UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
    8763 research outputs found

    แนวทางการแก้ปัญหาการซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อที่ลดลงของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงราย.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการตัดสินใจซื้อหรือขายประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้ (MRTA) ประสบการณ์ในการซื้อและขายประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ การศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อการให้กู้เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อและเพื่อหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ค่านายหน้าของธนาคาร ตลอดจนค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาการซื้อประกันเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อที่ลดลงของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในจังหวัดเชียงราย ทำการสำรวจเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ใช้แบบสอบถามจำนวน 100 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานสินเชื่อ จำนวน 12 คน ผลการศึกษาพบว่า อายุ สถานภาพ อาชีพ ระดับรายได้ และทัศนคติต่อการประกันมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อที่แตกต่างกัน รวมถึงช่องทางการขายและการติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานและลูกค้าในเรื่องการประกันมีข้อจำกัด ส่วนสาเหตุที่ไม่ซื้อประกันแบบคุ้มครองวงเงินสินเชื่อคือทัศนคติของกลุ่มลูกค้าที่มีต่อการประกันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่อยากทำประกันแต่รายได้น้อยทำให้วงเงินกู้สำหรับชำระค่าเบี้ยประกันที่แยกสัญญาตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและมีการพิจารณาการกู้ตามเกณฑ์รายได้ทำให้ขาดโอกาสในการทำประกัน 2 กลุ่มที่ไม่อยากทำประกัน อาจมีอคติส่วนตัวกับการทำประกันชีวิตจะรีบปฏิเสธการทำประกันทันทีที่พนักงานให้คำแนะนำเนื่องจากเป็นประกันภาคสมัครใจ และส่วนใหญ่มีประกันชีวิตอยู่แล้วไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย 3. กลุ่มที่ลังเลใจมักไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจทำด้วยตนเอง โดยส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ไม่ต้องการมีภาระในการผ่อนค่าเบี้ยประกันเพิ่มจากสัญญาการกู้หลัก ผู้วิจัยเลือกกลยุทธ์การเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายประกัน เนื่องจากช่องทางการขายมีความสำคัญ การจำกัดช่องทางการขาย หรือการสื่อสารก็จะส่งผลให้การนำเสนอข้อมูล ไม่ครบถ้วน ช่องทางการสื่อสารที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกและน่าเชื่อถือ จึงเป็นการดีที่ทางธนาคารจะเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อช่วยให้พนักงานมีทางเลือกในการสื่อสารกับลูกค้าแม้จะอยู่ห่างไกล เช่น กรณีลูกค้ายื่นกู้ผ่านต่างสาข

    Essays on Labor Issues : Performance and Efficiency

    No full text
    This thesis consists of two essays which focus on labor issues. They are (1) job performance and (2) labor efficiency. In an attempt to understand which factors determine working people’s job performance, the first essay aims to examine the importance of locus of control to job performance. We draw Australian panel data and utilize the fixed effects model to estimate the causal effect of locus of control on working people’s job performance. Our findings reveal that locus of control positively affects the adaptive performance dimension of job performance. This implies that employees with more internal locus of control tend to be more adaptive to conditions and happenings in the workplace, leading to better performance on their job. The positive effect of locus of control on adaptability still holds when we address the endogeneity of locus of control by applying Lewbel’s identification method (Lewbel, 2012) and control for attrition bias driven by panel survey. Our finding also suggests that gender and job complexity matter in how locus of control influences job performance. Particularly, locus of control drives adaptive performance, especially among males with high complexity jobs. The second essay investigates the labor-use efficiency in the context of ASEAN countries using the balanced panel data of the six largest ASEAN economies (Singapore, Malaysia, Thailand, Vietnam, Indonesia, and the Philippines) from 1990-2018. We use a flexible translog functional form to specify the labor demand, which is defined as a function of output (real GDP), average wage, capital stock, country-specific variables, and time effects. We generalize the model by incorporating a variance function, which accommodates marginal effects. The parameters of the demand and variance functions are estimated through a multi-step procedure using generalized least squares and a nonlinear method, respectively. The empirical results show that the average labor-use efficiency among ASEAN countries is about 96.3%, implying that the six ASEAN countries are very efficient in labor use relative to the country with the best labor-use practice in our sample which is Singapore. The two-sample t-test results show that the labor-use efficiency is significantly different between countries

