใช้ข้อมูลรายเดือนเป็นระยะเวลา 15 ปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึง ปี พ.ศ. 2563 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟของไทย ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย โดยมีความสัมพันธ์กับราคาส่งออกเมล็ดกาแฟของไทยในทิศทางเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก มีความสัมพันธ์กับราคาส่งออกเมล็ดกาแฟในทิศทางตรงกันข้าม แต่ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ในข้างต้น โดยอาจเกิดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการที่ราคาน้ำมันดิบขึ้นราคามีผลกระทบต่อต้นทุนการส่งออกมากกว่าต้นทุนที่ใช้ในการผลิต ราคากาแฟสายพันธุ์ Robusta ในประเทศอินโดนีเซีย จะมีความสัมพันธ์กับราคาส่งออกเมล็ดกาแฟของไทยในทิศทางตรงกันข้าม ราคากาแฟสายพันธุ์ Arabica ในประเทศอินโดนีเซีย มีความสัมพันธ์กับราคาส่งออกเมล็ดกาแฟของไทยในทิศทางเดียวกัน และไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่กาแฟสายพันธุ์ Arabica มีความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศอินโดนีเซียอาจมีการนำเข้ากาแฟ Arabica จากประเทศไทยและนามาเบลน์ (Blend) รวมกับกาแฟ Arabica ของประเทศตนเองเพื่อให้เกิดความหลากหลายและเพิ่มช่องทางในการส่งออกมากขึ้

    พฤติกรรมผู้บริโภคต่อการซื้อสินค้าบนระบบ LAZADA ในเขตกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภคกับการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น LAZADA เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการซื้อสินค้าบนระบบ LAZADA ในเขตกรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาด 7P’s กับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ทางแอพพลิเคชั่น LAZADA โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปโดยวิธีทางสถิติ SPSS ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิธี Chi-Square จากผลการศึกษาพบว่า ความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์ต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์ต่อเดือน 1-2 ครั้ง จำนวน 212 ราย ซื้อสินค้าจากทาง LAZADA ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อสินค้าจากทาง LAZADA เป็น กระเป๋า จำนวน 154 ราย เพศ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 189 ราย อายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี จำนวน 357 ราย สถานภาพ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีสถานภาพ โสด จำนวน 375 ราย ระดับการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา อยู่ในระดับ ปริญญาตรี จำนวน 308 ราย รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในช่วง 10,001 – 20,000 บาท จำนวน 140 ราย อาชีพ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอาชีพ พนักงานเอกชน จำนวน 224 ราย ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ขนาดของอิทธิพลของปัจจัยทางส่วนประสมการตลาด มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้บริโภค ต่อการซื้อสินค้าบนระบบ LAZADA ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยทางส่วนประสมการตลาด ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านกระบวนการ ด้านราคา ด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจต่อการซื้อสินค้าบนระบบ LAZADA ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับ ปัจจัยด้านส่งเสริมการตลาด ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลด/ของแถม การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ หรือ ด้านกระบวนการที่ระบบ LAZADA นั้น มีความรวดเร็วในการให้บริการ การสั่งซื้อ และชำระเงิน เป็นไปด้วยความสะดวกสบาย รวมถึงด้านราคา ที่จะเห็นได้ว่า สินค้าในระบบ LAZADA นั้นมีราคาที่หลากหลายและมีราคาถูกกว่าที่อื่น สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชนิตา เสถียรโชค (2560) ที่ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ต่อการซื้อสินค้าบนระบบ LAZADA โดยผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ต่อการซื้อสินค้าบนระบบ LAZAD

