UTCC Scholar (University of the Thai Chamber of Commerce)
Not a member yet
8763 research outputs found
Sort by
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรณีศึกษางานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ 2. ศึกษาแนวทางแก้ไขและ ควบคุมหนี้ค้างชำระเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ สำหรับวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ ร้อยละและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่า เนื้อหาจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหนี้ค้างชำระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ งานบริหารหนี้เขตเชียงใหม่ มากที่สุดคือ ปัจจัยภายนอก (̅ =4.10 SD= 0.654) สาเหตุจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค covid-19 แนวทางแก้ไขและควบคุมหนี้ค้างชำระเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คือการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจากธนาคาร เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระให้เป็นปกติ และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผู้ศึกษาได้เลือก คือ การเพิ่มมาตรการในการประนอมหนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี
ปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลต่อราคาเงินสกุลดิจิทัล
วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อศึกษาปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลต่อราคาเงินสกุลดิจิทัล โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิประเภทอนุกรมเวลารายเดือน ในช่วงระหว่างปี 2561-2563 รวมจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 36 ตัวอย่าง ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square: OLS) ผลการศึกษาทางสถิติ ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 พบว่า ปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาบิตคอยน์ในตลาดโลก ได้แก่ ราคาหุ้นดาวโจนส์ ราคาทองคำ และ ราคาอีเธอเรียม โดยราคาหุ้นดาวโจนส์ และ ราคาอีเธอเรียมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาบิตคอยน์ในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่ราคาทองคำมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาบิตคอยน์ในทิศทางตรงกันข้าม สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาอีเธอเรียม ในตลาดโลก ได้แก่ ราคาหุ้นดาวโจนส์ ราคาบิตคอยน์ และราคาน้ำมัน โดย ราคาหุ้นดาวโจนส์มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาอีเธอเรียมในทิศทางตรงกันข้าม ในขณะที่ ราคาบิตคอยน์ และ ราคาน้ำมัน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาอีเธอเรียมในทิศทางเดียวกั
Impact of the new financial reporting standard “Leases” on the value relevance of accounting information of companies listed on the Singapore Stock Exchange and the Malaysia Stock Exchange
วิทยานิพนธ์ (บช.ด.) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของข้อมูลทางบัญชีจากการปฏิบัติใช้มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า (IFRS 16) ของบริษัทจดทะเบียนในแต่ละประเทศ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียเมื่อต้องปฏิบัติตาม IFRS 16 เป็นครั้งแรก และเพื่อทดสอบความแตกต่างของความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ของบริษัทจดทะเบียนในแต่ละประเทศ รวมถึงศึกษาความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ส่วนเพิ่มของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ของบริษัทจดทะเบียนในแต่ละประเทศ โดยจะศึกษาข้อมูลจากงบการเงินและราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ช่วงเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ระหว่างไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2561 ถึงไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2562 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป็นกลุ่มตัวอย่างจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จำนวน 107 บริษัท และกลุ่มตัวอย่างจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียจำนวน 252 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่มีรายการสัญญาเช่าตาม IFRS 16 เท่านั้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ และการทดสอบสมการถดถอยด้วย Chow test จากการศึกษาพบว่า การปฏิบัติใช้ IFRS 16 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเกี่ยวข้องของมูลค่าตามบัญชีกำไรต่อหุ้น และกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ใช้ในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย แต่เมื่อพิจารณาสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าที่เป็นรายการที่รับรู้ขึ้นโดยตรงตาม IFRS 16 พบว่า สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่ามีความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนทั้งสองประเทศ และผลการศึกษายังพบว่าการจัดประเภทสัญญาเช่าใหม่ตาม IFRS 16 ส่งผลต่อความเกี่ยวข้องของสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย นอกจากนี้จากการทดสอบความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ส่วนเพิ่ม พบว่า ความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ส่วนเพิ่มของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ไม่มีความแตกต่างกัน และจากการทดสอบความแตกต่างของความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้น พบว่าความเกี่ยวข้องของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้นที่ใช้ในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ในช่วงก่อนและช่วงเริ่มปฏิบัติใช้ IFRS 16 ไม่มีความแตกต่างกัน หรือกล่าวได้ว่าเมื่อ IFRS 16 มีผลบังคับใช้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์ของมูลค่าตามบัญชีและกำไรต่อหุ้น ดังนั้นผลการศึกษาจึงสรุปได้ว่า IFRS 16 มีส่วนช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องในการอธิบายราคาหลักทรัพย์จากข้อมูลทางบัญชีที่รับรู้ขึ้นโดยตรงจากการปฏิบัติตาม IFRS 16 ได้แก่ สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า ซึ่งเป็นการให้หลักฐานใหม่ว่าสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าเป็นข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียหรือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ถึงแม้ว่า IFRS 16 จะไม่ส่งผลต่อความเกี่ยวข้องระหว่างมูลค่าตามบัญชี กำไรต่อหุ้น และกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อหุ้นกับราคาหลักทรัพย์ของทั้งสองประเทศThis research aims to examine the value relevance of accounting information due to the initial application of International Financial Reporting Standard No. 16 Leases (IFRS 16) from listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange (Singapore Exchange and Bursa Malaysia), to test the difference in value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption of the listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange, and to study the incremental value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption of companies listed in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. This research uses financial information and stock prices of companies listed in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange from the first quarter of 2018 to the forth quarter of 2019. The samples were separated into two groups. The first group consists of 107 listed companies from Singapore Stock Exchange. The other group consists of 252 companies listed in Malaysia Stock Exchange. Only companies that have lease transactions in accordance with IFRS 16 Leases are selected for the samples. The statistics employed for this research are descriptive statistics, which are minimum, maximum, mean, and standard deviation, and inferential statistics, which are correlation analysis, multiple regression analysis, and chow test used for regression equation test. The results from this study reveal that adoption of IFRS 16 do not affect the value relevance of book value, earnings per share, earnings before interest, income tax expense, depreciation and amortization per share that used to explain the stock price of listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. However, consider the right-of-use assets and lease liabilities which are indicate in accordance with IFRS 16, the study found that both items from relationship with value relevance to explain the stock price of the listed companies. In both countries, the research also found that the lease reclassification from IFRS 16 application affects the value relevance of right-ofuse assets and lease liabilities from listed companies in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. Furthermore, the results from incremental value relevance test show that there is no difference in the incremental value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption. The value relevance test for book value and earnings per share reveal that there is no difference in the value relevance of book value and earnings per share between the period before and the initial phase of IFRS 16 adoption. In other words, when IFRS 16 has adopted, it did not affect the value relevance of book value and earnings per share. In conclusion, this research found that, IFRS 16 increases the value relevance of accounting information that is directly recognized in accordance with IFRS 16, which is right-of-use assets and lease liabilities. This provides new evidence that right-of-use assets and lease liabilities are information that is relevant to the stock prices of companies listed on the Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange, or is useful information for investment decisions in Singapore Stock Exchange and Malaysia Stock Exchange. Although IFRS 16 do not affect the value relevance of book value, earnings per share and earnings before interest, income tax, depreciation and amortization per share of the two countries
ความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซี ตาก
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การจัดการ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซี ตาก โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่มีสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 100 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบันจำนวน 10 คน และกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยขอกู้สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อของนโยบายรัฐฯ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าสนใจประสงค์กู้สินเชื่อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซี ตาก จัดตั้งในห้างสรรพสินค้าทำให้มีการจำกัดการเข้าใช้บริการ และพนักงานที่ให้บริการต่อวันไม่เพียงพอในการรับลูกค้าการขอคำปรึกษาด้านสินเชื่อนโยบายรัฐฯ จึงเกิดข้อเรื่องเรียนเรื่องการบริการที่ล่าช้า แนวทางการแก้ปัญหา คือ การบริหารงานสาขา ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมล้อมภายในสาขาให้มีความพร้อมในการบริการและพัฒนาศักยภาพให้พนักงานผู้ให้บริการมีความรู้ความชำนาญด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อให้คำปรึกษาลูกค้าได้อย่างถูกต้อ
ปัจจัยที่มีผลต่อการกําหนดอุปสงค์การนําเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทย
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนไปยังประเทศต่างๆเป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งรวมถึงการส่งออกมายังประเทศไทยด้วย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจของประไทยได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในแต่ละปีประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเฉลี่ยจากประเทศจีนมากถึง 9 ล้านตัน/ปีคิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาท จึงนำไปสู่ความสนใจในการศึกษาในครั้งนี้เกี่ยวกับ ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดอุปสงค์การนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทย โดยปัจจัยที่นำมาศึกษาทั้งหมด ได้แก่ ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีน (FOBC), ปริมาณการใช้เหล็กสำเร็จรูปภายในประเทศ (CFS), ปริมาณการผลิตเหล็กสำเร็จรูปภายในประเทศ (PFS), ดัชนีหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศ (SIN), และดัชนีราคานำเข้าของเหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ (SIIN) ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงซ้อน (Multi regression) โดยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (OLS) จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดอุปสงค์การนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ปริมาณการบริโภคเหล็กสำเร็จรูปในประเทศไทย (CFS), ดัชนีราคานำเข้าของเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์(SIIN) และปริมาณการผลิตเหล็กสำเร็จรูปในประเทศไทย (PFS) ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการกำหนดอุปสงค์การนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีนของประเทศไทย ได้แก่ ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนจากประเทศจีน (FOBC) และดัชนีหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศ (SIN
การประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เทคนิคสมมติเหตุการณ์ให้ประเมินค่า (Contingent Valuation Method) และ (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้แบบจำลอง Censored Regression Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 549 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Mean Willingness To Pay) ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 2,390.66 บาทต่อคนต่อปี โดยเป็นความเต็มใจจ่ายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และระบบการบริหารจัดการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกโจรกรรมหรือส่งต่อ และไม่ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ให้เกิดความเสียหายหรือความรำคาญใจจากการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบจำลอง Censored Regression Model พบว่า อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายค่าบริการด้านการติดต่อสื่อสาร ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ประสบการณ์การถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความสำคัญกับข้อมูลสำคัญประจำตัวประชาชน การให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้ความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และราคาที่เสนอครั้งแรก มีความสัมพันธ์กับความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต
Impact of ownership structure, managerial motivation, and audit quality on discretionary accruals and earnings quality through the selection of accounting methods : evidence from Thailand
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบของโครงสร้างผู้ถือหุ้น แรงจูงใจของผู้บริหารตามทฤษฎีการบัญชีเชิงบวก และคุณภาพการสอบบัญชีต่อการเลือกวิธีปฏิบัติทางบัญชี 2) เพื่อศึกษาผลกระทบของวิธีปฏิบัติทางบัญชี โครงสร้างผู้ถือหุ้น แรงจูงใจของผู้บริหารตามทฤษฎีการบัญชีเชิงบวกและคุณภาพการสอบบัญชีต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ 3) เพื่อศึกษาผลกระทบของวิธีปฏิบัติทางบัญชี โครงสร้างผู้ถือหุ้น แรงจูงใจของผู้บริหารตามทฤษฎีการบัญชีเชิงบวกและคุณภาพการสอบบัญชีต่อคุณภาพกำไร 4) เพื่อศึกษาผลกระทบของโครงสร้างผู้ถือหุ้น แรงจูงใจของผู้บริหารตามทฤษฎีการบัญชีเชิงบวก และคุณภาพการสอบบัญชีต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจผ่านการเลือกวิธีปฏิบัติทางบัญชี และ 5) เพื่อศึกษาผลกระทบของโครงสร้างผู้ถือหุ้น แรงจูงใจของผู้บริหารตามทฤษฎีการบัญชีเชิงบวก และคุณภาพการสอบบัญชีต่อคุณภาพกำไร ผ่านการเลือกวิธีปฏิบัติทางบัญชี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มีจำนวน 1,021 ตัวอย่าง จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2554 – 2561 คัดเลือกโดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (OLS) และวิธีกำลังสองน้อยที่สุดสองขั้น (2SLS) ผลการศึกษาพบว่า การกระจุกตัวของผู้ถือหุ้น และการถือหุ้นโดยนักลงทุนรายย่อย ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อวิธีปฏิบัติทางบัญชี ในทางตรงข้ามพบว่า บริษัทที่ไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหาร ผลการดำเนินงาน อัตราส่วนหนี้สิน ขนาดกิจการ และคุณภาพการสอบบัญชี ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อวิธีปฏิบัติทางบัญชี สำหรับผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจพบว่า การกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นและการถือหุ้นโดยนักลงทุนรายย่อยส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ในทางตรงข้ามพบว่า วิธีปฏิบัติทางบัญชี บริษัทที่ไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหาร ผลการดำเนินงาน อัตราส่วนหนี้สิน ขนาดกิจการ และคุณภาพการสอบบัญชี ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ สำหรับผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบต่อคุณภาพกำไร พบว่า วิธีปฏิบัติทางบัญชี บริษัทที่ไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหาร อัตราส่วนหนี้สิน ขนาดกิจการ และคุณภาพการสอบบัญชี ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับคุณภาพกำไร ในทางตรงข้ามพบว่า การถือหุ้นโดยนักลงทุนรายย่อยส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพกำไร แต่ไม่พบผลกระทบของการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้น และผลการดำเนินงานต่อคุณภาพกำไรการศึกษาครั้งนี้พบว่า วิธีปฏิบัติทางบัญชีเป็นตัวแปรส่งผ่านผลกระทบทางอ้อมของการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้น การถือหุ้นโดยนักลงทุนรายย่อย การไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหาร ผลการดำเนินงาน อัตราส่วนหนี้สิน ขนาดกิจการ และคุณภาพการสอบบัญชีต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ รวมทั้ง วิธีปฏิบัติทางบัญชีส่งผ่านผลกระทบทางอ้อมสาหรับการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้น การถือหุ้นโดยนักลงทุนรายย่อย การไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นผู้บริหาร ผลการดำเนินงาน อัตราส่วนหนี้สินขนาดกิจการ และคุณภาพการสอบบัญชีต่อคุณภาพกำไร การศึกษาครั้งนี้ให้หลักฐานเพิ่มเติมจากวรรณกรรมในอดีตเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ โดยพบว่าโครงสร้างการถือหุ้นและคุณภาพการสอบบัญชีส่งผลกระทบที่สำคัญต่อรายการคงค้างที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและคุณภาพกำไร ผ่านการเลือกวิธีปฏิบัติทางบัญชีThe purposes of this study were: 1) to study the impact of ownership structure, managerial motivation influenced by positive accounting theory, and audit quality on the selection of accounting methods, 2) to study the impact of accounting methods, ownership structure, managerial motivation influenced by positive accounting theory, and audit quality on discretionary accruals, 3) to study the impact of accounting methods, ownership structure, managerial motivation influenced by positive accounting theory, and audit quality on earnings quality, 4) to study the impact of ownership structure, managerial motivation influenced by positive accounting theory, and audit quality on discretionary accruals mediated by the selection of accounting methods, and 5 ) to study the impact of ownership structure, managerial motivation influenced by positive accounting