    แนวทางการแก้ปัญหาการใช้บริการ Mobile Banking ของลูกค้าของธนาคารทีเอ็มบีธนชาต

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ เป็นการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการใช้บริการโมบายแบงก์กิ้งของลูกค้าของธนาคารทีเอ็มบีธนชาต ที่พบปัญหาในการใช้บริการโมบายแบงก์กิ้งในการทำธุรกรรม ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้บริการกับคู่แข่งซึ่งมีอยู่มากมายทำให้จำนวนฐานลูกค้าที่ใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง ของธนาคารลดลง และส่งผลกระทบต่อการดำเนินการและรายได้ของธนาคารในระยะยาว วัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการให้บริการที่สอดรับกับรูปแบบการดำเนินชีวิตและการพฤติกรรม การทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าในปัจจบุันที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการใช้ดิจิทัลเป็นศูนย์กลาง และกลยุทธ์ด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง ของธนาคารได้รับความพีงพอใจและความสะดวกสบายในการใช้บริการอย่างสูงสุด จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 ตัวอย่าง พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบาย และความมั่นใจในระบบความปลอดภัย โดยเป็นการใช้บริการเพื่อการทำธุรกรรมบริการบัญชีเงินฝาก และการโอน เติม จ่าย ถอนเงิน ส่วนใหญ่พบปัญหาใช้งานได้แต่ใช้งานยาก และจะเลือกวิธีการจัดการปัญหาที่พบโดยการหาข้อมูลวิธีการแก้ไขในอินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยกลุ่มตัวอย่างมีข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ได้แก่ การปรับปรุงเมนูการใช้งานให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น การปรับปรุงรูปลักษณ์และสีสันให้ทันสมัย และการลดโฆษณาข่าวสาร โปรโมชั่นในแอพพลิเคชั่น จากการศึกษา ได้สร้างแนวทางแก้ไขเป็น 4 ทางเลือก คือ 1.การปรับปรุงการทำงานของระบบ 2.การปรับปรุงสำหรับช่วงที่มีการทำธุรกรรม (traffic) มากกว่าปกติ 3.การพัฒนาเมนูการใช้งานโมบายแบงก์กิ้งให้เป็นมิตร (User-friendly) กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น และ 4.การพัฒนาการสื่อสารด้านการใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง และได้พิจารณาเลือกแนวทางที่ดีที่สุด คือ แนวทางเลือกที่ 1 การปรับปรุงการทำงานของระบบ โดยปฏิบัติตามแผนการเผ้าดูระบบและนำผลจากการเฝ้าดูระบบมาปรับปรุง รวมถึงเพิ่มรายการตรวจสอบระบบ ทบทวนและปรับปรุงแผนและรายการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง แนวทางเลือกที่ 3 การพัฒนาเมนูการใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยทำการประเมินผลความพึงพอใจกับกลุ่มตัวอย่างก่อนนำออกใช้งานจริง และแนวทางเลือกที่ 4 การ พัฒนาการสื่อสารด้านการใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง โดยทบทวนเนื้อหา วิธีการและช่องทางในการสื่อสาร เพื่อประชาสัมพันธ์ เน้นให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย มีการสำรวจประสิทธิภาพของการสื่อสารและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ตลอดจนนำข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการมาพิจารณาเพื่อพัฒนาการให้บริการโมบายแบงก์กิ้งของธนาคารให้ดียิ่งขึ้

    ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ในกรุงเทพมหานคร

    No full text
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ในกรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาปัจจัยของส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ในกรุงเทพมหานคร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปโดยวิธีทางสถิติ SPSS ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิธี Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า มีเพศชาย มากกว่าเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 53.0, 47.0 ตามลำดับ โดยร้อยละ 78.8 มีอายุ 21-37 ปี สถานภาพโสดร้อยละ 82.8 ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 71.3 นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 10,001 – 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 60.3 ส่วนการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านอายุที่แตกต่างกัน จะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันที่แตกต่างกัน แต่ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ด้านอื่นๆ คือปัจจัยด้านเพศ สถานภาพ การศึกษา และรายได้ ที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันที่ไม่แตกต่างกัน และส่วนของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s พบว่า ปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านบุคคล ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านกระบวนการ ด้านราคา และด้านส่งเสริมการขายมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการรองลงมา ตามลำดั

    แนวทางการส่งเสริมการออมและการลงทุนของข้าราชการ สำนักงานป.ป.ช.ในพื้นที่ภาค 4.