    ศักยภาพการส่งออกข้าวไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเบนิน

    No full text
    ในปีพ.ศ. 2562- 2653 การส่งออกข้าวไทยมีมูลค่าลดลงเป็นอย่างมากเหตุเพราะเผชิญปัญหาจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศทั้งในเรื่องภัยธรรมชาติและการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของคู่แข่ง การแข็งขึ้นของค่าเงินบาท หรือแม้กระทั่งสถานการ์ณแพร่ระบาทของโควิด-19 ทำให้ปัจจุบันการส่งออกข้าวของไทยตกมาเป็นอันดับที่ 3 ของโลกจากอดีตเคยอยู่อันดับที่ 1-2 ในสถานการ์ณที่ประเทศไทยยังคงเผชิญวิกฤติใหญ่ในการแข่งขันที่มีการแข่งขันที่สูงและเสียเปรียบจึงควรส่งเสริมการส่งออกผู้จัดทำเล็งเห็นโอกาศของตลาดการส่งออกข้าวในทวีปแอฟริกาจึงจัดทำวิจัยนี้ขึ้นเพื่อประเมิณศักยภาพส่งออกข้าวไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเบนินประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าข้าวจากไทยสูงเป็นอันดับต้นๆในโลกติดต่อกันหลายช่วงปี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเบนินจึงถือเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้แบ่งการศึกษาออกเป็นสองช่วงปีคือปี พ.ศ. 2552-2554 และช่วงปี พ.ศ.2559 โดยใช้วิธีใช้ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (RCA) Boston Consulting Group (BCG Matrix) และการวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาดคงที่ (CMS) สรุปผลได้ว่า ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (RCA) พบว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอยู่ในระดับที่สูงในตลาดข้าวเบนินทั้งสองช่วงเวลาโดยมีคู่แข่งที่สำคัญคือ ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย และ ประเทศเวียดนาม จากการประเมิณศักยภาพข้าวไทยในตลาดเบนินโดยใช้ Boston Consulting Group (BCG Matrix) พบว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งโอกาส คงที่ได้เช่นเดียวกับประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญอย่าง ประเทศปากีสถานและ ประเทศเวียดนาม แต่ประเทศคู่แข่งที่สำคัญอย่างประเทศ อินเดียกลับมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งโอกาส เพิ่มขึ้น และจากการประเมิณศักยภาพข้าวไทยในตลาดเบนินโดยใช้การวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาดคงที่ (CMS) พบว่าประเทศไทยกลุ่มมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากปัจจัยอัตราการขยายตัวของโลก ผลจากปัจจัยองค์ประกอบของสินค้าส่งออก และผลปัจจัยจากการกระจายตลาดที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไรก็ตามกลุ่มประเทศดังกล่าวมีค่าผลปัจจัยจากการแข่งขันที่ลดล

    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์แบรนด์ผ่านช่องออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์แบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้บริโภคที่เคยซื้อครีมกันแดดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์แบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์และอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 405 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test และสถิติ One way ANOVA (F-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์แบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดารา นักแสดง ที่มีชื่อเสียง เป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุด ทีวี และเว็บขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับข่าวสารบ่อยที่สุด ซื้อผ่านช่องทาง Social Media ของแบรนด์ (เช่น Facebook, Instragram, Line ฯลฯ) และซื้อผ่านช่องทาง Website ขายสินค้า Online (เช่น Shopee, Lazada, JD Central ฯลฯ) มากที่สุด ความถี่ในการซื้อ ซื้อ 1 ครั้ง/2 เดือน ใช้เงินในการซื้อต่อครั้งต่ำกว่า 1,000 บาท การชำระเงินเลือกวิธีการ ชำระเงินปลายทาง เลือกส่งพัสดุแบบธรรมดา เลือกบริการขนส่งของ Kerry มากที่สุด ด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย ผู้บริโภคมีความคิดเห็นในเชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์แบรนด์ที่ซื้อล่าสุด โดยมีระดับความพึงพอใจที่ดีมาก กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาร้อยละ 91.29 เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26-35 ปี มีระดับการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี เป็นพนักงานเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท อายุ อาชีพ ผู้มีอิทธิพล ช่องทางการรับรู้ข่าวสาร ช่องทางการซื้อ ความถี่ในการซื้อ วิธีการชำระเงิน บริการขนส่ง ปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่แตกต่างกัน ในขณะที่ ปัจจัยเกี่ยวกับ เพศ การศึกษา รายได้ ราคาเฉลี่ยต่อครั้งในการซื้อ และวิธีจัดส่งสินค้าที่แตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่ไม่แตกต่างกั

    ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออมและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำนวน 350 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยสถิติเชิงพรรณาใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติเชิงอนุมานใช้การวิเคราะห์ความแตกต่างใช้ค่า t-test และค่า F-test (One-Way ANOVA) และสถิติสัมพันธ์ไคลสแควร์ (Chi-Square) ในการวิเคราะห์ข้อมูล จากผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 27 - 37 ปี สถานภาพโสด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นข้าราชการ อายุงาน 1 - 5 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 25,000 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน (ไม่รวมภาระหนี้สิน) 10,000 – 20,000 บาท และมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระต่อเดือน 5,000 – 10,000 บาท มีเงินออม 1,000 – 2,000 บาทต่อเดือน มีการออมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน มีการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนเมื่อเกษียณ 15,001 - 20,000 บาท มีรูปแบบการออมในบัญชีเงินฝากธนาคาร และมีวัตถุประสงค์ในการออมเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านประเภทบุคลากร และด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน จะส่งผลต่อพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่แตกต่างกัน และค่าใช้จ่ายต่อเดือนเมื่อเกษียณมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออมของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงา

    การแก้ไขปัญหาอัตราการกู้สินเชื่อระบบอิสลามลดลง กรณีศึกษาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขายะหา.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อค้นหาสาเหตุที่ยอดคงเหลือสินเชื่อระบบอิสลาม ธ.ก.ส. สาขายะหา ลดลง โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยในรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และดำเนินการวิจัย ด้วยวิธีแบบผสมผสาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ลูกค้าเงินกู้ ธ.ก.ส. สาขายะหา โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ธ.ก.ส. สาขายะหา มีลูกค้าเงินกู้จำนวน 7,873 คน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสมการของ Taro Yamane (1967) โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายข้อมูลเบื้องต้นและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและทดสอบค่าทีเทส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้เคยใช้บริการสินเชื่อระบบแอสลาม จำนวน 6 คน และผู้บริหาร พนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจ่ายสินเชื่ออิสลาม จำนวน 4 คน โดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหาข้อมูล จากนั้นใช้แผนผังก้างปลาหาสาเหตุของปัญหา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์องค์กรทั้งปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และใช้ทาวส์เมตริก ทำการการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกข้อมูล การวางเค้าโครงการ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหา ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 92.75 ส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย ร้อยละ 66.00 มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ร้อยละ 43.25 สถานภาพสมรส ร้อยละ 91.25 ส่วน ใหญ่ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 73.50 ส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 80.25 ส่วนใหญ่มีรายได้ 10,001–15,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 71.75 2) พฤติกรรมผู้ใช้บริการ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ไม่เคยใช้บริการสินเชื่อระบบอิสลามร้อยละ 75.25 และไม่ทราบว่า ธ.ก.ส. มีสินเชื่อระบบอิสลามให้บริการ ร้อยละ 74.50 มีความถี่ที่ใช้ในการบริการด้านสินเชื่อกับธนาคาร ปีละ 1 ครั้ง 83.75 3) สาเหตุและปัญหาเกิดจากปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านความต้องการผู้บริโภค ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ยังไม่ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค ด้านพฤติกรรม ลูกค้ายังขาดการรับรู้ในตัวผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านพนักงานยังขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีปฏิบัติอย่างถ่องแท้ 4) พัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้หลักเกณฑ์ของระบบการเงินอิสลาม เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และบริกา

    การศึกษาพฤติกรรมและการตัดสินใจเช่าที่พักอาศัยของผู้ที่เข้ามาพักอาศัยในจังหวัดนครพนม