theory, and audit quality on earnings quality mediated by selection of accounting methods. The sample group used in this study consisted of 1,021 observations of companies listed on the Stock Exchange of Thailand from 2011 to 2018 and was selected by using purposive sampling. The ordinary least squares (OLS) and two-stage least squares (2SLS) multiple regression techniques were employed for data analysis. The results showed that concentrated ownership and free float ownership had significant positive impact on accounting methods. On the other hand, non-managerial ownership, firm performance, leverage ratio, firm size, and audit quality had significant negative impact on accounting methods. The results of the impact on discretionary accruals showed that concentrated ownership and free float ownership had significant positive impact on discretionary accruals. On the contrary, it was found that accounting methods, non-managerial ownership, firm performance, leverage ratio, firm size, and audit quality had significant negative impact on discretionary accruals. The results of the impact on earnings quality found that accounting methods, non-managerial ownership, leverage ratio, firm size, and audit quality had significant positive impact on earnings quality. On the contrary, it was found that free float ownership had a significant negative impact on earnings quality. However, the impact of concentrated ownership and firm performance on earnings quality was not found. This study found that the accounting method was a mediating variable that transmitted indirect impacts of concentrated ownership, free float ownership, non-managerial ownership, firm performance, leverage ratio, firm size, and audit quality on discretionary accruals. In addition, the accounting method transmitted indirect impact of concentrated ownership, free float ownership, non-managerial ownership, firm performance, leverage ratio, firm size, and audit quality on earnings quality. This study provided additional literature relating to Thailand, which is an emerging market, that the ownership structure and audit quality have significant impact on discretionary accruals and earnings quality mediated by accounting method
การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อไทรทอง ของธนาคารออมสิน.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสิน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา สาเหตุของปัญหาของยอดสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสินที่ลดลง 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสิน 3) เพื่อศึกษาส่วนประสมการตลาดบริการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการสินเชื่อไทรทองของธนาคารออมสิน 4) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาในการเพิ่มยอดสินเชื่อไทรทอง ของธนาคารออมสิน โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน และใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ใช้บริการสินเชื่อไทรทอง จํานวน 10 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้แผนผังก้างปลาหาสาเหตุของปัญหา และนํามาวิเคราะห์ข้อมูล โดยการตีความเพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อไทรทองเพื่อการอุปโภคบริโภค จากการแนะนําจากพนักงานธนาคาร โดยมีการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อไทรทองกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทอื่น ๆ ก่อนการตัดสินใจ ซึ่งส่วนใหญ่ ตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อไทรทองด้วยตนเอง และจะแนะนําบุคคลอื่นให้มาใช้บริการสินเชื่อไทรทองเช่นกัน สําหรับส่วนประสมทางการตลาดในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยในทุกด้าน ด้านที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อไทรทองอันดับแรกคือ ด้านพนักงานธนาคาร รองลงมาคือ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านช่องทางการจัดจําหน่าย ด้านราคา ด้านกระบวนการให้บริการ และ ด้านผลิตภัณฑ์ ตามลําดับ แนวทางในการเพิ่มยอดสินเช่ือไทรทองของธนาคารออมสิน จํานวน 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 การสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสินเชื่อไทรทอง โดยเพิ่มช่องทางการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อไทรทองให้แก่พนักงานธนาคารออมสิน และแนวทางที่ 2 การเพิ่มช่องทางการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการจ้างบริษัทมาพัฒนาระบบช่องทางการให้บริการอิเล็กทรอนิกส
การศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อธุรกิจ ของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 15 ธนาคารออมสิน ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคาร.