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการออมและการลงทุนของข้าราชการ สำนักงานป.ป.ช. ในพื้นที่ภาค 4 และ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมและการลงทุนของข้าราชการ สำนักงานป.ป.ช. ในพื้นที่ภาค 4 ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการ สำนักงานป.ป.ช. ในพื้นที่ภาค 4 โดยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 130 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ในพื้นที่ภาค 4 มีอายุน้อย มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สิน และมีอัตราการออมต่อเดือนเฉลี่ยถึง 18.53 % ของรายได้ต่อเดือน อัตราการลงทุนต่อเดือนเฉลี่ยถึง 11.31 % ของรายได้ต่อเดือน โดยรูปแบบการออม ส่วนใหญ่คือ เงินฝากธนาคาร และรูปแบบการลงทุนส่วนใหญ่ คือ ทุนเรือนหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานป.ป.ช. อีกทั้งการทดสอบสมมติฐาน ปรากฏรายได้รวมต่อเดือนมีความสัมพันธ์กับสัดส่วนของการออมในรูปตัวเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าข้าราชการส่วนใหญ่เน้นการออมและการลงทุนแบบเงินต้นปลอดภัย กลัวความเสี่ยง และคุ้นชินกับการออมและการลงทุนที่มีอยู่ ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากการออมและการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่มีความรู้ความเข้าใจการออมและการลงทุน อีกทั้งการวางแผนการเงินที่ถูกต้อง และหาแนวทางแก้ไขออกมาเป็น 4 ทางเลือก คือ 1.การจัดกลุ่มสัมมนาออนไลน์ให้ผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในการลงทุนมาบรรยายถึงผลประโยชน์จากการออมและการลงทุน และจัดกิจกรรม workshop ให้ข้าราชการ 2. มีที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัวให้กับข้าราชการ 3. อบรมผ่านคอรส์ออนไลน์ ให้แก่ข้าราชการที่บรรจุใหม่ 4. การสร้างระบบเสนอข้อมูลการลงทุน อัพเดตข้อมูลข่าวสารให้ข้าราชการทุกวัน โดยตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดคือ แนวทางเลือกที่ 4 การสร้างระบบเสนอข้อมูลการลงทุน อัพเดตข้อมูลข่าวสารให้ข้าราชการทุกวัน โดยมีการ Live Facebook นำบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนเข้ามาเล่าประสบการณ์ มาแนะนำการลงทุนกับข้าราชการในทุกเช้า และ สร้าง Group Line เพื่อส่งข้อความ ข่าวสาร ข้อมูล หลักทรัพย์ที่น่าสนใจในการออมและการลงทุน ควบคู่กับการมี Admin ที่สามารถเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ให้กับข้าราชการที่ขัดข้อง มีปัญหาต้องการคำแนะนำในการออมและการลงทุ

    Operating systems

    No full text

    กลยุทธ์การเพิ่มจํานวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID –19” ของธนาคารออมสิน ในจังหวัดศรีสะเกษ