    No full text
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและการตัดสินใจเช่าที่พักอาศัยของผู้ที่เข้ามาพักอาศัยในจังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ที่เช่าที่พักอาศัยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว การทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธี LSD และค่าสถิติ chi-square ผลการศึกษาพบว่า ผู้เช่าที่พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี มีอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ นักเรียน/นักศึกษา พนักงานบริษัท ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/เจ้าของกิจการ และลูกจ้างทั่วไป สถานภาพโสด มีจำนวนสมาชิกในครอบครัว 4-5 คน มีภูมิลำเนาเดิมที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 15,000 บาท และมีรายได้ทั้งครอบครัว 45,000 บาทขึ้นไป และส่วนของการวิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกเช่าที่พักอาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เช่าที่พักแบบบ้านเดี่ยว พักอาศัยอยู่คนเดียว พักแบบรายเดือน มีราคาค่าเช่าต่อเดือนอยู่ที่ 4,000-6,750 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ของการเช่าที่พักคือเพื่อทำงานระยะสั้น และส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกเช่าที่พักอาศัยด้วยตัวเอง พบที่เช่าพักอาศัยด้วยการเดินหาด้วยตนเอง มีผู้แนะนำ และพบโฆษณาใน Facebook ส่วนใหญ่พักอาศัยมาแล้วมากกว่า 4 ปี และมีแนวโน้มที่จะไม่ย้ายที่เช่าพักอาศัย และความต้องการเพิ่มเติมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คือ มีส่วนลดค่าเช่า และส่วนของการวิเคราะห์ระดับการให้ความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีการให้ความสำคัญในด้านบุคลากรเป็นลำดับที่ 1 ผลของการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้เช่าที่พักอาศัยไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการเลือกเช่าที่พักอาศัย ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ อาชีพ และรายได้ส่วนบุคคล และปัจจัยส่วนบุคคลผู้เช่าที่พักอาศัยไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าที่พักอาศัย ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพ ภูมิลำเนา รายได้ส่วนบุคคล และรายได้ทั้งหมดของครอบครั

    แนวทางการลดหนี้ค้างชําระสินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID-19 (PSA) ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.ตามที่ธนาคารได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้ปล่อยสินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID - 19 (PSA) เพื่อ ช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เมื่อติดตามผลการดำเนินงานของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าสินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID - 19 (PSA) มีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูง ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการหนี้ค้างชำระและเงินกันสำรองหนี้ของธนาคารสูงขึ้นด้วยเช่นกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขหนี้ให้สู่สถานะปกติ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและมูลเหตุสำคัญของลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ สินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ COVID - 19 (PSA) ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำมากำหนดแนวทางเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาชำระให้แก่ธนาคารได้และมีแนวทางลดหนี้ค้างชำระให้แก่ธนาคาร ผู้ศึกษาได้เก็บตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) กลุ่มตัวอย่างลูกหนี้สินเชื่อผู้มีอาชีพอสิระ COVID - 19 (PSA) ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 100 ราย โดยลงพื้นที่ตาม แหล่งการค้าและชุมชน เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด และ 2) กลุ่มตัวอย่าง พนักงานธนาคารออมสินที่สังกัดกลุ่มบริหารหนี้และกฎหมาย จำนวน 103 ราย เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ โดยส่งไปยังช่องทางการสื่อสารของหน่วยงาน ผลการศึกษา พบว่า ลักษณะข้อมูลทั่วไปของลูกหนี้และของพนักงานที่แตกต่างกัน มีการเลือกสาเหตุปัญหาที่ทำให้เกิดหนี้ค้างชำระที่แตกต่างกัน สรุปสาเหตุได้ 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และเศรษฐกิจซบเซา 2) ปัจจัยที่เกิดจากตัวลูกหนี้ ได้แก่ ลูกหนี้มี รายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อพนักงานติดตามลูกหนี้แล้วพบว่าไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ และ 3) ปัจจัยภายในธนาคาร ได้แก่ จำนวนพนักงานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาตรการแก้ไขหนี้ค้างชำระและมีความต้องการให้มาตรการแก้ไขหนี้ค้างชำระมีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้, มีสิทธิประโยชน์ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ หรือค่าบริการในการเข้าแก้ไขหนี้ค้างชำระ และเงื่อนไขข้อตกลง ระหว่างธนาคารกับลูกหนี้ที่เหมาะสม ทั้งนี้ พนักงานที่ปฏิบัติงานควรมีแผนการติดตามแก้ไขหนี้ค้างชำระ ที่ชัดเจน มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ สามารถสื่อสารถึงเงื่อนไขและ ประโยชน์ในการชำระหนี้ให้ลูกหนี้เข้าใจ มีหลักการวิเคราะห์แก้ไขหนี้ให้ลูกหนี้อย่างเที่ยงตรง ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเสนอแนวทางการลดหนี้ค้างชำระที่ควรดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ให้มีความสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ก่อน ดังนี้ 1) แนวทางการโปรโมชั่นช่วยลูกหนี้ เช่น ลดเงินต้น ลดเบี้ย ปรับ ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ และปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน, 2) แนวทางการจัดไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และ 3) แนวทางสร้างช่องทางการขายสร้างรายได้ให้แก่ลูกหนี้ ส่วนแนวทางที่ควร ดำเนินการในระยะต่อไปเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานติดตามและแก้ไขหนี้ให้แก่ธนาคารในระยะยาว ดังนี้ 1) แนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการหนี้ (Debt Management System) และ 2) แนวทางการ ยกระดับความรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรด้านบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ทั้งนี้แนวทางทั้งหมดมุ่งเน้นให้ เกิดการบูรณาการการแก้ไขหนี้ค้างชำระ ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ และปรับปรุงระบบการบริหาร หนี้ให้ดียิ่งขึ้นและ สามารถนำแนวทางที่ได้จากการศึกษาไปพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการของธนาคารสามารถรองรับสถานการณ์ในระยะยาวได้อีกด้วย ทั้งการพัฒนา กระบวนการดำเนินงาน บุคลากร และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงการบริการของธนาคารกับลูกค้าทุกประเภทได้สะดวกและรวดเร็วขึ้