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การเงิน)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อธุรกิจ ของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 15 ธนาคารออมสิน ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคาร โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมดซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านสินเชื่อธุรกิจของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 15 และใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (SPSS) ในการวิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติพื้นฐาน ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test, One Way ANOVA โดยใช้แผนผังก้างปลาเพื่อหาสาเหตุของปัญหา จากนั้นวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กรโดยใช้ SWOT Analysis และนำผลที่ได้มากำหนดกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาโดยใช้ TOWS Matrix ผลการศึกษา พบว่าสาเหตุของปัญหาสินเชื่อธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคาร สามารถแบ่งออกเป็น 5 สาเหตุหลัก ได้แก่ ปัญหาด้านพนักงาน ปัญหาด้านกระบวนการทำงาน ปัญหาด้านเครื่องมือ ปัญหาด้านนโยบาย ปัญหาด้านผลิตภัณฑ์ โดยเสนอแนวทางในการแก้ไขด้านนโยบาย คือ ธนาคารควรกำหนดให้มีนโยบาย ระเบียบ คำสั่ง ที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติ และยังทำให้พนักงานมีแนวทางในการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ธนาคารควรสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ จากการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และเพิ่มยอดอนุมัติและทำสัญญาสินเชื่อธุรกิจให้กับธนาคา
แนวทางการเพิ่มปริมาณสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดชลบุรี
การศึกษาค้นคว้าอิสระ (บธ.ม. (การตลาด)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการสินเชื่อและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการให้สินเชื่อภาคการเกษตร เพื่อเสนอแนวทางเพิ่มปริมาณลูกค้า ที่มาใช้บริการขอสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดชลบุรี โดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 388 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลการใช้บริการสินเชื่อ นำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาแปลงเป็นค่าร้อยละ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของตารางแจกแจงความถี่ วิเคราะห์ข้อมูลของระดับความสำคัญต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการพิจารณาเลือกใช้บริการสินเชื่อ ซึ่งลักษณะแบบสอบถามจะเป็นการประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหา ค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 ตัวอย่าง ผล การศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 71.13 มีอายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 36.08 สถานภาพสมรส ร้อยละ 71.13 จบการศึกษาระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษา ร้อยละ 42.53 มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพเกษตรกร 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ 39.43 รายได้ต่อเดือน 10,001 - 20,000 บาท ร้อยละ 34.02 ด้านพฤติกรรมการใช้บริการสินเชื่อ ใช้บริการสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร้อยละ 100 วงเงินสินเชื่อรวมอยู่ที่ 200,000 – 500,000 บาท ร้อยละ 36.60 เป็นประเภทวงเงินกู้ระยะสั้น ร้อยละ 79.90 โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนกิจการภาค การเกษตร ร้อยละ 88.14 และหลักประกันที่ใช้ค้ำประกัน คืออสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 71.13 ส่วนผลการศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อสีเขียว ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พบว่า ปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ยที่ระดับ 4.44 จากการสัมภาษณ์พบว่า ปัญหาที่สำคัญจากปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด คือ ปัจจัยด้านกระบวนการบริการและปัจจัยด้านบุคลากร และได้เสนอแนวทางการเพิ่มปริมาณสินเชื่อสีเขียว โดยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทักษะความรู้ความสามารถในการปฏิบัติด้านสินเชื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน มีการให้คุณภาพการบริการที่ดี จะส่งผลให้ธนาคารมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นThis survey studied about customer loan’s behavior and their factors of Marketing Mix which influenced to grant credit line of agricultural sector. This research aims to increase the number of customers for Green credit with Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives, Chonburi.The author distributed questionnaires to 388 samples by using “Descriptive Statistic”to analyze the general information and database of credit line utilization.The database was classified by type into percentage and present those results in frequency table.The analysis related to significant level of factors which linked to decision making for credit line utilization. Furthermore, the questionnaire consists with 5 levels of score or “Likert Scale”, analyze statics to find X mean, S.D. by using the in-depth interview from 5 samples. The result shows the most of sample is male as 71.13 percent.There is the age between of 51 and 60 years old as 36.08 percent,71.13 percent of sample has marital status, 42.53 percent is under high school level, 39.43 percent has more than 10 years of experience in agricultural sector, 34.92 percent of sample has income between 10,001 to 20,000 baht. For their behavior of credit line utilization, they utilized the loan with Agriculture and Agricultural Cooperatives Bank as 100 percent for total credit line.36.60 percent is the credit utilization between 200,000 - 500,000 baht, and 79.90 percent as a short-term loan. 88.14 percent loan intend to turnover expense for agricultural sector.71.13 percent is used for real estate for guarantee.The findings indicated that Marketing Mix of decision making of credit was the expertise of bank officer as the score 4.44.The other finding was the most significant problem from Marketing Mix in many issues for example, service process, and factor of bank officer ability.Moreover, this research provide the direction to increase the credit line loan by improving the credit knowledge and related skill following bank standard in order to increase the bank competitiveness by excellent service level from bank office