    No full text
    การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาของการขอใช้บริการและหาแนวทางเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID - 19” ธนาคารออมสิน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการนิติบุคคลในจังหวัด ศรีสะเกษ ที่เข้ามาใช้บริการธนาคารออมสินในพื้นที่บริการ 9 สาขาและกลุ่มลูกค้านิติบุคคลในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวนรวม 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามผ่าน Google Form มีจำนวนแบบสอบถามที่สมบูรณ์จำนวน 352 ชุด และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ พนักงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีแผนผังก้างปลา ทฤษฎีด้านประชากรศาสตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT และทฤษฎีการวิเคราะห์ TOWS Matrix ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาประกอบการวิจัยในครั้งนี้ด้วย ผลการศึกษา พบว่าผู้ตอบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 41 – 50 ปี ประกอบธุรกิจ ค้าปลีก/ค้าส่ง และมียอดขายระหว่าง 300,000 บาท แต่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้จักผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด และส่วนใหญ่ไม่ได้ยื่นขอใช้บริการผลิตภัณฑ์เนื่องจากไม่ทราบเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ ว่าธุรกิจของตนเข้าเงื่อนไขการยื่นขอสินเชื่อหรือไม่ ในส่วนของระดับการมีอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจใช้บริการผลิตภัณฑ์แปลผลตาม Likert's scale ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความสำคัญได้แก่ 1) ราคา 2) องค์ประกอบทางกายภาพ 3) บุคลากร 4) ช่องทางการจัดจำหน่าย 5) ผลิตภัณฑ์ 6) การส่งเสริมการตลาด และ 7) การบริการ ตามลำดับ จากการสัมภาษณ์พนักงานเกี่ยวกับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ พบว่า 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ 2) ด้านราคา ผลิตภัณฑ์คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าได้ 3) ด้านช่องทางการบริการ พบว่า สถานการณ์ COVID –19 เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการลูกค้า 4) ด้านส่งเสริมการตลาด มีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดค่อนข้างน้อย 5) ด้านการบริการ ยังขาดการเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 6) ด้านบุคลากร พนักงานในสาขายังรู้จักรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สินเชื่อนโยบาย ฯ ค่อนข้างน้อย 7) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ ยังขาดเครื่องมือที่ทันสมัยในการให้บริการลูกค้า ความคิดเห็นของพนักงานเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการให้บริการ พบว่าปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาใหม่มากราย มีการแข่งขันกันสูง การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งผลให้คู่แข่งขันพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการให้บริการลูกค้า และข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อนโยบายฯ ในระดับต่าง ๆ ดังนี้ 1) ระดับองค์กร ควรมีการผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ มีกลยุทธ์โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น พัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยรองรับการให้บริการลูกค้ามากขึ้น 2) ระดับธุรกิจหรือทีมงาน ควรมีการจัดประชุม ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ธนาคารและหาแนวทางหาลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย มีรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ครบถ้วน 3) ระดับปฏิบัติการ (พนักงาน) พนักงานควรมีบริการหลังการใช้บริการ กระตือรือร้นที่จะให้บริการและเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการและหากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ ออกมาเป็น 4 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 กลยุทธ์เชิงรุก - จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ แนวทางที่ 2 กลยุทธ์เชิงแก้ไข - จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนรู้ E-learning ของธนาคารให้กับพนักงานเมื่อมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน - ทีมงานศูนย์สินเชื่อ ฯ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กับพนักงานสาขาให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดคือ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน – ทีมงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง

    ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่น กรณีศึกษา รถยนต์มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500ซีซี รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 –1,800ซีซี รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 –2,000 ซีซี รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001ซีซี ขึ้นไป

    No full text
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย และศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งงานวิจัยนี้จะศึกษาเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน และแบ่งกลุ่มตามขนาดของเครื่องยนต์ ได้แก่ 1) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่่ากว่า 1,500 ซีซี 2) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 - 1,800 ซีซี 3) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 - 2,000 ซีซี 4) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป การศึกษาใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ประเภทอนุกรมเวลา (Time Series Data) เป็นข้อมูลรายปีระหว่างปี พ.ศ. 2548 - 2563 รวมระยะเวลา 16 ปี การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐมิติ ในรูปแบบสมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Regression) มาประมาณค่าสัมประสิทธิของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตามด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares : OLS) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มี ขนาดเครื่องยนต์ต่่ากว่า 1,500 ซีซี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 และ 95 ได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร วิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย (ตัวแปรหุ่น) ราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ตามลำดับ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์เป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ในขณะที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย และราคาเฉลี่ยรถยนต์ สำหรับผลของราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีต่อปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความยืดหยุ่นของปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ต่อรายได้ต่อหัวประชากร ราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี และวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย เท่ากับ 3.030 -2.959 และ -0.356 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยด้านราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าความยืดหยุ่นของปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่น ที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ต่อรายได้ต่อหัวประชากร แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้ เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และค่าความยืดหยุ่นของปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ต่อราคาเฉลี่ยรถยนต์ แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้ เป็นสินค้าคงทนถาวร ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 – 1,800 ซีซี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 และ 95 ได้แก่ ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 วิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย (ตัวแปรหุ่น) และรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ตามลำดับ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์เป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรและราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในขณะที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย (ตัวแปรหุ่น) สำหรับผลของปัจจัยราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 – 1,800 ซีซี ที่มีต่อปริมาณ การจำหน่ายรถยนต์กลุ่มนี้ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 – 1,800 ซีซี ต่อราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 รายได้ต่อหัวประชากร และวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย มีค่าเท่ากับ 1.054 0.384 และ –0.210 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยด้านราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 – 1,800 ซีซี ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,501 – 1,800 ซีซี ต่อรายได้ แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็น ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 – 2,000 ซีซี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 และ 95 ได้แก่ ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับอุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 – 2,000 ซีซี ส่าหรับผลของปัจจัยราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 – 2,000 ซีซี ที่มีต่อปริมาณการจำหน่ายรถยนต์กลุ่มนี้ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่าหรับค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 – 2,000 ซีซี ต่อราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และรายได้ต่อหัวประชากร มีค่าเท่ากับ 1.607 และ 1.021 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยด้านราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 – 2,000 ซีซี และวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,801 – 2,000 ซีซี ต่อรายได้ แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ได้แก่ ราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 95 และรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์เป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในขณะที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร สำหรับผลของปัจจัยราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป และวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย (ตัวแปรหุ่น) ที่มีต่อปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป ต่อราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และรายได้ต่อหัวประชากร มีค่าเท่ากับ 1.323 และ -1.085 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยด้านราคาเฉลี่ยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป และวิกฤตหรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สัญชาติญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,001 ซีซี ขึ้นไป ต่อรายได้ แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้เป็นสินค้าด้อยคุณภา