    แนวทางการแก้ปัญหาการยกเลิกบัตรและการค้างค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการยกเลิกบัตรและการค้างค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม กรณีศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการผลิตภัณฑ์บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ ธ.ก.ส. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีเงินฝากและบัญชีเงินกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาลาดกระบัง จำนวน 388 ราย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา และหัวหน้าการเงินประจำสาขา จำนวน 3 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามและบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ด้านประชากรศาสตร์ ร้อยละ 54.90 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศหญิง อายุตัวเฉลี่ย 20 -30 ปี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 30,001 – 60,000 บาท เป็นกลุ่มลูกค้าประเภทเงินฝาก ร้อยละ 52.58 และมีการใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ของธนาคารถึง ร้อยละ 57.22 ส่วนกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ร้อยละ 42.78 สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากมีการใช้บริการบัตรของธนาคารอื่นอยู่แล้ว 2. ด้านพฤติกรรมการใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้บริการบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตประเภทบัตรธรรมดามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53.75 ความถี่ในการใช้บริการอยู่ที่นาน ๆ ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 48.45 ประเภทของธุรกรรมที่ใช้บริการ คือการถอนเงินสด และสอบถามยอดเงินคงเหลือ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 77.10 มีการสมัครใช้บริการ A-Mobile ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วในอนาคต ถึงร้อยละ 61.95 เนื่องจากไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้บริการบัตรเล็กทรอนิกส์แล้ว 3. การศึกษาความพึงพอใจต่อส่วนประสมทางการตลาดการบริการภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.57 แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัญหาที่ควรนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจที่ลูกค้าได้รับจากการบริการเพิ่มมากขึ้น คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและด้านกระบวนการ โดยผู้ศึกษาได้สร้างแนวทางการแก้ไขไว้ 2 แนวทาง คือ 1) การนำเสนอแผนการขายที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มยอดใช้บริการผลิตภัณฑ์ของธนาคาร และเพิ่มจำนวนรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคาร 2) เจาะกลุ่มลูกค้าบริเวณใกล้เคียงสาขา เพื่อสร้างโอกาสใน การเพิ่มฐานลูกค้า และสร้างแรงจูงใจในการใช้บริการ ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ ผู้ใช้บริการจะได้รับความพึงพอใจมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของปริมาณลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งด้านการเงินและสินเชื่

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