    พฤติกรรมการลงทุน และปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่

    No full text
    การศึกษาในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1) เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ของคนที่ต้องการเข้ามาลงทุนใน Crypto Currency 2) เพื่อต้องการทราบ พฤติกรรมการลงทุนที่ตัดสินใจเข้ามาอยู่ในตลาดของ Crypto Currency 3) แรงจูงใจที่มีผลทาให้เข้าร่วมเข้ามาอยู่ใน ตลาดของ Crypto Currency ผู้ทาการวิจัยได้เก็บแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบหาความแตกต่างค่าเอฟ (F-test) หรือการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance: One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทาการทดสอบด้วยการ เปรียบเทียบเป็นรายคู่ (Multiple Comparisons) ด้วยวิธีของ เชฟเฟ่ (Scheffe) และการวิเคราะห์ ทางสถิต ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นั้น เป็นเพศชาย และช่วงอายุที่เข้ามาลงทุนนั้น เป็นช่วงอายุ 20-29 ปี และรายได้ที่เข้ามาลงทุนนั้น จะอยู่ที่ 15000- 30000 บาท อาชีพที่เข้ามาลงทุน เป็นพนักงานบริษัท ประสบการณ์ลงทุน น้อยกว่า1ปี ด้านแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย และแรงจูงใจในการทางานมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างมีนัยยะสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0

    ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการฟิตเนสของผู้หญิงในเขตอําเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

    No full text
    ปัจจุบันการให้ความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงและผู้ชายถือเป็นเรื่องที่โลกให้ความสำคัญ การให้สิทธิในการออกความคิดเห็น สิทธิในการเป็นผู้นำ หรือสิทธิในการเข้าบริการต่างๆ ของผู้หญิงถูกส่งเสริมและสนับสนุนมากยิ่งขึ้นจากอดีต ซึ่งกระแสการรักษาสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นนั้นได้ส่งผลถึงผู้หญิงที่ต้องการเข้าถึงกระแสการรักษาสุขภาพนี้รวมไปถึงการเข้าถึงของบริการฟิตเนสที่คนส่วนมากมักคุ้นชินว่าเป็นการบริการของผู้ชายเป็นส่วนใหญ่จึงทำให้การบริการบางอย่างไม่ครอบคลุมแก่ผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการหลายท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญนี้แหละพยายามสร้างธุรกิจเพื่อให้เกิดความครอบคลุมและทั่วถึงต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิง งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงลักษณะทั่วไปของตัวอย่างทางด้านประชากร เศรษฐกิจ และสังคม ภายในเขตอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และเพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้หญิงในการเลือกใช้บริการฟิตเนส ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงประโยชน์ของงานวิจัยชิ้นนี้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ที่จะสามารถนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ปรับปรุงพัฒนาระบบการให้บริการได้ดียิ่งขึ้น และสามารถขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงในเขตอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรปราการที่ใช้บริการฟิตเนสมีอายุส่วนใหญ่อยู่ที่ระหว่าง 18 – 30 ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับปริญญาตรี กลุ่มอาชีพส่วนใหญ่เป็นพนักงานเอกชน/รัฐวิสาหกิจ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 20,001-30,000 บาท/เดือน ในส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสของผู้หญิงในเขตอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ, ปัจจัยด้านบุคคล, ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด, ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ, ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์, ปัจจัยด้านการจัดจำหน่าย และปัจจัยด้านราค

    0

    full texts

    8,763

    metadata records
    Updated in last 30 days.
    UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
    Access Repository Dashboard
    Do you manage Open Research Online? Become a CORE Member to access insider analytics, issue reports and manage access to outputs from your repository in the CORE Repository Dashboard! 👇